551129 สงครามสังคมธรรมะการเมือง สันติอโศก ลึกซึ้งเพียงใดประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
551129 สงครามสังคมธรรมะการเมือง สันติอโศก ลึกซึ้งเพียงใดประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2555 ที่สันติอโศก วันนี้เรื่องที่จะพูดก็เป็นเรื่องต่อเนื่องที่คุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์ เขียนลงในเว็ปประชาไท เอามาวิจัยวิจารณ์กันให้เกิดองค์ความรู้ ขอบคุณต่อผู้แสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะความคิดเห็นของสังคมส่วนรวมในการวิจัยวิจารณ์สังคมนี่มันเป็นเรื่องดี เราอยู่ในสังคมก็ควรมีส่วนร่วม แม้แต่การวิจารณ์ เราก็ต้องทำตามความปรารถนาดี ถ้าปรารถนาร้ายก็ไม่ควรทำ ถ้าเราความปรารถนาดีต่อกันก็วิจัยวิจารณ์กันได้ อาจจะเห็นกันคนละข้างคนละขั้ว แม้แต่บางคนมีจริตแรงก็ตาม แม้แต่อาตมาก็มีความแรง จริงจัง แข็ง ไม่ค่อยอ่อนไม่ค่อยนิ่มเท่าไหร่ ที่จริงอาตมาก็ไม่ได้มีบุคลิกอย่างนั้นหรอก แต่ถึงเวลาวาระที่จะต้องแสดงออกถึงสิ่งที่จริงจัง ต้องยืนยันยืนหยัดเรื่องราวสิ่งที่จริงจัง ก็จะบรรยายแรง ซึ่งถ้าธรรมดาอาตมาก็จะบรรยายออกจะยืดยาด ช้าไปเสียด้วยซ้ำ แต่ถึงเวลาเป็นโวหารที่ต้องแรงต้องผ่า ก็ต้องทำ มีคนวิจารณ์ว่าแรง จริงสำหรับผู้ที่มีความรู้สึกรับไว ก็จะกระทบหวั่นไหวไว ก็อาจจะรู้สึกว่าแรง ก็ต้องขออภัยด้วยไม่ได้มีเจตนาร้าย อันนี้เป็นเรื่องลึก อาตมาพูดอย่างจริงใจว่าที่ทำงานทุกวันนี้ไม่ได้มีความปรารถนาร้ายมุ่งร้าย ไม่มีจริงๆ เป็นความมุ่งดีปรารถนาดี บางครั้งต้องมีการตำหนิ ติเตียน เป็นเรื่องที่ต้องกำหราบ ต้องข่ม เป็นลักษณะเช่นนั้นจริง ๆ ก็ต้องทำตามลักษณะจริงนั้นๆ มันก็เลยดูเหมือนว่ารุนแรง ถ้าคนที่ถือดีถือตัว มีความผิดในตัวเอง พออาตมาไปวิพากษ์ไปตำหนิกำหราบก็เลยดูเหมือน มีอาการไม่ชอบใจมีอาการปวดเจ็บขึ้นมา แม้จะรู้ว่าตนผิด ก็จะถือสาขึ้นมา ยิ่งนึกว่าตนไม่ผิดด้วย ก็จะรู้สึกมีแรงสะท้อนตอบที่ไม่ชอบใจ
อ่านต่อ
แรง เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ ที่อาตมาเรียนรู้อาการของจิตเจตสิก เรียนรู้อันนี้จริงๆ เกิดจากต้นเหตุคือ โลภ โกรธ หลง ต้องเรียนอ่านให้เห็นจริงอย่างหยาบ กลาง ละเอียด อย่างแรงอย่างแข็ง ก็ต้องรู้ของตนจริงๆ รู้แล้วก็ต้องกำจัด เพราะมันเป็นกิเลส เป็นหน้าที่ของนักปฏิบัติธรรมที่แท้จริงเลย ที่ต้องกำจัดกิเลสของตนเอง เราไม่มีหน้าที่จะเก็บไว้นะ ต้องกำจัดเอามันออกอย่าให้มันเหลืออยู่ในจิตใจเลย จะกำจัดอย่างไรก็ต้องใช้วิชาการ ใช้ความรู้ความสามารถที่เรามี เอาออกให้ได้ อาตมาก็ได้ทำเช่นนี้ จนมาเป็นสมณะ มาอยู่กับงานธรรมะ ถือเป็นชีวิตจิตใจเป็นงานเป็นหน้าที่ที่ต้องทำ ไม่ว่าจะชาตินี้ ชาติไหน ไม่ได้พูดเล่น พูดหัว พูดหลอก พูดลับลวงพราง หรือพูดโกหกอะไรนี่ พูดความจริงเป็นเรื่องที่เป็นจริง เพราะเห็นว่าชีวิตมนุษย์นี่ไม่มีอะไรประเสริฐไปว่าธรรมะ ถ้าเป็นมนุษย์แล้วคุณไม่จัดการเรื่องกิเลสในตัวเอง ธรรมะก็คือการรู้จักกิเลสและละกิเลส ไม่มีอื่นหรอก โดยเฉพาะในลัทธิพุทธ ศาสนาพุทธเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้กิเลสตนเองและกำจัดกิเลสตนเองให้ได้จริงๆ ถ้ามนุษย์คนใดเอาใจใส่ ในธรรมะ ในการเรียนรู้กิเลสตัวเอง จะรู้ว่าตนเกิดสุขเกิดทุกข์ สุข-ทุกข์ มันของเท็จของหลอก มีสุขตัวใดเกิด ก็มีทุกข์อยู่ทั้งนั้น สุขกับทุกข์มันคือตัวเดียวกัน สุขนี่ แท้จริงคือทุกข์แปลงร่าง (สุขขัลลิกะ) อัลลิกะแปลว่าหลอกลวง สุขมันเป็นของไม่จริง เป็นของเท็จ ซึ่งเป็นเรื่องลึก อาตมาไม่เคยเห็นนักปฏิบัติธรรมหรือครูบาอาจารย์คนไหนพูดเรื่องนี้ ที่อาตมาบอกว่าสุขเป็นเท็จนี่ ท่านผู้รู้ที่เรียนมามากมาย ก็ไม่ได้เห็นด้วยเช่นอาตมา ดีไม่ดีหาว่าอาตมามาอุตริมาหาเรื่อง ไม่ได้เรียนมาทำเป็นรู้ ดีไม่ดีเสียหายภาษาเขาไปโน่นเลย ก็ท่านจะยึดว่าของท่านถูกก็แล้วแต่ แต่อาตมาก็มั่นใจว่าอย่างนี้ถูกต้องจริงๆ สุขขัลลิกะเป็นอาการเท็จเป็นอาการหลอก เป็นอาการของจิตที่เป็นเช่นนั้นจริงๆ อาตมาก็ได้เอามาบรรยายมาบอกมาสอนกัน ให้พวกเราปฏิบัติและพิสูจน์ อาการสุข อาตมาก็เคยมี แม้ชาตินี้เกิดมาแต่อ้อนแต่ออก จนกระทั่งต่อมารู้ตัวว่าตนเองจะต้องอยู่ในธรรมะ แล้วก็เปลี่ยนแปลงตัวเองจากที่เคยเป็น ก็คืออย่าไปหลงติดสุขทุกข์อยู่กับเขา ก็ต้องปฏิบัติอยู่บ้างเพราะอาตมายังไม่ถึงขั้นรู้ปุ๊บทุอย่างสลายปั๊บไปเหมือนพระพุทธเจ้า ไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว บางอย่างก็ต้องปฏิบัติ แต่บางอย่างมันก็หายเลย ซึ่งแต่ก่อนนี้เราถูกครอบงำอย่างโลกๆเป็นลิงลมอมข้าวพอง หลงว่าเป็นจริงอย่างเขานะ เป็นสุข แล้วก็ต้องมาทุกข์เป็นคู่กัน ก็หลงไปตามโลกๆเขานั่นแหละ จนอายุได้ 36 ก็จริงจังออกมาทางนี้ แล้วก็ปล่อยวางเลิกละโลกีย์ แล้วอาการอารมณ์ที่ว่าเป็นสุข ที่เป็นสุขเวทนา อาการอย่างนั้น ก่อนมาทางธรรมก็มีอาการอย่างโลกีย์เข้าใจรสสุขอย่างนั้น แต่พอมาทางธรรมะจะมาสลัดออกแล้ว นิสสรณะ รสนั้นมันก็ไม่มี รสนั้นก็เป็นรสเฉยๆ เป็นอุเบกขา เป็นอทุกขมสุข เป็นภาวสัจจะที่เป็นจิตเจตสิก เป็นความจริงของอาตมาที่เกิดที่เป็นแล้วมาอธิบายสู่ฟัง ซึ่งบางอย่างไม่ได้ทันทีก็มีเหมือนกัน บางอย่างก็หายไปเลย ความรู้สึกรสอร่อย พอเข้าใจมันรู้มันก็สลัดคืน เป็นนิสสรณะมันไม่มี เป็นศูนย์ มันก็หมดอารมณ์ในรสนั้นเลย แม้จะสัมผัสเกี่ยวข้องแตะต้อง ถ้ายังอวิชชายังเมาอยู่ก็ยังมีรส แต่เมื่อเรารู้แล้ว เกิดวิชชาเกิดรู้แจ้ง อันที่มันเป็นจริงทันทีเลย ก็ไม่มีสุขทุกข์ มีอารมณ์อย่างเดิมเป็นอารมณ์เฉยๆ อุเบกขามันไม่ทุกข์ไม่สุข เพราะงั้นถ้าไม่เข้าใจในความจริงอันนี้นะ อันนี้แหละคือวิมุติ คือนิโรธ คือนิพพาน อุเบกขาหรืออทุกขมนุขนี่และคือฐานนิพพาน เป็นอาการจิตเจตสิกที่เป็นนิพพาน ถ้าไม่เข้าใจอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง อย่างนี้มันก็หานิพพานไม่เจอ ที่อาตมาพูดนี้ไม่เคยได้ยินใครพูด แต่อาตมาก็พูดไป วันนี้ดูจะเจาะลงไปชัด ง่าย วันนี้รู้สึกจะหยิบมาพูดได้ชัด ง่าย เมื่อก่อนก็พูด เรื่องอทุกขมสุข ก็พูดมามากมาย แต่คราวนี้รู้สึกว่าพูดเจาะลงไปได้ชัด ตรง ถ้าใครฟังตามดีๆแล้ว ถ้าไม่เข้าใจอย่างนี้และก็ไม่เป็นอย่างนี้ มันก็ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ส่วนใครจะเห็นต่างจากอาตมา ก็แน่นอนคนที่เห็นต่างก็จะเห็นต่างออกไป ครูบาอาจารย์อื่นท่านจะไม่เข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจ ก็มีนิโรธ นิพพานของท่านก็ว่ากันไป อย่างที่ท่านเข้าใจมันก็ไม่ตรงกันแหละ แต่ของอาตมามันเป็นอย่างนี้ ก็มาเปิดเผยสู่ฟัง จริงๆนี่เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมนะ ถึงนิพพาน ไม่ใช่มาอวดเล่นๆ มันเป็นการดับเวทนา สุขทุกข์ ดับเวทนา มันดับเพราะดับเหตุจริง ถ้าสิ่งใดที่เราได้ทำมาแล้ว ก็ทำได้ง่าย สิ่งใดไม่ได้ทำมา ก็ต้องเหลืออยู่จริงก็ต้องพากเพียรปฏิบัติ ในสายปัญญาสายใช้ความฉลาดเรียนรู้ตรรกะ เข้าใจว่าสิ่งนี้ไม่มีตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างอนัตตา แล้วก็เข้าใจอย่างจริงจังว่าทุกอย่างมันไม่มีจริง มันอนัตตาทั้งนั้น แล้วก็ไม่ได้ปฏิบัติ โดยไม่รู้ว่าตัวเองติดอยู่มีรสทุกข์สุกข์อยู่ นึกว่าตนเองเข้าชัดเลย นึกว่าตนเองบรรลุแล้ว ไม่ได้ตามตรวจดูอาการอารมณ์ขณะกระทบสัมผัส กระทบสัมผัสธรรมดาๆถ้าเรากดข่มไว้มันอยู่ลึกมันก็ไม่ออกมา ถ้าเป็นกามาวจรมันอยู่ตื้น เมื่อกระทบสัมผัสมันก็ออกมาง่าย ก็จะไม่ได้เรียนรู้ฝึกจริงเพื่อจะเข้าใจ ไม่มีญาณปัญญาที่จะรู้มันก็ไม่รู้ง่ายๆ กระทบสัมผัสจะเกิดจริงเป็นจริงอย่างไรมันก็ไม่รู้กันได้ง่ายๆ เรื่องที่จะกล่าวต่อจากสองวันที่แล้ว คือเรื่องที่คุณสุรพจน์ ทวีศักดิ์ ได้วิจัยวิจารณ์ ได้เขียนมา ซึ่งเป็นการศึกษาไม่ได้มาพูดหรืออธิบาย แก้ไปแก้มา ถกไปถกมานี้ เพื่อที่จะเอาชนะคะคาน เพื่อจะถกเถียง แต่เพื่อเป็นการศึกษา ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจตรงอย่างนี้ มามุ่งมั่นว่าอาตมาเถียงเอาชนะคะคาน ไม่ยอมแพ้ ติดยึด ก็ไม่เป็นไร ใครจะเข้าใจอย่างนั้นก็ไม่มีปัญหา แต่อาตมาว่านี่เป็นการศึกษา แต่เพราะเชิงคิดของคุณสุรพจน์ก็มีสิ่งที่ดี ละเอียดลึกซึ้ง มีรอบลึก รอบต้นอะไรอยู่เยอะทีเดียว เป็นนักศึกษา มีคนเอาบทความของคุณสุรพจน์มาให้ อาตมาก็ดูว่าได้วิพาษ์วิจารณ์สันติอโศกอยู่มากเหมือนกัน มีปมประเด็นและพยัญชนะ ที่อาตมาเอามาจากบทความของคุณสุรพจน์ ที่เขียนในวันที่ 24 พ.ย. 55 จะไม่อ่านทั้งหมด เพราะมันยาว แต่จะเอามาบางประเด็นหยิบมาพูด ว่า ความขัดแย้งทางการเมืองของบ้านเราที่เป็นมา ที่มีความเห็นต่างกัน เป็นมุมมองที่เบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริงที่ต่างกัน ก็มีอยู่ที่สำคัญอยู่ 3 ประการ 1. โครงสร้างหรือระบบอันเป็นสาเหตุของปัญหาขัดแย้ง 2. เกิดมุมมองอย่างผิดพลาดว่า กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นเพียงพวกที่ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง แค่เห็นต่างกันก็ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่รู้จบ ทำให้ละเลยที่จะพิจารณาว่ากลุ่มคนเหล่านั้นสู้กันด้วยอุดมการณ์อะไร และ 3. เมื่อมองไม่เห็น และไม่ยอมมองว่ากลุ่มคนเหล่านั้นออกมาสู้ด้วยอุดมการณ์ ก็ละเลยที่จะเอาอุดมการณ์ของคนเหล่านั้นมาพิจารณาว่ามีผลต่อสังคมอย่างไร เช่นระหว่างการเชิดชูอุดมการณ์กษัตริย์นิยม กับอุดมการณ์ประชาธิปไตย อย่างไหนคือทางเลือกที่ควรจะเป็นมากกว่า ซึ่งอาตมาจะพูดถึงประเด็นที่ 3 นี่ไม่มากนักพูดให้เข้าใจว่ามันมีนัยละเอียด ที่อาตมาบรรยายทาง fmtv เชิดชูพระจริยวัตรของในหลวงคือกษัตริย์ เพราะฉะนั้น คุณสุรพจน์คงเข้าใจว่าพวกอโศกเป็นพวกยึดมั่นในกษัตริย์นิยม อาตมาขยายคำว่า ลัทธิ เช่นลัทธิพุทธ ผู้ที่ยึดถือระบบนี้ ระบอบนี้ ลัทธินี้หรือทฤษฏีนี้ก็แน่นอนว่าเขายึดถือ แต่เขายึดถืออย่างมีปัญญา หรือยึดมั่นถือมั่นเอาเป็นเอาตายจนกระทั่ง ใครแตะไม่ได้เกิดกิเลสเลย หรือเปล่า จุดสำคัญคือ ยึดจนเกิดกิเลส ถ้าเขายึดมั่นถือมั่นเหมือนกันเอาจริงเอาจังเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้เกิดกิเลสอะไร ยกตัวอย่างเช่น อาตมายึดศาสนาพุทธ ยึดมั่นถือมั่นในพระพุทธเจ้า และจะยึดมั่นถือมั่นไปอีกนาน เพราะอาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ แต่อาตมาไม่ได้ยึดอย่างมีกิเลส ยึดอย่างมีปัญญา ยกตัวอย่างเช่นพระพุทธรูปเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้าพวกที่เป็นพระพุทธเจ้าอิสซึ่ม (พูดง่ายๆให้เข้าใจแต่อาจไม่ถูกหลักภาษา) คือคนที่ยึดอย่างมีกิเลส ถ้าใครไปแตะใครไปทำอะไรกับพระพุทธรูปก็จะโกรธ หรือแม้แต่กษัตริย์นิยม ใครไปแตะพระมหากษัตริย์ก็ต้องกิเลสขึ้น อาตมาว่าอาตมาไม่ได้มีกิเลสขึ้น แต่รู้ด้วยปัญญา รู้ว่าคนเขาทำนั้นเขาทำอะไร ควรหรือไม่ควร ซึ่งความถูกควรก็แล้วแต่ปัญญาของแต่ละคน จะตัดสินเองเป็นอิสรเสรีภาพ ถ้าคนเห็นถูกเห็นควร แน่นอนอย่าไปว่าใครเขา ถ้าเขาไม่ถูกไม่ควร เราไม่เห็นด้วย อยากจะปรามก็ปราม อยากจะบอกแจ้งก็ทำตามหน้าที่ ตามหลักเกณฑ์ กฎหมาย โดยเฉพาะตามจารีตของสังคม ขนบของสังคมก็ตาม ก็ต้องทำเท่าที่ควร หรือไม่ทำเท่าที่คิดว่าไม่ควรทำ นี่คืออิสรเสรีภาพ ที่พูดนี้ให้ผู้ที่มีปัญญาเข้าใจ สำหรับผู้ที่ไม่มีปัญญา อาตมาต้องใช้คำว่า หาว่าอาตมานี่หลงใหลคลั่งใคล้กษัตริย์นิยมก็ไม่ว่าอะไร