591229 เพลงไท หมายเลข ๒.docx

โฟลเดอร์เพลงไท
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข31 ธันวาคม 2559

เนื้อหาในไฟล์

เพลงไท หมายเลข ๒ ตราบใดที่ใต้จิตสำนึกของ “นักปรุงสร้าง” ทุกแขนง เรียงถูกมอมเมาไปด้วย “โลกต่ำๆ-วิญญาณต่ำๆ” เช่น อบายมุข-กามคุณ-ลาภ-ยศ-สรรเสริญ และเพียงหวัง ผลเสพย์ทางใจ ให้บันเทิงรื่นรมย์เท่านั้น ตราบนั้น “นักปรุงสร้าง” ทุกประเภท ไม่ว่าจะอยู่ในนามของศิลปินหรือช่าง นักวี หรือนักก่อ นักพูด นักวิทยาศาสตร์ นักการเมือง นักการค้า นักธรรมะ ฯลฯ นักจรรโลงสาขาใดๆก็ตาม ก็ล้วนอย่างคือ “นักมอมเมาโลก” หรือ “คนถ่วงโลก” อยู่ทั้งสิ้น “คน” ผู้เร่ิมได้ชื่อว่า “ผู้จรรโลงโลก” เป็น “ผู้เจริญ” หรือ “อาริยชน” โดยเที่ยงแท้แน่นอนตามลำดับนั้น ก็คือ ผู้รู้แจ้งสิ่งต่ำ หรือเรื่องต่ำ ความบั่นทอน หรือโลกต่ำ-วิญญาณต่ำที่ถูกตรง พร้อมทั้งทำตนให้ “หลุดพ้น” จากสิ่งต่ำ -โลกต่ำ -วิญญาณต่ำ นั้นๆมาให้ได้เป็นระดับๆอย่างแท้จริง จนแจ้งใน “ความเจริญ” หรือ “ความสูง” ของตน เพราะได้มี “ความหลุดพ้น”จาก “ความต่ำ” นั้นๆอย่างตรงแท้ไม่มีความสงสัยแคลงใจ แม้จนถึงใจก็ “หมดความอยาก - สิ้นความเสพย์” ในสิ่งนั้น -โลกนั้น -วิญญาณนั้น จะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือ อย่างเที่ยงแท้แน่นอนแล้ว ก็รู้จริงที่ตนเองจริงๆ ตราบใดที่จิตสำนึก หรือใต้จิตสำนึกของผู้ใด ยังเหยียดหยามชาวไร่ชาวนา หรือผู้รับใช้ “แรงกาย” โดยแบ่งราคาของ “แรงปัญญา” กับ “แรงกาย” เป็นสูง-ต่ำ กว่ากัน ผู้นั้นยังได้ชื่อว่า “เสนียดของปวงชน” เพราะ ราคาของ “แรงปัญญา” กับ “แรงกาย” นั้นมันเท่ากันจริงๆ ! เพียงแต่มันแยกกันอยู่คนละ “รูป” เท่านั้นเอง “แรงงาน” ของคนหรือสัตว์ในโลกคือ “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” นั้น มันต้องช่วยกันทำและร่วมกันผลิตแยกกันไม่ได้ เป็นแต่ว่า ถ้าใครถนัดการใช้ “แรงปัญญา” และมีประสิทธิภาพส่วน “พลังปัญญา” ก็จงทำงานด้าน “แรงปัญญา” ไปมากกว่

อ่านต่อ

