551204 เรียนอิสระตามสำนึก ตอน รายละเอียดของ ว.บบบ_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2555
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข24 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

551204-สงครามสังคมธรรมะการเมือง โดย พ่อท่าน ตอน รายละเอียดของ ว.บบบ

พ่อครูเทศน์ที่บวร ราชธานีอโศก..... เรื่องที่จะพูดวันนี้คือเรื่องของ ว.บบบ. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 จะต้องพูดกันยาวหน่อย ว.บบบ. ว คือวิชชาลัย ส่วน บ แรกคือ บรรดา หรือประดา ส่วน บ. ที่สองคือ บัณฑิต จำกัดความว่าเป็นบัณฑิตบุญนิยม บ. ที่สามคือบุญนิยมนั่นเอง บุญนิยมถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งชีวิตทั้งชีวิตก็มาทำเรื่องนี้แหละ บรรดาคือเราไม่ได้จำกัดว่าเป็นใคร แม ้ แต่ศาสนาอื่นจะเข้ามาสอบเป็นบัณฑิตอันนี้ก็ได้ มันเป็นการทดสอบการศึกษา ทดสอบสร้างให้เกิดภาวะบัณฑิตที่แท้จริงแก่คน เรามีใบรับรอง ที่เขาเรียกกันทั่วไปว่าปริญญาบัตร หรือประกาศนียบัตร แต่ของเราเรียกว่าปัญญาบัตร และมีบัตรประจำตัวรุ่น ผู้ใดสอบได้แต่ละรุ่นก็เข้ารุ่น ที่สำคัญคือจะมีเข็ม ถือว่าเป็นบัณฑิตเลยมีเข็มนี่ติด จะติดเป็นประจำเลยก็ได้ หลังเข็มจะบอกรุ่นไว้ด้วย รุ่น 1 ผ่านไปแล้ว แต่ละรุ่นจะมีผู้ได้เข็มทองคำ เป็นสัญลักษณ์ ชี้บ่งผู้ที่สอบได้เป็นบัณฑิต เป็นทองคำแท้ ไม่ใช่ทองชุบ นำหนักเกือบบาทหนึ่ง หนัก 13 . 27 กรัม ซึ่งหนึ่งบาทหนัก 15 กรัม เดี่ยวนี้ 1 บาทราคา สองหมื่นห้าพันบาท ตกอันหนึ่งก็เกินสองหมื่นห้า มีคน sms. ว่าพ ่อท่าน ลงทุนไปมากอย่างนี้ทำไม 3064 sms ว่า ได้โปรดเมตตาอธิบายให้ลูกฟังว่าทำไมต้องทำเข็มทองติดเสื้อด้วย เอาเงินไปจ่ายค่าดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือคะ? อาตมา ก็เข้าใจผู้ทักท้วงว่าทำไมต้องใช้เงินทองมากขนาดนั้น แต่ อาตมา เห็นว่าสิ่งนี้ อาตมา ทุ่ม ถ้ามีเงินมากกว่านี้ ฐานะดีกว่านี้ รวยกว่านี้ อาตมา คงทุ่มมากกว่านี้แน่นอน ขนาดนี้คนเขาก็พูดกันว่ามากไป แต่ละครั้งก็หมดไปหลายล้าน แค่ค่าเข็มก็สองล้านแล้ว เราจะมีเป็นประจำเลย ต้นปี เดือนม.ค. งานโพชฌังคาริยสัจจา

อ่านต่อ

ยุ งานที่ อาตมา มีอายุครบ 77 ปี 7 เดือน 7 วัน ในความเป็นมนุษย์ใครก็แล้วแต่ เกิดมามีอายุ ได้ถึง 77 ปี 7 เดือน 7 วัน ได้อย่างนี้ จะมีเพียงครั้งเดียว ผู้ที่มีอายุรอดมาขนาดนี้ หลายคนก็ไม่อยู่แล้ว เราก็มีชีวิตเป็นประโยชน์คุณค่าต่อสังคมก็น่าภูมิใจ ก็คิดว่าน่าจะเป็นวันที่สำคัญ เพื่อที่จะได้ใช้เตือนส ติ ถ้าใครก็แล้วแต่ มีอายุขนาดนี้ ได้เพียงครั้งเดียว หากจะมีครั้งที่สองรอบที่สองของชีวิต ก็ไม่ง่ายเลย ถ้าเป็นรอบที่สองคือ 155 ปี 2 เดือน 14 วัน ก็ยากรอบที่สองนี่ แต่ว่ามีนักวิทยาศาสตร์ นักสรีระวิทยาตรวจสอบว่าคนมีอายุเกิน 175 ปีได้ มันไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง ทำให้ อาตมา เห็นทางไรๆ เพราะ อาตมา เอาแค่ 151 ปีก็คงได้นะ อาตมา ดำริงานนี้ขึ้นมาเพื่อ “สร้างคน” ขอใช้คำนั้น รู้สึกใหญ่โก้เหมือนกัน ในการสร้างคน ให้คนพัฒนาเป็นชีวิตที่ดีประเสริฐที่เรียกว่า “อาริยะ” เป็นความเจริญในระดับโลกุตระ ซึ่งเป็นชีวิตที่พ้นทุกข์ลดทุกข์ได้ ลดได้จริง แล้วก็เป็นคนดีของสังคม ลดกิเลสตามทฤษฏีของพระพุทธเจ้า ลดกิเลสแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่ง อาตมา เห็นว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์ ที่ตั้งใจทำตั้งแต่ออกมาจากชีวิตโลกๆ ที่เคยวิ่งไล่ล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ออกมาก็เห็นว่าดี ทำมาได้ตั้งแต่อายุ 36 ก็ผ่านมาอีกรอบบวชมาอีก 36ปีเป็น 72 นี่เลย 72 มาหลายปี ก็รู้สึกดี เราทำได้ผล จนเกิดกลุ่มหมู่อโศก เรียกว่าบุญนิยม เราพยายามให้เป็นหลักเป็นฐาน เป็นกรอบการศึกษา เป็นระบบการศึกษาเปิด ที่ไม่ชื่อว่าอยู่ในกรอบของกระทรวง ทางมหาวิทยาลัยเราพยายามจะตั้งแต่ยังไม่สำเร็จ เราก็ไม่มีปัญหา อาตมา พยายามทำแบบของเราเองโดยตรง จะกำหนดความรู้ขึ้นมาให้เป็นลักษณะที่เป็นอาริยะอย่างที่ตั้งใจเข้าใจมั่นใจเข้าใจ โดยไม่ถูกกฎระเบียบมาวุ่นวาย ก็เลยคิดโครงร้างการศึกษานี้ขึ้นมา แล้วตั้งชื่อว่า “วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม” ชื่อย่อว่า “ว.บบบ.” แล้วก็ร่างโครงร่างเป็นการเรียนอย่างอิสระ เมื่อทำอันนี้ขึ้นมาแล้วก็มาทำรายการโทรทัศน์ว่า “เรียนอิสระ(ตามสำนึก)” ให้สำนึกเองมุ่งมั่นเอง อาตมา ก็ถ่ายทอดทางสื่อสาร เป็นทางอากาศ สื่อออกไปอยู่ตลอดเวลา ใครสำนึกเห็นว่าควรศึกษา ก็ศึกษาเอา ถึงเวลาปีหนึ่งก็มาสอบทีหนึ่ง ซึ่งเปิดกว้าง ไม่กำหนดอายุ เปิดรุ่นแรกมีอายุ 7 ขวบ 8 ขวบ จนถึง 80 กว่า โดยมีเกณฑ์คือ 1 .ต้องกินมังสวิรัติมาแล้ว 5 ปี และ 5 ปีที่ว่า ไม่ได้หมายความขาดหกตกหล่นไม่ได้เลย สรุปแล้ว คือตั้งใจกินมังสวิรัติได้ 2 ในสาม ของที่เรากินมา ใน 5 ปี ก็คือกินมาได้ 3 ปีกว่า นอกนั้นก็ขาดหกตกหล่นได้ไม่ได้เคร่งครัดเกินกาล ให้เข้าใจว่ามากินมังสวิรัตินี่เพื่อตัดกิเลส 2 .ถือศีล 5 3 . คือไม่มีอบายมุข ผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างที่ว่า มนุษย์ไม่มีอบายมุข ถือศีล 5 กินมังฯ สามเงื่อนไข ถ้ามนุษย์มีคนปฏิบัติอย่างนี้ได้ปีหนึ่ง ไม่ต้องมากมาย ปีหนึ่งได้ซัก 20 คน ห้าล้านบาทก็คุ้ม ก็พอแล้ว อาตมา กล้าทุ่มเลยก็ลองดูซิ รุ่นหนึ่งก็ไม่ถึงห้าล้าน ในปีแรกมาสมัครเกือบหนึ่งพันคน เราถือว่าให้เกียรติกัน ในความเป็นคน เขาก็ต้องมีสำนึกของเขา อาตมา ว่าถ้าชีวิตนี้ได้ช่วยคน ให้มีคุณธรรมให้มีคุณสมบัติดังกล่าว ประเทศก็จะมีอาริยะ ไม่เป็นภาระสังคม จะทำให้สังคมไม่วุ่นว่าย ไม่ได้มักมาหรอก ปีหนึ่งได้ 10 20 30 คน ร้อยคน มาถึงวันนี้ หลายสิบปี ก็ได้เป็นโล้เป็นพายอยู่ มาถึงวันนี้ก็มีหมู่กลุ่มชุมชน ทั่วประเทศ เกือบร้อยกลุ่ม มายืนยันปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นต่ำคือศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ตามฐานะ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่มีอบายมุข อย่างที่เห็นทุกวันนี้เราก็เปิดเผยตัวต่อสังคม เขาก็รู้แล้ว ใหม่ๆที่เปิดตัวออกไปเขาก็งง เราออกไปเดิน ถ้า ชุดอโศกเต็มรูปไม่ใส่รองเท้า คนก็ดูตั้งแต่หัวจรดเท้า มันจะมีเอกลักษณ์ สัญลักษณ์ชาวอโศกอยู่หลายอย่าง มันทวนกระแสโลก เขาจะต้องตกแต่งพริ้งพรายอะไร แต่เราก็ไม่อย่างนั้น มีทั ้ งพฤติกรรมการเป็นอยู่ กินอยู่ที่จะร่วมในสังคมหลายอย่าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ สัญลักษณ์ชาวอโศกเรา มาถึงวันนี้ อาตมา คิดว่าธรรมะของ พระพุทธเจ้า ทฤษฏี พระพุทธเจ้า นี่ศึกษาแล้วจะเป็นประโยชน์มา ที่สำคัญธรรมะของ พระพุทธเจ้า เป็นธรรมะโลกุตระ ที่ปลดแอกความเป็นทาสโลกธรรม มีชีวิตมีปัญญามีความเข้าใจมีความรู้ อย่างรู้ชัดเจนว่า ถ้าเราเป็นคนไปแย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งกามในโลก มันไม่ใช่ความประเสริฐความเจริญอย่างแท้จริง ซึ่งธรรมดาสามัญคนเกิดมาก็พยายามมุ่งมาดปรารถนาดิ้นรนเพื่อ ต้องมาแย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข แม้แต่ศาสนาไม่ใช่โลกุตระก็ไม่เช้าใจชัดมากหรอก เขาก็เข้าใจเหมือนกันว่าไม่ให้มันจมอยู่อย่างนี้ แต่จะไม่ชัดเจนเท่าศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธชัดเจน แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเสื่อม ศาสนาไม่เสื่อมหรอก แต่คนชาวพุทธเสื่อม คือไม่เข้าใจว่าพุทธเป็นโลกุตระแล้ว รู้เลาๆเพียงภาษา แต่ไม่รู้ว่าโลกุตระคืออะไรเป็นอย่างไร ขีดไหนจึงเข้าโลกุตระ เข้ากระแสเป็นโสดาฯ จึงเป็นมนุษย์ที่มีเชื้อโลกุตระ แต่ไปเข้าใจว่าพุทธสอนสะกดจิต เป็นสมาธิฌาน วิมุติ ทั้งที่ พระพุทธเจ้า มีทฤษฏีเอกคือ โลกุตระมีมรรคองค์ 8 แต่ก็ไม่เข้าใจ ในมรรคองค์ 8 เบื้องต้นซึ่งต้องเข้าใจว่า ทานอย่างไรกิเลสลด ปฏิบัติศีลอย่างไรให้กิเลสลด แล้วต้องรู้ต้องเห็นว่ากิเลสลด รู้ หุตัง คือจิตเสวยผล ภาวนาแปลว่าการเกิดผล ศีลพรตปฏิบัติให้ไปโลกุตระทำอย่างไร นั่นคือสัมมาทิฏฐิเบื้องต้นของมรรค มันมีผลที่จะเดินทางเข้ากระแสโลกุตระอย่างไร ไม่เข้าใจกัน ไม่พูดกันเลย เพราะมันรู้ไม่ตรงไม่ถูก ก็เลยไปนั่งหลับตาสมาธิ ซึ่งไม่ใช่ทาง ศาสนาพุทธต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์จึงสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ ขออภัยไม่ได้ลบหลู่ตีทิ้งหมดเลย แต่ถ้าท่านรู้ท่านเข้าใจอย่างที่ อาตมา พูดเข้าใจตรงกันก็สอนอยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ท่านที่สอนไม่ตรงกับ อาตมา อาจจะถือสา ก็ต้องขออภัย ไม่ได้เจตนาหาเรื่อง ไม่มีเจตนาจะไปลบหลู่ ที่พูดถึงนี้พูดธรรมะ เมื่อ อาตมา เห็นว่าเป็นสิ่งประเสริฐ จึงทุ่มเทลงทุนลงแรง จึงเกิดเป็น ว.บบบ.ขึ้นมา รุ่นแรกในต้นปี 55 รุ่นสองเป็นปี 56 จะมีรุ่นสาม รุ่นสี่ ก็จะเอาวันนี้แหละ ซึ่งในปีแรก จะใช้วัน โพชฌังคาริยสัจจายุ คือ เกิดจากอายุ 77 ปี 7เดือน 7 วัน มีเลข 7 สี่ตัว นี่คือที่ไปที่มาของวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม ก็ทบทวนให้ฟังว่ารายการนี้ เจตนาให้คนศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นไตรสิกขา ศีล-สมาธิ-ปัญญา ผู้ที่จะมาร่วมศึกษา ตั้งใจมาเป็นนิสิตวิชชาลัยนี้ มาสมัครได้ตั้งแต่ ห้าหกเจ็บขวบ จะเขียนหนังสือไม่เป็นก็มาสมัครได้ จะต้องหาผู้ช่วยมาเขียนให้ ก็บอกเขาให้เขียนให้สอบให้ นอกนั้นไม่ตอบข้อสอบก็ปฏิบัติประพฤติ มีหลักคือ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา ซึ่งในระดับมัธยมก็เป็น ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา อย่างพระอรหันต์ถือว่าเป็นศีลบุคคล หรือผู้ใดปฏิบัติศีลได้เต็มระดับโสดาบัน ก็มีศีล 5 เต็ม เป็นปกติ ไม่ละเมิด มันมีขีดหยุดขีดพอ ศีลนี่มีคุณสมบัติให้จิตดับกิเลสจนเต็ม ตัดอบายต่างๆไปตามลำดับ ในการสมัครจะเปิดตั้งแต่ 1-25 ธ.ค. 55 ถ้ามาตามเวลาก็จะไม่ตกหล่น ถ้ามาสายใกล้เวลาก็อาจตกหล่นได้ ผู้ที่จะสมัครไม่เสียเงินเสียทองอะไร เวลามาเข้าสอบทั้งหมด 7 วัน ปีหนึ่งก็ต้องมาเข้าสอบอยางสำคัญเลย 4 วันแรกเรียกว่าบำเพ็ญคุณ 3 วันหลังเป็นการบำเพ็ญธรรม จะมีคุรุ อาจารย์มีพี่มีน้อง พาทำ แล้วให้คะแนน นอกนั้นจาก 7 วันแล้วก็สำนึกเอาเอง เป็นการเรียนอิสระตามสำนึก จะมีการจับกลุ่มกันทำเป็นระยะก็แล้วแต่ แรกๆสันติอโศกก็ ฟิตทำหลังๆ ก็ยืดๆไป ก็ตามสำนึกมากน้อยแล้วแต่ใคร ศาสนาพุทธไม่บังคับ ให้เป็นไปตามสำนึกมีญาณปัญญา มีอุตสาหะวิริยะ ให้รู้ว่าดีก็ควรทำ เพราะการปฏิบัติธรรมมรรคองค์ 8 ทำที่ไหนก็ได้ พระพุทธเจ้า ไม่เกี่ยงเวลาสถานที่ ไม่เกี่ยงบรรยากาศ อย่างลดละกิเลสจริงๆจนเกิดมรรคผล ได้ทุกขณะ ไม่ใช่ว่าต้องไปแต่หาที่สงบ แล้วก็นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป แต่สงบก็เป็นเพียงอุปการะ แต่จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ พูดอยู่ก็ให้มีสัมมาวาจา มี สติปัฏฐาน4 สัมมัปทาน4 อิทธิบาท4 นี่คือหลักปฏิบัติของ พระพุทธเจ้า อยู่ตลอดเวลา ให้รู้จักกิเลส รู้จักวิธีกำจัดกิเลส ตลอดเวลาที่ลืมตา แล้วเป็นของจริงด้วย มีสัมผัสเป็นปัจจัย แต่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิด จิตอยู่ข้างใน ว่าต้องไปหลับตาปี๋ ไม่ให้รับรู้อะไรเลย นี่เป็นวิธีที่เก่าครำคร่าคร่ำครึ เก่าแล้ว เป็นประจำโลก แต่ของ พระพุทธเจ้า นี่มีเมื่อ พระพุทธเจ้า เกิดขึ้นตั้งอยู่ดังไป แต่ถ้าหมดยุคที่หมดศาสนาพุทธ ยุคพุทธันดร ก็จะไม่มีธรรมะแบบศาสนาพุทธ ไม่มี พระพุทธเจ้า ผู้ใดที่เข้าใจศาสนาพุทธได้ดีอย่างนี้ ก็ทำได้ตลอดเวลาที่ไหนก็ได้ และจะรู้มีสำนึกว่า ต้องมีกัลยาณมิตโต กัลยาณสหายโย กัลยาณสัมปวังโก หลักข้อแรกต้องมาก่อนมรรคองค์ 8 แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี คือการมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่ใช่หนีไปไม่มีเพื่อนมี ดวก หลับตาออกไปปลีกวิเวก ปลีกเดี่ยว เป็นเรื่องนอกรีต ใน พระไตรปิฎก ไม่มีคำว่าปลีกวิเวก เป็นศัพท์ที่พูดกันเอง แม้แต่คำว่า ลีนัตตัง คือหลีกเร้นหลีกออกไปพัก ก็ไม่ใช่ว่าปลีกวิเวกที่เขาเข้าใจ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในวิชชาลัย บรรดาบัณฑิตบุญนิยม เข้าง่ายออกง่ายไม่มีสัญญาอะไร เข้ามาแล้วก็ตั้งใจเอา ให้ขยันอุตสาหะพากเพียรเอา ให้อิสระเต็มที่ สำนึกเอง แล้วไม่ได้บังคับ ได้ผล อาตมา เน้นที่ผลจริง ไม่เน้นปริมาณ ปีหนึ่งรุ่นหนึ่ง ร้อยคนมาสอบ พันคนมาสอบ รุ่นหนึ่ง สมัคร แปดร้อยกว่าคน ไม่ได้เสียค่าสมัครอะไร เขาก็ไม่เสียดาย แต่มาสอบ 700 กว่าคน ถือว่าเป็นผลสำเร็จ สอบกันได้แล้ว 500 กว่าคน แต่สอบได้นี่ไม่ได้เข็มทั้งหมด ผู้ได้เข็มจะได้อยู่แค่ 154 คน จะได้ใบปัญญาบัตร แค่ 154 ใบ กับเข็มทอง จะมีสองแผนก แผนกวิชญ์ กับแผนกชาญ ผ ู้ ที่จะได้กำหนดปีละ 154 คน ส่วนผู้ที่สอบได้หลังจากนั้น จะได้บัตรประจำตัวให้ เป็น เครื่องหมาย และจะได้เสื้อ ซึ่งมีคนอนุเคราะห์อยู่ ปีแรกเป็นฆราวาส ปีที่สองมีบริษัททำเสื้อมาร่วมมือกับเ จ้ าเดิมด้วย เป็นสองแรง จะมีเสื้อที่เป็นเครื่องหมาย มีตราของ ว.บบบ. ทุกคน แต่คน 154 คนแรกจะได้เสื้อสีเข้ม ส่วนนอกนั้นทุกคนที่สอบได้จะได้เสื้อสีน้ำตาล เป็นเช่นนั้น ยังมีอีกหลายอย่างอธิบายไม่หมด ผู้ที่สอบได้แล้ว หรือสอบตก ก็มาสอบซ้ำได้ มาสอบได้ทุกปี ผู้ที่สอบได้เข้มแล้ว ในปีต่อไปก็จะสอบอีกก็ได้ ถ้าสอบได้อีก ก็จะได้เข็มทองอีก จะได้จำกัดรวมแล้วไม่เกิน 4 เข็ม จะได้ตำแหน่งเรียกว่า บูรณ์บุญบัณฑิต แล้วก็จะได้ปัญญาบัตร ในปีแรก และปีสุดท้ายที่สอบได้ คิดว่าในอนาคต ผู้ที่มาเรียนรู้ผ่านไป หลายปีก็จะเข้าฝักเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยมีมาในโลก ผู้ที่เป็นคุรุอยู่ฝ่ายใน สมณะสิกขมาตุก็ช่วยกันหน่อย ต่อไปในอนาคต เป็นบูรณ์บุญบัณฑิตขึ้นมาหรือเป็นบัณฑิตที่สูงขึ้นมา ก็จะมาเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้ช่วยมารับผิดชอบช่วยงาน มีเกียรตินิยมด้วยในแต่ละปี ผู้ใดได้ 80 % ขึ้นไป เป็นเกียรตินิยม ถ้าคะแนนเกิน 90 % คือเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเรียกว่า บุญบัณฑิต ถ้า 80 % ขึ้นไปไม่ถึง 90 % เรียกว่าคุณนิยม มาขอใบสมัครไปกรอกได้ จะโหลดเอาได้จากเว็บ จะไปสมัครโดยตนเองหรือทางไปรษณีย์ก็ได้ สมัครได้ 9 แห่ง พุทธสถาน 7 แห่ง สังฆสถานอีก 2 แห่ง ส่วนเวลาที่จะสอบให้ไปที่ ราชธานีฯ ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2555 สอบเสร็จแล้วต้องรีบทำบัตร พร้อมกันกับแจกเลย เป็นงานจุลกฐิน ผู้ใดมีน้ำใจก็มาช่วยกัน ทางธุรการ ก็ขอบคุณล่วงหน้า แจ้งไปที่ราชธานีอโศก การทุ่มของ อาตมา นี่ให้อิสระแก่พวกเรา ที่ อาตมา บรรยายคือการศึกษาออกไปทุกวันทั้งศีลธรรม และสมรรถภาพที่เป็นสัมมาอาชีพ ทั้งความรู้วิชาการด้วย ไม่ใช่ว่าเอาแต่วิชาการเฉยๆไม่ใช่ว่าเรียนป.เอกแต่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ศีลธรรมยิ่งไม่เอาไหน นี่คือความล้มเหลวของการศึกษาทั่วโลก ทำให้เกิดการล่มสลาย และมีหนังสือที่จะอ่านประกอบคือ หนังสือธรรมที่เป็นพุทธ ออกเมื่อตุลาคม หนา 300 หน้า คุณไปสมัครจะได้รับแจกฟรีเลย เอาไปอ่านอย่าเอาไปหนุนหัวอย่างเดียว

ต่อไปเป็นการตอบประเด็นจากผู้ชมทางบ้าน _มีSms มาถามว่า โปรดเมตตาอธิบายให้ลูกฟังทีเถิดว่าทำไมต้องใช้ทองในการทำเข็มติดเสื้่อ เอาเงินไปจ่ายดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือ? อาตมา ตอบว่าดาวเทียมก็ทำอยู่แล้วต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่ว่าอันนี้ก็ต้องทำ เมื่อมีทุนมีแรงเหลืออยู่พอจะทำได้อีก ก็เอามาเสริมทำอันนี้ ถ้าเป็นแต่ก่อนนี้ เป็น 20 ปีที่แล้ว อาตมา ทำไม้ได้ เพราะยังไม่มี,ทุนมาทำถึง 2 ล้าน เพื่อที่จะทำเข็มนี้ แต่เดี๋ยวนี้มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูที่จะทำพอได้ ซึ่ง อาตมา ทำงานศาสนามานี่จะไม่เรี่ยไร ยังไงให้เป็นตายอย่างไรก็ไม่เรี่ยไร และไม่หาเงินด้วย เช่นไปเทศน์ไปกิจนิมนต์ได้ค่าเทศน์ไม่เอา ไม่ตั้งกล่องรับบริจาค ถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย นอกจากไม่เอาแล้วยังมีกติกาว่าใครจะบริจาคเงิน ต้องมาคบคุ้นศึกษากับเรา อย่างน้อย 7 ครั้ง ซึ่งต้องตั้งใจมาศึกษาจริงให้รู้หลักเกณฑ์ปฏิบัติ หรืออ่านหนังสือของเราอย่างน้อง 7 เล่มขึ้นไป (อ่านทั้งหมดเล่มจนครบ) หรือฟังเทปคาสเซท(สมัยก่อน) 70 ม้วน ส่วนดูโทรทัศน์กี่เดือนกี่ปี นี่วัดไม่ได้เลย ก็เลยไม่ตั้งกฎนั้น ใช้กฎเกณฑ์เดิม ไม่ใช่เรื่องดัดจริต ไม่ใช่เรื่องเล่นเล่ห์อะไร แต่เป็นเจตนาว่าเรื่องเงินทองนี่ เป็นเรื่องเครื่องใช้ เป็นวัตถุเป็นอุปกรณ์ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพุทธนี่มีเงินทองทุนรอนเหลือ คือ 1 .จะไม่เป็นหนี้เพราะมักน้อยสันโดษ รู้จักสิ่งกินใช้อุปโภค บริโภค รู้จักความพอเพียง รู้จักอัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ คือไม่หลงสวรรค์หลอกลวงไม่ต้องไปเปลืองไปผลาญกันมันแล้ว อบายมุขต่างๆเป็นต้น หรืออย่างที่เขาหลอกว่าต้องได้ต้องมีต้องเป็นอย่างนี้ ก็เอาเงินไปเสีย จะรู้เท่าทันสังคม จะไม่สูญเสียไม่เปลืองไม่ผลาญ ประหยัดมัธยัสถ์โดยไม่ต้องไปอดไปทน โดยไม่ต้องไปจ่าย จะขยันหมั่นเพียร มีรายได้มากใช้น้อย 2 .จะเลี้ยงตนรอด 3 .จะมีส่วนเกิน 4 . เอาส่วนเกินไปทำทานแจกจ่ายเกื้อกูลช่วยเหลือผู้อื่นได้ นี่คือสัจจะของผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพุทธที่บรรลุธรรม ทำมา 40 ปีตามนัยยะของพระพุทธเจ้า ภูมิใจที่ไม่ได้เรี่ย ไร นอกจากบางครั้งนานๆที จะต้องบอกบุญ เราไม่ได้สะสมจึงไม่มีเงินก้อน อย่างจะซื้อที่นี่มันหลายสิบล้านก็ต้องบอกบุญกันหน่อยเป็นต้น ก็ทำเป็นครั้งคราว อย่างเราสร้างพระวิหารต้องใช้ทองคำมาพ่นมาหุ้มอะไรอย่างนี้ เราก็บอกบุญไป แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่เอา คือมันเป็นความเข้าใจเป็นปัญญา มันเป็นความละอาย ไม่ใช่ศาสนาขี้ขอ ไปเรี่ยไรอยากได้เงินไม่ใช่โดยธรรม ที่บอกว่าจะเอาไปจ่ายค่าดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือ? เราก็จ่ายอยู่ก็พอเป็นไป และก็มีเหลือที่จะมาทำอันนี้เพิ่มเติมขึ้น ให้ประโยชน์ก็อธิบายไปแล้วว่า มันเป็นเรื่องที่ อาตมา ต้องทุ่ม ต้องทำ พยายามพากเพียรที่จะให้เกิด และวิธีที่ทำนี่เป็นวิธีของศาสนาพุทธเลย ให้แต่ละคนสำนึกเตือนตนมุ่งมั่นพากเพียรใฝ่ดีเองไม่ต้องมีใครบังคับ เตือนสติกันอยู่ อาตมา ที่ออกอากาศนี่ก็เป็นการเตือนสติตลอดเวลา เท่านั้นเองพอแล้ว ส่วนใครจะปล่อยปะละเลย ก็ตัวใครตัวมัน ใครจะขวนขวายเอาก็เป็นบุญของแต่ละคน เพราะฉะนั้นที่มาท้วง มาเตือน ว่าเงินนี่ไปทำดาวเทียมไม่ดีกว่าหรือ นี่ก็ดีเราก็พอเป็นไปได้จึงมาทำอันนี้เพิ่มเติมนะ คิดว่าอนุญาตนะ สำหรับชาวพุทธที่ยังไม่รู้คำตอบที่แท้จริงของวิธีการปฏิบัติธรรมที่เป็นสัมมาปฏิบัติเมื่อเขาอยู่กับจิตชนิดนี้ต่อไปเรื่อยๆ วิปัสสนาญาณหรือญาณที่เข้าไปรู้เห็นกิเลสจะเกิดขึ้นเองใช่ไหม ผู้ถามนึกไม่ออกว่า แล้วเขามีวิธีทำลายกิเลสเมื่อเจอกับกิเลสตัวเป็นๆอย่างไร? ... อาตมา อธิบายว่า อาตมา ก็พยายามที่จะอธิบายจุดนี้ให้ฟังอยู่บ่อยเสมอ แต่ก็ไม่ค่อยจะกระเตื้องเท่าไหร่ คือผู้ที่นั่งสงบ นั่งสมาธินี่จิตที่อยู่นิ่งๆเฉยอยู่ในภวังค์ได้ แล้วเชื่อว่ามันจะเกิดปัญญาเกิดวิมุติได้เอง คุณคนนี้ก็สงสัยว่ามันจะเกิดเองอย่างไร แล้วเขาจะทำลายกิเลสอย่างไร มันจะเกิดทำลายกิเลสเองยังไง แล้วที่ พระพุทธเจ้า ท่านอธิบายปหาน 5 มี ถ้ามันจะต้องทำลายเอง แล้วจะต้องไปนั่งอธิบายปหาน 5 นี้ทำไม ก็นั่งอย่างนี้เข้าไปแล้วกิเลสมันก็ทำลายเอง แล้วปหาน 5 นี่ พระพุทธเจ้า ท่านจะตั้งหลักเกณฑ์มาทำไม อย่างนี้เป็นต้น อาตมา พยายามยืนยันให้ฟังว่านั่นไม่ใช่วิธีของ พระพุทธเจ้า นั่งเข้าไปแล้วจะเกิดรู้เอง จะเกิดวิปัสสนาญาณเอง มันไม่ใช่ วิปัสสนาญาณจะต้องพากเพียรปฏิบัติ มีสัมผัสเป็นปัจจัย มีอะไรที่ท่านอธิบายอยู่ตลอดเวลา แล้ววิธีกำจัดก็วิธี วิกขัมภนปหานอย่างไร ตทังคปหานอย่างไร ก็อธิบายสู่ฟัง เมื่อปหานมันลงไปกิเลสมันจางคลายมันดับ ก็มีญาณในขณะผัสสะไม่ใช่ว่าไปนั่งหลับตา แล้วก็กิเลสมันเกิดในขณะผัสสะ ที่ไม่ผัสสะนั่นไม่ใช่กิเลสสด เป็นกิเลสแห้ง ผัสสะนี่มันกิเลสสดๆสัมผัสเดี๋ยวนี้ ตากระทบรูปกิเลสก็เกิดตอนนี้ของจริงนี่เกิดจากเหตุปัจจัย พระพุทธเจ้า ท่านเรียกว่าเกิดวิญญาณในวิญญาณนี่เป็นวิญญาณผี เรียกว่าสัตว์โอปปาติกะ ธาตุรู้นี่มันเป็นสัตว์ ไม่ใช่สัตว์เลื้อยคลานสัตว์ปีก สัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์ 4 ขา 2 ขา ต้องศึกษาเห็นจริงว่าเรายังเป็นสัตว์อยู่ ถ้าฆ่าสัตว์ตัวนี้ได้ก็หมดสังโยชน์ พ้นสังโยชน์ หรือสังโยค เรียกว่าพ้นจากความผูกสัตว์ไว้ แต่ก่อนนี้เราก็ถูกผูกยึดไว้ ถูกถือถูกผูกไว้เป็นสัตว์ สัตว์ทางจิตวิญญาณที่เป็นสัตว์นรก สัตว์สวรรค์ สัตว์นรกคือทุกข์ร้อนตกนรกหมกไหม้ลำบากลำบน ส่วนสัตว์สวรรค์คือหลงความสุข สวรรค์กับนรกมันเป็นอันเดียวกันจริงๆ มันแปลงตัวเป็นสวรรค์ แท้จริงต้นเหตุมันคือ นรก ต้นตอมันคือกิเลส เสร็จแล้วเมื่อไม่ได้ ก็คือตกนรกหรือมีความซับซ้อนของจิตกิเลสนี่ มันทำลายย่ำยีตนเองก็ตกนรก ที่ตกนรกหนักก็เพราะว่าซับซ้อน เรียกว่าวิบากซ้ำ วิบากซ้อน วิบากหนักวิบากหนา กิเลสหนานั่นเอง ก็นรกก็ทุกข์ร้อนจัด โง่จัด หลงจัด แล้วก็ทุกข์ร้อนอย่างไม่รู้เรื่อง มาอธิบายไม่ไหวเป็นกรรมวิบากที่อจินไตยซึ่งคิดยาก ผู้ที่จะนั่งหลับตานั้นต้องมาศึกษาให้มีสัมมาทิฏฐิดีๆจะได้ไม่หลงงมปฏิบัติในทางนั้นผิดอยู่ ก็เห็นใจว่าเขายึดถือกันอยู่กับอาจารย์กับสิ่งที่ปรัมปรา ศึกษามาเก่าแก่ ยึดถือผิดมานานแล้ว ทุกวันนี้ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ ทุกวันนี้ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่เป็น ปฏิบัติสัมมาสมาธิไม่เป็น ไปได้แต่สมาธิอย่างนั้น แล้วก็ไปหลงผิดทิศทางไปนั่งหลับตานั่นแหละ หลับตาแล้วเข้าไปอยู่ในภวังค์ จิตสงบแล้วทุกอย่างจะเกิดเอง จะบรรลุเอง อย่าไปคิดอะไร ถ้าคิดอะไรนี่ผิด ให้มันเด๋อว่างเดี๋ยวมันจะเกิดเองรู้เอง ว่า นั่นเป็นเชิงปัญญา ถ้าไม่เชิงปัญญาก็จะบอกว่าให้ดับจิต ให้จิตมันไม่คิดอะไรเลยแล้วมันก็จะตกลงไปดิ่งลงไป แล้วดับ ดับให้มีสติด้วยนะ โดยไม่ง่วงไม่มีอาการถีนมิทธะ มีสติใสๆๆเข้าไป อาตมา ก็เคยทำมาอย่างนี้แต่ก่อน มีมิจฉาทิฏฐิ อาตมา ก็เคยทำ สามารถทำได้ และถือว่าอันนั้นแหละนิโรธ ไม่สว่างก็ดับ ถ้าสว่างก็จะเกิดอาการรู้อะไร สัญญามันจะเกิดให้รู้เรื่องนั้นเรื่องนี้ โดยไม่คิด เป็นความสุขนิโรธ เมื่อทำให้ได้เก่งก็ชำนาญแคล่วคล่องก็ตัดสินเอาเองว่า สบายแล้วเพราะว่านั่งทีไรมันก็สบาย ถือว่านั่นแหละนิโรธ ไม่สว่างก็ดับ สัญญามันจะเกิด โดยไม่คิด สัญญาจะผุดมาให้รู้ มันเป็นสัญญาเป็นความจำ คุณไม่ได้ญาณใหม่ คุณไม่ได้รู้ตัวสมุทัย ไม่รู้ตัวกิเลส คุณไม่ได้ปฏิบัติ ลดกิเลสนี้เพราะพิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันก็ค่อยๆดับไปจนมันไม่มีตัวตน มันเป็นอนัตตา คุณยังไม่รู้ไม่เห็น อย่างนี้เลยคุณยังไม่เห็นตัวตนของกิเลสนั้นอย่างชัดเจนเลย มี นามรูปปริเฉทญาณ มีปัจยปริคหญาณ มีสัมมัสนญาณ มีอุทัพยานุปัสสนาญาณ มี ภังคานุปัสสนาญาณ มี ภยตูปัฏฐานญาณ ในญาณ 16 คุณจะไม่เข้าใจ คุณจะไม่รู้ว่าญาณพวกนี้คืออะไร พอญาณนี้มันสูงขึ้นไปถึงนิพพิทาญาณ มุญจิตุกัมยตาญาณ ญาณมันปล่อยมันเปลืองปล่อย ไม่ได้ไปดับ ไม่ได้ไปสะกดจิต พลังปัญญามันทำให้กิเลสมันดับ มันจางมันหายไปเลย จนเก่ง สัมผัสอยู่อย่างนี้ก็กิเลสมาไม่ได้เลย กิเลสไม่เกิดเลย เกิดมานิดๆหน่อยๆ จนกระทั่งมันเกิดแรงแล้วก็เบาไป เกิดนิดหน่อย จนกระทั่งมันไม่เกิดเลย สัมผัสยังไงมันก็ไม่เกิดเลยว่างเลย ซึ่งเป็นการบรรลุธรรมที่เห็นเลย พิสูจน์ได้ชัดไม่งมงาย ไม่คลุมเครือ ไม่เดาเอา ไม่ประมาณเอา จนรู้แจ้งรู้ชัด เรียกว่าสัจฉิกัตตวา รู้กันอย่างแจ้งชัดๆ นิโรธแจ้ง มันเกิดเห็นๆอย่างรู้แจ้ง ไม่ใช่ไปดับจิตไม่รู้แจ้ง ไม่รู้เรื่องอะไรเลยไม่ใช่ คนก็ฟังแล้วไม่เข้าใจหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ อาตมา ก็ว่าอธิบายเก่งเท่านี้

_กรุณาบอกวิธีขั้นตอนของการตามรู้ อิริยบถต่างๆ ว่าควรมีลำดับขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ตามรู้อิริยาบถต่างๆได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งตามรู้ในอิริยาบถเท่าที่มี ตามที่พ่อครูสอน กรุณาอธิบายด้วย? ส่วนความปรารถนาที่จะทำให้ได้ และการตั้งจิตที่จะทำ มีผลหรือไม่?อย่างไร? พ่อครูว่า... การตั้งจิตจะทำนั่นทำนี่มันไม่ใช่กิเลสไปทั้งหมด เขาเรียกมโนสัญเจตนาหาร มันมีสามอย่าง 1 .กามตัณหา 2 .ภวตัณหา 3 .วิภวตัณหา ถ้าต้องการกามเรียกว่ากามภพ ถ้าต้องการภวตัณหา ก็กิเลสในภพเรียกว่าอัตตาเป็นรูปราคะ อรูปราคะ แต่ถ้าปฏิบัติธรรมตามแบบ พระพุทธเจ้า นี่คือถ้าอยากอย่างนี้ประกอบไปด้วยกามประกอบไปด้วยรูป หรืออรูปแบบนี้ นี่กิเลส แต่ถ้าตัดกิเลสของ พระพุทธเจ้า ตามลำดับแล้วก็ปฏิบัติตัดตัวกามนี้ก่อน กิเลสกาม ลืมตาปฏิบัตินี่ ตั้งแต่อบายของหยาบ แล้วก็ขั้นสกิทาคามีนี่ก็ลดลงไปเรื่อยๆ ในขณะตาหูจมูกลิ้นกายกระทบอยู่ จนกระทั่งความสุขความทุกข์ที่เกิดจากทางตา ทางกระทบหู จมูก ลิ้น กาย ทวาร 5 นี่ มันหมด มันไม่สุขไม่ทุกข์แล้วมันเฉยๆ อุเบกขา เรียกว่าเนกขัมสิตะอุเบกขา มีอาการอารมณ์ความรู้สึกแบบนี้ ลืมตานี่แหละ ฐานที่มันดับอยู่ สัมผัสเมื่อไหร่มันก็ดับอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้ไปหลับตานะ ลืมตาสัมผัสอยู่ก็ไม่มีกิเลสเกิด คุณตัดกิเลสในขนาดที่คุณกำหนดไว้ จนกระทั่งจากโสดาฯ สกิทาฯแล้งหมดขั้นตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบอะไรก็แล้วแต่ ลาภยศสรรเสริญหรือกาม ตาหูจมูกลิ้นกาย คุณก็ไม่ได้เกิดกิเลสเลย ไม่ได้อยากเสพอยากได้อยากสุขอยากทุกข์เพราะมันเลย ลืมตาเป็นอนาคามี เรียกว่ากามสังโยชน์หมด แล้วอยากปฏิบัตินี่คุณก็ต้องอยาก คุณก็จะต้องปรุงแต่งเรียกว่าสังขารเรียกว่าอภิสังขาร ถ้าคุณทำเป็นแล้วเรียกว่า ปุญญาภิสังขาร สังขารก็คือการทำจิตอย่างนี้แหละ คิดนึก แต่ว่าคิดอย่างเห็นจริง แล้วก็ปฏิบัติจิตของเราด้วย ต้องปฏิบัติจิตนั่นแหละ ปฏิบัติอย่างลืมตา เราต้องทำจิตอย่างนี้เรียกว่า มนสิการ เป็นโยนิโสมนสิการ ทำใจของเราให้กิเลสมันจางคลาย มีการพิจารณาด้วยการกดข่มมีวิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน เพื่อจะทำวิปัสสนาวิธีให้รู้ว่า ทำใจให้รู้ว่ากิเลสมันไม่ใช่ตัวจริงมันเดี๋ยวเดียว มันของปลอม พอหมดผัสสะแล้วมันก็ไม่มี แม้ผัสสะอยู่มันก็ไม่อยู่อย่างเก่าหรอกรสสุขน่ะ ซ้ำๆซากๆอยู่อย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน