600101_008ไท.docx
เนื้อหาในไฟล์
เพลงไท หมายเลข ๘ “วิญญาณ” นั้น มีมากมายจบสิ้นได้ยาก เป็นอนันตภาพ และอนันตกาล “วิญญาณ” จึงเป็น “ตัวการ” ที่ยิ่งใหญ่ เป็น “จอมตัวการ” หรือ “ยอดตัวตน” ที่เรียกว่า “ปรมาตมัน” จริงๆ มันมี “ร่วม” อยู่ในทุกสิ่งทุกอย่างหมด แม้แต่ละออง “สุญญตา” สำหรับผู้เห็นแจ้งรู้จริง ตราบที่ผู้ใดยังไม่รู้แจ้งแทงตลอด “อนันตภาพ” และ เอกภพ หรือ ยังไม่เป็น อันหนึ่งอันเดียวกันกับ “อนันตภาพ” นั้นอย่างสนิทเนียน ผู้นั้นก็จะต้องชำระ “วิญญาณ” ของตน ให้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นๆอีกต่อไปให้ดีที่สุด เพื่อเพิ่มค่า “วิญญาณ” หรือคือทำ “ปัญญา” ของเราให้มีอำนาจ “รู้” จริงจังแน่แท้ ทั้งกว้างไกล และลึกแรงต่อไปและต่อไปอีก เมื่อ “วิญญาณ” ได้บริสุทธิ์แล้วจากโลกต่ำ วิญญาณต่ำ ระดับหนึ่ง ดังได้อธิบายมาแล้วในบทก่อน ก็เรียกว่าเป็น “ผู้เจริญ” หรือ “อริยชน” แล้วจริง ในระดับนั้นๆ “เจริญ” เพราะเราไม่ได้เป็น “ตัวการ” ผู้ไปทำความต่ำ-ความไม่เจริญนั้นจริง ลงบนโลกให้มีราคี และเราไม่ได้ “ร่วมสัมพัทธ” อยู่กับโลกต่ำนั้นด้วยเลยทั้งกาย ทั้งใจ หรือทั้งวัตถุ ทั้งวิญญาณแม้ทางตรง แม้ทางอ้อม ก็ตาม นี่คือ ความเจริญ แห่งสังคม หรือการได้รับผลิตผล ในส่วนที่เป็น “ความขาดแคลนทางเศรษฐกิจ” ของโลกอันสำคัญรีบด่วนยิ่ง อย่างถูกต้องแท้จริง จาก “เรา” ผู้เป็น “อริยชน” หากไม่ใช้ ญาณปัญญา ขั้นละเอียด ก็จะไม่สามารถรู้แจ้ง “วิญญาณ” หรือ “ปรมาตมัน” จึงไม่อาจเห็น “ความเจริญ” แท้จริง และสำคัญยิ่ง ทั้งถูกเป้าแห่งคำว่า “เจริญ” แท้ๆนี้ได้ง่ายๆ และผู้พ้น “โลกต่ำ-วิญญาณต่ำ” นั้นเองก็ได้ชื่อว่า “เจริญ”แท้ เป็นประโยชน์ตนจริง เพราะมีความบริสุทธิ์ ความเบา ความว่าง จากสิ่งที่เป็น ความถ่วงเป็นเรื่องที่ผูกมัดรัดใจรัดกายไปได้ อีกทั้งได้ “พลังงาน” ส่
อ่านต่อ
วนที่เคยไปลงทุนไว้ด้วยความโง่ ความหลงกับสิ่งต่ำ-โลกต่ำ-วิญญาณต่ำนั้นคืนมา เพื่อจะนำมาประกอบแรงงานให้เกิด “ผลิตผล” เพิ่มยิ่งกว่าเดิมได้ นี่คือ “ความเจริญ” เที่ยงแท้ถูกธรรม ผู้ฉลาดย่อมจับประเด็นในคำว่า “เจริญ” ได้ถูกเป้า เพราะในโลกมันมีทั้ง “วัตถุ” และ “วิญญาณ” ผู้มัววัด “ความเจริญ” อยู่แต่ทาง “วัตถุ” ก็จะเร่งให้ผลิตแต่วัตถุ หรือ จะเน้นกันแต่ วัตถุ เป็นทาสวัตถุ ให้แบ่งแจกเสมอภาคกันอยู่แต่ “วัตถุ” เท่านั้น และเสพย์ติด เผาผลาญ เน้นหนัก กันอยู่แต่ “วัตถุ” เขาไม่รู้เรื่องของ “จิตวิญญาณ” เพียงพอเลยจริงๆ ผู้มัววัด “ความเจริญ” อยู่แต่ทาง “วิญญาณ” ก็จะเร่งให้ผลิตแต่ “วิญญาณ” โดยเขาเอง ก็ไม่รู้เรื่องของ “วิญญาณ” เพียงพอเลยจริงๆ เช่นกัน ว่ามันก็ เสพย์ยิ่งใหญ่ติดยึดได้กว้างขวาง ถ่วงและเผาผลาญกินพลังงานหรือวิญญาณได้ไม่ผิด “วัตถุ” มีความโตไม่รู้จักสิ้นสุดได้ยิ่งกว่า “วัตถุ”เสียอีก จึงเรียกว่า “ปรมาตมัน” หรือ “อรูปอันไพศาลสุขุมและแสนที่จะรู้จักมันได้ยากยิ่ง” สำหรับผู้ยังไม่มีปัญญาตรัสรู้ ผู้รู้ “รูปวัตถุที่ต่ำ” กับ “อรูปที่ต่ำ” ส่วนหนึ่ง ที่ตนไปติดยึด แล้วชำระล้างเลิกติดจนบริสุทธิ์มาได้ก็เพราะรู้ชัด “วิญญาณโลกต่ำที่อยู่นอกตน” กับรู้แจ้ง “วิญญาณที่ติดยึดโลกต่ำอยู่ของตนในตนเอง” เราก็เป็นผู้มี “วิญญาณ” ที่เหลือในตนนั้น “บริสุทธิ์”ขึ้น “เจริญ” ขึ้นจริงจากแต่ก่อนแล้วดังนี้ แม้จะเพียงบริสุทธิ์พ้นมลทินมาได้แค่ “โลกต่ำ วิญญาณต่ำ” ระดับต้นขั้นพื้นฐานก็เถอะ และบัดนี้เรามา “พยายามรู้” ปรมาตมันให้กว้างไกล หรือลึกเร้นเข้าไปอีก เพราะมันยังมี “ความบริสุทธิ์” ที่เราจะชำระล้างให้แก่จิตวิญญาณ หรือจะทำความสูงแห่งจิตวิญญาณที่ยิ่งกว่านั้นได้อยู่อีกหลายระดับ แม้บัดนี้เราจะได้ชื่อว่า “เทวดาจริง” มิใช่ “เทวดาเก๊” เป็นอริยชนแท้”ของโลกุตตระ พ้น “โลกอบาย” พ้น “โลกแห่งความอำมหิต เพราะติดหลงโลกธรรมหยาบๆเลวเกินไป” ได้เด็ดขาด จนมีชื่อ มีชั้น สูงขึ้นมาโดยสัจจะ เรียกกันได้ ว่า “โสดาบันบุคคล” แล้วก็ดี ก็เป็นจริง แต่มันก็ยังมี ส่วนที่ยัง “เลว” อยู่ในตนอีกหาหมดไม่โดยสภาวะ ก็ขอให้วางหรือเลิกยึด “ภาษาเรียก” ที่ตั้งยศแก่เราว่า “เทวดา”นั้นลงเสีย แม้จะได้ไต่ขึ้นไปอยู่ขั้นสูงแล้วก็ตาม ขณะใดเรายืนอยู่ ณ บันไดขั้นใด ถ้าเราจะก้าวขึ้นสู่ขั้นสูงต่อไปอีก บันไดขั้นที่เรายืนอยู่นั้น ก็ต้องนับว่า “ต่ำ” ขั้นที่จะก้าวขึ้นต่อไปคือ ขั้นที่ “สูง” ดังนั้นผู้พ้น “ผีร้าย” อบายมุขและความอำมหิตในจิตหลงโลกธรรมร้ายกาจสุดมาได้แล้วก็ดี ก็ยังจะมี “ผี” ที่หลอกเราอยู่อีกตั้งมากมายหลายหลากชั้นเชิง “โลกธรรม” ที่เรายังติดยังยึดอยู่อีกเท่าใดๆ ก็ยังเป็น “ผี” อยู่ทั้งนั้นๆเท่านั้น “โลกกาม” ที่เรายังติดยังยึดอยู่อีกเท่าใดๆ ก็ยังเป็น “ผี” อยู่ทั้งนั้นๆเท่านั้นอีกเช่นกัน เรียกมันว่า “เทวดา” ในโลกกามก็จริง แต่มันก็เป็น “โลกต่ำ” เป็นความหยาบของโลกพรหม ฉะนั้นหากจะเรียกมันว่า “ผี” ของชาว “พระพรหม” ก็ถูกแท้ ผู้ใดยังไม่เข้าใจ ความอิสระแห่งจิตของตน ที่มี “ความพอดี”แล้ว “ความไม่ยึด”แล้ว โดยจริง ในโลกธรรมระดับเทวดา และโลกกามทั้งปวง เขาก็จะยังมี “แรงอยาก” อันอาจรู้ได้ง่ายชัดหรืออาจจะรู้ยากยิ่งที่เรียกว่า “สัมพัทธภาพ” ของเขาเชื่อมโยงกับ “อีกสิ่งหนึ่ง” ที่เขา “ยังยึด” อยู่นั่นเอง นั่นคือความสัมพัทธอยู่อย่างไม่หยุดเด็ดขาดลงได้เป็นภายนอก และหรือภายในของผู้นั้น อันเกี่ยวเนื่องอยู่กับโลกธรรมและโลกกามนั่นเองแหละ ถ้าเกี่ยวอยู่ภายนอกก็เรียกได้ชัดว่า “โลกกาม” เป็น “ผีกาม” ที่มีฤทธิ์หลอกอยู่นอกตัวเรา แต่ถ้าเป็นเพียงอารมณ์ภายใน ทว่าเป็นเรื่องเดียวกัน “รส”เดียวกันกับที่ ภายนอก นั้นเกี่ยว ก็เรียกว่าเป็น “วิญญาณ” หรือเป็น “โลกปรมาตมัน” อันเป็น “ผีแท้” ที่สิงสู่หรือเข้าทรงอยู่ในร่างของผู้นั้นๆโดยจริง ผู้เห็นรู้และจับผีเช่นนี้ได้นั่นแหละคือผู้มี “ประโยชน์อย่างยิ่งสุด” เรียกว่าเป็น “ปรมัตถ์”แท้ๆ ใครใดก็ตาม เมื่อเข้าใจเห็นจริง เชื่อว่า “โลกกาม”และ “โลกธรรม”ที่เขายังมี “ความต้องการ” มันอยู่นั้น เป็นความต่ำ-ความเลว เป็น “ผี” เป็นสิ่งที่ต้องระงับลง เป็น “ผี” แท้จริง ที่จะต้องปราบต้องฆ่า จะต้องหยุดหลงยินดี-ยินร้าย กับมัน เขาจึงจะมาเรียนเพ่งเพียรคอยจับ “วิญญาณผี” ที่เป็น “กาม” และที่ยังเป็น “โลกธรรม” อันเหลือในตนอย่างจริงจัง เมื่อผู้ใดจับ “ผีกาม” และ “ผีความโลภความโกรธ เพราะลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข-เสื่อมลาภ-เสื่อมยศ-นินทา-ทุกข์ได้ แล้ว “ดับ” หรือ “ฆ่า” จนแจ้งในสภาวะแห่ง “สันติในใจของตน” จริง อันเป็นสภาวะสมบูรณ์ว่า “ดีแท้” เป็นสัจจะ เห็นแจ้ง แทงทะลุชัดในจิตของตนได้ ปัญญาเกิดรู้พร้อมประกอบว่า “ดีหนอ” เราไม่ต้องตกอยู่ใน “อำนาจ” ของโลกกาม-โลกธรรม นั้นมัน สุขวิเศษ-เบา-ว่าง-ง่าย-เย็นสบายถึงอย่างนี้ๆหนอ! เราไม่ต้องง้อมันเลย ไม่ว่า โลกกาม-โลกธรรม แม้จะไม่มีมันเลย เราก็จะไม่ทุกข์ไม่เดือดร้อน ไม่ดิ้นรน ได้อย่างเด็ดเดี่ยว เรียกว่า “อิสระ-เสรีภาพ” แท้จริง ดังนี้ เป็นผู้พ้นความเป็น “ทาส” ท่านเป็นผู้มี “ความตาย” แล้วเกือบสนิทสุด ท่านเป็นเพื่อนกับ “ความตาย” โดยจริง ท่านจะรำพึงกับตนเองได้ อย่างอัศจรรย์ว่า “เราช่างกล้าหาญอะไรเช่นนี้หนอ!” การกิน-การอยู่-การนอน ของท่าน จะง่ายดาย เบาสบายและไม่ขลาดกลัวโดยแท้จริง และแม้ท่านจะจำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับ รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส ใดๆ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขใดๆอยู่บ้าง ก็จะเป็นเพียงรับรู้เกี่ยวข้องด้วย เพื่อยัง “ประโยชน์” ท่านจะเข้าใจคำว่า “ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด” ขึ้นอีกอย่างลึกซ้อนละเอียดไกล และท่านจะเกี่ยวข้อง “โลก” ที่ควรเกี่ยวเท่านั้น “โลกต่ำ” ใดควรตัดสนิทไม่เกี่ยวข้องไม่แตะต้องโดยเด็ดขาด ท่านจะพึงทำ “โลกต่ำ” ใดที่ปานกลาง ต้องอนุโลมเกี่ยวข้องบ้าง ปฏิเสธบ้าง ตามกาละเทศะและฐานะแห่งสังคม บุคคล ท่านจะพึงใช้ปัญญาอย่างยิ่ง “โลก” ใด ที่จะต้องเกี่ยวข้องอยู่ เพราะเป็น “ฐานะอาศัย” อันยังประโยชน์ตนเพียงพอควร เพื่อประโยชน์เกื้อกูลโลกอย่างพอเหมาะท่านจะพึงดำเนินด้วยสุภาพ-เมตตาแท้ ซึ่งก็เพียงเพื่อดำเนิน “ปัจจุบัน” นั้น อันเป็นประโยชน์อย่างจริง โดยสุภาพ-มัธยัสถ์จริงๆ ผู้พ้น “ผี” ไปได้ถึงชั้นนี้ ก็จะมี “ปรมาตมัน” ใหญ่ขึ้นอีก มี “สันติภาพ” ที่แท้ใหญ่ขึ้นด้วย เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ พระวิญญาณ อันบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น เป็น “พระพรหม” ที่แท้เป็น “พระเจ้า” ที่จริงยิ่งๆแล้ว เป็นความกลมเกลียว หรือกลมกลืนของเรากับชาวโลกอื่นๆ และหรือเป็นการอยู่ด้วยกัน ได้อย่างไม่มีการแตกแยก แม้แต่คำว่า “ไม่ลงรอยกัน” ก็ไม่มี นี่คือ สภาวะของคำว่า “อันหนึ่งอันเดียวกันกับอนันตภาพ” ขนาดเท่าที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่นี้ มันเป็น “ความแท้จริง” อันมีแล้วเป็นแล้วขึ้นที่ “จิต” ที่ “วิญญาณ” ของอริยชนผู้ถึงแล้วนั้นๆ คนผู้นี้จึงเท่ากับ “ดาวแดง” ที่ทอแสง “สุขเย็น” ขนาดมิใช่เล่นๆกันแล้วทีเดียว เป็น พระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือ พระเจ้า อันยังเหลือเพียง “อัตตา” สุดท้ายหรือปรมาตมันที่ยิ่งลึกเร้นสำคัญสุขุมสุด เป็น “โลกตาย” ที่ได้ดับ วิญญาณแห่งความเป็น “โลกร้ายแรงแฝงร้อน” ให้แก่ตนมาได้มากกว่ามาก หลายกว่าหลาย หมด “โลกแห่งวัตถุ” ลงอย่างสนิท มิได้ติดยึดแล้ว อย่างแท้เที่ยง ยังเหลืออยู่แต่ “โลกวิญญาณ” อันเป็นปรมาตมันที่มี “ค่า” ละเอียดยิบยิ่ง เท่านั้นจริงๆ “สัมพัทธภาพ” แห่งเอกภพ นั้นแสนกว้างและลึกเหลือ มันจึงยากจริงๆที่จะรู้ให้ยิ่งและยิ่งขึ้นไป หากผู้ใดไม่มี “สัมมาทิฏฐิ” มาอย่างดีว่า แม้ “ปรมาตมัน” ขั้นสุดท้ายนั้น ก็ยัง “ยึด” ยัง “หลง” และยัง “ติดเสพย์” ซึ่งมันชวนเสพย์หวานสนิทสุดซึ้งเอาเสียจริงด้วย มันไม่มีรูปให้ดูได้ ในโลกทุกโลก มันไม่มีคำพูด มันไม่มีเสียง มันไม่มีแสง มันไม่มีความร้อนหรอกสำหรับ “ดาวสันติภาพ” ที่คือ “คน” มันเย็น-เย็นสุดแสนเย็น แต่ มันก็ยังมี พลังไฟฟ้า – แม่เหล็กที่เป็นธุลีลึกสุดเร้น มันยังสามารถดูด-ผลักได้อยู่อย่างแรงล้นแสนแรง ไม่น้อยกว่าโลกดูดพระจันทร์ไว้ และไม่น้อยไปกว่ากาแล็กซี่ใหญ่ ที่พึงดูด สุริยจักรวาลต่างๆในขอบเขตแห่งสนามโน้มถ่วงของตนไว้นั้นเลย มันยังมี “สัมพัทธภาพ” อยู่ด้วย “กัมมันตรังสี” อันจะทรงฤทธิ์หนาแน่นใหญ่โต หรือน้อยบาง ก็เนื่องมาแต่ “แรงอิสระ” อันเป็นเอกภาพแห่งตัวผู้เป็น “อริยะ”นั้นๆเอง “อรูป” ดั่งนี้แลที่ยังเป็น “วิญญาณ” ขบวนการสุดท้ายแห่ง “อริยชน” ชั้นสูงเกือบเป็นที่สุดที่เรียกว่า “อนาคามีบุคคล” ยังพึงดูดเกาะรวม “ตน” เป็น “ปรมาตมัน” สืบความใหญ่และใหญ่ๆต่อไปได้อีก จึงอาจเหลือ “โลก” อยู่แสนยาวนานยิ่งนัก ก็เป็นจริงและเป็นได้ คือ “วิญญาณ” สุดท้ายที่กรุ่น ซ่อนเร้นชาเย็น อยู่อย่างมีฤทธิ์ ถ้าไม่ใช้ “ปัญญา” อันสูงสุขุมสุดเห็นมันรู้มันให้ถูกตัวถูกตน จนไม่ให้มัน “เกิด”อีก ก่อตน “ยึดตัว” ขึ้นเป็น “วิญญาณใหญ่” ภัยท้ายสุดก็จะหมด “สันติภาพ” อันสมบูรณ์ถ้วนรอบ ก็เป็นอันสูงสุด สิ้น “การเกิด”สนิท และมี “คุณฤทธิ์” สูงส่งเยี่ยมสุด เพราะรู้แจ้งใน “โลก” หรือ “วัตถุ” กับ “วิญญาณ” ทะลุรอบแท้แล้ว จึงไม่เหลือเชื้อ “หลง” ยึดติดอยู่เลยอย่างตรง “ศูนย์” อยู่กึ่ง “กลาง”แน่แท้จริง ไม่ว่าข้างเอนเอียงไปฝ่าย “วัตถุ” และไม่ว่าจะละเอียดสุขุมไปฝ่าย “วิญญาณ” จึงเป็น “กาล” ไม่ยึดมั่นหมดสุด สิ้นทราก “ตัวตน” แท้ๆ หลุดพ้นแม้ “ปรมาตมัน” อันยิ่งใหญ่ใดๆทั้งปวง เป็น “ไท” สุดเที่ยงธรรม แต่......ที่ “อนาคามีบุคคล”ไม่บรรลุสูงสุดได้ เพราะ “อริยชน” แม้ชั้นสูงกระนี้แหละ ก็ยังอาจจะ “หลงความเป็นอริยะแห่งตน” ว่า ตนรู้ยิ่ง-ตนสูง-ตนใหญ่ และ “หลงสันติภาพแห่งตนเอง” นั่นแหละร้ายสุดแท้ๆ มันเป็นสภาพของ “จิต”ที่เกิดจริง เป็นอยู่จริง ในคนผู้ยัง “มี” แม้จะนึกคิดหรือพูดเอาว่า “เราไม่มี” ขนาดไหนมันก็ไม่จริง เพราะท่านผู้นี้ยังไม่รู้ใน “ความเจริญ” สุดของสภาวะแห่ง สันติภาพ อันสิ้นสุดถ้วนรอบ ที่เป็นสภาวะ สมบูรณ์อย่างเป็นจริงแท้จริง อันเป็น ความสัมพันธ์สัมผัส อยู่อย่างไม่ว่างเว้นเลย ตลอดทุกปรมาณูของกาล ซึ่งต้องประกอบไปด้วยสภาวะ “วัตถุ” และสภาวะ “จิต” ของปวงชนหรือของจักรภพทั้งสิ้น หรือ ต้องมี “สัมพัทธภาพ” อยู่ตลอดกาลของ “มวล” และ “แรง” นั่นเอง โดยเฉพาะ ท่านผู้ยังไม่บรรลุถึงที่สุดนี้ ยังไม่สามารถเข้าถึง “สัมพัทธภาพ” แห่งเอกภพที่ละเอียดสุขุมหรือที่กว้างไกลเกิน “ความรู้รอบ” เกิน “ภูมิ” ของท่านเอง ท่านยังไม่เป็น อันหนึ่งอันเดียวกันกับ “เอกภพ” หรือยังไม่กลมกลืน เป็นอนันตภาพแท้ แผ่ใหญ่กว้างจนรอบสุดถ้วน “มหาเอกภพ” หนะ! ท่านยังแบ่งตัว “ยึดตน” ของท่านอยู่ ยังมี “ความเห็นแก่ตัว” เหลือที่ท่านอยู่อีก ยังไม่หมดสิ้นเกลี้ยงจริงจังนั่นเอง ท่านเป็น “ภราดรภาพ” แห่งปวงชนทั่วทั้งโลก หรือ เป็นความเกื้อกูลอันถ้วนรอบ จนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งโลกยังไม่ได้นั่นเองแหละ “ดาวฤกษ์” หรือ “ดาวสันติภาพ” แท้ๆทุกดวงนั้นย่อมมีบริวารและย่อมเกื้อกูลบริวารอยู่อย่างหมดตัว แม้กระนั้นหมู่ “จักรวาล” ของ “ดาวฤกษ์” แต่ละดวงก็ยังหมุนเกื้อกูลหมู่กลุ่มจักรวาลอื่นๆอีกและอีกอยู่ ส่ง “แรงสัมพัธ” ไปตลอดสุดเอกภพ นั่นแล เท่าที่อาจสามารถอย่างสุดฤทธิ์ เท่าที่ตนจะเบ่ง “แรงสัมพัธ” ของตนออกไปได้ อริยะชน ชั้นสูง ชั้นปลายนี้ต้องพยายามเข้าใจความอิสระแห่งจิตของคนอื่นๆที่มี “ความพอดี” แล้วทั่วๆไป อันมีขนาด “ไม่เท่ากันเลย” และหลากหลายมากมายนับไม่ถ้วน ไม่เช่นนั้น ท่านจะถึง อมตนิพพาน สูงสุดหรือเป็น อันหนึ่งอันเดียวกัน กับทุกสิ่งอย่างแท้จริงไม่ได้กว้างขวางยวดยิ่ง ค่ำแห่ง “อนันตภาพ” ของท่นจะยังมีขอบเขตเป็นกว้างไกลมากน้อยก็ขึ้นลงตาม “ความแท้จริง”ที่ท่านสามารถ เพราะ ท่านผู้นี้ยังมีจิตมี “ความอยาก” ของตนเองเป็นที่ตั้ง เมื่อ “ความอยาก” ของตนยังมากมาย ไม่มีที่สิ้นสุดลงจริง ยังทรงพลังแรงอยู่ มันจะเป็น “พลังตัดรอบ” จัดขอบเขต กันตัวเองออกมาจากผู้อื่น หรือ ความลงตัวแห่ง “สนามโน้มถ่วง” ก็จะเกิดขึ้น มันก็จะทำให้ตนไม่รู้ขอบเขตของ “ความอยาก” ที่สิ้นสุดในผู้อื่น ไม่รู้จัก “ความพอดี” หรือ “ความสิ้นสุดพลังอยากแล้ว” ในผู้อื่น อันมีอีกนักกว่านักได้ เพรา “แรงสัมพัธ” หรืออำนาจ “รู้” ของจิตวิญญาณแห่งผู้นั้นสิ้นสุดลงแค่นั้น “ดาวดี” จึงนับว่ามีราคีเป็น “ดาวร้าย” อยู่บ้าง เพราะแผ่ “พลัง” อันเป็นคุณประโยชน์ไปให้แก่จักรวาลอื่นได้ยังไม่สุดรอบ ทั่วถ้วนมหาเอกภพ หรือมากกว่าที่เป็นอยู่ ผู้ยึด “ความรู้” หรือคนใดที่ยังมีจิตยึดวิชาความรู้ ความเก่ง ไม่ว่าแขนงใดๆก็ตาม ผู้นั้นก็ยังคือผู้ยังหลง “ความรู้” หลงปรมาตมัน อันคือหลงแรงหรือพลังงานแห่งตนนั่นเอง ทุกคนจะต้องมี “พลังงาน” หรือมี “แรง” แม้แต่ “ดาวแดง” หรือ ดาวร้าย ที่นับวันเดินทางไปสู่ความมอดสลายเป็นที่สุดก็ตาม แต่นั่นแหละถ้าใครยังหลงใน “ความรู้” หลงใน “พลังงาน” นั้นๆของตนอยู่ก็ยังทำตนให้มี “ความเห็นแก่ตัว” อยู่ทั้งสิ้น “สันติภาพ” อันสูงสุดจะมีไม่ได้เลย สันติภาพ อันเป็น อนันต์นั้น ต้องเป็น ภราดรภาพอันไม่มีขอบเขต ผู้มี “ความรู้ในวิชาการทางโลก” มี “ความเก่ง” แม้มี “พลังงาน” มากๆ แล้ว “หลงตน” ว่าตนรู้ยิ่ง-ตนใหญ่-ตนสูง ก็ดี หรือ แม้จะเป็น ผู้เล่าเรียนวิชา หมายจะสร้างความอิสระ จะก่อ “นิพพาน” จะทำ “สันติภาพ” ให้เกิดแด่ตนโดยตรงๆแท้ๆ ที่เรียกว่า “ศึกษาสัจธรรม” ด้วย “ภาษาธรรมะ” จนแตกฉานรู้มาก แต่ไม่รู้ “โลก” แท้ๆ ไม่แจ้ง “วิญญาณ” จริงๆ ยัง “ดับโลก” ให้แก่ตนยังไม่ได้ ก็ดี และทั้งผู้มี “สันติ” ที่ยังไร้ปัญญารู้แจ้ง “โลก” แจ้ง “วิญญาณ” อย่างถ่องแท้ จะเป็นด้วยไปฝึกเพียร หัด “ข่ม” หัด “พรากโลก” ออกไปจนเกิด ความชิน-ความเสพย์คุ้น ในสันตินั้นๆ เช่น ดาบส-เดียรถีย์ต่างๆ หรือผู้ปฏิบัติธรรมที่หลงทางอันยึดอุบายฝึกหัดหลากหลายประการ แล้วสุดท้าย ก็สร้าง “สันติภาพทางวิญญาณ” ให้ตนเสพย์ได้บ้างเช่นกัน ทว่ายังไร้ “ความรู้รอบ” หรือ ไร้ “ญาณตรัสรู้” เข้าประกอบแจ้งชัดในความเป็น “โลก” และเป็น “วิญญาณ” ก็ดี ผู้ที่ กล่าวมาทั้งสิ้นนั้นคือ ผู้มี “ความรู้ในวิชาการทางโลก” หนึ่ง ผู้มีภูมิ “ศึกษามาทางภาษาธรรม” อีกหนึ่ง และผู้สร้าง “สันติภาพทางวิญญาณ” ให้ตนเสพย์ได้อีกหนึ่ง ทั้งสิ้นทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่แจ้งด้วย “ปัญญาตรัสรู้” ว่าอย่ายึดอย่าหลงในสิ่งที่เรา “มี” เรา “เป็น” นั้นเลยจนแท้จริงในจิตตนแท้แล้ว มันก็จะ “ยึด” อยู่ ทั้งจะ “หลงสิ่งที่ตนมี” แรงจัดยิ่งด้วย และจะเป็น “กำแพง” กั้นคนชนิดนี้ ให้ถอดถอนลด “ความเชื่อภูมิของตน” ลง ได้ยากสุดแสนยากเหลือคณนา! นอกจากคนผู้นั้นมีปฏิภาณไหวรู้ทันหรือมี “มานะทิฏฐิ”น้อยเท่านั้น ที่จะง่ายแสนง่าย จงเรียนรู้ “โลก”ให้ดี เรียน “วิญญาณ” ให้แจ้ง แก่ตนแท้ให้ได้ แล้ว “ดับโลก” ที่ตนยังตกเป็น “ทาส” มันให้มอดสนิทเถิด ทั้ง “ดับวิญญาณ” ที่ตนยัง “หลงใหลงมงาย” ในมันให้ได้ถูกรูปถูกร่างแท้ จนเหลือ “พลังสันติธรรม” อันแท้เท่านั้น เราจะได้เป็น “โลก” ที่เรียกว่า “ดาวฤกษ์แห่งสันติภาพ” หรือ ดาวแดงที่แสนแย็นที่ พยายามส่ง “กัมมันตภาพรังสี” ส่วนที่แสนดีของตนให้แก่ทุกปรมาณูสัมพัธอยู่ทั่วทั้งเอกภพอย่างไม่เกียจคร้านและเห็นแก่ตัว ซึ่งจะพึงช่วย “โลก” หรือ เพื่อนมนุษย์ที่เป็นอุกกาบาต ทั้งหลาย และดาวต่ำเดือนตก-ดาวไถไม่รู้จักพอ-ดาวฤกษ์ที่ร้อนแรงไปด้วยความหลงนานา หรือ ดาวแดงที่เห็นแก่ตัว จนไม่ให้ใครได้รับแม้แสงหรือพลังบริสุทธิ์ของตน อันล้วนแล้ว แต่ยังเรียกว่ามี “พลังสันติภาพ” ยังไม่ครบถ้วนแท้เป็นที่สุด “ความเป็นที่สุด” จึงคือ...... ความวนไม่มีที่สุด แห่งอนันตกาล และอนันตภาพของสุญญตา ๑๐ ธ.ค. ๒๕๑๖