าใช้ “แรงกาย” ส่วนผู้ถนัดทาง “แรงกาย” มีประสิทธิภาพส่วน “พลังกาย”ก็จงทำงานด้าน “แรงกาย” ให้มาก ถึงกระนั้นก็ดี ใน “แรงกาย” งั้นก็ย่อมมี “พลังปัญญา” เข้าร่วมทำงานผลิตผลงานออกมาร่วมกันอยู่เสมอ หรือแม้ใน “แรงปัญญา” ก็ย่อมจะต้องใช้ “พลังกาย” เข้าร่วมทำงานผลิตผลงานออกมาอยู่เช่นกัน ไม่มี “คน” ในโลกไหน ที่มี “แรงงาน” สร้างผลผลิต ออกมาได้โดยไม่ต้องอาศัย “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” ทำงานร่วมกัน เป็น “ธรรมะ ๒” แม้แต่ในโลกของ “สัตว์เดรัจฉาน” ก็เช่นกัน มันย่อมมีประสิทธิภาพใน “ผลงาน” ตาม “แรง” ทั้งสองของมัน และแม้ผู้ชนะหรือผู้จะได้ลาภมากในปวงสัตว์ ที่เป็นโขลงเป็นหมู่ ผู้มี “แรงกาย” มาก ก็จะเป็นผู้ได้ “ค่าแรงงาน” หรือได้ลาภมากกว่า ก็เป็นธรรมดา โลกในยุคปัจจุบันนี้ มีแนวโน้มเอนเอียงมาทางยึดมั่นเห็นจริงว่าราคาแห่ง “แรงปัญญา” ควรจะสูงกว่าราคาแห่ง “แรงกาย” ก็เพราะเป็นไปตาม “วิสัยโลก” ที่ได้หมุนเวียนเปลี่ยนวนเข้าสู่สภาพ “กาลนิยม” เท่านั้นเอง ใน “กาลนิยม” หรือในยุคที่ยึดมั่นเห็นจริงว่า “แรงกาย” มีค่ามีราคาแพงกว่า “แรงปัญญา” นั้นก็มีอยู่เช่นกัน ซึ่งได้มีผ่านมาแล้วหลายหมื่นหลายแสนปีและจะมีอีกในกาบข้างหน้าโพ้นโดย “สัจธรรม” และในยุคเช่นนั้น ก็มีแต่การเบียดเบียนกันทาง “กายวิทยา” หรือทาง “พลังกาย” เท่านั้นเป็นเอก สงครามยุคนั้นจึงเป็นเพียง “สงคราม หยาบ-เย็น” ปกติเขาก็เป็นอยู่กันอย่าง สุขเย็นเป็น “สันติ”กันส่วนใหญ่เพราะความพิศวาส - พยาบาท และยึดตัวยึดตนไม่รุนแรง ไม่อำมหิตลึกซ่อนเล่ห์ลวง ส่วนในยุคนี้ จึงเป็นยุคที่เบียดเบียนกันทาง “จิตวิทยา” หรือทาง “พลังเฉกา” เป็นเอก ก็เป็นไปตามธรรมดา สงครามยุคนี้จึงเป็น “สงคราม ละเอียด-ร้อน” อันมีปกติ “เล่ห์” ซ้อนแฝงอยู่ใน “ใจ” จนเกือบจะตลอดเวลาเพราะความผูกยึด-อาฆาต และหลงยกตนยึดตัวมีมากรุนแรง แต่ความจริงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยตลอดกาล นั่นก็คือ ….. ปวงชนไร้ “แรงกาย” ต่างหากที่สังคมดับทะลุโลกฉิบหายไม่ว่ายุคไหนๆอนันตกาล เพราะแท้จริงมันเป็น “ปริมาณ” ที่จำเป็นยิ่งในโลก กว่า “แรงเฉโก” พิเศษๆที่ปรุง “อบายมุข” ปรุง “กามคุณ” หลงลาภ-ยศ-สรรเสริญและ “ผลเสพย์ทางใจ” อันเปลืองเปล่า และปวงชนที่ไร้ “แรงปัญญา” ที่จะก่อกินก่ออยู่ อันตรงเป้าของเนื้อหาสาระแห่ง ชีวิตแท้ ก็ไม่มีเอาด้วยในโลกไม่ว่าตั้งแต่ปางใดยุคใด คนต่างก็อยู่รอดได้ด้วย “แรงปัญญากับแรงกาย” อันรู้เป้าหมายมาตลอดกัปป์กัลป์ แต่คนผู้สำคัญตนว่ามี “แรงปัญญา” ที่เหนือกว่าแล้วคิดค่าตีราคา หรือกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนแรงปัญญา ของตนให้สูง ผู้นั้นคือ คนผู้เอาเปรียบปวงชนอย่าง “ถือดี” และ “หลงผิด” “แรงปัญญา” ที่ปลูกสร้างอย่างไร้เนื้อหาสาระแห่งชีวิตแท้ กับ “แรงกาย”อันเปลืองเปล่าไร้คุณค่าเท่านั้น ที่ทำลาย “สันติและภราดรภาพ”ในโลก การปั้นสร้าง “ปัจจัย ๔” ให้กลายเป็นยาพิษ กลายเป็นสิ่งเสพย์ติดที่ร้ายแรงแก่ปวงชน เช่น ควรละหรือ…. พี่ข้าวจะต้องทำเป็นเหล้า มามอมเมาปวงชน ……. ฯลฯ เสื้อผ้าจะต้องทำให้เป็นเครื่องล่อกามให้หนักยิ่งขึ้นทุกวิถี ……..ฯลฯ ยา จะต้องทำให้เป็นยาสูบ ยากิน ยาฉีด ยานัตถ์ที่เสพย์ติดเผาผลาญเล่น …….ฯลฯ แม้บ้านช่องที่อยู่ก็ต้องทำให้เป็นวิมานฟุ่มเฟือยและอวดโอ่……...ฯลฯ อะไรคือ “เนื้อหาสาระ” อันเป็นสัจธรรมแห่งชีวิตที่ตรงๆเป้ากันแท้ๆ? และ ควรละหรือ……. ที่ “แรงงาน” จะต้องเอามาใช้ในการเลี้ยงคน เลี้ยงม้า เลี้ยงหมา เลี้ยงไก่ เพื่อนำมันไปตีกัน แข่งขันก่อการพนันให้โลกต่ำ…….. เป็นต้น แรงกายกับแรงปัญญา จะต้องนำมาใช้ขน ใช้ขายถ่ายเทตัวเลขตัวสลาก อันเป็นการพนันตรงและการพนันอ้อมอยู่ในบัญชี ในใบบัตร ทั้งการพนันขันต่อในรูปอื่นๆ ให้คนจนส่วนใหญ่จนยิ่งขึ้น นิสัยคนที่เลว เพราะโลกอยู่แล้ว เลวยิ่งขึ้น เป็นต้น แรงงานจะต้องออกไปแทงบิลเลียดโยนโบว์ลิ่ง โขกหมากรุก ฯลฯ แม้กระทั่งตีกอล์ฟให้สิ้นเปลือง เพียงได้หัดฝึกการหาเหลี่ยมมุมเพื่อจะมีเปรียบผู้อื่น หรือเอาชนะ เป็นต้น หากอยากมีกำลังกาย อยากแข็งแรงก็จงหยิบเสียมสักเล่มขุดในที่ควรขุด หรือใช้ “ปัญญา” ให้แท้ให้สูงจริงให้ถูกประโยชน์ทำกิจอื่นอันได้ออกกำลังพร้อมกับการ “สร้างสรรค์” ยังประโยชน์แท้นั้นมีอีก นักกว่านัก ที่เหมาะควรแก่ท่านอยู่ ซึ่ง “คนหลง” เท่านั้นที่เคยเชื่อว่ามันเป็น “งานต่ำ” แต่มันเป็น “งานแท้ๆ” ที่บริสุทธิ์ สุจริตและสูงค่าตามสัจจะแห่งผู้แจ้ง อริยสัจ ฯลฯ…...ฯลฯ แม้ที่สุดแห่งที่สุด ก็ยังไม่ควรเลย ที่จะต้องใช้แรงงานให้สูญเปล่าไปในการสร้างอาวุธเพื่อเป็นค่าหรือป้องกันอะไรก็ตาม ตั้งแต่ยึดว่า คือประเทศ คือชาติ ตลอดจนแม้กระทั่งใช้แรงงานคนโดยตรงมานั่งเฝ้านอนเฝ้าเพื่อป้องกันทรัพย์สมบัติที่ตนขี้เหนียวโลภ กักตุน สะสมไว้ อันเป็นการทำลายเศรษฐกิจในโลก สันติภาพและภราดรภาพอันสูงสุดนั้น ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีคำว่าประเทศ-ชาติ หรือ “การเห็นแก่ตัว” ดอก ! แต่มันคือ ความเกื้อกูลอันไร้ขอบข่าย หมดเราหมดเขาอย่างแท้จริง คือ เมตตาธรรมที่ไร้คำว่า “ของเรา” เข้าไปกำหนดจำกัด!! “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” มีค่าเท่ากันอยู่เมื่อใด สันติภาพและภราดรภาพย่อมอยู่กับโลก และปวงชนสมบูรณ์สูงสุดอยู่เมื่อนั้น แต่เมื่อค่าของ “แรงกาย” กับ “แรงปัญญา” ต่างกันขึ้นเมื่อใด สันติภาพและภราดรภาพย่อมลดน้อยและหดหายไปๆ จากโลกโดยแท้จริง ค่าของ “แรงปัญญา” จะสูงจริงก็ยอมได้ เมื่อผู้นั้นใช้ “ปัญญา” และ “การเสียสละ” มาทำงานแก้ไขล้มล้าง “อสัจธรรม” เพราะถ้าจะมี “ความสูง” ก็ควรจะเป็นคนผู้ปกป้อง “สัจธรรม” แท้ๆ อย่างเดิมคงเดิมเท่านั้น ที่ควรได้ควรเป็น ราคาของ “แรงปัญญา” จะแพงขึ้นจริงๆและมี “ค่า”สูงแท้ๆ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนี้นั้น จึงคือ ต่อเมื่อ…… “ปัญญา” ใดที่คิดสร้างสรรค์ “ความเสมอภาค” ให้แก่โลก แก่สังคม โดยเฉพาะคิดทำ “ตนเอง” ให้เป็นผู้ “ไม่โลภ-ไม่โกรธ” และมี “ปัญญา” อันเห็นแจ้งใน “ความสัมพันธ์แห่งโลกกับวิญญาณ” ที่แท้จริงชัดเจน “การเห็นแก่ตัว” นั้นเป็น “บาป” แก่ตนโดยตรงและเป็น “โทสภัย” แก่โลกโดยรอบ “การเสียสละ” นั้นเป็น “บุญ” แก่ตนโดยตรง และเป็น “คุณค่า”แก่โลกโดยรอบ อยากคิดแต่เพียงว่า จะกอบโกยความร่ำรวย - อำนาจ - อัครฐาน และ “ผลเสพย์ทางใจ” เท่านั้นเป็นผลเลิศ โปรดอย่า “หลอก” คนอื่นได้ด้วย “แรงปัญญา” เพียงทำตนให้ลอยตัวขึ้นไปอยู่รอดอย่างดี “ได้เปรียบ” คนอื่น โดยไม่คำนึงถึง “สัจธรรม” อันเป็นเนื้อหาสาระแท้ของชีวิตผู้อื่น กันอยู่อีกเลย คนเด่นๆ ดังๆ สูงๆ ใหญ่ๆ ทั้งหลายเอ๋ย ! “คน” ที่ยังไม่ “อิสระแท้ๆ” หรือเป็น “อริยะ” สูงสุดในโลกนั้น ล้วนตกอยู่ใน “อิทธิพลแห่งการเอาอย่าง” อยู่ร้อยละเก้าสิบจุดเก้าเก้า โปรดสงสาร “คน” เหล่านั้นกันบ้างเถิด ช่วยเขาด้วย…….. เพียงแต่การทำ “ตนเอง” ให้เป็นตัวอย่างในทางมีน้อยลง ใช้น้อยลง กินน้อยลง “ตน” เล็กลง โดยท่านรู้แจ้ง “ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด” ทั้งในการกิ-การเป็นอยู่-การหลับนอนของท่านเอง และ ทำตนให้เป็นคนมักน้อย ตัดเจียนความฟุ่มเฟือยออกเสมอๆ มีมาตรการจำกัด “ความรู้จักพอ” ให้แก่ตนเองเรื่อยเรื่อยๆ กับทำ “การเสียสละ” ที่แท้จริงเท่านั้น ก็เป็นบุญคุณ แล้วสุดหัวใจ ที่ท่านได้ให้แก่โลกหรือปวงชน ถ้าท่านเป็นอริยชน และ “อิสรชน” ที่แท้จริง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน