591231_เพลงไท หมายเลข ๓.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลงไท หมายเลข ๓ “นิพพาน” นั้นแปลได้อย่างตรงเป้าที่สุดว่า “ไท” หรือ “ไทย” เพราะ “นิพพาน” คือความอิสระ-เสรีภาพ บริบูรณ์ “นิพพาน” คือความไม่เป็นทาส “โลก” ไม่เป็นทาส “วิญญาณ” โดยแท้จริง จนถึงขั้นสุดในจิตส่วนตน เพราะ “นิพพาน” นั้น คือความสุขเย็น หรือ “สันติภาพ” อันบริสุทธิ์ และหมดสิ้น “ความเห็นแก่ตัว” อย่างสิ้นเชิงใน “โลก” ใน“วิญญาณ” ที่คนเขาไปหลงยึดมาให้ “ตัว” ทั้งจะพึงช่วยโลกได้อย่างดีเลิศที่สุดด้วย เมื่อผู้ใดตั้งใจเพ่งอ่านเหลี่ยมมุมหรือ “จับทาง” ที่จะทำตนให้ “นิพพาน” ออกและชัดแจ้งเห็นจริงตามแล้วไซร้ ผู้นั้นก็จะเริ่มสั่งสม “นิพพาน” หรือ “ความอิสระ” อันตรงเป้าให้แก่ตนเองทันที “ความอิสระ” หรือ“เสรีภาพ” ไม่ใช่สภาวะของการจะกระทำอะไรๆ ก็ได้ โดยไม่ต้องรับรู้สภาพที่แวดล้อมอยู่ ไม่ใช่สภาวะที่ “อยาก” ทำอะไรอะไรก็ทำ อยากพูดอะไรก็พูด อยากเรียกร้องตะโกนขอหรือเรี่ยไร ใช้เล่ห์อะไรก็แสดงออก โดยไม่คำนึงถึงสิ่งอื่น คนอื่น ที่เป็นส่วนประกอบให้ ถูกกฏ ถูกวินัย ถูกจารีตประเพณีวัฒนธรรม และให้ “สมพร้อมถูกธรรม” ความอิสระหรือเสรีภาพ ก็ต้องมีความดีงามที่เป็นความพอดีอย่างแท้จริง มีขอบเขตแห่งสภาพ อันได้ใช้ “ปัญญา” พิจารณาอย่างรอบคอบ ถ้าจะมี “ความสูญเสีย” แล้วไซร้ ผู้ที่มีความอิสระมีเสรีภาพในตนแท้ๆ เด็ดเดียวนั่นแหละ จะเป็นผู้ยอมเสียสละเองทันทีโดยดุษณี เพราะท่าน “ไม่ต้องมีสิ่งนั้น” ท่านไม่เป็น “ทาส” สิ่งนั้นได้อย่างจริง นี่แหละคือ “สันติภาพ” ที่บริสุทธิ์แท้! โปรดเตือนตนให้สำคัญทีเดียวว่า “อิสรภาพ” หรือ “เสรีภาพ” นั้น ไม่ใช่คนผู้มากไปด้วย “ความเห็นแก่ตัว” แต่มันคือ “สภาพหมดสิ้นความเห็นแก่ตัว” ในคนผู้นั้นต่างหาก !! ผิว่าใคร “อยาก” ทำ - พูด - คิด อะไร ก็จะทำตามอำนาจตัณหา ห
อ่านต่อ
รือความปรารถนาพึงพอใจของเราโดยไม่มีขอบข่าย ไม่มีกาละ ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และไม่คำนึงถึง “ความพอดี” กับ “การเสียสละ” ของตนบ้าง ก่อนกระทำนั้น นั่นไม่ใช่ “ความอิสระ” ไม่ใช่บทบาทของผู้มี “นิพพาน” นั่นไม่ใช่ “เสรีภาพ” ที่โลกศิวิไลซ์ หรือ “อริยบุคคล” ควรมีควรเป็น นั่นยังไม่ใช่ “สันติภาพ” ที่แท้จริง และนั้นไม่ใช่ความเป็น “ไทย” แท้ ทั้งไม่ใช่ พุทธ จริงๆด้วย ผู้ที่มีสภาวะเป็น “ไทย” แล้ว ต้องมี “ความคำนึง” เพราะ “ความคำนึง” งั้นแหละคือ “พุทธะ” ที่อริยชนจะพึงมี พึงเป็นอยู่ พึงกระทำร่วม กับ “โลกนอกตน” อย่างมีประโยชน์ คือ เพื่อคืน เพื่อเลิก เพื่อปลดปล่อยสิ่งที่ควรคืน ควรเลิก ควรปลดปล่อยออกจากตน เพื่อ “ให้”แก่ผู้อื่น เพื่อเกื้อกูลผู้อื่น เพื่อแจกอย่างดีอย่างเหมาะ อย่างสมควร อันเรียกว่า “สัมมา” อย่างลงตัวพอดีเป็นกลาง คือ ไม่ใช่ “ให้” หรือ ปรนเปรอ จนผู้อื่นกลายเป็น “เสียนิสัย” ถึงเรียกว่า “มัชฌิมา” ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวัตถุหรือวิญญาณ ส่วนนี้คือ ปัญญา หรือ “ญาณ” แท้ๆ ส่วน “โลกในตน” ของผู้เป็น “ไท”หรือ “พุทธ”แท้ๆแล้วนั้น ท่านจะเป็นผู้มีความมักน้อยใน “ผลพลอยได้” หรือ “ค่าตอบแทน” แรงงาน “ค่าแลกเปลี่ยน” ผลิตผล จะมี ความกำหนดจำกัด สำหรับตน จะมีความพอความจบ ความหยุด ความไม่ยึด แม้แต่สวรรค์ หรือสุขส่วนตน จะฝึกฝน “ปล่อย” “ปลด” “ลด” “วาง” “จาง” จนไม่มีความประสงค์ใน “ค่าตอบแทน” แรงงาน และไม่ประสงค์ “ค่าแลกเปลี่ยน”ใดๆ สูงสุดก็ถึงความเป็น “สูญ” หรือความตายแห่งวิญญาณสวรรค์ - วิญญาณนรกในตน หรือความหมดสิ้นสังขารทางจิตใจของตน อันเรียกได้ว่า หลุดพ้นอย่างอิสระแท้ หรือ “วิมุติ” บริบูรณ์ เมื่อ “ปัญญา”ของผู้ปฏิบัติจริง ได้แจ้งในสัจจะแห่ง “โลก”กับ “วิญญาณ”อย่างทะลุถึงจุดว่ามันไม่ใช่ของใครแท้เลยจริงๆ แม้แต่ความเป็น “ของเรา” แท้จริงนั้นมันเป็นเพียง บทบาทแห่ง “สัมพันธภาพ”ของ วัตถุกับวิญญาณ หรือของสสารกับพลัง และหรือของวิญญาณกับวิญญาณ แต่จงอย่า “เห็นผิด” เป็นว่า เราจะเป็นผู้มีแรงงาน หรือทำให้ ผลิตผล ของเราน้อยลงเป็นอันขาด นั่นเป็นเพียง “การเดา” ของคนช่างคิด และเป็นความผิดประเด็นอย่างสำคัญ ทั้งเป็นความพลาด คลาดเคลื่อนจาก “พุทธธรรม” ตรงกันข้าม เราเป็นผู้บรรลุเป็น “ไท” ที่แท้ จะมี “พลังใจ” ทั้ง “พลังกาย” เพิ่มขึ้นจากที่ได้ “กู้เอาพลังส่วนเสีย” ซึ่งรั่วไหลไป เพราะต้องใช้กับสรรพสิ่งทั้งทางวัตถุทั้งทางวิญญาณที่ไม่เหมาะไม่ควร กลับคืนมาได้ หลังจากได้ปลดปล่อยหรือได้เลิก “เสียพลังกายพลังใจ” ไปกับวัตถุและวิญญาณอันควรปลดปล่อยควรเลิกนั้นนั้นได้จริงจัง “ความมักน้อย” จึงไม่ใช่หมายความว่า การเกลียจคร้าน-ไม่พัฒนา เป็นเด็ดขาด คนผู้มักน้อย - ไม่โลภโดยใจเป็นสัจจะ เพราะมีปัญญาแท้ มีวิมุติจริง ถูกทางตรง “พุทธ” เป็น “ไท” ตรงธรรมนั้นเสียอีก จะเป็นผู้ขยัน จะเป็นผู้มี “ผลผลิต” เพิ่ม ไม่มีรูปของ “วัตถุ” ซึ่งส่วนใหญ่จากร่างคฤหัสถ์ ก็ในรูปของ “วิญญาณ” ซึ่งส่วนใหญ่จากร่างนักบวช อย่างถูกแท้ตรงจริง และสิ่งที่สำคัญที่สุด “นิพพาน” ขั้นสูงสุดยอดของพุทธศาสนาอันเป็นความถูกตรงนั้น ไม่ใช่จะได้จะมีเราต่อเมื่อร่างกายตายเน่า ดั่งที่มีผู้หลงเข้าใจผิดๆกันอยู่ในหมู่พุทธศาสนิกเอง หรือผู้เข้าใจ “พุทธศาสนา” ผิดๆ อื่น แต่ผู้บรรลุนั้นจะได้ในขณะมี “ชีวิตเป็นๆ” นี่เองทีเดียว ทั้งไม่ใช่หมายถึงผู้ไปได้อยู่แค่ “หลง” ติดสุขเพราะยึดเสพย์ “ความสงบ” ชุกตนในป่าในถ้ำหรือในกุฏิที่ปิดเงียบ เป็นผู้หลบหน้าไม่สงเคราะห์มนุษย์ไม่โปรดสัตว์ เช่น ฤาษี เดียรถีย์ ที่ยังมี “ความเห็นแก่” แท้ๆถ่ายเดียวนั้นเป็นอันขาด ขออย่าได้พากัน “หลงผิด” มันเป็น “บาป”! “ไทย” แท้ๆหรือ “นิพพาน” แบบพุทธนั้น คือ ผู้มีประโยชน์ตนอันเรียกว่า “วิมุติ” เรียกว่า “นิโรธ” หรือหมดตัวหมดตนในใจเป็นที่สุด และทำประโยชน์ แก่โลก แก่สังคม อย่างงามพร้อม อันเรียกว่า “นิสสัคคะ” หรือ “อสังสัคคะ” ที่แปลว่าเสียสละแล้วไม่เกี่ยวข้องแล้ว หรือให้แก่ผู้อื่น แม้สร้างสิ่งดีขนาดไหน จะมีสิ่งเลิศใด ก็เพื่อให้ ไม่ใช่เพื่อตน จึงชื่อว่าเป็น “ปฏินิสสัคคะ” แท้ คือ การหลุดพ้นไปจากสิ่งนั้นๆแล้ว “หมดของตน”แล้ว เป็นที่สุดเช่นกัน ที่สุดแห่งที่สุด หมดเกลี้ยงไม่มีแม้แต่ละอองธุลีแห่ง “ตัวตน”ที่จะยึดจะเห็นแก่ “มัน”อย่างแท้จริง หมดความหลง “โลก”หมดความหลง “วิญญาณ”อย่างชัดเจน คือตายได้ทั้ง “ทางใจ”นั่นหมายถึงหมดความเห็นแก่กายแก่ใจสิ้นเกลี้ยงสนิท และ “ทางกาย”อันหมายถึงตายหยุดดิ้นแล้วเน่า ถ้ายังเหลืออยู่แม้ “กาย”ที่ยังดิ้นได้พร้อม “ปัญญา” ก็ให้มันเป็นประโยชน์แก่โลกแก่ปวงชนปวงสัตว์ ให้มากเท่าที่จะมากได้และถูกตรงสูงค่า จึงจะลงกันเป็นที่สุด ไม่ขัดสภาพ ไม่ปีนเกลียว ไม่วนความ ไม่ค้านคำ เรียกว่า ลงกันได้ ร้อยเรียงเข้าช่อง ถูกร่อง คล้องจอง คล้อยตาม และไม่มี “สงคราม” จริงๆสนิทเนียน! นั่นคือ “คน” ผู้มี “นิพพาน” แท้ๆแบบพุทธที่เรียกว่าเป็น “ไทย” ถึงจุดสุดท้าย เป็นผู้ดับ “การเกิด” หรือดับ “ความเป็นสอง”ในตอนลงเหลือเพียง “หนึ่ง” อันเรียกว่า “เอกภาพ” ที่แสนอิสระ - เสรี มี “สันติภาพ” อันสุดยอด อนึ่งผู้ “ปลดแอก” ให้แก่ตนได้จริงจะมี “พลังปัญญา” เพิ่ม สูงค่าขึ้นแท้ และจะรู้ค่าของ “เศรษฐกิจ” ดีว่าควรเพิ่มควรลดสิ่งใดให้แก่โลกแก่สังคมส่วนนั้นๆ แล้วท่านจะเลือกทำงานที่เพิ่ม “ผลผลิต” ที่มี “ค่า”สูงสุด ในกาละเทศะนั้นทันทีตามระดับแห่งภูมิปัญญาแท้ๆของท่านผู้นั้น และเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างปางตายในโลกกาละปัจจุบันนี้ ก็หาใช่เศรษฐกิจการเงิน หรือการเกษตร หรือการแพทย์ หรือการอื่นๆใดๆไม่ แต่มันคือ “เศรษฐกิจการสันติธรรม” หรือ “เศรษฐกิจการนิพพาน”หรือแท้ๆก็คือ “เศรษฐกิจความเป็นไทย” นั่นแล ที่ต้องเร่ง “ผลผลิต”อย่างรีบด่วนสูงสุดในโลกทุกจุด ๒๘ พ.ย. ๒๕๑๖