600101_006ไท.docx

โฟลเดอร์เพลงไท
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

เพลงไท หมายเลข ๖ “โลก” นั้น คืออะไรเอ่ย? คือ เอกภพ ก็ใช่ คือ การหมายเอา “วัตถุ” เป็นสำคัญ ก็ชัด คือ จักรวาล ก็ถูก คือ ความสัมพันธ์ของจักรวาล ก็ตรง คือ ดวงดาวลูกหนึ่งลูกใด ก็แน่ คือ สภาพการหมุนวนสัมพัทธ์ไปมาของสิ่งตั้งแต่ ๒ สิ่งขึ้นไปไม่หยุดเด็ดขาดลงได้ ก็ยิ่งแท้ คือ “คน” ก็ยิ่งจริง คือ ความไม่มีอิสระภาพ ยังพ้นแรงดูดแรงผลักของ “อำนาจ” ที่ควรพ้นไม่ได้อย่างเด็ดเดี่ยว ก็ยิ่งเป็นสัจธรรม คือ “การเกิดของสรรพสิ่ง” อันไม่มีวันจะสิ้นสุดลงได้เลยตลอดอนันตกาล ก็ยิ่งแม่นตรงเป้ายอดเยี่ยมสูงสุด ถ้า “โลก” อันคือ “คน” นั้น ได้ทำตนให้ “ดับสนิท” ในส่วนฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเกินคำว่า “ชีวิตแท้” หรือ “สภาพบริสุทธิ์เฉพาะแห่งความเป็นคน” ลงได้จนหมดเกลี้ยง จนมี “อิสระ” เหลือแต่สภาพ “กาย” อันคือสสาร และสภาพ “จิต” อันคือพลังงานที่วิจิตรมีค่าสูงส่ง กระทั่งต้องกำหนดนิยามกันใหม่ แล้วเปลี่ยนภาษาเรียกว่า “ปัญญาตรัสรู้” “คน” ผู้นั้นก็คือ ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งชื่อว่า “ดาวสันติภาพ” ที่มี “พลังงานสุขเย็น” อันกระจายพลังกัมมันตภาพให้แก่สัตว์โลกที่อยู่ในโลกเดียวกันอย่างมีคุณค่าสูงสุดยิ่งเป็น “ละอองสันติ” ที่สืบสัมพัทธอยู่อย่างจริงแท้ และคือ “วิญญาณ” ในโลก โดย “ดาวสันติภาพ” นั้นจะรับค่าตอบแทนจากคนด้วยกันแค่ปัจจัย ๔ บริขารที่จำเป็นที่สุด และรับบริการจากคนน้อยที่สุด ประหนึ่ง “ดวงอาทิตย์” ผู้มี “พลังงานนานา” ที่กระจายพลังกัมมันตภาพให้แก่ดวงดาวน้อยใหญ่ในเครือของ “อาทิตย์จักรวาล” เองโดยตนก็รับค่าตอบแทนจากดวงดาวต่างๆเพียงแค่แรงสัมพันธ์สัมผัสกับแรงถ่วงดุลย์ที่ป้อนให้อาทิตย์เอง เอาไปปรุงเป็นพลังงานนานา และยังทรงชีวิตอยู่ในเอกภพได้เท่านั้นเช่นกันนั่นแล ดังนั้น ถ้า “คน” ผู้ใดได้ตรวจตนค้นหาสิ่งฟุ่ม

อ่านต่อ

เฟือยฟุ้งเฟ้ออันไร้คุณด้อยค่าที่แสดง “อำนาจ” อยู่เหนือตน เริ่มต้นจาก “อำนาจ” ชั้นเบื้องต้น ก็คือ “โลกอบาย” และความอำมหิตของตน บ้างดุร้ายอย่างแรงร้อน บ้างดูดเลือดเลวซ่อนอยู่ในบทบาทกับกลางใจอย่างเฉื่อยเย็น แล้ว “ดับโลก” ที่ต่ำหยาบนั้น ไม่ให้มีสภาพหมุนวนสัมพันธ์สัมผัส ระหว่างเรากับ “อบายมุข” กับความอำมหิตนั้นๆได้เด็ดขาด จนหมดรส หมดชาติ มอดม้วยสนิทอารมณ์ลงจาก “อบายมุข” และความอำมหิตใดๆได้ถึงใจ “โลก” หนึ่งซึ่งชื่อว่า “โลกอบาย” อันเป็นโลกส่วนเกิน เป็นแรงถ่วงที่คอยแบ่งเอาพลังกายพลังปัญญาไปจากคนอย่างสำคัญก็จะ “หลุด” ออกจากคนผู้นั้น หรือคนผู้นั้นก็จะ “พ้นโลก” ที่ชั่วที่ต่ำมาได้เป็น “อริยะ” ในตน พร้อมกับทำให้สังคมในโลกเจริญขึ้น ทำให้โลกที่ตนอาศัยอยู่เย็นลงจริงๆด้วย และคนผู้นั้นก็เริ่มสั่งสม “พลังสันติภาพ” ขึ้นในตนแล้วอย่างแท้จริงระดับหนึ่งเป็นผู้ “ปิดอบาย” ได้แล้ว จึงได้ชื่อว่า “อริยะโสดาบันบุคคล” แม้จะลด “ความอำมหิตที่ด้อยปัญญา” มาได้เป็นเบื้องต้นบ้างแล้ว “อำนาจ” แห่งลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข หรือ เสื่อมลาภ-เสื่อมยศ-นินทา-ทุกข์ ก็ทำให้คนเป็น “ทาส” อยู่ในสังคมของโลก ระดับต่อมา โลกธรรมทั้ง ๘ นี้ ไม่ใช่ “อำนาจ” เลย โดยสัจจะแท้ๆ แต่มันก็เป็น “นาย” ของคนผู้ไม่เข้าใจ “ความแท้” ซึ่งยังเต็มไปด้วยความหลงใหลงมงายและยอมตนเป็น “ทาส” ผู้ซื่อ เพราะยังมีความ “งง” อยู่ใน “ปัญญา” “ลาภ” คือผลพลอยได้ หรือผลตอบแทนมาของแรงงานและผลิตผล ซึ่งจะเกิดจริงเป็นจริงกับคนผู้ทำงาน ผู้ขยันทำ ขยันพูด ขยันคิด ให้มี “ผล” ผู้อยู่เฉยๆ หรือมิหนำซ้ำ ใช้เวลาไปกับการทำลายเผาผลาญ พล่า เสพย์ นั้น ไม่ใช่ผู้จะมี “ลาภ” หรือไม่ควรจะได้ “ลาภ” จากประตูใดๆเลย โดยสัจธรรม แม้แต่ผู้ขยันทำ-พูด-คิดให้มี “ผล” ที่เป็นความต่ำช้า ความเลวเกิดขึ้นในโลกแค่ “วิญญาณ” หรือ “ค่านิยม” เท่านั้นก็ตาม ก็ไม่ควรจะเป็นผู้ได้ “ลาภ” เลยโดยสัจธรรม และผู้ควรมี “ลาภ” สูงสุดแพงสุดนั้น ก็คือ ผู้คิดทำ “สันติภาพ” ให้เกิดแก่ตนได้อย่างจริงจัง แล้วก็นำความรู้แท้จริงนั้นออกเผยแพร่ พร้อมกับโชว์ “สันติภาพ” หรือแสดง “อิสระภาพอันดีวิเศษสมบูรณ์” ที่มีในตนนั้น เพื่อจูงนำหรือก่อ “ค่านิยม” ให้เกิดขึ้นในโลกนั่นแล ผู้มีปัญญาย่อมเห็น “สันติภาพ”ได้กระจ่างและทันทีที่กระทบสัมผัส แม้ด้วยกายสัมพันธ์ ด้วยวจีสัมพันธ์ หรือด้วยวิญญาณสัมพันธ์ ผู้บำเพ็ญตนเพื่อก่อ “สันติภาพ”ให้เกิดกับตนก่อน หรือ “นักบวช”ที่จริงแท้ จึงคือผู้ที่ควรบูชาด้วย “ลาภ” อย่างยิ่ง ยิ่งผู้มี “สันติภาพ” ในตนแล้ว แม้จะยังไม่มาก แค่ “โสดาบัน” ก็ตาม เมื่อยิ่งช่วย “โลก” ด้วย กาย-วจี หรือแสดง “วิญญาณ” แห่งการพ้นโลกที่ตนพ้นมาได้ให้คนอื่น ได้รับรู้ดี รับยินดี รับเห็นดี รับรสดี รับสัมผัสสัมพันธ์ดีไปด้วย ก็ท่านผู้นั้นแหละที่ควรจะได้ “ลาภ” แพงยิ่งขึ้น เพราะท่านมี “ผลิตผล” อันเนื่องมาแต่แรงงานที่เป็น “สันติสภาวะ” โดยแท้จริง แต่นั่นแหละ “ลาภ” ยิ่งมาก “โสดาบัน” ผู้กำลังเพียรดับ “โลกธรรม” ให้แก่ตนเพื่อเพิ่มความเป็น “อริยชน” ก้าวขึ้นสู่ “สกทาคามีบุคคล” ก็ยิ่งจะนำ “ลาภ” มามอบคืนให้แก่ปวงชนผู้จำเป็นอันรีบด่วน ที่ควรได้รับแจกจ่ายเฉลี่ยไปโดยเร็วยิ่ง จะไม่นำไปสะสม หรือก่อไว้เป็น อสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัยพ์ ที่ได้ชื่อว่า “ตนครอบครอง” ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นการแสดง “ลาภวัตถุ” อันใหญ่อันมาก เพื่อว่ามันจะได้ส่งผลวนสะท้อนนำ “ลาภ” นำ “ยศ” นำ “สรรเสริญ” มาเพิ่มพูนให้ตน ด้วยเหตุเพราะ “ลาภวัตถุ” ใหญ่ ให้ลาภต่อลาภ-ลาภต่อยศ-ลาภต่อสรรเสริญเช่นนั้น ไม่เลยเป็นอันขาด จึงจะได้ชื่อว่า “ผู้ควรได้รับบูชาด้วยลาภ” ยิ่งๆเป็นทวี แล้วท่านก็จะยิ่งเป็นผู้บำเพ็ญเพียรเพื่อ “ดับโลก” หรือทำตนให้ “พ้นโลก” อีก “โลก” หนึ่งอันดียิ่ง ถูกตรงยิ่ง ไต่ระดับขึ้นไปอีก คือ พ้น “โลกธรรม๘” ซ้ำซ้อนแซกสูงแซงกันอยู่ น่าบูชายิ่งๆ ถูกธรรมตรงสัจจะ “ยศ” และ “สรรเสริญ” ก็โดยโครงสร้างนัยเดียวกัน มันย่อมมีย่อมได้ตามสัจธรรม เพราะมันคือ ชั้นฐานะแห่งความสูงต่ำที่แท้จริงของผู้มี “สันติภาพ” ในตนมากน้อยตามระดับ ไม่ต้องมีใครมาแต่งมาตั้ง และมาปั้นมายกช่วยกันทำให้ใหญ่ให้ดังดอก! ในทาง “โลกุตตรธรรม” แม้จะไม่ใหญ่ไม่ดังตามสายหูสายตาของโลก แต่มันย่อม “ใหญ่อย่างเป็นพลัง” และ “ดังอย่างสันติยิ่ง” ตามสายสัมผัสสัมพันธ์ของวิญญาณ “ยศ” และ “สรรเสริญ” เกิดอยู่จริงทั้งทาง “โลกธรรม” และทาง “โลกุตตรธรรม” เหตุ-ปัจจัย ย่อมดำเนินบทบาทแห่ง “สัมพัธภาพ” ของมันไปเอง แต่จะเป็นทิศทางแห่ง “โลกธรรม” หรือ “โลกุตตรธรรม” เท่านั้นที่จะต่างกันแท้ ทาง “โลกุตตรธรรม” นั้น ผู้มี “ยศ” สูง ก็คือ ผู้เสียสละมากยิ่ง ผู้มักน้อยยิ่ง ผู้หมดความเห็นแก่ตัวลงไปยิ่งเรื่อยๆ จนที่สุดหมดตัวหมดตนอย่างแท้จริง และคือผู้มี “ปัญญาที่เที่ยงแท้ไร้อคติใด” ช่วยปวงชนได้ ก่อ “ความซื่อสัตย์” แท้ให้แก่โลก “ยศ” นี้ ก็เป็น “ยศ” โดยสัจจะแห่งโลกุตตรธรรม เพราะเป็นไปเพื่อ “สันติ” หรือ “เสรีภาพ” อันคล้องจอง ผู้มี “สรรเสริญ” สูง ก็คือ ผู้แสดง “สันติภาพ” ได้ชัดผู้ประกาศเผยแพร่ “ความพ้นทุกข์แท้” ได้แจ้งกระจ่าง ผู้ล้วนแล้วแต่ความหมดความสูญ จูงคนสู่การ “ปลดปล่อย” หรือ “คลายอยาก” ได้มาก ช่วยคนให้ “อิสระ-เสรี” ได้จริง โน้มน้าวก่อค่านิยม ให้คนรู้จัก “มักน้อย-ประหยัด” ได้ลึกซึ้งดีสุด พาคนเป็น “สุขเย็นด้วย ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างกลมกลืน” และมี “ความสงบ-สุภาพ” ได้แท้ ทาง “โลกธรรม” นั้น ผู้มี “ยศ” สูง ก็คือ ผู้ยิ่งโลภมาก ผู้สะสมยิ่ง ผู้กักตุนเก่ง ผู้ยิ่งมักใหญ่มักมากสร้างสักกายะ ยิ่งยึดในความ “เป็นตัวเป็นตน” โดยยึดทั้งวัตถุที่ตนสัมพันธ์ และวิญญาณที่ตนสัมพันธ์ ให้สูงให้กว้าง ให้ใหญ่ให้หนัก แรงนักและแน่นเหลือ และคือ ผู้มี “ปัญญาที่เห็นแก่ตัวเต็มไปด้วยอคติ” ก่อความแตกแยก-ทำลาย ให้แก่สังคมปวงชนและโลก “ยศ” นี้ ก็เป็น “ยศ” โดยสัจจะแห่งโลกธรรม เพราะเป็นไปเพื่อ “อำนาจที่มีทาส” เกิดขึ้นอยู่ ความไร้เสรี-ไม่มีอิสระแท้จริง ยิ่งเพิ่มพูน อันก็คล้องจองไปในทิศทางของมันเช่นกัน ผู้มี “สรรเสริญ” สูง ก็คือ ผู้แสดง “รูปร่าง-ตัวตน” ได้ใหญ่โตมากมาย อัครฐาน ชัดเจน ผู้ล้วนแล้วแต่ความมีความเป็น ผู้ประกาศเผยแพร่ “ศักดิ์ฐานะ และ ความเหลื่อมล้ำต่ำสูง” ได้แจ้งกระจ่าง จูงคนสู่ความ “ผูกยึด” หรือ “ใฝ่อยาก” ได้มาก ช่วยคนให้ “เป็นทาส” ได้จริง โน้มน้าวก่อค่านิยมให้คน “มักมากมักใหญ่-ฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ” ได้โจ่งแจ้งที่สุด พาคนเป็นทุกข์-ดิ้นรน-เดือดร้อน-หนักหนา-เพิ่มภาระได้แท้ ซึ่งเป็นงานง่ายยิ่งกว่าทาง “โลกุตตรธรรม” นักกว่านัก และเพิ่มความหนายิ่งกว่าหนา ผู้รู้แจ้ง “สันติ” แท้เท่านั้นจึงจะ “สรรเสริญ” ผู้มี “สันติ” จริง! ผู้หลงใหลได้ปลื้มอยู่กับ “โลกธรรม” ก็ย่อมยกย่อง “สรรเสริญ” ผู้อุดมไปด้วย “โลกธรรม” ก็แสนจริง!! ยิ่งเป็น “สุข” ที่มันไหลเทไปทาง “สันติ” นั้น ยิ่งต้องรู้และสัมผัสเอง ซึ่งต้องใช้ “ปัญญา” อันสุขุมยิ่ง พ้นวิสัยที่จะรู้แจ้งได้ด้วย “การคิดคำนึงคำนวณ หรือด้นเดา” เพราะมันไม่เหมือน “สุข” อย่างโลกๆมันเป็นสภาพคนละอย่างกันที่เรียกว่า “ทวนกระแส” กันอยู่เป็นนัยๆ มีทิศทางบางอย่างตรงกันข้ามกันอย่างแท้จริง แต่ก็มีบางสิ่งที่เป็นไปสมคล้อยในทิศทางเดียวกันแท้ “โลกธรรม” นั้นย่อมสุขเพราะสมใจที่ได้ “โลกธรรม” และบริบูรณ์ด้วย “โลกธรรม” เป็นสภาวะเสพย์-ดำเนินบทบาทอยู่-ใหญ่หนา-มากมาย-ไม่มีความจบลงได้ ส่วน “โลกุตรธรรม” นั้น สุขเพราะ ดับ “โลกธรรม” หรือเข้าสู่ “สันติธรรม” โดยแท้ เป็นสภาวะ หยุด-เบา-ว่าง-ปลงภาระลงเสมอๆ แต่เรียกด้วยภาษามนุษย์ว่า “สุข” ได้ หรือ สบายดี มีจิตชอบชื่นเบิกบาน เป็นอันเดียวกัน แม้ “สุข” ด้วยเสพย์สมใน “กาม” อันคือการเป็น “ทาส” ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย ของตนเอง ที่ “โสดาบัน” จะต้องเพิ่มความเป็น “อริยะ” ให้แก่ตนอยู่อีก โดยจะต้องดับ “โลก” นี้ลงอีกโลกหนึ่งด้วย อันเรียกขานว่า “โลกกาม” ทั้ง “โลก” ส่วนนี้ ก็ยังมี “อำนาจ” ที่คนขั้น “อริยะ” แล้ว ก็ยังจมอยู่ในความเป็น “ทาส” ของมันอยู่เลย เช่น “โสดาบันบุคคล” นี้เป็นต้น ผู้จะเดินทางสูงสู่ “โลกุตตรธรรม” ที่ยิ่งๆขึ้น จะต้องไม่ “หลงใหลได้ชื่น” กับ “โลก” แห่งการสัมพันธ์สัมผัสทางทวารทั้ง ๕ นี้ให้ได้ คนโลกๆ เกือบทั้งโลก เขาก็ยังเป็น “ทาส” ตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย ของตนเอง เป็น “ธรรมดาๆๆ” “อริยะชน” ผู้มี สติ สัมปชัญญะ ปัญญา อันรู้เท่าทัน แข็งแกร่ง ถูกทาง และถูกธรรมเท่านั้นที่จะ “ผิดธรรมดา” หรือ “ทวนกระแสโลก” โดยความสัมพันธ์สัมผัสทางตา-หู-จมูก-ลิ้น-กายของตนเองกับวัตถุ-วิญญาณในโลก จะไม่ก่อให้เกิดเป็น “อำนาจ” และแล้วตนเองก็ “กดขี่บังคับเชือดเฉือนบั่นทอน” ตนเองเลย ไม่มีใครเขาเป็น “นาย” เราแท้หรอก แต่เราเองนั่นแหละเป็น “ทาส” ตนเองจริงๆ ล่อปอปั้นกันมาเป็นความสวย-ความไพเราะ-ความหอมหวน-ความอร่อย-ความสัมพันธ์สัมผัสทุกขุมขนทั่วสรรพางค์กาย มันล้วนเห็นว่าเป็น “จริง” ที่จะต้อง “อยาก” ได้มาเสพย์ให้ “สุขสม” ทุกทวารไปเลยทีเดียว อย่าเลย! “อนุอริยะ” เอ๋ย! จงอย่า “หลง” เป็น “ทาส” ทวาร ๕ ของตน เป็นอันขาด “ชีวิตแท้ๆ” หรือ “สภาพบริสุทธิ์เฉพาะแห่งความเป็นคน” ของคนๆหนึ่งนั้นมันไม่หนักหนา ไม่ใหญ่โต ไม่มากมายและไม่โอ่อ่า ฟุ้งเฟื่อง อัครฐานอะไรนักหรอก มันกินง่ายๆ เป็นอยู่ง่ายๆ นอนง่ายๆ ไม่ลำบากเลย เบา-และไร้ภาะดีออกถ้า “รู้เท่าทัน” เรื่องน้อยๆ-ปัญหาไม่มี นั่นแหละการสร้างอิสระ-เสรี ที่แท้จริง อย่าให้ “โลกกาม” มามี “อำนาจ” เหนือเราเป็นอันขาด เรื่องมันจะมาก- ปัญหามันจะเยอะ แล้วเราก็ไร้อิสระ-เสรี ไม่มี “สันติสุข”ได้ง่ายๆ ผู้ดับ “โลกกาม” ได้อีกจนหมดและดับ “โลกธรรม”ไปได้มากกว่ามาก จนเหลือเพียงติด “สุข” อยู่เป็นส่วนละเอียด สุขุมยิ่งเท่านั้นเป็นเรื่องสุดท้าย ก็ย่อมได้เป็นผู้พ้น “โลก” ไปแล้วอย่างสูงแท้ สูงเพราะได้พ้นแล้วทั้ง “โลกอบาย-โลกธรรม ๘-โลกกาม” เรียก “อริยชน” ผู้มี “สันติภาพ” ออกปานนี้ ว่า “อนาคามีบุคคล” ได้แท้ทีเดียว จะยังเหลือก็แต่เพียง “โลกแห่งวิญญาณ” อันลึกซึ้งละเอียดซึ่งเรียกกันว่า “โลกปรมาตมัน” หรือ ความหลงยึดในการเป็น “พระผู้เป็นเจ้า” ขั้นละเอียดสูงสุดยอดนั่นเอง ที่ยังเหลือเพราะยัง “หลงความเป็นอริยะแห่งตน” ว่าตนรู้ยิ่ง-ตนสูง-ตนใหญ่และ “หลงสันติภาพแห่งตนเอง” อีกหนึ่งหรือสองจำนวนเท่านั้น ก็จะได้เป็น “ดาวฤกษ์” ดวงที่ชื่อว่า “ดาวสันติภาพ” แท้ถ้วนทั่ว ๑ ธ.ค. ๒๕๑๖

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน