600101_010ไท.doc.docx

โฟลเดอร์เพลงไท
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

เพลงไท หมายเลข ๑๐ สิ่งที่เป็น อนันตภาพ อันไพศาลและอยู่ใกล้ตัวเราที่สุด ง่าย-สะดวกในอันที่จะเรียนรู้ที่สุด แต่ คนกลับไม่สนใจแล ก็คือ “ตัวเราเอง” ที่เป็นทั้ง มหาเอกภพ-โลก-วิญญาณ-สัมพันธภาพ-สมบูรณภาพ ฯลฯ และแล้ว ก็พากเพียรไปร่ำเรียนได้ “รู้” เพียงปลีกๆย่อยๆ เช่น....... มนุษยศาสตร์ ก็คือ รู้สำนึกตน จิตศาสตร์ ก็คือ รู้ อรูปที่อยู่ในคน เศรษฐศาสตร์ ก็คือ รู้การรักษาบำรุงพันธุ์สมบัติ วิทยาศาสตร์ ก็คือ รู้สิ่งที่ควรรู้ ก็มี-รู้สิ่งที่ควรรู้บ้างไม่ควรรู้บ้างก็มี และรู้สิ่งที่ไม่ควรรู้เลยหรือเรียกว่า “รู้เฟ้อ” ก็มี อักษรศาสตร์ ก็คือ รู้เชิงภาษา คณิตศาสตร์ ก็คือ รู้เชิงเลข นิติศาสตร์ ก็คือ รู้แพ้รู้ชนะตามกติกา รัฐศาสตร์ ก็คือ รู้วิธีทำสมบัติให้อยู่ในอำนาจ ตรรกศาสตร์ ก็คือ รู้หนึ่งบวกหนึ่งเป็นสอง ศิลปศาสตร์ ก็คือ รู้ความเก่ง วารสารศาสตร์ ก็คือ รู้การตีฆ้องร้องป่าว ประวัติศาสตร์ ก็คือ รู้ที่ที่เคยฝังทรากศพ ภูมิศาสตร์ ก็คือ รู้ขอบเขต เกษตรศาสตร์ ก็คือ รู้กิน รู้อยู่ แพทย์ศาสตร์ ก็คือ รู้เจ็บ รู้ป่วย อุตสาหกรรมศาสตร์ ก็คือ รู้ความเหนื่อยยาก พาณิชยศาสตร์ ก็คือ รู้การขนย้าย ถ่ายเท ธนาคารศาสตร์ ก็คือ รู้วิธีดักตักเอาหัวกะทิ สังคมศาสตร์ ก็คือ รู้ความวุ่นวายของคนอื่น ปรัชญาศาสตร์ ก็คือ รู้ความสว่าง บางทีถึงพร่ายิ่งขึ้น ไสยศาสตร์ ก็คือ รู้ความมืดที่บอดยิ่งขึ้น ยังมี “ศาสตร์” อีกมากมายที่ไม่ได้เอามากล่าวถึง จำไม่ได้หมด เพราะมันเป็น “อนันตภาพ” จริงๆ แต่ละแขนงล้วนเป็นส่วนปลีกย่อยใน “อนันตภาพ” จึงยากยิ่งที่จะรู้แจ้งได้ถ้วนรอบใน อนันตภาพอันสมบูรณ์ กระนั้นเถอะ............ ทุก “วิชา” หรือทุกศาสตร์นั้น ถ้าใครค้นพบ “สูตร” ในการทำตน ให้เป็น

อ่านต่อ

“อิสระ-เสรี” เป็น “สันติภาพ” แท้ๆได้ ก็นั่นแหละ คือ คนไทย หรือผู้ถึงความเป็น “ไท” แท้จริง ศาสตร์ที่ควรจะเรียนรู้ยิ่งจึงคือ “สันติศาสตร์” ซึ่ง ก็อาจจะเป็น “ศาสตร์” หนึ่งที่มนุษย์จะหยิบยกขึ้นมาเล่าเรียนกันบ้าง ในอนาคต อันไม่น่าประมาท และก็ขอให้สันติศาสตร์นั้น จงแท้จริง เป็นสัจธรรมตรงเป้าหมายเถิด-สาธุ! ความยุ่งยากเหนือความยุ่งยากทั้งหลายที่ก่อเกิดเป็น “ทุกข์” อยู่ในโลกนั้น เนื่องมาแต่ “มนุษย์” มนุษย์ คือ ดวงดาวที่มีเส้นทางโคจรยุ่งเหยิงเลอะเทอะที่สุด จิต คือสัมพัทธภาพที่นำร่องการโคจรของมนุษย์ โลก คือ สังคมที่รู้เห็นง่ายชัด อยู่นอกตน วิญญาณ คือ สังคมที่รู้เห็นยากเย็นยิ่ง อยู่ในตนและนอกตน ฟ้า คือ ความสูงความไกลโดยสมมุติและเป็นจริงตามที่ยึดกำหนด ดิน คือ ความต่ำความใกล้ดดยสมมุติและเป็นจริงตามที่ยึดกำหนด ชีวิต คือ สิ่งที่ผู้ยังไม่รู้แจ้ง หวงแหน ที่สุดเป็นจุดรวมแห่ง “ความโลภ” แท้ที่จริง “ชีวิต” นั้นเป็นเพียงความเกาะกุมของ “มวล” ด้วย “พลังงาน” หรือ การวิ่งอยู่ของ “สุญญตา” กับ “สุญญาณู” ตั้งแต่หนึ่งคู่ขึ้นไป ซึ่งทุกๆ “ชีวิต” จะพยายามทำความกลมให้กลมที่สุด และจะทำความตรงให้ตรงที่สุด ลัดที่สุด ความกลมที่สุดจึงคือ เส้นรอบวงของ “มหาเอกภพ” อันมีความเป็นหนึ่งเดียวจริงๆ ไม่มีแม้กัมมันตรังสี หรือธุลีแห่ง “สัมพัทธภาพ”ใด กระเส็นกระสายออกไปนอกเส้นรอบวง นั้นเลย และนิ่งที่สุด หยุดที่สุด ตรงที่สุด เท่าที่คนจะสามารถรู้ได้ด้วย “ทวารรู้สึก” แห่งคน หรือ ที่เรียกว่า “เวท” และ “ญาณ” ด้วยพลังงานทาง “วัตถุ” นั้น คนจะไม่สามารถ “พิสูจน์รู้” สภาพแห่ง มหาเอกภพได้เลยเป็นอันขาด นอกจากพลังงานของ “สุญญตา” ที่เกิด “แรงสัมพัทธ” พิเศษสุด ตรงยิ่ง แรงจัดสุด มีความเร็วที่นิ่งที่สุดเท่านั้น ที่จะสามารถ “รู้” และเกินความคาดหมายที่มนุษย์จะเชื่อได้ง่ายๆด้วย ......ออกประหลาดที่สุด! สรรพสิ่งที่เดินทางอยู่ใน ขอบเขต “มหาเอกภพ” จึงมีแต่เส้นโค้งทั้งหมด แม้แต่เส้นเดินทางของแสงสว่าง หรือแม้ “แรงสัมพัทธ” ของ “สุญญตา” หรือ สุญญาณูสุดท้าย ก็ตาม เพราะไม่มีความตรงที่จะพึงหาได้จากการเดินทางระหว่าง “จุดสองจุด” “ความตรง” ไม่ใช่ความตึงที่สุดของจุดสองจุดเลย ไม่ว่าจะมีสิ่งนี้อยู่ ณ สุญญาณูใดของมหาเอกภพ แต่ “ความตรง”ที่สุด ก็มีอยู่ คือ เส้นรอบวง ของ “มหาเอกภพ” นั่นเอง เป็นความตรง หรือเส้นตรงที่จะพึงหาได้ ซึ่งอยู่ ณ ที่ไกลเราที่สุด ส่วนที่อยู่ใกล้เรา ที่สุดนั้น ก็จะพึงหาได้ ในที่แห่งเดียวเท่านั้น คือ ความเป็นสูญ ของสัมพัทธภาพ หรือ “สุญญตา” แท้ๆนั่นเอง เป็น “ความว่าง” ที่มีลักษณะเต็มอยู่ในตัว ของมันเอง และตรงที่สุด แม้ใน “คน” ก็มีอยู่ทีเดียว เมื่อผู้นั้น เข้าถึง “สุญญตา” แท้ หรือเมื่อ E-mc2 = 0 (หาเลขยกกำลังไม่เจอค่ะ) และเมื่อนั้นผู้นั้นจะมี “แรงรู้” พิเศษสุด เป็น “ทัศนภาพ” อันสมบูรณ์ จนสามารถรู้แจ้ง “มหาเอกภพ” ได้ทีเดียว ว่าคือ อนันตภาพที่แท้จริง หรือ คือ E = mc2+A (หาเลขยกกำลังไม่เจอค่ะ) และ A นั้นคือ ค่า ที่จะพึงหาได้ ตามภูมิปัญญาแห่งผู้นั้นๆเพราะมันยังเป็น “อรูป” ยังเป็น “พลังงาน” ส่วนที่ยังไม่หยุด ยังไม่จบ ยังมีกระจายล้นออกไปจากส่วนที่เรา “มีแล้ว” และนำมันมาใช้งานเข้าไปอีก ก็จะเกิด “พลังใหม่” ซึ่งเป็นสิ่งที่เรารู้แล้วส่วนหนึ่ง กับที่ยังไม่รู้จักอีกส่วนหนึ่ง ปนกันอยู่ สิ่งที่ยังเป็น “แรงอรูป” ที่คนยังค้นมันไม่เจอจริงๆ ยังเก็บเอามันมาไม่ได้ หรือ “ยังไม่รู้จักมัน” นั่นแหละคือ A ผู้ใดสามารถ “สัมผัส” ได้ ผู้นั้น ก็จะรู้ จะเห็น และจะนำมาใช้ ให้เป็น “ความใหญ่-ความมาก” ก็ได้ ก็เป็น สูตรสำหรับโลกเป็นอนันตภาพ คือ ความไม่จบเป็นที่สุด จะให้เป็น “ความเล็ก- ความน้อย” ก็ได้ ก็เป็นสูตร สำหรับการเดินทาง ไปสู่สุญญตา เป็นทางโลกุตตร คือ ความจบเป็นที่สุด เพราะความมากกับความน้อยนั้นคือ การเดินทางออกจาก จุดกลาง จุดเดียว ไปกันคนละทิศเท่านั้นแท้ๆ ผู้ถึงความใหญ่สุด ก็คือผู้ถึง ความเล็กสุดโดยเช่นเดียวกัน ผู้ถึงซึ่ง จุดสุดของ อนันตภาพ จึงคือ ผู้แจ้งในสุญญตา แต่ ผู้จะเดินทางไปให้สุด มหาเอกภพ หรือ ถึงอนันตภาพ ทางความใหญ่ ทางวัตถุนั้น เป็นไปไม่ได้เลย ผู้ถึง สุญญตา จึงคือ ผู้สามารถรู้แจ้ง “มหาเอกภพ” ที่มีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแท้ได้โดยจริง และไม่สามารถจะอธิบายเป็นภาษาให้ใครๆฟังได้ด้วย เพราะแม้แต่ ภาษา ก็คือ “สิ่งที่สอง” ที่มันจะครองความเป็น “เอกภาพ” นั้นไม่ได้เลยจริงๆ สัจธรรมที่เป็นเอก มีหนึ่งเท่านั้น และไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น นอกจากตัวสัจธรรมนั้นเองโดยตัวมันเอง แม้ที่สุด “การรู้” ก็คือสัจธรรมอันเอก ของปัจเจกบุคคล แต่ละคน เรายังมีเรื่องจะพูดกันอีกมากสำหรับผู้ที่ยังสนใจ “สันติศาสตร์” แต่เราหมดเรื่องคุยกันแล้วสำหรับผู้ที่ถึง “สันติภาพ” อันสมบูรณ์ ณ จุดเดียว ดังเดียวกัน. ๑๒ ธ.ค. ๒๕๑๖

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน