600101_007ไท.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลงไท หมายเลข ๗ “วิญญาณ” นั้น คืออะไรเอ่ย? คือ ความรับรู้ หรือ ปัญญา ก็ใช่ คือ อรูป หรือ นามธรรม หรือ สิ่งที่จะรู้จะเห็นได้ยาก เรียกอีกชื่อว่า “ความแฝงเร้น” ก็ชัด คือสิ่งที่สัมพันธ์สัมผัสอยู่ในคน กระทั่งถึงนอกโลก สุดจักรวาลอย่างละเอียดสุขุม ก็ถูก คือ “ความหลงใหลยึดถือ” ชนิดที่ผู้เสพย์ไม่สามารถรู้ชัด เรียกสั้นๆว่า “ค่านิยม” ก็ตรง คือ ผี-เทวดา-พระพรหม-พระผู้เป็นเจ้า-มาร-ยักษ์-มนุษย์-อมนุษย์ ก็แน่ คือพลังงาน หรือ บทบาทแห่งสัมพัธภาพก็ยิ่งแท้ คือ “ความเห็นแก่ตัว” ชนิดที่ผู้เหลือ “ตัวตน” นั้นไม่สามารถรู้แจ้ง ก็ยิ่งจริง ยิ่งละเอียด คือ “อำนาจ” ที่มีฤทธิ์แก่ตนอยู่ ก็ยิ่งเป็นสัจธรรม คือ “การเกิด” อันไม่มีวันจะสิ้นสุดลงได้เลยตลอดอนันตกาล สำหรับผู้ไม่รู้ความจริงแท้ จนทำ “การตาย” ลงสนิทได้ ก็ยิ่งแม่นตรงเป้ายอดเยี่ยมสูงสุด ทุกสรรพสิ่งที่รู้ได้ยาก แต่ยังมี “สัมพัธภาพ” อยู่นั่นแลคือ “วิญญาณ” หรือเรียกกันสูงสุดด้วยภาษาว่า “พระผู้เป็นเจ้า” ของศาสดาในศาสนาต่างๆมากหลาย อันมีอยู่เป็น “นิรันดร” หรือ อนันตกาลแท้จริง มันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ยังมี “สัมพัธภาพ” อยู่ในเอกภพ อย่างเป็นจริงลึกซ้อน ยิ่งใหญ่ จนสุดเกินกล่าว ตลอดกระทั่งเล็กสุด จนกล่าวถึงไม่ได้อีก แต่ มันก็เป็น “อันหนึ่ง อันเดียวกัน” หรือ “เอกภาพ” มันเป็น “การเกิด” ไม่มีวัน สิ้นสุด สำหรับผู้ไม่มี “ญาณรู้แจ้ง” มันเป็น “อำนาจ” บันดาลให้สร้างให้ก่ออยู่อย่างวนเวียน ไม่หยุดหย่อนในสรรพสิ่งทุกปรมาณู ทุก “อารมณ์จิต” รวมทั้ง “มนุษย์” และ “เอกภพ” ผู้พ้น “อำนาจ” และเป็นตัว “อำนาจ” เอง เท่านั้นที่คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือ “พระเจ้า” หรือ “คน” ผู้มีอิสระ-เสรีภาพที่แท้เด็ดขาด และมันเป็น “ความตาย” อันไม่มีวันหมดสิ้
อ่านต่อ
นอยู่ใน “สรรพสิ่ง” ทั้งหลายที่หยุดยึด หยุดสร้าง หยุดเพิ่มพลังงานกอปร์ก่อที่เรียกว่า “หมดจบ” หรือ สุญญตา มันจึงเป็น “ความตาย” ที่มีใน “คนเป็น” ได้อย่างแท้จริง สำหรับผู้สามารถทำได้ มันจึงคือ “ความเป็น” ที่ได้ “ตายดับสนิท” อย่างเที่ยงแท้ไม่มีเกิดอีกสำหรับผู้รู้แจ้งบรรลุ “ญาณ” เป็นจริงใน “วิญญาณ” ของตนถ้วนทั่ว มันมากมายกว้างไกลไพศาลเกินไปที่เราจะบรรยายมันได้หมด และไม่จำเป็นเลย ผู้สัมผัส “วิญญาณ” ด้วยปัญญาพิเศษแท้เท่านั้น จึงจะเห็นแจ้ง “วิญญาณ” ถึงที่สุด และผู้นั้นก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับ “พระเจ้า” หรือ ผู้มีอำนาจเองแท้ในตน ไม่เป็นทาสใคร-สิ่งใดๆ-วิญญาณ แม้อย่างไรๆที่ไม่สามารถบรรยายได้หมด “วิญญาณ” นั้น มันมีมากมายเหลือเกินจนสุดจะกล่าว ทั้งที่กล่าวด้วยภาษาไม่ได้เลย ก็ยังมีอีก ซึ่งก็ไม่จำเป็นก่อน “วิญญาณ” ที่จำเป็นจะต้อง “เรียนรู้” ให้ได้สำหรับผู้หวังความอิสระ-เสรี หวังการปลดปล่อย หวัง “สันติภาพ” หรือ “นิพพาน” อันแท้จริงแน่วแน่ให้แก่ตนนั้น และหวังก่อ “คุณงามความดี” อันสูงสุด ไม่มีความดีใดจะสูงเท่าอีกแล้ว ในปัจจุบันนี้ ก็คือ “สัมพัธภาพ” แห่งชีวิตของตนเอง ที่มีอยู่กับสรรพสิ่งรอบๆตัวเรา และในตัวเราเอง อันเรา “สัมพันธ์สัมผัส” มันจริงๆ ในทุกวี่ทุกวันนี้เท่านั้น ผู้ใดกลัว “ผี” รัก “เทวดา” บูชาอ้อนวอน “พระเจ้า”ใดๆ อยู่ จงตั้งใจทำความเข้าใจให้ดี ณ บัดต่อไปนี้ โดยเฉพาะจะรู้แจ้งใน “วิญญาณผี” อันเป็น “วิญญาณร้าย” เบื้องต้นเป็นระดับหนึ่งกันให้ชัดเสียก่อน “ผี” หรือ “ซาตาน” หรือ มาร หรือ ยักษ์ ก็ตาม ก็นัยเดียวกัน คือสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ให้แท้ไม่ใช่สิ่งที่จะไปมัว “กลัว” มันอยู่ “ผี” คือ “วิญญาณ” คือ “สัมพัธภาพ” ที่เรารับอยู่ทุกๆวันจากนอกตัว และแม้ในตัวเราเองที่มี “วิญญาณ” มี “ความสัมพันธ์สัมผัส” ได้อย่างไร้ความรู้แจ้งแท้จริงอยู่ นี่แหละคือ “ผี” แท้ๆ ลืมความรู้เก่าๆที่เราเคยเข้าใจ “ผี” มาก่อนลงให้สิ้น แล้วเริ่มตั้งใจ “พยายามรู้” ให้จริงแท้ ณ บัดนี้ใหม่ คุณลักษณะของ “ผีไ นั้นคือ “มีการหลอก”เราอยู่ คือเราไม่รู้แจ้งแทงชัดจริง หรือยังโง่อยู่ หรือยังเป็นความลวงๆพรางๆ อยู่ที่จิตปัญญาของเรานั่นเอง คือ สิ่งที่เรายังรู้จักมันไม่จริง แต่ปล่อยให้สิ่งนั้นเรื่องนั้นมามี “อำนาจ” มีฤทธิ์เหนือตัวเราอยู่ และ สิ่งนั้น “อำนาจ” นั้น นับเป็น ความชั่ว ความเลว-ความต่ำ อันควรเลิก อันควรทิ้ง อย่าแตะต้องยุ่งเกี่ยวให้ได้เด็ดขาดนั่นเองแท้ๆ เป็น “พลังงานหลอกหลอน” ที่อาศัยสรรพสิ่งต่างๆ ทั้งวัตถุ และวิญญาณเองเป็นปัจจัยประกอบขึ้น เราต้องทำความรู้ ให้รู้แจ้งสิ่งที่ยังไม่รู้จริงเหล่านั้นให้ได้ทั้งหมด แล้วเลิก-หยุด ปลดปล่อยมันออกไปจากตัวเรา หรือเรานั่นเองพ้น “ความหลอก” พ้น “ความเลว” เหล่านั้นมาให้ได้ เช่น การพนัน ยาเสพติด ของเสพย์ติดต่างๆ เกมส์ยั่วกาม โชว์ยั่วกาม เกมส์ฟุ่มเฟือย การละเล่นที่ไร้สาระ อารมณ์ที่ติดมหรสพจนเกินไป อารมณ์ที่หนาแน่น หรือวิตถารไปด้วยเรื่องเมถุน การปล้นจี้ ขโมย-ข่มขืน-การฆ่า-การขูดรีดนานาประการ-การโกหกร้ายหยาบคายใช้เล่ห์จัด การปล่อยจิตปล่อยใจ ให้ “ความรู้สึกเลวๆ” ครอบงำหรือสิงหรือทรง ฯลฯ เป็นต้น นั่นล้วนแล้วแต่คือ “ผี” ทั้งสิ้น นี่แหละคือ “ผี” แท้ๆ จริงๆ เลิกมาเสียสิ ! รู้มันให้แจ้งแทงทะลุเสียให้ได้ว่า มันคือ ความเลว ความต่ำ อันควรปลดปล่อยจริงๆ โดยเฉพาะต้องตัด “อารมณ์ติดยึด” หรือตัด “ใจหลงใหลชอบชื่นมัน” ให้ขาดให้หลุด เราจะได้ชื่อว่า ผู้สามารถปราบผี-ฆ่าผีได้จริงๆ ยิ่งกว่าบรรดาอาจารย์ที่ปราบเก่งอยู่แต่แค่ “ผี” ที่ไม่มีความชัด “ผี” ที่เป็น “ความยึดติดของจิต” ตรงๆ ซึ่งไม่รู้แจ้ง ปลดปล่อยมันจริงไม่ได้ไม่เป็น เพราะอาจารย์เองก็ยัง “หลง” ต้องเกี่ยวข้องอยู่กับ “ผี” ยังตัดกันไม่ขาดแท้ เนื่องมาแต่ยังไม่มี “ญาณพิเศษ” หรือ “ญาณตรัสรู้” แจ้งจริง อย่าไปมัวหลง มัวกลัว “ผี” ที่เราไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้จนแจ้งชัดด้วยปัญญาตรัสรู้ อันเกี่ยวกับคนตายก็ตาม เกี่ยวกับ “คำหลอก” ที่คนพูดคนเล่ามาใดๆ ก็ตาม ตัว “ความกลัว” นั้นเองนั่นแหละ คือ “ผี” ที่แซกซ้อนอยู่ในจิตวิญญาณของเรา มันอยู่ในตัวเราเองแท้ๆ “ผี” ชนิดนี้เขาเรียกว่า “อสุรกาย” ตัวจริง “คนกลัวผี” เท่านั้น จึงจะเห็น “ผี” เช่นว่านั้นหลอกเอา เพราะมันคือ สิ่งซึ่งเกิดมาจาก ความหลงเชื่อที่เชื่อสนิท หรือที่เชื่ออย่าง “สัมพัธภาพ” อันเป็นอรูปอยู่ในจิตลึกๆของตนเองเป็นปัจจัยใหญ่ที่สุด ถ้าเห็น “ผี” เช่นว่านั้นจงตั้งสติดีๆ แล้วกล้าแข็งเดินตรงเข้าไปหา “ผี” นั้นทันที เพื่อเห็นให้แท้ รู้ให้จริง ท่องคาถาว่า “แค่ตายๆๆ” ประกอบไปด้วยก็ได้ แล้ว “ผี” นั้นจะหายวับไปทันทีพร้อมกับเราจะหายกลัว “ผี” อันเนื่องมาแต่ได้รับ “ผล” เป็น “การประสพความจริงแท้ตามความเป็นจริง” คือถ้า “กล้า” จริง... “กลัว”ก็หาย ถ้ายังไม่หายกลัวสนิทจริง ก็จงหาโอกาสพิสูจน์อีก ๒-๓ ครั้ง ตามวิธีเดิมนี้แหละ ในสถานที่เขาว่ามี “ผีดุ” ที่สุด รับรองว่า คนผู้นั้นจะหายกลัว “ผี” อันมีความแท้คือ “สัมพัธภาพ” ของจิตกับอะไรอีกสิ่งหนึ่ง ตั้งแต่ “ความว่างเปล่า” ความสงสัย- ความเชื่อถือ ไปจนกระทั่งมีรูปร่างเป็นวัตถุประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างรวมกันก็ได้ ที่สำคัญที่สุด ก็คือ “จิต” ยังไม่มี “อิสระ”แท้ ยังไม่มี “ญาณปัญญา”จริง นั่นเอง แล้วจะได้รับสัจธรรม อันหนึ่งคือ ดับวิญญาณผีที่ชื่อ อสุรกาย กับผีที่ชื่อ เดรัจแนใน “ความกลัวผี” ที่เป็นความไม่เข้าท่าชนิดหนึ่งของตนลงได้สนิทเด็ดขาด คนเรากลัว “ความไม่รู้แท้ไม่รู้ชัด” นั่นต่างหาก หรือชัดๆก็คือ “กลัว” เพราะเรายัง “โง่” อยู่แท้ๆจริงๆ สิ่งใดที่รู้ชัด “ด้วยปัญญาตรัสรู้” คนผู้นั้นจะเลิกกลัว เลิกรัก เลิกโกรธ ในสิ่งนั้น เด็ดขาด แล้วสิ่งนั้นกับ “เรา” ต่างก็จะเป็น อิสระซึ่งกันและกัน แต่จะเป็น “อันหนึ่งอันเดียวกัน”ด้วย “สัมพันธภาพ” นิรันดร และสันติธรรมอย่างแท้จริงเป็นสัจจะ ส่วน “ผี” ที่ร้ายยิ่งกว่า “ผี” ดังกล่าวนั้น ซึ่ง ควรเรียนรู้ก่อน ก็คือ “ผีอบายมุข” ทุกอย่างทุกชนิด “ผีอำมหิต” ด้วยการฆ่า-ข่มขืน-ปล้นจี้ขโมย-ขูดรีด-โกหกร้ายหยาบคายใช้เล่ห์จัด นี่แหละแสนสำคัญ จงเรียนรู้มัน “ในตัวเรา” เท่าที่มีให้หมดถ้วนทั่ว เข้าใจมันให้ชัด ทั้งที่อยู่ในรูปของสัมพัธาพกับ “วัตถุ” ทั้งที่ยังเป็นอารมณ์อยู่ในรูปของสัมพัธภาพกับ “วิญญาณ” อันเป็นอนันตภาพและปรมาณู ก็ “ใจ” ของเราที่มันอาศัย หู-ตา-จมูก-ลิ้น-กาย เมื่อไปกระทบ สัมพันธ์สัมผัส “อบายมุข” และ “โลกธรรม” ต่ำๆหยาบๆมาจากข้างนอกแล้วเราก็ยัง “ไม่รู้” ว่าเราต้องมีบทบาท “สังเวยผี” อยู่อย่างมืดบอด นั่นแหละ คือถูก “ผีอำ” หรือ “ผีล้วงตับกินไส้” หรือแม้จะ “รู้แล้วและรู้อยู่” ว่าสิ่งนั้นอารมณ์นั้นเป็น “ความติดยึด” ที่ต่ำที่เลวแต่เราก็ยังคลุกคลีเกี่ยวข้องอยู่กับ “ผี” ยังหักใจจากพรากห่างมันโดย “ไม่เสพย์” หรือ “ไม่ทำ” ยังไม่ได้ นั่นก็คือ เรายังเป็นทาสผี ยังยอมให้ ผีทรง ผีสิง เพราะยัง “ลุ่มหลง” อยู่ว่า “ตนได้-ตนดี-ตนมีรสมีชาติ” อยู่กับผีตนนั้น นั่นก็ยังคือผู้มี “วิญญาณผี” อยู่ในตน เป็น “คนทรง” หรือ “คนถูกผีสิง” อยู่ดังเดิมและแท้ๆจริงๆ มันยังไม่ใช่ “วิญญาณบริสุทธิ์” หรอก ส่วน “การเข้าทรงวิญญาณ” ที่เป็นไสยศาสตร์ แล้วก็มีบทบาทมีเรื่องเกี่ยวข้อง “อบายมุข” ต่างๆหรือแม้ไม่เกี่ยวจะเป็นเรื่องอื่นๆใดๆก็ตาม ก็คือคน ผู้นั้น ยังไม่รู้แจ้งว่า “อบายมุข” กับ “ความอำมหิตที่ด้อยปัญญา” เป็น “ผี” นั่นเอง และตัว “คนผู้ทำพิธีทรง” นั้น ก็ยิ่งเป็น “ผี” ยิ่งกว่าใหญ่กว่า เพราะเขาเพิ่ม “ความไม่รู้” ให้กับ “ความไม่รู้” หรือเพิ่ม “ความหลอก” ให้แก่ “ความหลอก” เข้าไปอีกในตน ในผู้อื่นและในโลก เขาจึงได้ชื่อว่า ผู้สร้าง “วิญญาณผี” ให้แก่โลก หนักขึ้น และหนักขึ้น “คนทรง” กับ “ผีอบายมุข-ผีอำมหิตที่ด้อยปัญญา” ซึ่งอาจจะมาในชื่อว่า “เจ้า” นั่น “เทพ” นี่ “พรหม” องค์นั้น “วิญญาณ” องค์นี้ชั้นสูงชั้นต่ำอย่างไหนแค่ใดก็ได้ เนื้อหาสาระแท้ที่เขาต้องการ ก็จะยังเล่นบทบาทเพื่อสร้าง “วิญญาณอบายมุข” และวิญญาณพิลึกที่ส่งเสริมให้ขี้โลภให้มีให้เป็นให้เกิด “แรงสัมพัธ” ชนิดนั้นและชนิดอื่นที่ก้าวหน้าขึ้นครอบงำลงในโลกอยู่ไม่รู้หยุดหย่อน แต่ถ้าผู้ใดชำระล้างใจตน หลุดพ้น “อบายมุข” หลุดพ้น “ความอำมหิต หรือโง่” มาได้สนิทแท้ คนผู้นั้นก็พ้นผีวิญญาณเลวแท้จริง คนผู้นั้นจะไม่ “หลงผี” แม้ผีหรือวิญญาณเจ้า วิญญาณเทพ-พรหม ตนไหนจะเข้าทรงเข้าสิงเกี่ยวกับ “อบายมุข” เกี่ยวกับการได้ลาภ-ได้ยศ-ได้สรรเสริญ-มอมสุข ให้เก่งวิเศษ ให้ประหลาดพิลึกกึกกืออย่างไรก็ตาม เพราะได้มี “ปัญญารู้แจ้ง” ผีนั้นหรือวิญญาณนั้นแท้จริงชัดใจแล้ว และจิตก็หมดความ “ยึดติด” สิ่งนั้น เรื่องนั้นแท้ๆจริงๆ “ผี” ใดๆ อยู่ในโลก อันนอกตัวเรามันก็ย่อม ยังเป็น “ผี” ที่ยังไม่สูญสิ้น “สัมพัธภาพ” ของมันเองและโลก.......ก็ช่างมันประไร! ไม่ว่าจะเป็นผีเปรต-ผีเรือน-ผีกองกอย-ผีดิบ-ผีโหง-ผีพราย-ผีปอบ-ผีกระสือ-ผีพนัน-ผียาเสพย์ติด-ผีบุญ หรือ ผีที่มาในนามของ “เจ้า” ก็ดี “เทพ” ก็ตาม “พรหม” ก็เถอะเต็มไปด้วยศักดิ์ฐานะ แสดงฤทธิ์ได้เก่งเยี่ยม ฯลฯ ใดๆก็เป็น “การปั้นยึด” เป็น “ความหลงใหลยึดถือ” ชนิดที่ผู้ยังเกี่ยวข้องกับผี นั้นอยู่ ยังไม่สามารถรู้ชัด รู้แจ้งจนเลิกเกี่ยวเลิกข้องมันเสียนั่นอีกแหละ เป็นการยึด “วิญญาณ” หรือยัง “หลง”ในพลังงานที่เป็น “บทบาทของสัมพัธภาพในโลก” อันเนื่องมาแต่ “จิตยึด-จิตไม่แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่ง” ของคนผู้นั้นเอง เป็น “ตัวตน” ซึ่งคนผู้ไม่สามารถรู้แจ้งจริงด้วย “ญาณพิเศษ” จนปลดปล่อยได้เด็ดขาดแท้ ก็จะยังเหลือ “ผี” นี้อยู่ที่คนผู้นั้น มันเป็น “การเกิด” อันไม่มีวันจะสิ้นสุดลงได้เลย ตราบเท่าที่ผู้นั้นไม่รู้แจ้งความจริงแท้ ว่ามันคือเรื่องธรรมดาๆที่เกิดๆดับๆอยู่ในโลก และโดยเฉพาะ “ผี” หรือ “วิญญาณ” ที่เรากำลังกล่าวเน้นถึงกันอยู่นี้ มันเป็นเพียงเรื่องต่ำๆ อันเป็น “อรูป” ไม่มีตัวไม่มีตน ชัดๆเจนๆด้วย ซึ่ง “เกิด” แล้วก็ “ดับ” อย่างเร็วยิ่งอยู่ในจิตของเรา แล้วยังจะไปมัว “สืบสัมพัทธ” ไว้ด้วย “รส” อาลัยอาวรณ์ใดๆอยู่อีกทำไม? หากเรายังให้มันมี “อำนาจ” มีฤทธิ์เอากับเราอยู่ มันก็คงยัง “มี” ความสัมพันธ์สัมผัส หรือมี “แรงสัมพัทธ” อยู่ ระหว่าง “เรา”กับ “อีกสิ่งหนึ่ง” นอกตัวเราอยู่เท่านั้นแล อันเริ่มตั้งแต่ “วิญญาณ” ของเราที่ยังโหยหา “อยาก” หรือติดยึดอยู่ และแล้วมันก็จะมี “อำนาจ” ดึงจูงเราทั้งร่างทั้งกายเข้าไปเสพย์ “อีกสิ่งหนึ่ง” นั้นเป็นที่สุด ตราบเมื่อเรายังตกเป็น “ทาส” ผี เป็นผู้อยู่ใต้อำนาจ “วิญญาณ” เราจึงยังต้อง “มี” สิ่งนั้นเรื่องนั้น อันควรพ้นขาดจากมันมาได้แล้วนั้นอยู่ เพราะทุกสรรพสิ่งในเอกภพนี้ก็คือ “ความมี กับ ความไม่มี” เท่านั้นเอง หากเรายังไปจริงจัง และพากเพียรเกี่ยวเกาะอยู่ กับ “วัตถุ-อรูป” ใด สิ่งนั้นเรื่องนั้น ก็คือ “ความมี” “ความไม่มี” หรือ “สุญญตา” จึงอยู่ที่ผู้มี “ปัญญา” รู้แจ้งในสิ่งนั้น-เรื่องนั้น ว่าควรจะเกี่ยวข้อง ควรจะ “สร้าง” ควรจะร่วม “ยึดไว้” ด้วยหรือไม่ ในสิ่งนี้เรื่องนี้-ทั้งวัตถุ และทั้งอรูป พร้อมกันนั้น ท่านผู้รู้แจ้งก็มี “จิต” อันไม่ยึด ไม่ติดได้ อย่างแข็งกล้า จริงแท้ ไม่เสพย์ ในสิ่งใด เรื่องใดโดยถ้วนทั่วได้แท้จริงเด็ดขาดด้วย ดังนั้นแม้จะร่วมด้วยใน “ความมี” นั้น ท่านก็จะ “สักแต่ว่ามี” เพียงดำเนิน “ปัจจุบัน” นั้น ไปให้ “ดี” ที่สุด “พอดี” ที่สุดเท่านั้นเอง เพื่อโลกจักได้ตั้งอยู่ด้วย “ดี” แม้ท่านจะยอม “มี” ท่านก็จะ “มี” เพื่อช่วยโลก เกื้อกูลปวงชนอื่นต่างหาก และเป็นการ “มี” ที่ “ชั่วคราว” จริงๆในเวลาสั้นที่สุด เท่าที่ท่านจะให้สั้นที่สุดได้ กับสิ่งที่ท่านจำต้อง “มี”นั้นๆ สิ่งใดเรื่องใด ไม่ “ดี” ท่านจะพยายามช่วย “ทำลาย” อย่างสุด ความสามารถ ด้วยความสุภาพ งดงาม จนถึงที่สุดเท่าที่ทำได้และเท่าที่ท่านสามารถ ท่านจะไม่ทำลายโลก ด้วย “ปัจจุบัน” ที่ “เลว” เลย เป็นอันขาด สิ้น “ปัจจุบัน” ลง ท่านก็ไม่ต้อง “มี” อะไร แม้แต่วิญญาณ ป่วยการกล่าวถึง “วัตถุ” นั่นมันเป็น ของ “หนัก” ร้ายกาจที่ผู้ไม่มีปัญญาตรัสรู้ก็ยังรู้ ท่านจะเป็นผู้หมดความหวงแหน-เลิกกักตุน-หยุดสะสม-ไม่ซ่องสุมหรือไม่ “ยึดไว้” ลงอย่างแท้จริงที่สุด ท่านจึงได้ชื่อว่า “ผู้ไม่มี” หรือผู้ถึง “สุญญตา” เป็นผู้หมดสิ้น อย่างเยี่ยมยอดได้ถึงจุดสุด ก็คือดับ “วิญญาณ” อันเก่งสำคัญตรงที่มันมี “ความสัมพันธ์สัมผัส” หรือมี “แรงสัมพัทธ” อยู่กับโลกกับวิญญาณภายนอกภายในทั้งมวล ชนิดไม่ยอม “หยุด” ยอม “จบ” หรือยอม “ตาย” สนิท ให้หยุด-จบ-ตายสนิท ในตนลงได้นั่นเอง ผู้จบ “แรงสัมพัทธ” หรือตัดขาด “ความสัมพันธ์สัมผัส” ในตนลงได้จริงด้วยอำนาจใจที่เก่งอย่างเด็ดขาด จึงคือผู้มี “ความเกิด-ความตาย” อันบริบูรณ์อยู่ในตน นั่นคือความเป็นผู้มี “อำนาจ” แท้ คือสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวกันกับ “พระผู้เป็นเจ้า” คือความรอด-ความพ้น-ความเป็นอิสระ ออกมาได้แล้วอย่างแท้จริงจากสิ่งที่ควรเลิกเกี่ยวข้อง คือที่สุดแห่งที่สุดที่ “คน” ทุกคนพึงควรมีควรเป็น ควรได้ เป็น “ปัญญา” ยอด “ปัญญา” เพราะรู้แจ้งรอบในสิ่งนั้นเรื่องนั้นว่า “ต่ำ”จริง “สูง”จริง อย่างไร? เป็น “อำนาจ” ยอดอำนาจ เพราะเหนือตนเองอย่างเด็ดเดี่ยว สุภาพ เมตตา เหนือโลก เหนือวัตถุอย่างสิ้นความเป็น “ทาส” เหนือวิญญาณนั้นโดยมันจะดูดจะผลักไม่ได้เลย แม้จะเป็น “ความสูง” ด้วยซ้ำ ฉะนั้น “ความต่ำ” จึงไม่พึงกล่าวถึงก็ได้ เป็น “ความรับรู้” ยอดความรับรู้ เพราะรู้ความจริงแท้ ว่า สิ่งที่สัมพันธ์กับตนอยู่ขณะนั้นควรสร้างต่อ หรือควรทำลาย หรือควรไม่รับรู้เอาเลย เป็น “การเกิด” ยอดการเกิด เพราะได้ “ตาย”จากโลกต่ำสุดอันคือ “โลกอบายมุข” กับ “โลกแห่งความอำมหิตและโง่” มาได้แล้วอย่างเด็ดขาด ไม่ไปคลุกคลีเกี่ยวข้องหรือหลงเสพย์อีกทั้งทางวัตถุและแม้แต่ทางจิตวิญญาณหรือ “ปรมาตมัน”ของมันเอง จึงเป็นคนที่ “เกิด” ใหม่มีวิญญาณเป็น “เทวดา” แท้แล้วในขั้นหนึ่งระดับหนึ่ง หรือคือ “ความสูงขึ้นแห่งจิตวิญญาณ” ของคนผู้นั้น นั่นเองแล ผู้มี “จิตบริสุทธิ์” พ้นแล้วจาก “วิญญาณต่ำ-โลกต่ำ” คือ “อบายมุข”และ “ความโง่จนอำมหิต” อย่างนี้ทีเดียว คือ “อริยชน” ระดับหนึ่ง ที่เขยิบตนขึ้นสูงจริง “ร่วมแดนสวรรค์” อยู่กับพระเจ้าหรือรวมอยู่ในภพเทวดาแท้ โดยมีจิตมี “วิญญาณ” อันบริสุทธิ์ปราศจาก “โลกต่ำ-วิญญาณต่ำ” ดูด-ดึงหรือผลัก-ดันได้แล้วชั้นหนึ่ง เป็นผู้อยู่ “เหนือโลกต่ำ” แท้จริง “ผู้มีปัญญา รู้แจ้ง เห็นจริง ชัดเจน” ของตนเอง หรือ ผู้มี “พระเจ้าผู้พึงพิพากษาโทษแท้” ให้แก่ตนอย่างซื่อสัตย์นั่นแหละจะบอกตนได้ ว่า “วิญญาณ” ที่เหลือในตนเป็น “วิญญาณเทวดา” เพราะได้ฆ่า วิญญาณผี-วิญญาณซาตาน สิ้น “บทบาทแห่งสัมพัธภาพ” กระทั่ง “ความหลงใหล-ยึดถือ” ในจิตเองลงอย่างสิ้นทรากจาก “อบายมุข” จาก “ความอำมหิต เพราะเป็นทาสโลกธรรม เกินไปจนมืดบอด” ได้แล้ว เป็น “นิพพาน” ระดับที่หนึ่ง หรือถึง “แดนพระเจ้า” แล้วโดยลำดับ นับเป็น “พระอริยะโสดาบัน” ชื่อว่า ผู้เป็น “ไทย” แท้ขั้นต้น ๖ ธ.ค. ๒๕๑๖