เพราะว่าอาตมายึดคุณธรรมของกษัตริย์พระองค์นี้ท่านมีจริงเป็นจริงเท่าที่เห็น ที่พูดต่อไปคงไม่หมิ่นพระบรมฯ อันนี้เป็นความรู้ทางวิชาการ เช่นกษัตริย์บางพระองค์ ท่านทำไม่ถูก ประพฤติไม่ค่อยดี เป็นต้น อันนี้เป็นวิชาการ ก็แน่นอนว่าเราก็ต้องรู้ว่า อันนี้ไม่น่านับถือมันเป็นสัจจะ แต่เราก็ต้องเคารพตามสมมุติสัจจะ ต้องรู้คุรุกรณะ การเคารพจามสมมุติที่ตั้งตามโลก คุณก็ต้องทำตามโลก แม้ใจเราไม่นับถือ ยิ่งเคารพตามที่เราควรเคารพ คนอื่นเขาไม่เคารพเลยไม่เอาด้วยหรือเอาด้วยน้อย ก็เป็นสิทธิของเขา คนไม่เคารพเลย ตีทิ้งเลย มี โดยเฉพาะในคนไทยไม่เอาเลย บอกระบบกษัตริย์ไม่เอาเลย ตีทิ้งก็มี แต่อาตมาอยู่ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราก็ต้องปฏิบัติตามระบอบนี้ แน่นอนใจใครไม่นับถือไม่เอาก็เรื่องของเขา แม้ใครเอากษัตริย์แต่เขาก็ยังเคารพกษัตริย์ผู้มีคุณธรรมมันก็เป็นได้ แต่จริงๆเขาไม่อยากได้หรอกระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เขาต้องการ ระบอบประชาธิปไตยขาเดียว มันก็มีส่วนจริงของเขา แต่อาตมาว่าในมนุษย์มีกายกับจิต ตั้งแต่โบราณมาจนถึงทุกวันนี้กายกับจิตก็ยังมีอยู่เช่นนั้น ในเรื่องจิตวิญญาณนี่สูงส่งมาก ถ้ามันเหลือแต่กาย ไปตีทิ้งสิ่งที่สูงส่งลึกซึ้งแล้ว ก็จบ ใช้ไม่ได้ เลิกเลย เรื่องจิตวิญญาณนี่ซับซ้อนลึกซึ้งมาก แต่ถึงเวลาวาระใดวาระหนึ่ง ที่ประเทศจะต้องเป็นประชาธิปไตยขาเดียวเป็นประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ ก็เป็นได้ถึงเวลาวาระนั้นก็เป็นได้ อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่ในขณะนี้ยุคนี้โดยเฉพาะสัจจะ อาตมาเคารพพระมหากษัตริย์ ร.9 นี้ ว่าพระองค์มีจริยวัตรที่น่านับถือจริงๆ อันนี้อาตมาวงเล็บเอาไว้เลย แต่อาตมาก็ไม่ได้มีความคิดว่า ประเทศไทยต้องเป็นประชาธิปไตยขาเดียว หรือสองขา อาตมาไม่ต่อสู้ในประเด็นนี้ ไม่กระทำในประเด็นนี้ อาตมาถือว่า อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด มันก็เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย ตามกาลเทศะ what ever will be will be อะไรจะเกิดมันก็เป็นไปตามสิ่งที่มันควรจะเป็น แต่มันยังไม่ถึงเวลามันยังไม่เกิด อาตมาไม่เอาสิ่งเหล่านั้นมาโดยคิดแบบกระต่ายตื่นตูม เมื่อยังไม่ทันเกิดอะไร หรือเราไปทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไม่ทำ แต่ลึกๆแล้ว อาตมามีความเห็นว่าประชาธิปไตยสองขาสมบูรณ์กว่าประชาธิปไตยขาเดียว ถึงยุคที่มีแต่ประชาธิปไตยขาเดียว พระเจ้าแผ่นดินไม่มีแล้ว นั่นแหละมันใกล้กลียุค บอกให้ได้เลยจะเรียกว่าพยากรณ์ก็ได้ จะเป็นอย่างนั้นจริงๆ แล้ววิญญาณจะเสื่อม คุณธรรมจะลดถอยลงจะตื้นเขินมากในเรื่องจิตวิญญาณ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆห้ามไม่ได้หรอก อาตมารู้อยู่และจะไม่ดันทุรังให้มันเกิด จะไม่เป็นเหตุปัจจัยให้มันเกิดโดยที่ว่า มันยังไม่เป็นเหตุปัจจัยของมันเอง ลึกๆอาตมาเห็นว่าประชาธิปไตยสองขานี่ดีกว่าขาเดียว ยกเว้นแต่ว่าพระมหากษัตริย์พระองค์นั้นไม่อยู่ในทศพิศราชธรรม หรือใช้ภาษาง่ายๆว่ากษัตริย์พระองค์นั้นแย่หน่อย เป็นภาษาความรู้วิชาการไม่ได้ลบหลู่พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด มันก็เป็นเรื่องไม่ดีเองเป็นเหตุปัจจัยเอง ในแนวลึกของมนุษยชาติมันมีจริงเป็นจริง อาตมารู้เรื่องเหล่านี้เพราะผ่านยุคกาลมา ในยุคนี้อาตมาไร้การศึกษา แต่พูดจากความรู้สึกจริงความเห็นจริง ไม่ใช่พูดจากตำราหรือศาสตร์ใดๆ ผิดถูกก็รับผิดชอบด้วยตัวเอง แต่อาตมาพูดด้วยความปรารถนาดี เห็นว่าควรบอกกันให้รู้อธิบายกันให้เข้าใจก็เท่านั้นเอง ในประเด็นอื่นๆที่คุณสุรพจน์ว่าเป็นสาเหตุแห่งความขัดแย้งกัน ก็เป็นความขัดแย้งในทางการเมือง ไม่ว่ามุมมองที่ผิดพลาดว่ากลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นพวกที่ไม่ยอมรับฟังความเห็นต่าง แค่ความเห็นต่างก็วุ่นวายทะเลาะกัน มันก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ถ้าเขายึดมั่นถือมั่นจะไปห้ามเขาได้อย่างไร จะเอาเป็นเอาตายมันก็รบกัน ก็วุ่นวาย แต่ถ้าคนที่พัฒนาตามแบบพระพุทธเจ้า รู้จักความเหมาะความควร ทำตามเหมาะควรอย่างแท้จริงจะไม่เกิดความวุ่นวายอะไร ประเด็นที่อยากจะพูดอีกอันคือที่คุณสุรพจน์ได้เขียนโยงใยไปถึง อ.ดร.สมภาร ได้กล่าวถึงว่า รู้จักอาจารย์ชาวในอเมริกันคนหนึ่ง เขาก็มองเห็นปัญหานี้ในประเทศของเขาปัญหาที่ว่าคือมันมีความชั่วร้ายที่จำเป็น (Necessary evil) เป็นความชั่วร้ายที่จำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของประชาธิปไตย อ.ในอเมริกาท่านนี้ก็เห็นเช่นกันและต้องการเห็นระบบสวัสดิการที่ก้าวหน้ามากขึ้น คำว่าระบบสวัสดิการที่ก้าวหน้าเป็นอย่างไร เป็นระบบที่ผู้มีคุณธรรม แล้วบุคคลที่มีคุณธรรมหลายๆคน เป็นหนึ่งเดียวกัน มีศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา มารวมกัน มารวมกันก็เกิดเป็นกลุ่มหมู่ที่มีพฤติกรรม ที่มีคุณธรรมอย่างนั้น ก็เกิดเป็น จารีต เป็นขนบธรรมเนียม เป็นพฤติกรรมของกลุ่มสังคมนั้นๆ และรับรู้ร่วมกันในหมู่กลุ่ม เป็นสิ่งที่เป็นอยู่ประจำ เป็นครั้งคราวหรืออยู่ตลอดกาลก็ตาม เรียกว่าเป็นจารีตหรือเป็นขนบ ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่างเช่นชาวอโศกมีขนบมีจารีตที่ได้ฝึกฝนศึกษาเป็นศีลสามัญญตา เป็นทิฏฐิสามัญญตา แล้วจนเกิดเป็นจารีตเป็นขนบขึ้นแล้วในสังคมของชาวอโศก จารีตและขนบคือการกระทำโดยสังคมกลุ่มหมู่นั้น เช่นว่าชาวอโศกประพฤติเช่นนี้จะเรียกว่ารวมๆว่า เป็นพฤติภาพหรือบุคลิกชาวอโศกก็ได้ ถ้าบุคลิกนี่เป็นประจำ แต่ถ้าเป็นครั้งคราวหรือประจำก็ได้ก็เรียกว่าจารีต เป็นขนบ เป็นประเพณีเหมือนกัน หรือต่อไปสูงไปเป็นวัฒนธรรมก็ได้ จารีต ประเพณี วัฒนธรรม ยิ่งชัดขึ้นมีองค์ประกอบมากขึ้นก็ได้ ชาวอโศกก็มีของชาวอโศก เช่นพวกนี้เขามีจารีตไม่กินเนื้อสัตว์ เขามีขนบประเพณีของเขาอย่างนี้แหละ เป็นครั้งคราวก็จะมาร่วมกันปฏิบัติธรรม เช่นงานพุทธาฯ ปลุกเสกฯ ก็เป็นวัฒนธรรมหรือเป็นจารีตประเพณีของชาวเรา นั่นเป็นรูปธรรมชัดๆ นอกนั้นก็มาร่วมกันทำอันโน้นอันนี้เป็นครั้งคราว ก็เป็นเรื่องที่เกิดจากแนวคิด เป็นเรื่องที่เกิดจากความเข้าใจ ร่วมกันฝึกฝนแล้วมาทำเอาให้เป็นพฤติกรรมของตน แล้วมันก็เสมอสมานเรียกว่าสามัญญตา ศีลสามัญญตา ทิฏฐิสามัญญตา ตามควร แล้วมีนัยละเอียดซ้อนที่ว่า คนนี้ทำได้แค่นี้ เราก็เข้าใจเขา ก็อยู่อนุโลมปฏิโลมกันไปประสานกันเป็นระดับ คนนี้ศีล 5 โสดาบันเสมอสมานกับโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคามี อนาคามีก็เสมอสมานกับอนาคามี แล้วอนาคามี สกิทาคามี โสดาบันก็เสมอสมานกันอยู่ เชื่อมโยงกันอยู่ ถ้าเป็นอาริยะจะเห็นพฤติภาพได้ว่าพวกนี้ ไม่ได้มีลักษณะของกิเลสโลภ กิเลสโกรธ กิเลสราคะ อะไรออกมาเป็นพฤติภาพที่ เห็นได้ชัด อันนี้ลึกซึ้งในวัฒนธรรมจารีต ขนบ ประเพณี ของมวลมนุษย์กลุ่มนี้ คำว่าจารีตจึงเป็นเรื่องลึกซึ้งที่เกิดจากสิ่งที่ต้องเรียนรู้ มีหลักเกณฑ์มีวินัย มีระบอบระเบียบ อย่างนี้นะเรียกว่า ศีล แล้วเราก็ใช้ศีลนี่เป็นกรอบให้แก่ตน แล้วประพฤติให้ไปตามจุดหมายเรียกว่าทิฏฐิ ทฤษฏีอย่างนี้แม้ในที่สุดอุดมการณ์ อุดมคติ สุดยอด ไปนิพพานเป็นอาริยะสูงสุด พฤติกรรมสุดยอดเป็นเช่นนี้ กาย วาจา ใจ คือ ไม่มีโลภ โกรธหลง เมื่อเราเข้าใจแล้วก็มาพากเพียรปฏิบัติ จนเกิดผลจริงเป็นจริงขึ้นมา ได้เท่าใดเป็นจริงเท่านั้นเป็นปรากฏการณ์จริง เป็นปาตุภาวะ เป็น Phenomenon เป็นปรากฏการณ์จริงของชาวอโศก พูดถึงคำว่า จารีตของอโศก มีสวัสดิการที่ก้าวหน้ามาไกล ของระบอบประชาธิปไตย เป็นวัฒนธรรมเป็นสวัสดิการ สาธารณโภคี สวัสดิการบุญนิยมเป็นต้น เป็นจารีตบุญนิยม จารีตสาธารณโภคี ซึ่งมีลักษณะของสวัสดิการอย่างไร คือร่วมกินร่วมใช้สมบัติส่วนกลาง แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นของตน ใครยังยึดอยู่ก็เป็นกิเลสใครกิเลสมัน แต่รู้ร่วมกันเป็นสมมุติสัจจะว่ามีส่วนกลาง ใครจะมุบมิบเป็นส่วนตัวก็แล้วแต่ แต่รู้แล้วว่ามันยังไม่สมบูรณ์ รู้ว่าทิฏฐิสามัญตา อุดมคติสุดยอดคือหมดตัวหมดตน ไม่ถือว่าอะไรเป็นเราเป็นของเราไปจนหมด นี่คือสิ่งที่ละเอียด ที่อาตมาภูมิใจในทฤษฏีของ พระพุทธเจ้า ที่อาตมาเข้าใจว่าเป็นเช่นนี้แล้วเอามาให้พวกเราได้ปฏิบัติ จนได้มรรคได้ผลจนเกิดหมู่กลุ่มชุมชนชนิดนี้ จนเกิดเป็นจารีต ขนบประเพณี วัฒนธรรม เป็นพฤติภาพ อยู่อย่างชาวอโศกทุกวันนี้ เรียกได้อีกคำหนึ่งว่า เป็นพวกอโศกอิสซึ่ม หรืออโศกนิยม พวกบุญนิยม บุญคือการชำระกิเลส แล้วได้ผลจนเป็นคนชนิดนี้เกิดกลุ่มหมู่ มีมีจารีตมีขนบ ประเพณีวัฒนธรรม เช่นนี้ พฤติภาพเช่นนี้ อ.สุรพจน์ก็บอกว่าอาจารย์อเมริกันคนหนึ่ง ก็เห็นปัญหานี้ในประเทศของเขา เขาต้องการให้เห็นระบบสวัสดิการที่ก้าวหน้า แต่ในอเมริกาปัญหาที่เขาพบคือพวกนายทุนใหญ่ๆต่างบริจาคเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ฉะนั้นพรรคการเมืองจึงไม่ยอมออกกฎหมายที่กระทบต่อนายทุน เช่นการเก็บภาษีพิเศษเพื่อสนับสนุนสวัสดิการสังคม เหมือนในยุโรปหรือหลายประเทศเป็นต้น(มันถูกมองว่าขัดต่อหลักเสรีนิยมที่คนเขายึดถือกันอยู่) แต่อาจารย์ชาวอเมริกันคนนี้ก็เห็นว่าที่เปิดให้ประชาชนมีเสรีภารในการวิจารณ์ตรวจสอบทุกอำนาจได้ มันจะทำให้สังคมเขาตรวจสอบตัวเองและด้วยกระบวนการประชาธิปไตยมันจะค่อยๆ แก้ปัญหาของตัวมันเองไปเรื่อยๆ ก็จริง อาตมาก็เห็นว่าอเมริกาก็ตาม อโศกก็ตาม ก็ต้องการที่จะไม่เป็นทาสของนายทุนใดๆ อเมริกาเขาก็พยายามที่จะลบล้างความเป็นนายทุน แต่สังคมอเมริกาก็เป็นสังคมของนายทุนอย่างหนักหนาสาหัส ที่นี้ชาวอโศกพยายามลบล้างความเป็นนายทุน อุดมการณ์เดียวกันเลย และทำได้ อาจจะบอกว่าเราทำได้เพราะเป็นกลุ่มเล็กๆ อเมริกาเขาใหญ่ ก็ถูก แต่เราทำตามพระพุทธเจ้าในท่ามกลางกระแสทุนนิยมแม้ในไทยก็ สามารถทำจนลดความเป็นนายทุน ในอโศกไม่มีปัญหา มีสวัสดิการที่ก้าวหน้าได้มา ทำได้จริงไม่เพ้อฝัน หลายคนว่าสุดโต่งเกินไป ขอยืนยันว่าไม่สุดโต่งไม่เพื้อผฝันเลื่อนลอย ขอยืนยันว่าเป็นจริงได้ ประชาธิปไตยก็ตามที่ดีที่สุดเหมือน อ.คนนี้ว่าต้องไม่มีนายทุน ที่อื่นนายทุนมาสนับสนุนพรรคกฎหมาย พรรคกฎหมายก็ไม่สามารถออกฎหมายที่ขัดกับนายทุนได้ ไทยก็เช่นกัน อเมริกาสำหรับเขาที่เป็นระบบประชาธิปไตย เรียบร้อยกว่าไทยเพราะเขาบังคับใช้กฎหมายจริงจัง แต่ไทยใช้กฎหมายไม่ได้ต่ำกว่า คือเข้ามีการใช้กฎหมายหลักเกณฑ์ก็ได้ผล ศีลได้ผล แต่ไม่ดีเท่า สามารถทำให้ได้ถึงจิตเปลี่ยนจิตมีปัญญารู้กุศลอกุศล สมัครใจทำเองจะเหนือชั้นกว่าใช้กฏหมาย ประเทศที่มีกฎหมายแข็งแรงแต่จิตใจอ่อนแอ เช่นประชาธิปไตยอเมริกากับอังกฤษ มีเหตุการณ์ชุมนุมที่ผ่านมาผู้ดูแลกฎหมายละเมิดกฎหมายเอง เพราะงั้นสังคมที่มีความชั่วร้ายที่จำนนจำเป็น มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่ก็แก้ไขไม่ได้ อาตมาพาชาวอโศกมีความสบาย แล้วก็ออกไปช่วยสังคมให้มีพระเพณีจารีตพฤติภาพอย่างนี้ด้วยความจริงใจ ก็พาพวกเราทำโดยไม่ได้บำเรอให้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขหรือกามอัตตาใดๆ อาตมาแม่นอยู่แต่บางคนก็ยังไม่แข็งแรงพอก็มีบ้าง แต่โดยรวมก็ให้คะแนน เป็นประเด็นที่คนจะเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ จะมองว่าอาตมาคุยตัว แต่ก็บอกด้วยความปรารถนาอยากให้คนมาเป็นเช่นนี้ตามแบบพระพุทธเจ้าท่านพาทำมาก่อนแล้ว ในยุคท่านทำได้ประมาณหนึ่ง แต่ยุคนี้จะทำได้กว้างกว่าทำได้มากกว่า จบ