591229 เพลงไท หมายเลข ๑.docx

โฟลเดอร์เพลงไท
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข29 ธันวาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

เพลงไท หมายเลข ๑ นักประพันธ์ - กวีทุกผู้ ต่างก็ละล้วนที่จะสรรคำให้เพราะพร้องต้องใจและสูง จนบางทีแสนยาก ซึ่งเนื้อหาในงานที่เขาต่างก็พยายามจะช่วยกัน “ไข”ออกมานั้น ทุกคนมี “เจตนาดี” สำหรับผู้มีจิตคิดถึง “ความทุกข์ของโลกของคนอื่น” ทว่ามันทวี “ความเฟ้อ”ขึ้นมาด้วยอีกตั้งหลายอย่างในนั้น โดยผู้ประพันธ์เองไม่รู้ตัวไม่ได้หรอก นั่นคือ……… ความมากของภาษา-ศัพท์แสงและคีตวาทกรรม อีกทั้ง “อรูป” ที่เป็น “วิญญาณ” อันคลุมเครือ เพิ่มแฝงฝังมากับงานประพันธ์นั้นๆ ซึ่งมันต่างก็ล้วนเป็น “บัญญัติสมมุติ” และนั่นคือ “รส” ที่ใหม่ต่อสัมผัส “รูป” ที่เอี่ยมอ่องต้องจิตชนิดเพิ่งจะได้พบ “เสียงสำเนียงลีลาการ” ที่บ้างทิ่มแทงจัดจ้าน บ้างหวานหวิว บ้างคมเบา ชนิดที่จะช่วยแก้ความซ้ำซากน่าเบื่อหน่ายให้แก่คนผู้เต็มไปด้วย “ความหลง” และกำลังล้วนแสวงหา เป็น “สัมผัส” อันถ้วนทั่วทวาร ๕ ทั้งทวาร ๖ ที่กำลังทำงานอย่าง “อวิชชา” ผู้อ่าน ผู้ฟัง ได้อะไรบ้าง…..จากสิ่งนั้น? ได้รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสจากภายนอก-ภายใน ทั้ง “วิญญาณ” อัน “อร่อย” และดูสูงส่ง อัครฐานในบัญญัติใหม่ๆ นั้น……. หรือได้เนื้อหาสาระแก่นแท้ๆ ที่ตรงเป้าหมาย แห่งคำว่า “สัจธรรม” ? ผู้สร้างงาน ผู้ก่อนผลผลิตทั้งหลายเอ๋ย ! ไม่ว่าจะเป็น “ผลิตผล” ใดๆก็ตาม เคยสำเหนียกบ้างหรือไม่ว่า….. อะไรคือ “แก่นแท้ๆตรงๆ” ของสิ่งที่เรากำลัง “ผลิต” นั้น แล้วเราได้เพิ่มปริมาณทั้งคุณภาพที่ “ตรงแก่น” แท้ๆนั้น หรือกลับฉาบพอก “วัตถุหลอก-วิญญาณลวง” ใส่เข้าไปมากกว่า? หรือเราได้เสีย “เวลา” ทั้ง “เหน็ดเหนื่อย” ไปในการก่อการผลิตนั้น เปล่าๆ แล้วแถมเราเองนั่นแหละทำลายปริมาณทั้งคุณภาพนั้นๆของเราเองลงไปด้วย? ก็เช่นกันกับ แม่ครัวผู้เก่งกาจด้วยหัวคิดและฝ

อ่านต่อ

ีมือปรุง ย่อมจะเพิ่มแผกแตกผลิตชนิดอาหารออกมาจาก “มันหัวเดียว” ให้เป็นของหลอกอันวิจิตร หลากหลายเมนู บ้างใส่ถ้วยสวยมีน้ำ ต่างๆชนิด บ้างข้นๆ ใส่ชามงามมีสี ประเภทนานา บ้างแห้งๆกรอบดีมีกลิ่นมีรูป สารพัดอย่าง ใส่จานวิจิตรที่ต้องรองต้องเปิดอีกหลายชั้น ชิ้นมันก็กลึงแกะสลักเสลาเหลือหลาย แล้วจึงนำตั้งโต๊ะอันปูลาดทั้งประดับตลแต่ง และจัดอยู่ในห้องหับซึ่งพร้อมด้วยบรรยากาศ-แสง-สี-เสียง ชวนตนเองหรือคนอื่นผู้เต็มไปด้วย “ความไม่เฉลียว” หลงกินอย่างปลื้มปิติใจ เนื่องจากเมามายใน รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสจากภายนอก-ภายใน และ “วิญญาณ” นั้น จนหมกเกลี้ยงเพราะเพลินกับ “อร่อย” และ “อัครฐาน” แต่เขาก็ได้กินเพียง “มันหัวเดียว” แถมเครื่องปรุงประกอบเล็กน้อย อันอาจจะต้มหรือเผาเอาเกลือเอาน้ำตาลและสิ่งที่ได้นำมาร่วมแถมปรุงทั้งปวงนั้นแหละโรยราดหรือเคียงมา ใส่เครื่องรองอันพอดี เช่น จานเขื่องๆสักใบหนึงหรือสอง มันมิตรง-เบา-ลัด-ง่าย สบายดีกว่าหรือ โลกปัจจุบันมี “เวลา” มี “ผลิตผล” ต่างๆให้เราผลาญเล่นเกินสมดุลย์ จนไม่ต้องคำนึงถึง เพื่อนร่วมโลกเลยแล้วหรือ ว่าเขากำลัง “มีทุกข์” แม้แค่ใน สัจธรรม แห่ง “การกิน” เรื่องเดียวนั้นนั่นแหละ ได้อะไรกันเอ่ย……? จากอาหารอันหลงว่า หลากหลายประการ อัครฐาน มื้อที่กล่าวถึงมานั้น เป็นเนื้อหาสาระแก่นแท้ๆซึ่งควรแก่คำว่า “สัจธรรม” ? โดยกาละ โดยสมัยปัจจุบันนี้ มันควรจะก่อ “ความฟุ่มเฟือย” ที่เต็มไปด้วย รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสจากภายนอกภายในและวิญญาณ อันมากมายใหญ่โตไกลเกินเช่นนี้ ซึ่งก่อนให้เกิด “ช่องว่าง” ระหว่างสังคมที่ควรแน่นแฟ้นยิ่งกว่าที่เป็นอยู่แล้วหรือ? “สัจธรรม” อันสูงสุดคือความกลมเกลียวและความเสียสละที่ประกอบด้วยปัญญาและศรัทธา พึงสำเหนียกกันให้มากเถิดว่า “สัจธรรม” ที่ถูกควร ตรง “ค่า” แท้ๆ มิได้คือ สภาวะ “ล่อ”สภาวะ “หลอก” หรือมิใช่ไปติด “เครื่องจูง” ที่หนาเตอะ จนปิดบังจิตของตนไม่ให้เห็นความโลภความโกรธของตน จนตนเองต้องกลายเป็น “ผู้หลง” ไปกับ “ของล่อ” แล้วก็ยัง “อยากได้ใฝ่เสพย์” ยึดโลภคราบนั้น ถ้าไม่ได้สมใจยึด ก็ขุ่นใจ-เคือง-แค้น-ต่อสู้-ทำลายและฆ่า “มัวเมา” ไปกับ “ของหลอก” แล้วก็ยังเป็น “ทาส” สิ่งเหล่านั้นอยู่ “ยึดติด” เสพย์ติดงมงายอยู่กับ “เครื่องจูง” นั้นๆ จนลืม “แก่นแท้เนื้อหาสำคัญ” ที่ถูกตรงเสียสนิท แล้วกลายเป็นคนหลง เป็นคนฝ้าฟาง ถูกหลอกให้ไป “จับจ่าย” อย่างเสียค่าเปลืองค่า ทั้ง “เวลา” ทั้ง “วัตถุ-วิญญาณ” และทั้ง “พลังงาน-ความเหน็ดเหนื่อย” ต้องจ่ายราคาให้กับ “ความล่อ” หรือ “เครื่องจูง” นั้นๆไปมากกว่า ส่วน “เนื้อหาสาระในการทรงชีวิตไว้” นั้นเท่าเก่า แล้วผู้ถูกหลอกนั้นก็กลายเป็น “ผู้กำไร” เป็น “ผู้มีเปรียบ” ในสายตาของผู้ยังเห็นแก่ตัว และโง่หลง แต่ “ความเฟ้อ” หรือ “ส่วนเกินที่เปลืองเปล่า” นั้นเพิ่มขึ้นในโลกอีก แม้จะยังไม่ชัดเจนเป็นรูป “วัตถุ” มันก็ได้เป็น “อรูป” ที่ยังแฝงเร้นหรือเป็น “วิญญาณ” แล้วทีเดียว นั่นมันคือ “การทำลายเผาผลาญโลก” และคือ “ความเห็นแก่ตัว” แท้ๆจริงๆ เฉกเช่นกับนักหลอกล่อ ที่ต่างก็คิดประดิษฐ์แบบเสื้อผ้าอาภรณ์ จนกระทั่งได้แผ่ใหญ่กลายมาเป็นสรรพสิ่ง เครื่องฟุ่มเฟือยอันมากหลากหลาย ซึ่ง เรียกว่า เครื่องประดับกายก็ดี อื่นๆก็ตาม ให้แปลกใหม่เพริศพรายออกมาเรื่อยทุกลมหายใจเข้าออก เพื่อ “สนองอารมณ์” ของคนผู้เต็มไปด้วย “ความหลง-ความไม่รู้เพราะถูกหลอก” ซึ่งกำลังล้วนแสวงหา รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสภายนอกภายในทั้งหลาย และ “วิญญาณ” แล้วต่างก็ไป “จับจ่าย” สูญเสียฟุ่มเฟือย ไร้ค่า อยู่แต่กับสิ่ง “สนองอารมณ์” จนเข้าใจไม่ได้กันเลยว่า “เสื้อผ้า” นั้นมีสัจธรรม แท้ๆแค่ใด...คือคำว่า “พอดี” และ “พอแล้ว” โลกปัจจุบันนี้กำลัง “ขาดแคลน” อะไรยิ่งยวดที่สุด และรองลงมา เราจะ “ผลิต” สิ่งใดขึ้นมาในโลก เพื่อช่วยโลกให้สมพร้อมให้บริบูรณ์ จนไม่มีคำว่า “ขาดแคลน” ได้ถูกต้องตามกาละเทศะได้ดีที่สุด แม้เราจะเป็น “นักผลิต” ที่อยู่ในทางตรงหรือทางอ้อมใดๆก็ตาม จะผลิต “วัตถุ” หรือ “วิญญาณ” ก็ตาม ก็ขอให้คำนึงถึง “ส่วนขาด” ของสังคม เนื้อแท้ของ “สัมพันธภาพ” ส่วนที่หายไปในหมู่ชนให้มากๆเถิด ไม่ใช่เห็นแต่ “ตนเองอันไม่รู้จักเต็มไม่รู้จักพอ” เรานั้นต้องเป็นผู้ “เต็ม” เป็นผู้ “พอแล้ว” อยู่เสมอให้ได้แม้มีน้อยที่สุด สำคัญสูงสุด ก็ขอให้แยก “เนื้อหาแก่นแท้” กับ “ความล่อ” ที่ประกอบกันอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นๆให้ออก อย่าก่อ “ความล่อ” ให้มากจนผลที่สุดมันหมายถึง เรา เป็น “ผู้ได้เปรียบ” จงทำตนเป็นผู้ก่อ “ผลผลิต” เพื่อ “ให้” แก่ปวงชนและโลกด้วยพลังกายพลังปัญญาของท่านให้มากให้จริงให้ชัดๆเถิด โลกต้องการ “คน” เช่นนี้อย่างนี้ทุกกัปป์ทุกกาล ! เหมือนๆกันหมด ใน “โลก” ที่เต็มไปด้วยฤทธิ์แรงขวากหนามของ “ความเฟ้อ” และความเป็น “ทาสสังคม” กล่าวคือ เฮโลสาระพาเอาอย่างนั้นหรือ ตามๆๆๆกันจนไร้ความอิสระ-เสรีภาพที่ควรเป็น หรือชัดๆ ก็ชี้ลงไปได้เลยว่า ไร้ “การเป็นเจ้าของปัญญาของตนเอง” เขาช่างเอาอย่างกันง่ายดาย เหมือนภูเขาที่กลิ้งไปด้วยลมแผ่วพัด จนสิ้นความเป็น “ไท” ที่ถูกแท้ตาม สัจธรรม แม้แค่จะให้ “ปัญญา” มันปลีกจากสังคมออกมาบ้าง แล้วพิจารณาทะลุเข้าไปแจ้งในเนื้อหาสาระสัจธรรมแท้ๆของแต่ละสิ่งให้ “ตรงเป้า”ก็ทำไม่ได้ อย่าให้เหมือนกันหมดเลย แม้ “ศิลปิน” เอกแขนงใดๆในโลกที่ล้วนได้พากเพียรหา เอกลักษณ์ ของตนเอง แล้วที่สุดก็คิดว่าตนบรรลุ “ความอิสระ” แท้ ต่อจากนั้นก็ ก่อ-สร้าง-ผลิตงานนั้นๆออกมาเป็นแบบของตนเอง อันแปลกแหวกผู้อื่นออกไปด้วย รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสภายนอกภายในทั้งหลาย และ “วิญญาณ” แต่ทว่า เนื้อหาสาระที่มีในนั้นก็คือ “สมมุติธรรม” อันเก่า ซึ่งไม่พ้น “กามคุณ” และ รสสนองอารมณ์ที่เป็น “ผลเสพย์ทางใจ” เท่านั้น หรือจะเก่งกว่านั้นก็คือ “วิญญาณ” ที่เป็นความแฝงเร้นอันเรียกในภาษาใหม่ว่า ก่อค่านิยมเข้าไปอีกให้คนติด-ชอบ ซึ่งยังเป็น “สมมุติธรรม” แต่ว่าใหม่ขึ้น เพิ่มทวีความเป็น “ตัวตน”ให้แก่โลกยิ่ง “เฟ้อ” หนักหน้าเข้าไปอีก ขอให้สำนึก “เนื้อหาสาระ” แห่งการสร้างสรร ที่จะเป็นไปในทางสงบสุข “สันติภาพ” เที่ยงแท้ตรงตรงโดยปราศจากความเห็นแก่ “ได้” หรือปราศจากการเป็น “ทาสความโลภ-ความโกรธอาฆาต”ให้มากๆเถิด ถึงจะไม่โลภในลาภ ไม่โลภในยศ แล้วก็ดี แม้แต่ชื่อเสียงก็ไม่ต้องตะกละก็ได้ จงใช้ ญาณปัญญาของเราเองก่อน “ผลผลิต” ของเรา อย่าให้มันเป็นเพียง “สิ่งเฟ้อ” ที่แฝงมาในโครงสร้างใหม่แต่ก็ยังคง คือ วิญญาณของ “กาม” ของ “อบายมุข” และของ “วิญญาณ” เองซึ่งไม่ให้คุณค่าและตรงเป้าหมายแห่ง “ความสุขสันติ” ถูกสัจธรรมเป็นอันขาด ไม่จำเป็นนักดอกที่จะสร้างสรร “ของล่อ” ให้มีฤทธิ์แรงจนทับถม “เนื้อหาสาระแก่นแท้”ที่เราเห็นแจ้งแล้วว่าเป็น “เศรษฐกิจ”ส่วนที่ขาดให้แก่โลกในปัจจุบันกาลนั้นจริงๆ “ศิลปะ” หรือ “ความเก่งจากน้ำมือ” ของผู้ใดไม่ว่าในแขนงงานใดๆ ถ้าให้ “ผล” เพียงแค่ความฟุ่มเฟือย ความร่ำรวย หรือ อัครฐาน และมีฤทธิ์สูงมอมเมาคนหรือโลก ในลมหายใจเฮือกนั้นได้อย่างกว้างขวางเท่านั้น แทนที่จะให้ “ผล” เสริมช่วย “ความขาดแคลน”ที่จำเป็นยิ่งกว่า แก่คนในโลกช่วงเวลานั้น “ศิลปะ” หรือ “ความเก่งจากน้ำมือ” ของผู้นั้นก็คือ “กัมมันตภาพรังสี”ที่ทำลายโลก ซึ่งอาจจะเห็นได้ชัดเจนหรืออาจจะเกิดอยู่อย่างแฝงเร้นโดยแท้ ตราบใดใครก็ตาม แม้จะทำ “ความฟุ่มเฟือย”ให้เป็น “ความร่ำรวย”และ “อัครฐาน” ได้เก่งกาจขนาดเลิศฟ้าปานใด แต่ไม่ช่วยตนเองให้หายจากอาการฝ้าฟาง เพราะฤทธิ์แรงแห่ง “โลกกาม -โลกธรรม -โลกวิญญาณ” และเลวร้ายที่สุด “โลกอบาย” อันครอบงำตนอยู่ จนหลุดพ้นออกมาได้บ้างเสียก่อน ท่านก็จะเป็นผู้ช่วย “โลก” หรือช่วย “ตน”ให้ดีขึ้นได้น้อยที่สุด และจิตของท่านจะไม่บริสุทธิ์หมดจดอย่างแท้ๆแน่นอนได้เลยจริงๆ โลกที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะคนมันไม่บริสุทธิ์ที่ “จิต”นั้น จะผุดผ่องได้ และละ-คลาย เพลาทุกข์ลงได้รับละออกสติบ้าง เมื่อนักจรรโลงโลกทั้งปวงทุกแขนง จะร่วมแรงกันเน้นให้เห็นสัจธรรมแห่งการบริโภคปัจจัย ๔ ที่ต่างก็ไม่อยากผลิตกันแล้ว กับ “สิ่งที่ขาดแคลนและจำเป็นแท้จริงในกาละปัจจุบัน” ให้เห็นชัดรู้ชัดถูกเป้าแท้ของมัน ยิ่งกว่าไปมาช่วยกันแต้มระบายกามคุณ ๕ กับบรรจุ “วิญญาณผี”ใส่ให้กระหน่ำแน่นกลางทวาร “ใจ” ของตนและของคน ซึ่ง มันเป็นเพียงพฤติกรรมอันได้เหน็ดเหนื่อยเปล่าๆ แต่ก็ทุกข์ให้แก่ตนและโลกเป็นปฏิภาคทวี ส่วนคุณความดีที่เป็นสัจธรรมนั้น มันเท่ากับ “คนตาบอดที่อุตส่าห์จูงคนตาบอดไปดูหนังใบ้” ๒๐ พ.ย. ๒๕๑๖

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน