600101_004ไท.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลงไท หมายเลข ๔ “ความอิสระ” และ “เสรีภาพ” นั้นคือ... ใครใคร่ทำอย่างไรทำ! ใครอยากพูดอย่างไรพูด! .......เช่นนั้นหรือ? นกน้อยตัวไหนก็ตาม อาจจะโผผินไปจิกผลไม้จากต้นไม้กินได้ทุกต้นในโลก อิสระ.....ดีไหม? แต่ยังหรอก........ยังไม่ดีแท้.......ยังไม่ใช่โลกุตตร หรือโลกแห่งนิพพานจริง มันเป็นได้เพียงความอิสระหรือเสรีภาพ อันขาดความรู้รอบ หรือยังไม่ใช่พุทธแท้ “ไทย” หรือ “นิพพาน” โดยสภาวะนั้นต้องมีความอิสระ ที่ประกอบไปด้วยความรู้รอบ หรือ มีการใช้สติสัมปชัญญะ ปัญญาอย่างไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่มืดบอด ต้องมีพุทธะในตัวเอง จึงจะยัง “สันติภาพ” ให้บริสุทธิ์แท้จริงได้ นกน้อยตัวนั้น อาจจะทำให้เกิดอารมณ์ไม่ชื่นไม่ชอบขึ้นแก่เจ้าของต้นไม้ผู้ยึดถือ และ นกน้อยตัวนั้น อาจจะทำให้ เกิดความเจ็บทิ่มแทงจนเป็นโกรธขึ้นได้แก่เจ้าของต้นไม้ผู้หวงแหน กักตุน สะสม ที่สุดนกน้อยตัวนั้นเอง จะทำให้เกิดเสียงปืนดังก้องกัมปนาทขึ้นได้ จากเจ้าของต้นไม้ ผู้ขี้โลภแรงสุด ณ บัดนั้น “สันติภาพ” ก็ยับเยินลงไปจากโลกทันที “ความแตกแยก” ก็อุบัติขึ้นมาแทน แม้จะเห็นยังไม่ได้ แต่ก็ได้เกิดแล้วจริงทางอรูปหรือ “วิญญาณ” คำว่า “อิสระ” ของนกน้อยตัวนั้น ก็มีค่าเป็นความเจ็บปวดทรมาน หรือตายไปด้วยวิญญาณพยาบาทผูกพันเป็นศัตรู เพราะมันไม่รู้หรอกว่า มันผิดหรือถูก แต่มันยังมี “ความเห็นแก่ตัว” อยู่หนะ! พร้อมๆกันนั้น ก็มีบทบาท อันก่อค่านิยมแบบอย่างที่เลวขึ้นในโลกแล้วบทหนึ่ง มันคือ “วิญญาณผี” หรือ “ซาตาน” แท้ๆทีเดียว หรือ แม้นกน้อย จะหลบลูกกระสุน ได้ว่องไว หนีรอดพ้น...เก่งกระนั้นก็ตาม ตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นไป “สงคราม” ในโลก ก็ได้ถูกกำหนดขึ้นแล้วอย่างโจ่งแจ้ง แม้ผู้เห็นไม่ได้ รู้ไม่ได้ทางรูปธรรม แต่มันก็เป็น “สงครามจร
อ่านต่อ
ิงๆ” แล้วในโลก ทางนามธรรม หรือ “วิญญาณ” เมื่อในโลกมี คนขี้โลภ ขี้ตระหนี่ หวงแหน กักตุน และสะสม ยัดเยียดกันอยู่เกือบเต็มโลก การได้มาซึ่งความทัดเทียม-ความพอดี ไม่มุ่งเอาเปรียบเอารัดนั้น จึงมีได้ยากแสนสุดแสน ต่อสู้เถิด! ถ้าหากท่านยังไม่ได้รับ “ความยุติธรรม” และเมื่อท่านยัง “มีความจำเป็นส่วนตัว” ที่ยังเป็น “ปริมาณ”มากอยู่ แต่อย่าลืมว่า ต้องชั่งตวง “ความพอดีพอเหมาะ” หรือต้องเข้าใจคำว่า “รู้จักพอ” ให้เที่ยงธรรมที่สุดเสียก่อนก็แล้วกัน และ ก่อนจะชั่งตวง ก็ต้องเอาใจเรากับใจเขามาลองแลกกัน “รู้สึก” ให้ถ้วนทั่วหลายๆเที่ยว มิฉะนั้นมันจะเป็น “ความละโมบ-โลภมาก” จนน่าเกลียดน่าละอายมาก ถึงอย่างนั้น “สงคราม”ในโลก ก็จะยังมีอยู่ ตราบที่ยังมีคำว่า “ต่อสู้” และ “การจะเอาชนะ” ซึ่งอาจจะเป็นสงครามที่สุภาพและเบาบาง เป็นอย่างดีสุดฟ ส่วนผู้ที่ได้ทำตนให้ “มีความจำเป็นส่วนตัว” น้อยลงๆได้แล้ว ก็จะเป็นผู้ยอมเสียสละ ยอมขาดทุน ทำสมดุลย์อันจะยับยั้ง “สงคราม” ในโลกไว้ชั้นหนึ่งก่อน และที่สำคัญก็คือ เพื่อเป็นตัวอย่าง เพื่อถ่วงดุลย์ “ค่านิยม” เพื่อเป็นครูทาง “วิญญาณ” โดยแสดงบทบาทหรือแสดงรูปของการไม่เอาชนะ การเสียสละ การหยุด การรู้จักขาดทุนเสียบ้าง ให้แก่คนผู้ขี้โลภ ขี้ตระหนี่ หวงแหน กักตุนสะสม ได้รับและรู้บ้าง นั่นเอง แม้ตาเนื้อ หูเนื้อ เขาจะเห็น-ได้ยิน-รับรู้ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แต่ทวารทั้ง ๕ ทั้ง ๖ ของเขาก็ยังมี “วิญญาณ” เปิดรับอยู่จริงๆ บางทีอาจจะรับได้น้อยนิด เลือนลางจนเขารู้สึกไม่ได้ หรืออาจจะยังไม่ได้รับกระทบเลยทันที ก็ขอให้เชื่อเถิดว่า โลกนี้มี “วิญญาณ” ! อันคือ “การรับรู้” กับ “การปรากฏร่างปรากฏรอยที่แฝงเร้น” และ “การสัมพันธ์ หรือการถ่ายทอดรับช่วง” “วิญญาณ” ทั้งสามลักษณะนี้จะทำงานอยู่ตลอดนิรันดร์กาลในโลก และ “วิญญาณเทวดา” กับ “วิญญาณที่บริสุทธิ์” ของคนผู้เสียสละเท่านั้น ในโลกที่ได้อุ้มชูคุ้มครองโลกมาได้ ในทุกกาลทุกกัปป์ หาใช่ “วิญญาณผี” หรือ “ซาตาน” ที่ปรากฏร่างเป็นความขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลอก ให้คนหลง ของคนต่อคนเองไม่หรอกที่ช่วยโลกอยู่ ดังนั้นผู้ทำตน ให้มักน้อยที่สุด และยอมแพ้ได้เสมอจนเป็นที่สุด แม้แต่คำว่า “ถึงตาย” ผู้นั้นก็มิได้เกรงกลัว ถ้าการตายนั้น เป็นประโยชน์สูงสุดอย่างสุดหนทาง เพราะได้เข้าใจโดยแท้เป็นสัจธรรมแล้วว่าความตายนั้น เป็นสมบัติของคนที่ยังเป็นทาสแห่งความยึดถือตัวตน หรือยังเห็นแก่ตัวอยู่เป็นใยสุดท้ายเท่านั้น นอกจากนั้น “ความตาย” มันก็คือการสิ้นแรงงานหรือการสิ้นสัมพันธภาพชนิดหนึ่งธรรมดาๆ และการตาย ของผู้รู้แจ้ง สัจธรรมแท้ ก็จะตายเพื่อความดีที่เหมาะควร ถูกตรง อย่างเป็นกุศลพร้อมมูลด้วย มิใช่ “การตาย” อย่างเหลวไหลด้อยปัญญา ความอิสระที่แท้จริง จึงคือ ผู้รู้แจ้งว่า แม้ความตายก็ไม่ใช่ “อำนาจ” ที่จะสามารถบังคับให้อริยบุคคลผู้ถึงแล้วซึ่งความอิสระนั้น จะพึงทำ-พูด-คิดเป็นทุจริตกรรม หรือสะทกสะท้านหวั่นกลัวได้ ด้วยในตนนั้นปราศจากแล้วซึ่งความโลภแม้แต่ชีวิตของตน และปราศจากแล้ว ซึ่งโทสะ อันจะคิดทำลายผู้อื่น แม้เพียงแค่ในรูปร่างของ “วิญญาณ” ต่อ “วิญญาณ” ! ๒๘ พ.ย. ๒๕๑๖