600101_005ไท.docx

โฟลเดอร์เพลงไท
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

เพลงไท หมายเลข ๕ “สันติ” นั้น คืออะไรเอ่ย? คือ ความสุขเย็น ก็ใช่ คือ ส่วนผสมอันลงตัว ก็ชัด คือ ความกลมเกลียวปรองดอง ก็ถูก คือ การไม่หลงใหลทั้ง “วัตถุ” และการไม่หลงใหลทั้ง “วิญญาณ” ก็ตรง คือ ความไม่ต้องรีบร้อน ทิ่มแทง ผลักดัน และไม่เฉื่อยชา เฉยเมย ก็แน่ คือ ความสัมพันธ์แห่งโลกกับวิญญาณ อย่างกลมกลืนเสมอภาค ก็ยิ่งแท้ คือ ภราดรภาพหรือ “สัมพัทธภาพ” อันไร้ขอบเขต ก็ยิ่งจริง คือ อิสระภาพอันดี วิเศษ สมบูรณ์ ไปถึงก้นบึ้งของจิต ก็ยิ่งเป็นสัจธรรม คือ “ความเจริญ” ซึ่งภายในความหมายแท้ๆของมันเอง เป็นสิ่งที่สัตว์โลกชื่อว่ามนุษย์ ควานคว้าแสวงหาเหลือแสน ก็ยิ่งแม่นตรงเป้ายอดเยี่ยมสูงสุด โลกที่เราหลงกันว่า “เจริญ” ในปัจจุบันนี้ ไร้คำว่า “นาย” กับ “ทาส” โดยภาษาไปนานแล้ว แต่โลกที่เราหลงกันว่า “เจริญ” ในทุกวันนี้มีสภาวะของ “อำนาจ” กับ “การกดขี่บังคับเชือดเฉือนบั่นทอน” อยู่เต็มโลก และร้ายแรงยิ่งกว่าอดีตอีกนักกว่านัก โลกไม่พ้นสภาพ “นาย” กับ “ทาส” ไปได้ง่ายๆหรอก ตราบเท่าที่ยังไม่มีสภาวะของ “สันติภาพ” อันสุจริตเกิดขึ้น แม้แต่ใน “จิต” ของผู้ใฝ่ “สันติ” นั้นๆเองเสียก่อน ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการก่อ “สันติภาพ” อันไพศาลให้แก่โลก ถ้าเรายังไม่ได้ปลดแอกอย่างแท้จริงเป็น “สันติภาพ” ในกายในจิตวิญญาณให้แก่ตนเองเสียก่อนแล้ว เราจะทำ “สันติ” ให้มันเริ่มขยายออกไปสู่โลกนอก ตัวเราเพียงก้าวเดียวจนเป็นจริงได้ละหรือ? อย่าหลงตนว่าเรานั้น “อารยะ” สูงส่งแล้วง่ายๆเป็นอันขาด ตราบใดที่ผู้นั้นยังมีการจะเอาเปรียบอยู่ในจิตแม้เพียงซ่อนเร้นของตน พร้อมกับมีคนผู้ยอมเป็นทาสของอำนาจที่ไร้เมตตาธรรมแท้ๆ ตรงๆ อยู่ในโลก “นาย” คือ สิ่งที่เป็นอำนาจ “ทาส” คือ ผู้แพ้ ผู้ยอมจำนน ผู้ยังถูกผูกมัดรัดโยงอยู

อ่านต่อ

่ด้วยอำนาจนั้นๆ ผู้ที่ยังถูกอำนาจนั้นรีดนาทาเร้น ผู้ยังถูกอำนาจนั้นๆ เบียดบังตัดทอนแบ่งไปอยู่ ผู้ยังต้องเป็นคน “สังเวย” สิ่งนั้นๆ เรื่องนั้นๆ มนุษย์นั้นๆ ด้วยจิตที่หลงใหลงมงาย ผู้ยังไม่มีอิสระภาพเต็มตัว เต็มหัวใจอย่างสมบูรณ์แท้จริง ในโลกที่ล้วนหลงกันว่า “เจริญ” ทุกวันนี้นั้น “นาย” ก็ยังคือ “คน” อยู่นั่นเอง ยังมี “คน” เป็น “นาย” แล้วแถมมี “นาย”ที่ใหญ่โตกว้างขวางเป็นวัตถุเป็นวิญญาณยิ่งเกิน “คน” ซ้ำร้ายขึ้นไปกว่าอดีตหลายต่อหลายเท่าเสียอีก ทั้งที่อยู่ในรูปโดยตรง และในรูปแฝงเร้น ตราบใดที่ยังมี “อำนาจ” คอยบังคับ หรือผูกร้อยให้เราต้องคอยสังเวยสิ่งนั้น เรื่องนั้นอยู่อย่างจำนน หรือหลอใหลงมงาย นั่นแหละคือ “นาย” “นาย” หรือ “อำนาจ” ที่ต่ำหยาบสุดในโลกอันหลงว่าศิวิไลซ์นี้ ก็คือ “อบายมุข” ทุกชนิด กับ “ความอำมะหิตที่ด้อยปัญญา” ของคนผู้หลงลาภ-หลงยศ-หลงสรรเสริญ-เมาสุขอย่างไม่รู้ตัวรู้ตน เช่น ยาเสพย์ติด ของเสพย์ติดที่ยังนับว่าแรง การพนัน การเสี่ยงทายการแลกที่หลอกล่อเอาเปรียบ เกมส์ยั่วกาม โชว์ยั่วกาม กามเมถุน ที่ยังมากหนักหน้า เกมส์ ฟุ่มเฟือย หรือมหรสพที่ได้ฟุ้งเฟ้อมากมายจนบั่นทอน “ความเจริญ” ที่แท้จริง และการปล้นจี้-ขโมย-ข่มขืน-การฆ่า-การข่มขู่ใช้อำนาจเกินขอบเขต-การขูดรีดนานาประการ-การโกหกร้ายหยาบคายใช้เล่ห์จัด เพราะชิงเอา “แรงกาย-แรงปัญญา” ไปเป็นความไร้คุณด้อยค่าแก่ชีวิตแท้ๆของคนอย่างน่าเสียดาย และ หรือตัวคนผู้ก่อผู้สร้าง “อบาย” ทั้งหลายนั้นแล โดยตรง มันเป็น “นาย” ที่จอมโหดทารุณ ทั้งเร่าร้อนและชาเย็น ค่อยๆซ่อนเร้นเฉือนแล้วเชือดอยู่มิรู้วาย มันเป็น “นาย” กับ “ทาส” คู่อาฆาตมาดร้ายชั้นเอกพิเศษ ที่ร่วมมือกันทำลาย “สันติ” หรือ “ความเจริญ” แท้ๆ ให้แก่ตนของตน หรือโดยตรงก็คือ แก่ “โลกทั้งโลก” อย่างน่าขยะแขยง น่าสะอิดสะเอียน น่าละอาย น่าที่จะขลาดกลัวเป็นที่สุด คนผู้ใดยังเกี่ยวข้องและหวังในการ “มีเปรียบ” อยู่กับ “อบายมุข” ใดๆ ผู้นั้นแหละ คือ ผู้ยังดักดาน คือ คนเถื่อนที่ยังเรียก “อารยะ” หรือ “อริยะ” ไม่ได้เลย เพราะยังถูกครอบงำด้วย “ความไม่เจริญ” อันเป็นอำนาจที่กดขี่ บังคับ เชือดเฉือน บั่นทอนตนเองและผู้อื่นอยู่อย่างงมงาย มันคือ “โลกอบาย” หรือ “นรก” ที่จริงแท้ที่สุด โดยสัจธรรมไม่ใช่ความสมมุติเลย ตรงกันข้าม สภาวะ “นรก” ที่มองยังไม่เห็น หรือที่กล่าวไข อธิบายกันมากอยู่ว่า จะมีเมื่อหลังจากตายเน่านั้นเสียอีกคือ “สมมุติธรรม” อันยังอยู่ห่างไกล หาใช่ “สัจจะ” ที่เป็นปัจจุบันอันเห็นอยู่ รู้อยู่ ณ บัดเดี๋ยวนี้ไม่ แต่ก็เป็น “สัจจะ” หนึ่งในอนาคต ถ้าผู้นั้นยังไม่ดับ “โลกอบาย” หรือทำตนให้พ้น “นรก” ไปเสียตั้งแต่ “ปัจจุบัน” ทุกขณะก่อน เศรษฐกิจใด ที่ยืนอยู่บนรากฐานของการเอารัดเอาเปรียบ และบนรากฐานของการเพาะนิสัยจิตวิญญาณ ให้เสพย์ติดสิ่งที่ชั่วร้าย ความรู้สึกเลว เศรษฐกิจนั้นแม้จะพัฒนารุ่งโรจน์ เพราะ “กิจ” นั้น อย่างมหาศาลปานใด ก็ไร้คุณค่า ถือว่าต่ำยิ่งใน “โลกอริยะ” แท้จริง ผู้ใดเกิดญาณ ผู้ใดแจ้งด้วยปัญญา และปลีกตัวให้พ้นจาก “อบายมุข” ได้อย่างไม่เวียนกลับไป คลุกคลีเกี่ยวข้องกับ “อบายมุข” ใดๆอีกเด็ดขาด นั่นคือการ “ปิดอบาย” การ “ดับโลกอบาย” ให้แก่ตน นั่นคือการ “เหนือโลก” หรือ “พ้นโลก” อย่างแท้จริงระดับหนึ่ง คือ “โลกุตตระ” แท้ ได้ชื่อว่าเป็น “อริยะ”จริง หากท่านผู้นี้บริสุทธิ์พร้อมแม้ในศีล ๕ ไม่ด่างพร้อยแน่นอนตลอดกาล เรียกเขาตามภาษาพุทธศาสนาได้เลยว่า “โสดาบันบุคคล” เพราะท่านผู้นี้มี “สันติภาพ” แล้ว เป็น “อารยะ” แท้ระดับที่หนึ่ง ๒๙ พ.ย. ๒๕๑๖

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน