600101_009ไท.doc.docx

โฟลเดอร์เพลงไท
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข2 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

เพลงไท หมายเลข ๙ ไม่ใช่เรื่องไม่จริงหรอกที่ โลกกำลังเดินทางไปสู่ความเจ็บแสบ ไม่ใช่เรื่องลึกลับที่รู้ไม่ได้ ว่า ความทุกข์ยากดิ้นรนในโลกนับวันจะมีมากขึ้นๆ ดังนั้น คนเป็นจำนวนไม่น้อย จึงพยายามที่จะชูชีพช่วยชีพให้แก่โลก หรือโดยตรงก็คือ ช่วยให้ มนุษย์ในโลก เจ็บแสบทรมานน้อยลงๆ แต่มันจะชนะไม่ได้เด็ดขาด เพราะคน อีกจำนวนมากกว่า ตั้งหลายหมื่นหลายแสนเท่า ไม่ได้คิดจะช่วยโลกหรือผู้อื่นเลยจริงๆ ..................เขาเห็นแก่ตัวท่าเดียวแท้! และมีคนอีก จำนวนมาก ที่คิดว่าตนกำลังช่วยโลก ช่วยผู้อื่น แต่แท้ๆ เขากำลังฉุดโลกลงสู่ความเจ็บแสบซ้ำ ...................เพราะ “อวิชชา” ของเขาหนะ! และก็มีอีกจำนวนมาก ที่ช่วยโลกได้บ้างไม่ได้บ้าง ขณะใดที่คนพ้น “ความเห็นผิด” รู้จัก “ดี-ชั่ว” เมื่อเขาใช้ “แรงงาน” และก่อให้มี “ผลผลิต” ออกมาตามความเห็น ดีสุจริตใจ ของเขาแท้ๆ ไม่ใช่เป็นผู้อยู่เฉย-เผาผลาญ-พล่า-ฆ่า-เสพย์ท่าเดียว แม้จะเป็นแรงงาน-ทางปัญญาอันเป็นเพียง “อรูป” หรือเพียง “สัมพัทธภาพ” ของ “สุญญาณู” ในอนันตกาลเท่านั้น ยังไม่ถึงขั้น วจีกรรม-กายกรรม อันรู้ชัดเห็นชัด ก็ตาม ก็ต้องนับเป็น “ค่า” หรือเป็น “ตัวตน”ขึ้นแล้วในโลก ขณะใดที่คนพ้น “ตัวตน” มีความกล้าแข็งด้วย “พลังแห่งไท” สร้างกรรมอันเป็น “วีระ” ขึ้นได้ ตั้งแต่กรรมหยาบๆเห็นชัดๆได้ เช่น สละชีวิตร่างกายตายเป็นพลี ไปจนกระทั่ง สละทรัพย์สินข้าวของให้ผู้อื่น และที่สุดแม้ สละความต้องการที่คนพึงควรได้เป็นที่สุดคือ “สุขในทุกลักษณะ” เมื่อนั้น “คน” ที่กล่าวถึงนี้ คือ ผู้ช่วยโลกได้โดยแท้จริง แต่เขาจะทำได้เป็น “ผลดี” เหมาะแก่กาลเสมอไป และมากน้อยถูกต้องตามเศรษฐกิจในสังคมหมู่นั้นๆหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ “ภูมิธรรม”ของเขานั้นเอง

อ่านต่อ

แม้จะ “ทำดี” ออกปานนี้แล้วก็ตาม ก็อาจจะเป็น “ผลเสีย” ได้เหมือนกัน เมื่อมันไม่เหมาะสมกับ กาลนั้น สถานที่นั้น หรือ ฐานะแห่งเศรษฐกิจนั้นโดยน้อย-มากเกินขอบเขตไป เช่น การเสียสละชีวิต เพื่อได้มาซึ่งอำนาจ หรือ “อธิปไตย” หรือความชนะในกาลอันเหมาะสม สถานที่อันควร และตรงฐานะแห่งเศรษฐกิจ ที่ขาดแคลนในหมู่นั้น ขณะนั้น ทั้งมีจำนวนพอดี ก็เป็น “วีรกรรม” แท้ถูกต้อง แต่กระนั้นก็ดี กาลใดยังไม่เหมาะสมเลย ณ สถานที่นั้น ก็ยังไม่ควร แม้ฐานะแห่งเศรษฐกิจจะขาดแคลนสิ่งนั้นอย่างยิ่งก็ตาม ก็อาจจะเป็น “เวรกรรม” ที่ซ้ำร้ายเสียอีก ก็ได้ หรือว่า การเสียสละทรัพย์สินข้าวของ เสียสละชีวิต หรือแม้ สละ “จิตวิญญาณ” ซึ่งเป็น “สัมพัทธภาพ” ที่จำเป็นที่สุดในโลกในหมู่ชน เป็น “ความดี” ตลอดอนันตกาล แต่มันก็ยังอาจก่อ “ผลเสีย” ขึ้นมาคั่นแซก ไม่เป็นไปด้วยดี “สมคล้อย” ตามกันถ้วนรอบก็ยังได้อยู่ เช่น เสียสละเงินทองให้แก่คนที่ติดการพนัน เป็นนักเลงเหล้า เสียสละชีวิตโดยฆ่าตัวตายเพื่อสามีจะได้มีสุขกับเมียน้อย เสียสละโทรทัศน์สีให้แก่พระ หรือที่สุดแม้แต่เอาใจช่วย “คนผิด” ผู้ยังไม่สำนึกบาป ให้พ้นโทสที่เป็นไปตามธรรม ฯลฯ เป็นต้น “การให้” หรือ “เสียสละ”โดยไม่ใช้ “ปัญญา” อันถ่องแท้ และไม่ใช่ “ปัญญารู้รอบ” จึงมิใช่ “ผลดี” ทุกประตูหรือไม่คุ้มค่าควรการสรรเสริญได้ก็มีออกถม “ผลเสีย” ยังชนะ “ผลดี” ก็ยังคือไม่ดีสืบสายถ้วนรอบ แต่ “การให้” หรือ “การเสียสละ” นี่แหละ ก็ยังคงเป็น “ความดี” ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกประตู ทว่าก็ควร “ทำดี” ให้ถ้วนสุดรอบ เป็นรอบแล้วก็รอบอีก อย่าให้มีช่วง “เสีย” เข้าไปคั่นสาย “อนันตกาล” นั่นเถิด ยอดเยี่ยมและสูงส่ง ต้องพยายามเข้าใจสภาพของ “ความดี” กับ “ผลดี” อันเป็นคนละ “เป้า” ให้ตรงทีเดียว ด้วยนัยนี้เอง คนผู้ยังไม่ละเอียดรู้แจ้งความจริงความถูกตรง เป็นสัจธรรม จึงมักจะเอ่ยอ้างเลอะเทอะ คัดง้าง พระพุทธพจน์เสมอ เมื่อตนจะทำชั่ว ว่า “ทำชั่วได้ดีมีถมไป” ไม่มีหรอก ! เช่น คนคอรัปชั่น คนโกง คนขูดรีด นั้น เขาไม่ได้ชื่อว่า “ทำดี” เลย แม้เขาจะได้เงินทองร่ำรวยก็ตาม แต่ “กรรม” อันแจ้งชัดอยู่แล้วว่าหมายถึง “การกระทำ” มิใช่หมายความว่า “ผล” มันก็คือ “ทำชั่ว” อยู่นั่นเองเป็นอนันตกาล ถามใครก็ได้ว่า คนที่ “ทำการคอรัปชั่น หรือโกง-ขูดรีด” นั้น เขาทำดีหรือทำชั่ว เป็นความดี หรือความชั่ว เขา “ทำชั่ว” ร้อยเปอร์เซ็นต์และเป็น “ความชั่ว” โดยสัจจะ ส่วน “ผล” อันจะเกิดเป็น รวยหรือได้รับลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข อย่างโลกๆนั้นมันอาจจะเป็นได้ เพราะ “ปัญญาในการโกง” หรือภาวะแวดล้อมนั้นๆเป็นปัจจัย มันมากมันแรงพอที่ช่วยเขาไว้ต่างหาก มันเป็น “ปัญญาโลกันต์” หรอก ไม่ใช่ “ปัญญาญาณ” ที่เป็นธรรมหรือสัจจะเลย เจ้าตัวเขาเองย่อมรู้ดี ตั้งแต่เริ่มต้น “คิด” จนกระทั่ง “ทำ” ทีเดียว ถ้า “วิญญาณผีโลภ ผีโกรธอาฆาต” ไม่สิงเขาหนักร้ายจน “จิตวิญญาณ” ของเขาหมดสติสัมปชัญญะ ต้อง “เห็นวิปลาส” ฟั่นเฟือนเพี้ยนไป เขาจะเห็น “ชั่ว” รู้ “ชั่ว” นั้นจริงๆ ก็ผู้ทำเองแท้ๆ ยัง “รู้ได้” ออกกระนี้ ว่านี่ “ชั่ว” คนอื่นที่ไม่ใช่ผู้ทำเองยังจะเห็นว่า “ดี”อีกกระนั้นหรือ ? หากเห็นว่าเป็น “ดี” ไปได้ ก็เพราะผู้เห็นนั้นเห็น “ความพราง-ความหลอก” นั่นต่างหาก ที่มันเป็น “ฝ้า” บังความจริงให้เลือนๆเลอะๆอยู่ จน “ปัญญา” ยังไม่เห็น “เป้า” ยังไม่เข้าประเด็นเผง นั่นแหละคือ การถูก “ผีหลอก” จง “รู้แจ้งเห็นผี” นั้นให้ได้ อย่าหลงเห็นดีไปกับ “คนทำชั่ว”เลย ตั้งใจให้แข็งกล้าใหม่เถิด แม้แต่เราเอง “เห็น”ความโลภ-ความโกรธที่เกิดอยู่ที่เรา เป็นเพียงแค่ “ความไหวคิด” เท่านั้น ก็ควร “รู้ชั่ว”ให้ได้ ป่วยการจะกล่าวไปไยถึง “ความชั่ว”ที่หยาบชัดออกปานนั้น ล้าง “โลกต่ำ-วิญญาณชั่ว” ออกจากกาย จากวิญญาณของเราให้มันบริสุทธิ์เป็นอนันตภาพให้ได้ และจริงจังให้ถึงขั้น “ทำได้” กันเถิด อย่าเอาแต่คิดและเพียงคิดๆๆๆๆอยู่ประตูเดียวเลย “ผี” มันมีได้ ก็ที่ “ความคิด” นี่เองแหละที่เป็น “ผี”แท้ๆจริงๆที่สุดในเอกภพ อย่าได้สงสัยแคลงใจไปเป็นอื่นเลย เห็นให้ได้ จับให้ถูกเถิดว่า จิตวิญญาณ หรือ ความคิด-ความเสพย์ของคน ที่มันยังไม่ดีไม่ถูกต้อง เป็น “สัจจะ” นั่นแล “ผีแท้ๆแน่ๆ” มัน “จะหลอก” อยู่ตลอด อนันตกาล ถ้าใครเอาแต่เพียง “คิด” ท่าเดียว คนผู้ได้แต่ “คิด” ๆๆ จนเก่งด้วยคิด มากด้วยคิด นั้น คือ “นักปราชญ” หรือ? คนผู้ “รู้” ๆๆๆ ด้วยวิธีเรียนอ่าน ฟังท่องมาจนมากมายกว้างไกลนั้น คือ “นักปราชญ์” หรือ? คนผู้พูดได้คมคายลึกแหลมนั้นคือ “นักปราชญ์” หรือ? คนผู้คิดแล้วก็เขียนๆๆได้มากๆๆนั้นคือ “นักปราชญ์” หรือ? คนผู้เอาแค่ “คิด” แล้วก็เขียนหรือพูดได้ดีเยี่ยม ได้ซึ้งลึกเยี่ยม แม้จะมากมายหรือไม่ต้องมาก ก็ตาม นั้น คือ “นักปราชญ์” หรือ? การคิดนั้นเป็นเพียงลมๆแล้งๆที่ปั้นได้ง่าย-จบก็ง่าย-ร้ายนัก ก็คือเป็น “ผี” ได้เร็ว และหลอกสนิทยิ่งกว่ายิ่งนัก เพราะมันวน หมุนตระหลบ ได้รอบตัว กี่ตระหลบก็ได้ สำคัญที่สุดก็คือ ในความคิดนั้น มันมีโอกาส “ซ้อน” หรือ “ทับทำลายกัน” ได้ง่ายที่สุด โดย “ผู้คิด” ไม่เห็นหรือไม่ “ละเอียดรู้” ใน “การทำลายสลายลงแล้ว ของความคิด เมื่อถูกทับ ถูกซ้อน “นั้นๆเลย การขัดกัน-การปีนเกลียว-ความลงกันไม่ได้ ฯลฯ จึงมีอยู่ เพราะ “ปัญญา” ของผู้นั้นยังมีแรงไม่พอ ชำแรกช่องบัง หรือรับ “แรงสัมพัทธ” อันเกิดจากการกระทบ การทำปฏิกิริยาของ ความคิดสมมุติสิ่งแรกกับ ความคิดสมมุติสิ่งหลัง ยังไม่ได้ อันเกิดจาก “แรงปัญญา” ของคนผู้นั้น ยังมีค่าไม่เท่ากับ “แรงสัมพัทธ” ที่เกิดจากความคิดต่างๆ ซึ่งทับซึ่งซ้อนกันขึ้นมานั้นๆ หรือ จิตวิญญาณของเรายังไม่บริสุทธิ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับแรงสัมพัทธแห่งการขัดกันแล้ว ระหว่างความคิดนั้นๆของเราเองนั่นเอง เราจึงไม่เห็น เราจึงไม่รู้ “การขัดกัน” ความไม่ลงกัน การปีนเกลียวหกกลับทั้งหลายของ “ความคิด” ของตนได้ถูกแท้ ความล้มเหลวหรือ การสูญเสียของ “นักคิดท่าเดียว” จึงอยู่ที่ตรงนี้เอง คิดๆๆๆแล้วดูลึกซึ้งด่ำดิ่งถึงขนาดไหน ก็คิดได้ แต่ทำจริงๆตามนั้นไม่ได้ จึงมีมากกว่ามาก คนพูด-คนเขียนก็เช่นกัน พูดได้ เขียนได้ ตามความคิดที่อาจจะหยั่งลึกให้วนเป็นก้นหอยเข้าไปเท่าใดๆ ก็อาจจะทำได้ ร้อยเรียงให้ดูดีมีเหตุผลงดงาม ได้จริงๆ แต่มันจะทำได้ตามนั้นหรือไม่ ตนต้องทำดูก่อน จึงจะรู้แจ้งเห็นจริง หรือ “ตรัสรู้” แท้ เรียกว่า “สัจธรรม” ถ้าตนทำได้ ผู้อื่นก็จะทำได้บ้างแน่ๆ คนคิดอะไรมากๆๆๆ แต่ตน หรือใครๆ อื่นไม่เคยพิสูจน์ ความจริงนั้นได้เลย เรียกว่า “นักฟุ้ง” คนพูดอะไรๆได้มากๆๆ แต่ตนหรือใครใดอื่น ไม่เคยพิสูจน์ความจริงนั้นได้เลย เรียกว่า “นักพล่าม” คนเขียนๆๆ ขีดๆระบายๆสร้าง รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส ใดๆ ได้มากๆๆๆ แต่ตนหรือใครอื่น ไม่เคยพิสูจน์ความจริงนั้นได้เลย เรียกว่า “นักคุ้ยเขี่ย” คน ทำอะไรๆได้มากๆๆๆโดยตนไม่ต้องคิดอะไรมากเลยนั้น เรียกว่า “นักการ” หรือ “กรรมกร” หรือ “เจ้าของแรงงาน” คนที่คิดอะไรๆได้ แม้ไม่มาก แต่ได้พิสูจน์แล้วโดยตน ด้วยการทำจริงๆ จนมีผลช่วยผู้อื่นได้ เรียกว่า “นักเสียสละ” คนที่คิดอะไรได้ ทั้งพิสูจน์แล้วทำจริงๆได้แล้ว นำ “ผล” ออกแลกเปลี่ยนกับผู้อื่น เรียกว่า “นักค้า” คนคิดอะไรๆได้ลึกๆสูงๆแม้ไม่มากแต่ได้พิสูจน์แล้วโดยตน เรียกว่า “นักค้นคว้า” คนที่คิดอะไรๆได้ลึกๆ สูงๆมากๆ และได้พิสูจน์แล้วโดยตนเรียกว่า “นักวิทยาศาสตร์” คนที่คิดอะไรๆไม่ออกบอกไม่ถูกมีแต่ความไม่ชัดเจนทว่าทำๆให้เห็นแปลกๆ ให้พิลึกๆได้ เรียกว่า “นักไสยศาสตร์” คนที่คิดอะไรๆ ได้ลึกๆสูงๆแม้ไม่มากแต่เป็นไปเพื่อสันติภาพ แห่งโลกและตน ทั้งได้พิสูจน์แล้วโดยตน เรียกว่า “นักธรรม” คนคิดอะไรๆ ได้ลึกๆสูงๆมากๆเป็นไปเพื่อสันติภาพอันสมบูรณ์ และพิสูจน์แล้ว โดยตนได้ความสมบูรณ์นั้นจริง เป็น “อนันตภาพ” เรียกว่า “นักปราชญ์” คนที่คิด อะไรๆได้ลึกๆสูงๆมากๆ เป็นไปเพื่อสันติภาพอันสมบูรณ ภราดรภาพอันอนันต์ และตนก็เป็น “ไท” แท้จริง พร้อมทั้ง พูด-เขียน-แสดงออกให้ผู้อื่น รับและรู้ ทั้งทำตามสำเร็จได้ด้วย เรียกว่า “ครู” หรือ “อาจารย์” หรือ “ปุโรหิต” ที่แท้จริง คนผู้ได้แต่ “คิด” ได้แต่พูด หรือเขียน ยัง “ทำ”เองไม่ได้เลย ถึงจะบอกเขาสอนเขาออกปานใด ก็ยังไม่ใช่ “ครู-อาจารย์-ปุโรหิต” ที่แท้จริงหรอก หรือแม้แค่ “นักปราชญ์-นักธรรมะ” ก็ยังเป็นไม่ได้ เพราะเขายังเป็นไม่ได้แม้คำว่า “กรรมกร” หรือ “นักการ” เขาเป็นได้ เพียง นักฟุ้ง-นักพล่าม-นักคุ้ยเขี่ย เท่านั้นจริงๆ ๑๑ ธ.ค. ๒๕๑๖

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน