551223 รายการวิถีอาริยธรรม เรื่องอำนาจโดยธรรม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2555
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

551223 รายการวิถีอาริยธรรม เรื่องอำนาจโดยธรรม โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และ ส.เดินดิน ติกขวีโร ดำเนินรายการ สมณะเดินดิน... วันนี้เป็นวันที่ 23 ธ.ค. 2555 คงจะบรรยากาศประเทศไทยคงจะเข้าสู่ครบรอบ 85 ชันษาของในหลวง ถือว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่มีประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงทศพิศราชธรรม อยู่คู่ชาติบ้านเมืองมายาวนาน พ่อครูเคยปรารภว่า ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์เป็นประมุข แล้วก็สามารถนำพาประเทศให้เจริญรุ่งเรืองที่เป็น ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ ในหลวงเราจะเป็นที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ แต่ตอนนี้ก็ต้องลุ้นกันว่าจะกอบกู้บ้านเมืองได้หรือไม่ ชาวอโศกเรามีงานบุญตลอดการไปชุมนุมก็ไปเปิดโรงบุญแก่พี่น้องที่มาร่วมชุมนุม พอกลับมาก็มาเปิดโรงบุญกันตาม พระพุทธศาสนาชุมชนต่างๆก็ได้เริมเปิดโรงบุญตามหมู่บ้านใกล้ๆกัน เพราะความที่เรายึดมั่นในคำสอนของพระพุทธศาสนา คิดแค่เรื่องบุญเราก็มีเรื่องให้ทำไม่รู้จบแล้ว ภาพพจน์ของชาวอโศกเลยดูเหมือนร่ำรวยเพราะแจกแบบไม่หยุดไม่หมด มันก็แปลกเหมือนกัน หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ให้พวกเราร่ำรวยอะไร ประเทศไทยเราคิดดูเหมือนกันว่า เคยได้ฟังคุณหญิงจารุวรรณ ว่าไว้ว่าถ้าสามารถเอาเงินที่ถูกนักการเมืองโกงกินไปคืนมาได้ จะสามารถปูถนนให้เป็นทองคำได้เลย ถึงโกงกันขนาดนั้นเราก็ยังไม่ขาดแคลนอะไร เป็นบุญของไทยที่มีในหลวงปกเกล้าคุ้มกระหม่อมไว้อยู่ และพ่อครูก็ได้ให้โศลกธรรมไว้ว่า “พระพุทธศาสนา คือประชาธิปไตย ที่ยิ่งใหญ่ในโลก) บ้านเมืองไทยเราก็ดูเหมือนว่าอยู่ในสงคราม ประชาธิปไตย คือไม่ว่าไปค่ายไหนที่ต่อสู้กันอยู่ทุกวัน ก็ปักมั่นว่าฉันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พ่อครูก็ปักธงว่าพระพุทธศาสนาคือประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในโลก เราก็ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเช่นกัน องค์ประ

อ่านต่อ

กอบเหล่านี้เราคงได้ฟังพ่อครูพูดให้เราฟังว่า ที่พ่อครูมั่นใจว่า พระพุทธศาสนาคือประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ในโลกได้อย่างไร ชาวอโศกเราอยู่กันมาก็คงจะรับรู้กันว่า เราไม่ได้ร่ำรวยอะไรแต่เราก็ได้เห็นถึงทศพิศราชธรรมของในหลวงที่มั่นคงเป็นเสาหลักให้ไทยอยู่ตลอดมา แสดงว่าพระพุทธศาสนาคงจะมีเพชรให้เราค้นหาอีกมากมาย เราคงค่อยๆได้ดูกันไปที่ละเม็ด ว่าพ่อครูจะนำเพชรเม็ดไหนมาให้เราดูกัน พ่อครูว่า... อาตมามั่นใจว่า ไม่ได้พูดเล่นพูดโม้ ไม่ได้คะนองอะไร พูดด้วยความไม่ตื่นเต้นอะไรเลย ไม่รู้สึกห่ามเหิ่มอะไรที่จะมาพูด เพราะมันเป็นเรื่องชัดเจน มั่นแม่น เป็นความจริงที่อาตมามี ภาวะธรรมที่คนเข้าใจยาก เป็นภูมิปัญญา ภูมิปัญญาของศานาพุทธเป็นสิ่งที่เกิดจริงเป็นจริงของแต่ละคน อยู่ในอัตตาภาพ อยู่ในจิตเจตสิก ในวิญญาณ ซึ่งมีเวทนา สัญญา สังขารเป็นองค์ประกอบอยู่ เมื่อเวทนาก็เป็นเวทนาบริสุทธิ์ สัญญาก็บริสุทธิ์ สังขารก็บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นสังขารจิตของแต่ละคน เมื่อกิเลสมันดับไปจริงๆ ไม่มีปรุงอยู่ในจิต ไม่ว่าจะเป็นอนุสัยอาวะอะไรมันก็ไม่มี จิตก็จะอยู่อย่างครบพร้อม ไม่มีอะไรแปรปรวน เปลี่ยนแปลง และจะคงทนตั้งมั่น เมื่อเราไม่สลายมัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติของจิตอย่างเป็นวิทยาศาสตร์โดยแท้จริง ศาสนาพุทธ หรือ พระพุทธเจ้า ศึกษาเรื่องคน และศึกษาเรื่องความเป็นมนุษย์และศึกษาสังคมมนุษย์เป็นหลัก จึงเข้าใจทะลุปรุโปร่งทั้งหมด อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ได้ศึกษาตามพระพุทธเจ้า ได้ความรู้นั้นมา แต่ยังไม่ถึงสัมมาสัมโพธิญาณ เท่าพระพุทธเจ้า ก็รู้ตามบารมี รู้ตามฐานะ ที่นำมาเปิดเผยก็เป็นสยังอภิญญา เฉพาะความรู้เฉพาะตน พ่อครู ได้อ่านคอลัมน์สมาธิชาวบ้าน ใน นสพ.ไทยโพสท์ฉบับวันนี้ เขียนโดย อ.บูรพา ผดุงไทย เป็นการเรียบเรียงคุณธรรมที่คนส่วนใหญ่ยึดถือปฏิบัติอยู่ และเห็นว่าอันนี้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ เขาเข้าใจว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ ซึ่งอาตมาเห็นต่างออกไป บทความนี้เขาตั้งชื่อว่า”ธรรมะในโลกุตระภูมิ” ซึ่งอาตมาเห็นว่าที่ท่านเข้าใจทั่วไป ต่างกับที่อาตมาเข้าใจ พ่อครูอ่านของอ.บูรพาว่า... การปฏิบัติไม่ว่าสายไหน สุดท้ายก็จะเจอลักษณะที่คล้ายๆกันหมด คือ เมื่อจิตผ่านการอบรมแล้วก็จะมีอาการนิ่งสงบลงไป พอจิตมันนิ่งไปถึงจุดหนึ่งแล้ว จิตมันจะสงบจนพร้อมใช้งานแล้ว พร้อมใช้งานอย่างไร จิตใช้งานก็ต้องมีครูบาอาจารย์สั่งสอน ในลักษณะภูมิจิตภูมิธรรม ในระดับเดียวกับที่จิตมันพร้อมใช้งาน ถ้าจิตไปได้ธรรมะที่ต่ำกว่านี้ จิตมันก็จะไม่พิจารณา เนื่องขณะนี้จิตอยู่ในสภาวะที่จะพิจารณาของภูมิธรรมที่เป็นวิปัสสนา ดังนั้นถ้าเป็นศีลธรรมธรรมดาจิตมันจะปฏิเสธ จิตมันพร้อมที่จะพิจารณา ดังนั้นแล้วจะต้องเพาะเชื้อในภูมิวิปัสสนา พอจิตได้ฟังในภูมิวิปัสสนาอันนี้ไป จิตจะต้องมีครูบาอาจารย์คอยสอนช่วยอบรม อีกอย่างหนึ่งคือจิตสามารถที่จะเกิดอาการผุดรู้ขึ้นเอง อันสืบเนื่องมาจากจิตสามารถที่จะกำหนดให้เกิดความว่างขึ้นในช่องว่างของจิตเองได้ จิตมีความว่างเป็นอารมณ์แล้ว จิตก็เอาความว่างนั้นให้ปรากฏแล้ว จิตก็อาศัยความว่างนั้นให้ปรากฏความรู้แจ้งขึ้นเป็นระยะๆ ให้เราเข้าใจโลกเข้าใจธรรมะมากขึ้น ภูมิวิปัสสนาก็จะเดินไปเอง ภูมิวิปัสสนานั้นจะไปกำหนดให้เกิดอาการต่างๆไม่ได้ เพราะในภูมิวิปัสสนานั้นถ้ายังกำหนดได้ เราก็ยังตกอยู่ในอิทธิพลของความคิด (พ่อครู แทรกว่าภูมิวิปัสสนานี่คิดอะไรไม่ได้ ต้องนิ่งเฉยถ้าขืนคิดไม่ใช้ภูมิวิปัสสนา อาตมาเห็นใจและน่าสงสารที่เห็นเช่นนี้) ดังนั้นภูมิวิปัสสนาที่บังคับให้คิดไปต่างๆนั้น ยังมิใช่ภูมิวิปัสสนาที่แท้จริง (พ่อครู แทรกว่า คือแยกความคิดกับความรู้นี่กับการปรุงแต่งที่เป็นอภิสังขารกับสังขารที่มีการปรุงแต่งไม่ออก เวลาจิตจะสังขารอย่างไม่มีกิเลส มันก็จะเป็นอภิสังขาร นั่นแหละคือคิด แต่ทีนี้อธิบายว่าจิตว่างๆไม่ต้องคิดอะไรเลย มันก็ต้องว่างๆ จะรู้อะไรไม่ได้เลย จะรู้อะไรได้คือต้องโน้มน้อมไป อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ให้โน้มน้อมจิตไป ก็คือให้คิดนั่นเอง โน้มน้อมจิตไปทางไหน ก็คือไปทางบุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ จนกระทั่งถึงภูมิอาสวักขยญาณ ให้จิตมีมโนสัญเจตนา ให้จิตมันมุ่งไปทางนั้น แต่นี่ให้จิตมันคิดเอง) ภูมิวิปัสสนาของจริงแล้วอาการท่าทางของจิตจะอยู่ในความว่าง ที่เหนือการควบคุม จิตจะเหนือการควบคุมให้ไปคิดหรือไม่คิดอะไร คือจิตมันจะไปเป็นเอง แต่การที่จะรู้ก็จะรู้ขึ้นมาเอง (พ่อครูแทรกว่า ที่จริงก็เป็นไปได้) แต่ถ้าบังคับให้รู้นี่ไม่ใช่ภูมิวิปัสสนาที่แท้จริง เพราะจิตยังมีอุปาทานสัญญาต่างๆที่จิตยังตัดไม่ขาด เราก็จะเห็นไปตามอุปาทานสัญญาต่างๆ ในใจเรามันก็ยังไม่ใช่ภูมิวิปัสสนา สัญญาต่างๆที่มีกิเลส พ่อครูว่า....ขออธิบายแทรกที่เห็นต่าง ก็ตรงที่ว่า ในขณะนี้ ถ้านั่งหลับตาแล้วก็ผู้ที่เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิก็จะโน้มน้อมจิตไปเพื่อให้มันคิด แล้วมันจะไปคิดอย่างรู้ เรียกว่า บุพเพนิวาสาสุสสติญาณ มีสติสัมปัชชัญญะโน้มน้อมไปหาสัญญาเดิม สัญญาเก่าๆ ไม่ใช่ไปอยู่เฉยๆให้อุปาทานมันมาสั่งการอย่างที่ท่านอธิบาย ว่าให้มันว่างๆ มันก็ดึงเอาอุปาทานขึ้นมาคิด อันนี้ จริงแล้ว ถ้าจิตมันว่างๆของคนที่ไม่มีอุปาทาน เช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในวันเพ็ญเดือน 6 ท่านก็นั่งใต้ต้นโพธิ์ ท่านก็นั่งสมาธิเข้าไปอยู่ในภวังค์ แล้วท่านก็โน้มน้อมจิตไปเป็น บุพเพนิวาสาสุสสติญาณ ในยามแรก คือให้จิตมันคิดไป ไปเอาสัญญาเก่ามาคิด เพราะฉะนั้นสัญญาท่านไม่มีอุปาทาน เรื่องราวรูปร่างของสัญญา จะออกมาเป็นของจริงที่มีแล้วเป็นแล้วอยู่ในสัญญาไม่ใช่ความคิด แต่เป็นของจริงที่ผู้นั้นมีของตนเองแล้ว เป็นสยัมภูของท่าน ท่านผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นอันใดเป็นของเก่าความเก่า เมื่อครั้งยังมีกิเลส ท่านก็จะเห็นตัวท่านเมื่อนั่นเมื่อนี่ว่ามีกิเลส เมื่อมาได้เรียนรู้ได้มาปฏิบัติแล้ว ก็ได้ชำระกิเลสแล้วกิเลสก็ไม่มี ต่อมาๆก็มีภูมิพามาเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดแล้วเป็นอรหันต์แล้ว บำเพ็ญโพธิสัตว์ต่ออีก ก็จะรู้ว่ามันหมดคืออะไร ไอ้ที่ได้ชำระไปคืออะไร เที่ยงแท้มั่นคงถาวรแล้วหรือไม่ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงอีกแล้วคืออะไร จนเป็นโพธิสัตว์สูงขึ้นๆเป็นลำดับจนถึงลำดับที่ 8 ที่ 9 ไม่ใช่ความคิดแต่เป็นความรู้ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ ในสิ่งที่เกิดที่ดับก็คือสิ่งที่สัญญาจำได้ จากเรื่องเมื่อนั่นมีกิเลสอยู่แล้วก็ล้างกิเลสอย่างนี้ กิเลสก็หมดอย่างนี้ ท่านก็จะรู้จักวิธีการว่าทำอย่างนี้มันจึงหมด ทำทวนอย่างนี้เป็นอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง จนสมบูรณ์เป็นนิจจัง ทุวัง สัสสตัง อวิปรินามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปังอย่างไร เป็นตถาคตาแล้ว โดยไม่ต้องไปทำอะไร ก็เป็นได้แล้ว นั่นคือจุตูปปาตญาณ ท่านก็เห็นความเกิดความดับ เจริญขึ้นมาเรื่อยๆ จนครบสัมมาสัมโพธิญาณ ท่านก็รู้ตัวว่าเป็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ความคิด คือผลักความรู้มโนสัญเจตนา ไปให้สัญญาเก่าของจริงที่เรามี ไม่ใช่ที่รู้ขึ้นมาเอง รู้ขึ้นมาเองโดยไม่ต้องโน้มน้อมจิตไป ก็เป็นได้ คือจิตว่างๆ มันรู้ขึ้นมาเอง นั้นแหละคือผู้ที่มีของจริงเป็นสยังอภิญญา บรรลุแล้ว หรือแม้ยังไม่จบก็จะรู้ความจริงของตนได้ แต่มันก็นานกว่าจะไล่ปรากฏออกมา เปิดจิตที่จะรู้ไม่ใช่ลอยๆเฉยๆ ทีนี้คนที่มีอุปาทานอยู่ มันก็จะขึ้นมาทำงานปรุงแต่งเป็นของปลอม มันไม่ใช่ของสะอาด บริสุทธิ์ ก็เห็นว่านี่แหละสิ่งรู้ ส่วนมากเป็นของไม่สะอาด ไม่ได้รู้ความจริงตามความเป็นจริงในสัญญา ปล่อยให้จิตทำงานตามอุปาทานที่ทำงานเป็นหลัก เพราะมันมีอยู่ สิ่งที่เห็นคือสิ่งที่ปรุงแต่งโดยกิเลส จึงเป็นภาพหลอกภาพหลอนเสียเยอะ เพราะงั้นในการนั่งให้จิตว่างๆมันไม่ใช่คิดแต่มันคือเตวิชโช เพราะญาณหยั่งรู้มันเป็นวิปัสสนาญาณสัมผัสสภาวธรรมนั้นๆ อ.บูรพานิยามวิปัสสนาญาณว่าคือญาณอย่าคิดอะไร ญาณอยู่ว่างๆแล้วจะเกิดวิปัสสนาเองจะเกิดรู้เห็นเอง ถ้าคิดอย่างนี้ก็ผิดเลย เพราะวิปัสสนาญาณคือสัมผัสของจริงเลยแล้วก็เห็นรู้ตามสัมผัส เรียกว่ารู้อย่างสัมผัสเห็นๆแล้วจะเกิดเวทนาอย่างไรก็รู้หมดแบ่งแยกออกหมดแล้วจะดับตรงไหน วิตกวิจารณ์แยกออกหมด จะดับถูกต้องหมด นี่คือวิปัสสนาวิธีให้เกิดวิปัสสนาญาณ แล้วก็ปฏิบัติอย่างปอกเปลือก ปอกมะม่วงก็รู้ว่าปอกมะม่วงอยู่ หั่นเนื้อมันออกมาเป็นชิ้นๆก็รู้หมด นี่คือวิปัสสนาญาณ อยู่กับมือแล้วสัมผัสอยู่กับตัวก็รู้หมด แม้แต่นี่คืออาการกิเลส นี่คืออาการกิเลสลด กิเลสหมดแล้ว ทำให้แข็งแรงสมบูรณ์ก็รู้หมด ท่านก็มาเรียบเรียบไว้ เป็นวิปัสสนาญาณ 9 เพราะฉะนั้นถ้าวิปัสสนาญาณคืออยู่เฉยๆ ก็คงไม่ต้องมีภาษามาเรียกวิปัสสนาญาณ 9 ขั้น อันมีตั้งแต่อุททัพยานุปัสสนาญาฯ..... เป็นมุญกิจตุกัมยญาน ต้องรู้อาการจิตที่เป็นญาณเหล่านี้ มันเป็นคุณสมบัติของญาณที่จะเกิดเป็นขั้นๆ...พ่อครูกล่าวต่อเป็น วิปัสสนาญาณ 16 (โสฬสญาณ) ...บันทึกไม่ทัน ถ้าวิปัสสนาญาณคืออยู่เฉยๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องบัญญัติภาษาเหล่านี้ จะเกิดวิปัสสนาญาณเพราะปฏิบัติลืมตาปฏิบัติเป็นขั้นๆ ตามลำดับนี่คือความละเอียดที่เข้าใจไม่ง่าย ก็เห็นใจโดยเฉพาะเดินทางผิดปฏิบัติมิจฉาสมาธิ ผิดทาง ไม่เป็นการปฏิบัติโดยตาเปิดมีผัสสะเป็นปัจจัยจะรู้ว่าวิญญาณเราสะอาดขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ใช่ไปกำหนดวิญญาณว่าตายแล้วค่อยล่องลอยเหมือนภิกษุสาติ โดยไม่เรียนรู้จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ในปัจจุบันนี้ที่มีผัสสะ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่นในขณะนี้ ไม่ได้เรียนเป็นปัจจุบันธรรมอย่างนี้ เป็นอิทพรหมจริยวาโว ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่านี่แหละ คือชมพูทวีปที่มี สุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส อย่างนี้แหละ มันก็เลยนอกทางที่ต่างจากที่พระพุทธเจ้าสอน มันนก็เลยนอกทางที่พระพุทธเจ้าท่านวางไว้ พ่อครูอ่านต่อ... ส่วนเมื่อจิตสงบดีก็จะตัดกระแสต่างๆตักกระแสสมมุติ ตัดกระแสบัญญัติเกิดความรู้ขึ้นเอง แล้วจิตก็ไต่ความรู้นั้นไป พิจารณาไปตามธรรมชาติของจิต พ่อครูว่า.... ไอ้ที่พิจารณานี่คิดไหม? มันก็ต้องคิด พิจารณานี่คือวิจัยมันต้องขบคิด ถ้าเอาแต่สักแต่ว่ารู้มันก็ไม่ต้องขบคิด แต่นี่พิจารณาอ้าวแล้วคุณเอาพิจารณาไปใส่ไว้ทำไม คือเอาบัญญัติภาษารู้ว่าต้องพิจารณาเหมือนกัน เพราะเฉยๆก็แค่รู้แล้วมันจะไปแยกแยะอะไรออกเล่า ก็เลยเอาคำว่าพิจารณามาใส่ ส.เดินดินแทรกว่า ก็เขาหมายความว่าเมื่อจิตเป็นสมาธิปุ๊บนี่ มันจะเข้าไปรู้โดยไม่ต้องโน้มน้อมอะไร อาตมาแทรกว่า คำว่าพิจารณานี่เอาพยัญชนะนี้มาใช้นี่ ผมถึงถามว่าพิจารณานี่มันมีวิจัยขบคิดไหม มันมีใช่ไหม่ ส.เดินดินตอบว่า ก็คิดครับ อาตมาแทรกต่อว่า มันก็เลยย้อนแย้งความจริงไง มันเป็นธรรมชาติของจิตของมันเอง เขาว่างั้นนะ มันคิดเอง ก็ไม่ว่ากัน หยวนๆ จะบอกว่าคิดเองก็ไม่ว่ากัน พ่อครูอ่านต่อว่า... การเกิดความรู้แจ้งนี้เป็นความรู้แจ้งในโลกียภูมิ ยังไม่เป็นพระนิพพาน ต่อเมื่อจิตสามารถก้าวพ้นสมมุติบัญญัติโลกนี้ได้ ขึ้นสู่โลกุตรภูมิ (พ่อครูแทรกว่า แล้วสมมุติบัญญัติและก้าวพ้นสมมุติบัญญัติคืออย่างไร นี่อยู่กับภาษาทั้งนั้นนะ) อันเป็นธรรมะที่ไม่มีสมมุติบัญญัติแล้ว (พ่อครูแทรกว่า พยัญชนะก็ถูก แล้วมันอย่างไร จิตมันต้องรู้ความจริง แต่นี่ก็สมมุติเป็นภาษาไปเรื่อยๆ อย่าลืมว่าจิตก็ยังมีอุปาทานอยู่นะคนที่พูดนี่) พอจิตไปรู้เรื่องกระบวนความคิดภายในจิต รู้เรื่องจิตกับความคิดที่เกิดดับขึ้น ภายในจิต ไปรู้จิตที่ปรุงแต่งเมื่อไหร่ ก็เอาความปรุงแต่งนั้นมาใส่ความคิดเหล่านั้น ซึ่งขบวนการเหล่านี้จะส่งให้จิตถึงโลกุตรภูมิ พ่อครูว่า..มันไม่รู้เรื่องเลย มันเอาจิตที่ปรุงแต่งนั้นมาใส่ความคิด มันก็เป็นจิตปรุงแต่งสิ แล้วก็แยกไม่ออกอีกว่า เป็นสังขารแบบไหน เป็นปุญญาภิสังขาร หรือสังขารที่ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นอปุญญาภิสังขารหรือ อเญชาภิสังขาร ถ้าผู้ที่ไม่มีความรู้เลยนี่ปุญญาภิสังขารไม่ได้ คุณจะชำระกิเลสไม่ได้ เพราะไม่รู้จักวิธี รู้วิธีชำระกิเลสจึงเป็นปุญญาภิสังขารเป็นเสขบุคคล(บุคคลที่ยังชำระกิเลสอยู่) พอชำระได้หมดก็เป็นอปุญญาภิสังขาร เพราะฉะนั้นปรุงแต่งโดยไม่มีกิเลสถ่ายเดียว เป็นกุศล ยังกุศลให้ถึงพร้อม ไม่มีบาป เป็นสัพพาปัสสอกรณัง แต่นี่อ.บูรพา เขาพูดว่า เอาความปรุงแต่งมาใส่ความคิดเหล่านั้น แล้วเป็นโลกุตรภูมิมันจะไม่โมเมไปหน่อยหรือ พ่อครูอ่านต่ออีก... พอจิตถึงโลกุตรภูมิแล้ว ธรรมะต่างๆที่มีสมมุติบัญญัติอยู่ก็หมดความหมายเพราะจิตของผู้ปฏิบัติรู้แล้วว่า จิตที่สำเร็จนั้นเป็นโลกุตรภูมิ จิตไม่ได้สำเร็จที่โลกียภูมิ พ่อครูว่า...แต่ของอาตมาจิตสำเร็จที่โลกียภูมิ รู้จักโลกียะรู้จักกิเลส พอดับกิเลสจิตก็เป็นโลกุตรภูมิ นี่อาตมาอธิบายอย่างนี้ แต่ของเขาอธิบายเหมือนภูมิเป็นแหล่งๆ เหาะลอยไปตามภูมิต่างๆเป็นสภาวะเป็นแท่งเป็นที่มันไม้เห็นว่ากิเลสดับก็เข้าโลกุตรภูมิ เป็นโสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลก็เป็นโลกุตรภูมิขั้นหนึ่ง พอสกิทาคามีมรรคก็ปฏิบัติไปเป็นสกิทาคามีผลก็เป็นขั้นสองแล้วเป็นอนาคามีมรรคอนาคามีผลก็ขึ้นไปอีกสองภูมิ เป็นหกภูมิ ขึ้นสู่อรหัตมรรคอรหัตผล ก็จบสมบูรณ์เป็นโลกุตรภูมิที่ 9 เพราะพ้นโลกุตรภูมิทั้ง 8 ไปได้ ก็รู้สภาวะของภูมิเหล่านั้นอย่างชัดเจนว่าอยู่ในระดับโสดาฯอย่างไร ในระดับสกิทาฯอย่างไร กามาวจรภูมิซึ่งเป็นอบาย ดับอบายได้ก็เหลือกามาวจรภูมิของสกิทาคามี พอดับสกิทาคามีไปเรื่อยๆ สั่งสมเป็นอนาคามีไปเรื่อย จนหมดกามาวจรภูมเหลือแต่รูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ อนาคามีก็ดับรูปาวจรภูมิกับอรูปาวจรภูมิของตนอย่างมีผัสสะด้วย ลืมตาเห็นอยู่หลัดๆว่าสัมผัสอยู่กิเลสเกิดจริงและกิเลสดับจริง ไม่ใช่ไปนั่งเอาสัญญามาขบคิด ยกชั้นนั้นใส่ชั้นนี้อย่างที่ท่านอธิบาย มันไม่ใช่เลยเห็นไหม มันต่างจากเชิงตรรกะที่ท่านอธิบาย แต่ที่อาตมาอธิบายเป็นเชิงของจริง ตามที่พวกเราตามสัมผัสมา ตามลำดับเท่าที่พวกเราปฏิบัติได้ แม้จะไม่รู้ทั้งหมด ยิ่งถ้าคนรู้ถึงอรูปาวจรภูมิเลยก็ยิ่งจะชัด อาตมาไม่ถามว่าใครรู้ถึงอรูปาวจรภูมิแล้วบ้าง ก็ของใครก็ของตนเองก็แล้วกัน มันจะมั่นใจเองว่ารู้ถึงแล้ว รู้ด้วยญาณของตัวเอง พ่อครูอ่านต่อ... พอจิตของผู้ปฏิบัติแล้วรู้ว่าจิตสำเร็จนั้นสำเร็จที่โลกุตรภูมิ ไม่ได้สัมผัสที่โลกียภูมิ จิตพอเลย สมมุตติบัญญัติแล้วนั้น จิตจะรู้ว่าพระนิพพานั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับธรรมะที่สอนด้วยสมมุติบัญญัติ (พ่อครูแทรกว่าแล้วพระพุทธเจ้าจะมาบัญญัติสิ่งเหล่านี้ไปทำไม ท่านจะมาบัญญัติให้มันเหนื่อยทำไม ถ้าเผื่อว่าไม่ต้องใช้ นี่ใช้ไม่เป็นก็เลยตีทิ้งไปหมดเลย อาตมาขออภัยอ.บูรพา อาตมาไม่ได้ว่าอ.บูรพาหรอก เห็นใจสงสารเข้าใจ เสียเวลาไปเรียนตามๆกัน ก็แน่นอนว่าคนเรามันก็ต้องเรียนผิดก่อนถูกก็ค่อยๆเป็นไป) ส.เดินดิน..แทรกว่า “ของจริงต้องนิ่งใบ้ ถ้าพูดได้ไม่ใช่ของจริง” อาตมาบอกว่าอันนี้โมเม ก็มันไม่รู้มันก็เลยพูดไม่ได้สิ เป็นข้อแก้ตัว ที่จริงที่พูดไม่ได้คือมันไม่รู้ ใช้คารมกลบเกลื่อนตัวเองปิดไว้สนิท เก่งจริงๆ พ่อครูอ่านต่อ... พระนิพพานเกี่ยวเพียงธาตุรู้ สติที่เห็นความคิดแล้วเท่าทันความคิด ไม่หลงปรุงหลงแต่งหรือจิตดวงไหนไปหลงยึดมั่นถือมั่นเป็นจริงเป็นจังเกิดเป็นอวิชชาขึ้น จิตคิดที่ไหนปรุงที่ไหนก็เกิดเป็นตัวเป็นตนขึ้นที่นั่น เมื่อจิตเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่า แท้ทีจริงเราต่างเวียนว่ายอยู่ในความคิดความฝันของตัวเราเอง พอจิตเริ่มรู้อย่างนี้ จิตก็เริ่มรู้ความจริงหลายอย่าง ก็ขอให้ผู้ปฏิบัตินั่งดูความคิด ดูตัวของตัวเอง เท่าทันมันหมดทุกกระบวนการ ทำสมาธิก็พุ่งตรงไปยังที่จิต อย่าไปดูอย่างอื่น เพราะอย่างอื่นไม่ใช่พระนิพพาน ดูไปก็เสียเวลาไม่มีประโยชน์อะไร จะสำเร็จพระนิพพานได้มันก็ต้องดูจิตของคนเรา ไม่ต้องไปรู้อย่างอื่น รู้เพียงจิตของตนเอง รู้ในจิตของตนเองหมดสิ้นเมื่อไหร่ จิตก็จะได้พระนิพพาน ไปรู้อย่างอื่นเยอะขนาดไหน แต่ถ้าไม่รู้จิตตัวเองก็ไม่สำเร็จพระนิพพาน พ่อครูว่า... วิจารณ์ว่า ตกลงรู้ตัวเองอย่างเดียว แล้วตัวเองมันมีหลากหลายที่มันเป็นตัวตนมันเป็นอัตตา โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อะไรอย่างไร อ.บูรพา พอได้ศึกษาพอได้ลดละตั้งแต่ โอฬาริกอัตตาไปบ้างหรือยัง แล้วมันไปยึดอยู่ในจิตเป็นมโนมยอัตตาขนาดไหน พอจะรู้ไหมนี่ยังหลงยังมีมโนมยอัตตาไปบ้าง เกินไปบ้างอยู่ ต้องเห็นจิตในจิตที่เป็นสภาวะที่ไม่เลยเถิด อะไรปรุงเข้ามา อะไรคือปรุง ปรุงมาเป็นกุศลหรือไม่ปรุง กามสังกัปปะเป็นอย่างไรมันมีอาการ กาม อาการพยาบาทอย่างไร เข้ามาร่วมปรุง หรือมันปรุงโดย ไม่มีกาม พยาบาทเป็นอย่างไร มันต้องรู้ในภาพอภิสังขารอย่างนั้น กำลังมีกิเลสเข้าไปร่วมปรุงก็จับไว้ ถ้ามันไม่มีอาการกิเลสแล้วก็เป็นอภิสังขารโดยไม่มีกิเลสร่วมปรุงเลย ก็จะชัดเจนด้วยการรู้จริงตามความเป็นจริง พ่อครูว่า... อาตมาแวะไปให้ความคิดกับแนวสองแนวคือแนวที่เข้าไปสงบแบบฤาษีซึ่งเป็นแนวใหญ่แนวหลักทั่วไปเลย ที่จมอยู่แบบนี้เยอะ กว่าจะมาปฏิบัติตามแนวพระพุทธเจ้า ที่อภิธรรมแจกแจงไว้เยอะ ที่อาตมาพยายามหยิงมาเรื่อยๆเป็นขั้นๆ แม้แต่โสฬสญาณหรือวิปัสสนาญาณก็ขยายไปเรื่อยๆ สักวันก็จะเอาญาณทั้ง73 ญานมาอธิบายสู่ฟังบ้าง ซึ่งอาตมาบอกก่อนเลยว่าไม่ได้รู้หมดทั้ง 73 แต่ก็พอบอกได้ ยังมีทิฏฐิ 62 อีก ที่อาตมามีคืออัตถะธรรมะแต่ต้องฝึกนิรุตติปฏิภาณอีก ที่พูดไม่ได้พูดอวดอ้างแต่อย่างใด แต่พูดความจริงสู่ฟัง จะโกหกไปทำไม ถ้าโกหกก็บาป แล้วเก่งโกหกจะอยากเก่งไปทำไม นี่คือคนหลงโมหะที่โกหกเก่งแล้วให้คนเชื่อ อาตมาว่าโกหกเก่งนี่ไม่ประเสริฐ บริสุทธิ์เก่งก็ยังดีกว่าโกหกเก่ง บริสุทธิ์ดีกว่าแม้จะไม่เก่ง ไม่มีคนทึ่ง คนจะนับถือหรือไม่ แต่เราบริสุทธิ์ก็พอแล้ว มาเข้าเรื่องที่อาตมาตั้งใจจะสาธยาย เรื่องความรู้ของพระพุทธเจ้าคือ วิชชาจรณสัมปัณโณ จรณะคือความประพฤติ ทางกายวาจาใจ คือความรู้ที่ไม่ใช่โลกๆ สามัญโลกีย์ ความรู้ทางเทคนิค ความฉลาดจะสร้างทำอาศัยกินอยู่ก็จำเป็นต้องรู้เลี้ยงตัวให้รอดเช่นเดรัจฉานทุกตัวต้องมีความรู้เทคนิคในการเอาตัวรอด แต่เราเป็นเหมือนเดรัจฉานนั่นแหละ แต่เราต้องทำให้ได้ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน ส่วนความรู้ที่รู้จักสัจธรรม รู้จักปรมัตถธรรม รู้จักสังขารกาย สังขารจิต รู้จักกิเลส นี่คือความรู้วิชชา ถ้าไม่รู้คืออวิชชา ผู้ที่จะไปศึกษาเทคนิคมาก ยิ่งมีอวิชชามากขึ้นด้วย เพราะเอาความรู้นั้นมาทำให้กิเลสโตได้ สมโลภ สมโกรธ สมโมหะ โมหะนี่หลอกเขาได้และตัวเองก็หลอกตัวเอง หลอกเขาได้โกหกเขาได้เก่ง อย่างพวกบริหารประเทศในระดับสูงทั้งข้าราชการประจำและการเมือง ก็หลอกตัวเอง ทั้งนักวิชาการก็หลงตัวเอง ก็ภาคภูมิหลงความรู้ แต่ไม่ได้เรียนทางปรมัตถธรรม ไม่ใช่ความรู้ทางเทคนิค แต่ความรู้อันนี้ไม่ได้ด้อยความรู้ทางเทคนิค ที่จะเลี้ยงตนรอด เมื่อมีความรู้ทางปรมัตถ์ เราก็จะกินน้อยใช้น้อยลง ไม่เปลืองไปเรื่อย ๆ มีเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องสะสมกอบโกย เป็นเพียงเอามาอาศัย จนกระทั่งกิเลสที่จะโลภเอามาเป็นของตัว ถ้ามีกิเลสมากก็ยังเอามาเผื่อไว้มาก กิเลสน้อยเราก็มั่นใจเรากินน้อยใช้น้อยอยู่แล้วสมรรถนะเราก็สูงอยู่แล้ว มันจะมีกำลัง 4 ปัญญา อนวัชชะ สังฆหะ การสังฆหะมันจึงสูง การสละการไม่เอาไว้ให้แก่ตัวเองก็สูง ก็เจริญขึ้น แล้วงานการก็ยิ่งดีขึ้นเพราะยิ่งกินน้อยใช้น้อย มีการบำเรอตัวเองน้อย เราไม่ได้สะสมเราไม่ต้องยึดถือว่าเรามีเท่าไหร่ ช่างมันซิ ดีไม่ดีคนอื่นเขาสะสมแทนมีอะไรเขาก็อุดหนุนจุนเจือ อุดหนุนจุนเจือน้อยเราก็ทำน้อย มีมากเราก็ทำมาก ไม่เห็นเสียหายเลย ทีนี้มันซ้อนอยู่ว่า เขาเห็นว่า ถ้าอุดหนุนจุนเจือเราก็จะได้ทำดีต่อสังคมมากขึ้นเพราะทำงานให้แก่สังคมไม่ใช่แก่ตน ผู้ที่เข้าใจก็จะยินดีที่จะสนับสนุนท่าน ท่านทำได้ท่านไม่ได้สะสมกอบโกย ท่านทำงานให้สังคม มันเป็นสัจจะที่เขาจะนับถือจะยอม อุปภัมภ์ค้ำชู อาตมาก็มีมีบารมีเท่านี้ มีผู้อุปภัมภ์ค้ำชูเท่านี้ อาตมาก็ทำเต็มที่เท่านี้ ที่จริงก็ยังเฟ้อยังเกินอยู่นะ ไม่ได้เรียกร้องเลย ถ้ามันขาดนี่นะ จะเรียกร้องรับรอว่ามีคนช่วยออกปากบอกแขกช่วยแบกหาม ก็ยังเหลือกินเหลือใช้อยู่เลย มาเข้าสู่เนื้อหาของ วิชชาจรณะ วิชชาคือความรู้ จรณะคือความประพฤติ สองอย่างนี่สำคัญ ทีนี้คนที่ประพฤติ ยังชีวิตอยู่เลี้ยงชีวิตอยู่จะมีการเลี้ยงชีวิตอยู่ 5 ประการเรียกว่า อาชีวะ 1 กุหนา 2 ลปนา 3 เนมิตกตา 4 นิปปุนา 5 ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ทั้ง 5 นี้ยังเป็นมิจฉาชีพอยู่ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสอยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร ในมรรคองค์ 8 ถ้าเราไม่เข้าใจก็จะไม่รู้ว่าจะไปละอะไรแค่ไหน ให้เป็นลำดับ ลำดับแรกที่จะต้องละคือ กุหนา คือเลวร้าย ทุจริต คอรัปชั่น โกงตัวแม่หรือตัวพ่อ ส่วน ลปนาคือโกงตัวลูก ในระดับแรกเลย คืออบายมุช ไม่ซื่อสัตย์สุจริต โกงเป็นอบายมุข เราต้องเลิก เราต้องมาเรียนรู้ ศีล 5 เป็นข้อต้นของการไม่มีอบายในข้อต้น ชีวิตคือชีวิต ชีวิตสัตว์ก็ชีวิต ชีวิตเราก็ชีวิต อย่าไปฆ่าสัตว์ ถ้าคุณเองยังติดเนื้อสัตว์ คุณ ยังเลี่ยงไม่ได้ก็อย่าไปฆ่า คุณก็กินโดยไม่ฆ่า อย่าไปบอกให้เขาฆ่า ถ้าบอกก็เป็นการเชื่อมต่อ คุณไม่ได้บอกแต่คุณไปซื้อหมูที่เขียง คุณไม่ได้บอกให้ไปฆ่ามานะ แต่คุณก็เป็นส่วนหนึ่งให้เขาไปฆ่า ก็มีเชื้อให้เขาฆ่าหมู ถ้าคน 100 คนกินหมู1 ตัว เขาก็ต้องฆ่าหมู 1 ตัวให้พอดี คน 100 คนกิน แต่ถ้าคนกิน 50 คนก็จะลดขนาด จำนวนการฆ่าลง ให้พอเหมาะกับคน 50 คน ถ้า 100 คนนี้ไม่กินเนื้อหมู เขาก็ไม่รู้จะฆ่าให้ใครกิน มาขายให้ใครกิน เพราะฉะนั้นอนุโลมให้คุณเลย คุณจะไปซื้อหรือต้องอาศัยให้เขาไปซื้อมาก็ตามที เป็นนัยละเอียด มันก็ยังเป็นเชื้อเป็นเหตุ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าสัตว์มันตายโดยคนฆ่า แต่ก็ไปแปลว่าระบุบุคคลว่าคนนี้กินไม่ได้ ไม่ใช่ เป็นการระบุว่าฆ่าโดยคน ท่านมีหลักฐาน 5 ประการว่า การฆ่าของเขาจะครบองค์ 5 ของปาณาติบาต 5 คือ 1.รู้อยู่ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 2 .สัตว์นั้นมีชิวิติ 3.ไปผูกมันมา 4.พยายามฆ่า 5.ฆ่าสำเร็จ ยังมี 5 ข้อที่ละเอียดลึกซึ้ง ในบาป 5 ประการ คือ ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์นั้นมา(อุทิศมังสะ) สัตว์นั้นเมื่อถูกผูกคอมามันย่อมเสวยทุกข์ เป็นบาป สัตว์มันอยู่ดีๆ (ส.เดินดินแทรกว่า สูตรนี้อธิบายว่าการเอาสัตว์มาทำบุญ มันได้บาปมากกว่าบุญ โดยโทษ 5 ประการ) แม้กระทั่งข้อสุดท้ายก็ได้แกงไก่ถวายท่าน เพื่อให้ท่านได้เอร็ดอร่อย แกงสุดฝีมือ ทำให้ดีที่สุดอย่างนักโภชนาการเลย ถวายเพื่อยังตถาคตและสาวกให้ยินดีด้วยเนื้อนั้น ย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก แค่เอาไปถวายให้สมระ ภิกษุ ให้ยินดีในเนื้อสัตว์ก็บาปเป็นอันมากแล้ว แม้คุณไม่ได้ฆ่าเอง แต่คุณปรุงเนื้อสัตว์มาให้ภิกษุด้วยประณีต เต็มไปด้วยการปรุงแต่งเต็มที่ จะเป็นการทำบาปโดยไม่รู้เรื่องเลย(ส.เดินดินแทรกว่า เคยคุยกับโยมว่าวันเกิดโยมจะเอาหูฉลามมาถวาย ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ได้กินเนื้อสัตว์ เขาเห็นคนเอาปลามาให้ก็กินไม่ลงเขาก็เลิกกินปลา แต่เวลาทำบุญนี่คิดว่าถ้าได้ถวายอาหารที่ปราณีตเช่นหูฉลามจะได้บุญมากที่สุด เขาไม่ได้เจอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน