590311_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ กำลังสี่พ้นภัยห้า.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข18 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590311_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ กำลังสี่พ้นภัยห้า

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม 2559 ที่ราชธานีอโศก

สื่อธรรมะพ่อครู(กำลัง 4 พ้นภัย 5) ตอน คุณวิเศษของพลัง 4 พ้นภัย 5 พ่อครูว่า…เราก็มาดำเนินการศึกษาต่อไปตามปกติของชีวิตเช่นเรา พวกเรามีชีวิตที่จะศึกษา พัฒนาธรรมะไปเรื่อยๆ คนเราถ้าแม้ชีวิตจริงๆ เราได้มีสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม มีสติสำนึกอยู่ตลอดเวลา ปฏิบัติได้ตามที่พระพุทธเจ้าสอน ให้มีสติ พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม มีสัมมัปปธาน สำรวมอินทรีย์ 6 ได้ลดละรู้กิเลส กำจัดกิเลส ปหานปทาน เกิดผล ภาวนาปทาน ได้รักษาผล อนุรักขนาปทาน ไปตามลำดับ นั่นคือชีวิตประเสริฐของแต่ละคน ตามทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ได้ค้นพบ และเอามาประกาศ 2600 กว่าปีแล้ว ยังเป็นหลักเกณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ ขอยืนยัน อีกนานเท่าไหร่เมื่อใดก็แล้วแต่ ทฤษฎีของพระพุทธเจ้านี้ ทุกพระองค์ประเสริฐเหมือนกันหมด พอหมดยุคของศาสนาพุทธก็จะว่างเว้นไปบ้าง นานหรือไม่นานก็แล้วแต่ แต่ทฤษฎีนี้สุดยอดแล้ว ไม่มีอย่างอื่นดีกว่านี้แล้ว แต่คนเขาไม่รู้ค่าจริงๆ พวกเราได้มีดวงตา เห็นค่ารู้ค่าแล้วพากเพียรไปเถิด ตราบที่เราแข็งแรงดี โอกาสเดี๋ยวนี้มีมากขึ้น มีเครื่องมือถ่ายทอดมากขึ้น เติมไปเรื่อยๆ จะยิ่งได้มากได้เยอะยิ่งๆ ขึ้น แล้วพวกเราก็พากันที่จะสืบทอดเผยแพร่ คำว่าเผยแพร่ คือเจตนากระจายให้คนได้รับรู้ จะเรียกว่าโฆษณา ประกาศ ได้ทั้งนั้น คือต้องการให้คนอื่นได้รู้ ไม่ใช่โฆษณาเพื่อไปขายของเหมือนสินค้าแล้วเราจะได้เปรียบ ได้ผลประโยชน์จากโฆษณานั้นๆ ของเราไม่ใช่ กรรมวิธีก็คือเผยแพร่ให้คนอื่นได้รับรู้รับทราบ สินค้าเขาก็อยากให้คนได้รับรู้คุณภาพสินค้าผลผลิตเขา เราก็อยากให้คนได้รับรู้ ว่าของเราดี เราก็ไม่ได้ไปซื้อหา หรือ

อ่านต่อ

ได้อะไรตอบแทน ส่วนคนจะเห็นคุณค่ามาช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องเอาอะไรตอบแทน แต่ลึกซึ้งหลายชั้นที่เรามีกตัญญูกตเวทิตา คือสิ่งที่ผู้รู้ รู้ยิ่งยอดแล้วว่าคนที่มีคุณค่าต่อมนุษยชาติต่อโลก มีสิ่งประเสริฐที่ท่านให้ไว้แก่สังคมแก่โลก ไม่ใช่ให้แต่แค่เรา เราได้รับด้วย แต่คุณค่านั้นยิ่งใหญ่กว่านั้น เราต้องส่งเสริมไว้ แม้เราจะไม่ได้โดยตรง แม้แท้ที่สุดเราไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่เราเห็นคุณค่านั้นจริงๆ เรามีปัญญาเห็นคุณค่านี้ ควรส่งเสริม ยกตัวอย่างง่ายๆ ผู้นับถือศาสนาอื่น เขาเองเขาก็ไม่ได้ความรู้ทางโลกุตรธรรม เขาเป็นเทวนิยม แต่เขามีปัญญา เห็นว่าศาสนาพุทธนี่เยี่ยมยอด มีปัญญารู้ มันจะเป็นส่วนที่เขารู้ได้ด้วย เพราะศาสนาพุทธมีทั้งคุณค่าทางโลกียะ และคุณค่าโลกุตระ เขาไม่ได้คุณค่าทางโลกุตระ แต่เขาเห็นความดีโลกียะว่าเยี่ยมยอดจริง อาจเห็นจริงว่าแม้กัลยาณธรรมก็สูงกว่าที่เขามีเขาได้ แม้ตัวเขายังไม่ได้จากศาสนาเขาเองเลย แต่เขาก็สามารถช่วยเหลืออุดหนุน เรียกว่าตอบแทนบุญคุณก็ไม่ใช่แค่นั้น แต่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ในคนเราหากได้ศึกษาแล้วมีคุณธรรมต่างๆ อย่างที่ยกตัวอย่าง ศาสนาพุทธนี้ยิ่งใหญ่จนทุกวันนี้เพี้ยนผิดความหมายของพุทธไป เกือบจะไม่เหลือซาก ที่เสียหายมีเยอะเละเทะไปคนละอย่างสองอย่างห้าอย่างสิบอย่าง เดรัจฉานวิชาก็เท่านั้น มิจฉาทิฏฐิก็เท่านั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีไว้เพื่อทำมาหากิน แต่มีไว้เพื่อเสียสละ แล้วมาเป็นประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม แล้วคนกลับเอาศาสนาอาศัยหากิน เป็นอาชีพเลี้ยงตน เวรจริงๆ ได้ธรรมะความรู้ทางศาสนา แทนที่จะขัดเกลาตนให้พึ่งตนเองรอด อัตตาหิอัตตโนนาโถ แม้จะไม่ใช่วิธีตรง วิธีอ้อมก็ตาม แต่ก็สร้างสรรขยันเพียรให้ประโยชน์ต่อสังคม ตัวเราเองก็สามารถมีแรงงานความรู้สร้างให้ประโยชน์ต่อสังคมได้ เกินที่ตนเองกินใช้ เป็นคนขาดทุนให้สังคม นี่คือจุดเป้าหมายของศาสนา ดังที่ในหลวงเราตรัส ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เป็นเรื่องจริง ถ้าเผื่อว่ามาศึกษาศาสนาแล้วเอาไปหากิน อาตมาว่ามันไม่น่าจะทำ แม้ระดับงานการเมืองก็ไม่ใช่งานอาชีพหากิน งาน การเมืองคืองานช่วยบ้านเมือง ช่วยสังคมประเทศชาติ เป็นงานเพื่อพลเมืองประชาชน ไม่ว่าจะใช้ในระบอบอะไรก็แล้วแต่ เรียกว่าเผด็จการก็แล้วแต่ แต่ไม่ถูกไม่ตรง เผด็จการก็ขูดรีด มาเรียกว่าประชาธิปไตยก็ตาม แล้วเอามาเลี้ยงตนเป็ นอาชีพ คุณพออาศัยเลี้ยงตน เพื่อกิจจำเป็นจริงๆ ถ้าอาศัยเลี้ยงตน แล้วทำงานเพื่อมนุษยชาติก็พอได้ แต่อาศัยแค่พอเลี้ยงตนไม่กอบโกยสะสม เพราะงานการเมืองเป็นงานที่ต้องเต็มใจทำเพื่อคนอื่น แต่ทุกวันนี้เต็มใจเอาเปรียบกักตุนสะสมเพื่อตน ทุกวันนี้เขาพยายามออกกฏหมายเพื่อจัดการพวกนี้ ก็ดิ้นจะเป็นจะตาย อย่างพวกเราก็ทำงานการเมืองตลอด แต่ไม่ได้ไปแย่งตำแหน่งแย่งลาภยศ กับเขา แต่เรารู้ว่าการเมืองคือการช่วยเหลือประชาชน เราพึ่งตนเองรอดแล้ว พยายามสร้างให้เหลือ จะได้ช่วยคนอื่นต่อ ขอเวลาสักหน่อยเถอะน่า เราพยายามสร้างบ้านแปลงเมืองอยู่ คนเราเมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้วบรรลุหรือมีคุณธรรมขึ้นมา มันจะมีพลัง 4 ซึ่งอาตมาตั้งชื่อให้ว่า “เป็นความเด่นวิเศษของพลัง 4” หรือเรียกศัพท์เท่ๆ ว่า “ราศีรังสรรค์วิเศษ 4” พลัง 4 นี้เป็นเครื่องยืนยันความบรรลุธรรมของคน ตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป ทางโลกเขาพอรู้ แต่เขาทำไม่ได้จริง โสดาบันก็มีจริงในภูมิโสดาบัน เหมือนเด็กอายุประมาณหนึ่งก็ช่วยพ่อแม่สังคมพี่น้องได้ประมาณหนึ่ง สกิทาคามีก็ช่วยได้ขนาดหนึ่ง แล้วช่วยอย่างจริงใจ พลังปัญญา พลังวิริยะ พลังอนวัชชะ พลังสังคหะ เป็นภาษาวิชากา รเลย

พลัง 4 พ้นภัย 5 1. ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) 2. วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) 3. อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) 4. สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209) มีพลังแห่งการทำงานให้ได้ยิ่งๆ ขึ้น มีพลังสร้างสรรเสียสละให้แก่หมู่ฝูง สังคม ประเทศชาติ สี่อย่างนี้เป็นคุณวิเศษหรือคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ จะเป็นพฤติกรรม วิสัย นิสัย เท่าที่ผู้นั้นมีจริงเป็นจริง พอครบอรหันต์แล้วเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ปัญญาเฉลียวฉลาดแบบโลก หลายคนไม่เข้าใจชัด เป็นอาริยบุคคลแล้ว มีแต่เครื่องยนต์ ไม่ยักกะติดเครื่อง อาตมามาบอกเพื่อให้รู้ว่าติดเครื่องซะ กลไกของเครื่องอาริยะจะเป็นเช่นนี้ ส่วนคนไม่เป็นเครื่องจริงก็เข็นๆ กันดู คนจะปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าจะเกิดปัญญา ปัญญาไม่ได้มาจากตำราท่องจำ หรือขบคิดเอาเอง แต่ปัญญาจะได้จากปฏิบัติมัคคังคะ โดยปฏิบัติอย่างมีภูมิปัญญา ปฏิบัติโพธิปักขิยธรรม 37 มีโพชฌงค์ 7 กับมรรคมีองค์ 8 เป็นแกนคู่ทางเอกหลัก ต้องมีสติปัฏฐาน ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ สามตัวนี้ติดเครื่องเดิน ต้องมีธรรมวิจัย system analysis ไม่ใช่ hypnotize มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ปฏิบัติจนเกิดทิฏฐิได้เห็นผลที่ตรง เป็นทิฏฐุชุกัมม์ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิอันเดียวแล้วจบเลย ไม่ใช่ ต้องทำไปตามลำดับตามภูมิ ศีล 5 เบื้องต้น หรือแม้แต่ศีล 8 ก็จากโสดาบัน ได้มรรคผล ได้เครื่องมือของพุทธแล้ว ก็ทำต่อเพิ่มขึ้น ปัญญาจะเกิดจากองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐิ ได้แก่ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฎฐิ มัคคังคะ เมื่อปฎิบัติได้มรรคผล สัมมาทิฏฐิจะเจริญเป็นตัวปัญญา ปัญญาไม่ใช่แค่ความคิด ที่จะเกิดคุณสมบัติแท้ ไปเป็นพลังงาน ปัญญาเป็นพลังไฟฌาน เป็นพลังงานที่เกิดสภาวะจริงของพลังงาน เป็นสภาพปฏิสัมพัทธ์ ปัญญาก็เติมดีกรีเป็นปัญญินทรีย์ เจริญเพิ่มจากสภาวะจริง ไม่ใช่แค่การท่องจำ จะมีทฤษฎี บัญญัติ ก็เป็นแผนที่ เป็นศีล สมาธิ ปัญญา ได้แค่ความรู้ความเห็นความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่ปัญญา แต่ปัญญาคือผลสำเร็จ บรรลุธรรมเป็นญาณทัสนะวิเศษ เมื่อปฏิบัติตามศีลก็มีทิฏฐิควบคุม หรือตัวรู้ตัวเข้าใจควบคุม จากปัญญาก็เป็นปัญญินทรีย์ จนถึงปัญญาพละ เป็นตัวเต็มตัวปลายสุด นี่คือปัญญาพละ การมีพลังปัญญาไม่ใช่แค่ปัญญินทรีย์ แต่เป็นปัญญาพละ ในพลัง 4 นี่แหละ โสดาบันมีปัญญาเริ่มต้นมีความขยัน มีปัญญาตามจริง แล้วก็จะทำงานตามที่คุณเองมีสมรรถนะ ไม่มีใครบังคับ แต่มีปฏิภาณปัญญา ตั้งแต่อยู่ใกล้ๆ เราก็ทำงานกับหมู่ฝูงครอบครัว ทำงานอย่างเข้าใจ มีปัญญาเป็นตัวนำ ไม่ใช่ขยันแต่โง่ แต่ขยันอย่างมีปัญญา อย่างไม่มีอัตตา จึงเป็นคุณสมบัติที่มีคุณภาพที่ดี แล้วทำแล้วไปไหน ก็ทำเพื่อให้แก่คนอื่นๆ สังคหะ ตามคุณสมบัติจริงที่เจริญ ตามที่พระพุทธเจ้าปรารถนาให้เป็นคนประเสริฐเจริญ สี่ข้อง่ายๆ นี้ ครบหมดในความประเสริฐของมนุษย์ ในคำว่าสั งหคะในข้อสุดท้าย ท่านขยายไว้ต่อ เราไม่ได้ทำไปเพื่อลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กามหรืออัตตา เป็นการทานเป็นการทำงานอย่างวิริยะ เป็นอนวัชชะ แล้วก็สังคหะ คือทาน คือการให้แก่เขา จึงเรียกว่าธรรมทาน ไม่ใช่สิ่งแลกเปลี่ยนอะไรมา ไม่ใช่ ใครมีเท่าไหร่ตามคุณสมบัติ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไม่มีบำเรอส่วนเหลือเศษน้อยนิดในจิต ไม่มีแล้ว การทำทาน ทานที่ให้ ให้อะไร คือให้คำพูดนี่เป็นหลัก พระอาริยะส่วนมากจะพูดเป็นหลัก จะทำการงานทางกายกรรมก็ทำ ทีนี้ การงานทางกายกรรมนี่สมัยพระพุทธเจ้า พระเจ้าท่านปลูกกุฏิเองนะ ทำที่อาศัยเอง ผ้าท่านก็ทำเอง เอาผ้าบังสุกุลมาทำเอง แต่ท่านไม่ทำกับข้าวกินเองเท่านั้น แต่การงานอื่นก็ทำ ทำงานไม่มากนัก ทำเพียงอาศัย งานหลักคือทำเพื่อคนอื่น งานหลักคือบอกพูดเท่าที่จะทำได้ตามฐานะบารมี นั้นคือธรรมทานยิ่งใหญ่ แสดงกายกรรมให้เป็นสมณสารูปก็เป็นทานแล้ว ยิ่งพูดได้บอกได้สอนได้นั่นคือธรรมทาน ไม่ใช่ให้ไปแล้วแลกเปลี่ยนได้ค่ากัณฑ์เทศน์ ต้องเท่านี้นะจ๊ะ เท่านี้นะ บอกระดับ minimum charge ส่วน maximize profit เท่าไหร่ไม่อั้น แต่บอกระดับต่ำสุดให้อีก งานธรรมทานสำคัญคือการพูด แต่คนใดยังพูดยังเทศน์ไม่ได้ คุณธรรมยังไม่สมควร ก็ยังไม่เทศน์ ก็ทำงานรับใช้หมู่ คนไหนจะเทศน์สอนก็ทำไป เราก็ทำทดแทนเป็นการสร้างสรรซับซ้อน คำสอนนั้นคืออย่างไร คำสอนนั้นคือ เปยยวัชชะ ถ้าให้ยาแล้วเขารู้ว่าดีแล้วเขาดื่มได้ เหมือนยาจีนยาหม้อนี่แหละ ให้เขาดื่มได้ ถ้าใครทำอย่างนี้ได้คือปิยวาจา ตำหนิให้เขาดื่มได้ เป็นของควรดื่มคือปิยวาจาคือวาจาอันน่ารัก นี่คือธรรมทาน คือหน้าที่แท้ ๆ ของผู้มาเป็นนักบวช นอกนั้นก็คือการงานของเพื่อนฝูงที่ท่านบอกว่าเป็นปัญญา 7 ของโสดาบัน ข้อ 5 ก็ทำงานไปช่วยหมู่แล้วก็ปฏิบัติของตน เหมือนแม่โคเล็มหญ้าไปดูลูกไป อย่างอาตมาทำธรรมทานมากกว่าช่วยงานพวกเรา งานพูดอาตมามากกว่า รวมแล้วทานก็เป็นจริยา เปยยวัชชะก็เป็นจริยา อัตถจริยา คืออันที่สาม

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กำลัง คือ การสงเคราะห์เป็นไฉน สังคหวัตถุ 4 ประการนี้ คือ ทาน 1 เปยยวัชชะ 1 อัตถจริยา 1 สมานัตตตา 1 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมทานเลิศกว่าทานทั้งหลาย การแสดงธรรมบ่อยๆ แก่บุคคลผู้ต้องการ ผู้เงี่ยโสตลงสดับ นี้เลิศกว่าการพูดถ้อยคำอันเป็นที่รัก การชักชวนคนผู้ไม่มีศรัทธาให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศรัทธาสัมปทา ชักชวนผู้ทุศีลให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในศีลสัมปทา ชักชวนผู้ตระหนี่ให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในจาคสัมปทา ชักชวนผู้มีปัญญาทรามให้ตั้งมั่นดำรงอยู่ในปัญญาสัมปทา นี้เลิศกว่าการประพฤติประโยชน์ทั้งหลาย พระโสดาบันมีตนเสมอกับพระโสดาบัน พระสกทาคามีมีตนเสมอกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีตนเสมอกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีตนเสมอกับพระอรหันต์ นี้เลิศกว่าความมีตนเสมอทั้งหลาย นี้เรียกว่ากำลัง คือ การสงเคราะห์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กำลัง 4 ประการนี้แล ฯ

พวกเรานี่ปัญญาดีมากแต่ศรัทธาอ่อนเยาว์ เริ่มต้นอาตมามีอัตถจริยา ที่สร้างศรัทธาเยอะ เชื่อว่าพวกเรามีศรัทธาเยอะแล้วก็เพิ่มปัญญา จนพวกเรามีปัญญามากแล้ว ตอนนี้ก็ว่าต้องมาเติมศรัทธา สมานัตตตา แปลง่ายๆ ว่า สมานอัตตา แต่ที่จริงแล้วสมานอัตตา คือ ทำตนให้เสมอด้วยการสมาน หรือว่าต้องสมานให้เสมอ เป็นต้นว่า ต้องรู้จักการทำตัวตน หรือทำตนของตนให้หมดตัวหมดตน ไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ เป็นอาริยบุคคล ไปตามลำดับ เราทำไปตามลำดับ เราต้องรู้ความจริงของตนว่า ตอนนี้เราเข้ากระแสโสดาบันหรือยัง แต่ถ้าเราไม่เข้ากระแสโสดาบันเลยไปตีตนเสมอโสดาบัน แต่คุณยังไม่สมควรสมานด้วยซ้ำ เพราะภูมิธรรมคุณยังไม่พอ เริ่มเป็นโสดาปัตติมรรคก็มีตัวเชื่อม แล้วก็ยื่นใบสมัครไป เราก็เพิ่มภูมิไป สมานไปเรื่อยๆ สมะ คือผู้เจริญสู่ความสงบได้ คือลดกิเลสได้ โดยเฉพาะเป็นสมณะ สมัคร ไปเรื่อยๆ จนไปเท่า ไปร่วมได้ เป็นสมังคี หรือสามัคคี ขึ้นไปเรื่อย คือทำตนให้เสมอด้วยการสมาน หรือว่าต้องสมานให้เสมอ พระพุทธเจ้าว่า โสดาบันเสมอโสดาบัน สกิทาคามีเสมอสกิทาคามี อนาคามีเสมออนาคามี อรหันต์เสมออรหันต์ สมัครได้โสดาบันได้แล้ว ก็ไปสมานกับสกิทาคามีต่อ ไปเรื่อยๆ นั่นเรียกว่า สมาน สมานัตตตา วิธีการ สมานัตตตาคือ รู้จักอัตตาแล้วลดอัตตา คือทำตนให้เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ สมานไปจนเสมอ สุดท้ายเสมออรหันต์ จะตีตั๋วต่อเป็นโพธิสัตว์ก็แล้วแต่ ท่านขยายความของพลังสี่ ได้แล้วจะ พ้นภัยห้า พ้นภัย 5 1. อาชีวิตภัย (ภัยจากการดำรงชีวิต หาอาหารเลี้ยงกาย) 2. อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) 3. ปริสสารัชภัย (ภัย คือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) 4. มรณภัย (ภัย คือ ความตาย) 5. ทุคติภัย (ภัย คือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉานฯ) (พลสูตร พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 209) เป็นอรหันต์แล้วชีวิตพ้นภัย ไม่มีใครได้รับโทษภัยจากเราแล้ว ส่วนใครจะมีภัยมาใส่เรา เขามีกิเลสก็ตาม เป็นกรรมเก่าเป็นวิบาก หรือกรรมใหม่ที่คนจะทำก็มี เพราะคนมีกิเลสมากขึ้นเรื่อยๆ เติมชั่วมากขึ้นเรื่อยๆ แม้อรหันต์ก็ไม่เว้น มันไม่รู้หรอก เพราะความไม่รู้ คนติอรหันต์มีนรก 11 อย่าง อสิโลกภัย พ้นภัยจากตำหนิ พระพุทธเจ้ายังถูกตำหนิ อาตมาก็ถูกตำหนิ เพราะเป็นสัจจะ คนตาถั่วตาบอดก็ย่อมตำหนิผิดๆ ดีไม่ดีด่าหยาบคายด้วย แต่โดยสัจจะแล้วอยู่ในโลก ผู้รู้ไม่มีใครตำหนิหรอก ทั้งโลกไม่ใช่มีแค่คนโง่ ไปหมด แต่มีคนมีปัญญา แม้อยู่คนละฝั่งก็มีปัญญา ไม่กล้าทำอะไร การพ้ นมรณภัยไม่ใช่พ้นการตายทางร่างกาย โสดาบันไม่กลัวตาย เพราะอบายมุขที่หลุดพ้นมาแล้ว เพราะมีอำนาจอยู่เหนือมันแล้ว อำนาจนั้นจะทำให้เราตายไม่ได้ สัตว์นรกของโสดาบันจะทำเราให้ตายอีกไม่ได้ เรามีโลกุตระเหนือมันได้แล้ว มีอำนาจ มีสติเป็นอำนาจ มีปัญญาอยู่เหนือ เป็นอุตตระ ไม่กลัวตาย ยิ่งเป็นอรหันต์แล้ว แต่ร่างกายจะตายจะเจ็บปวด ก็โอยได้ ไม่ได้หมายถึงกลัวตาย เพราะผู้รู้ชัดถึงอรหันต์แล้ว อรหันต์นี่ไม่กลัวตาย เพราะตายแล้วเราจะเกิดอีกหรือไม่ ท่านก็ทำได้ ท่านไม่ได้ยึดว่าร่างกายนี้เป็นเราเป็นของเราแล้ว ไม่กลัวตายทางร่างกาย เพราะการตายการเกิดทางจิตวิญญาณสมบูรณ์แบบ คำว่ามรณภัยจึงไม่ได้ตื้นเขินแค่นั้น ถ้าจะพูดโดยโวหาร ใครถามว่าอาตมาหลีกเลี่ยงหลบการตายไหม อาตมาก็ว่าหลีกเลี่ยงหลบอยู่ แปลเป็นไทยอีกว่า ไม่อยากตาย แปลอีกว่า กลัวตายอยู่ ยังจะอยู่ต่อไป คนเข้าใจสัจจะพวกนี้ยาก จนถึงวาระสมควรก็ควรแก่เหตุ เช่น อวัยวะเสื่อมทรุด หรือวิบากทำงานมาก หยุดไม่ได้เหมือนพระโมคคัลลานะ ท่านจะไม่ตายก็ได้ ท่านมีฤทธิ์ไม่ตายได้ แต่สุดท้ายท่านก็ยอมตาย แต่อาตมายังไม่ยอมตาย พระโมคคัลลานะท่านเสียชีวิตก่อนพระพุทธเจ้านะ อัครสาวกซ้ายขวา ตายก่อนพระพุทธเจ้านะ พระโมคคัลลานะตายหลัง พระสารีบุตร การพ้นภัย 5 จะเป็นคุณสมบัติที่สบายทั้งตนเองและผู้อื่น ไม่เดือดร้อนแก่ใคร นอกจากมีวิบาก ตามฐานะ วิปากทุกข์ไม่มีใครพ้นได้

สื่อธรรมะพ่อครู (พระสูตรอื่นๆ ที่สำคัญ) ตอน ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ พ่อครูว่า…มาพูดถึงเรื่องศรัทธา ต้องขอย้ำว่าพวกเรานี่อ่อนศรัทธา ยกตัวอย่างเช่น คนติดยึดจารีตประเพณีเยอะคือตัวนำศรัทธา การแสดงออกซึ่งศรัทธา แต่ต้องมีปัญญาเข้าใจ แล้วเราจะใช้อันนี้เป็นพฤติกรรมแสดงออก ปัญญาก็แสดงออกอย่างหนึ่ง แต่ศรัทธาแสดงออกอีกอย่าง เช่น ทิเบตกราบแล้วกราบอีก เป็นศรัทธาง่ายๆ พวกเรานี่เรื่องพฤติกรรม จารีต วัฒนธรรม ที่ต้องบริสุทธิ์ใจรู้แล้ว ไม่ต้องเอาอะไร กราบพระยังไม่ค่อยกราบเลย อาตมาก็พานำกราบพระพุทธรูป แต่ไม่ค่อยมีใครทำกัน แต่ก่อนอาตมาพากราบกัน ก็กราบกันมาก กราบสงฆ์ เดี๋ยวนี้ก็พยายามกราบ แสดงจิตว่าเรานับถือกัน คือศรัทธา ยกย่องเชิดชู คือศรัทธา ให้เกียรติคือศรัทธา แต่อย่างนั้นยังไม่เป็นประโยชน์เข้าไปถึงแก่น แต่ศรัทธาที่เข้าถึงแก่นก็คือ ศรัทธาที่มีสุขในปัจจุบัน 4 คือ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คุณเองเข้ามาในที่นี่ ใครก็ตามมาเห็นพวกเราแล้วเกิดศรัทธา เขาเป็นคนข้างนอก มาแล้ว พวกเราก็บอกว่าไปทำงานช่วยปลูกผักไหม แต่ชีวิตเขาไม่เคยปลูกผักเลย แต่ถ้าเขาศรัทธาจะไปทำนะ เกิดความขยันขึ้น ทั้งที่ไม่เคยทำเลย ดีไม่ดีไม่ชอบทำด้วย ไม่เคยทำด้วย มันก็ต้องทำ ก็ทำ

ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 1. อุฏฐานสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยความหมั่น) 2. อารักขสัมปทา (ถึงพร้อมด้วยการรักษาให้ดี) 3. กัลยาณมิตตตา (ความมีมิตรดี ) 4. สมชีวิตา (การเลี้ยงชีพอย่างเรียบร้อยราบรื่น ใจสงบ เบิกบาน มีสัมมาอาชีพ พ้นมิจฉาชีพ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 144)

พวกเรามานี่ได้ขยันเต็มที่หรือไม่ หรือพยายามขยันเต็มที่หรือไม่ แค่สองคำถามนี้ ตอบตนเองก่อน เราควรแสวงหางานไหม ถ้าคุณขมีขมันแสวงหางาน ช่วยอารักขสัมปา ช่วยดูแลรักษา เช่น ช่วยรักษาป่า มันซ้อนที่ว่าไม่ใช่ของๆ เรา แต่เราอยู่นี่เราก็ต้องช่วยกันดูแลรักษา ขยันสร้างสรรดูแลบูรณะ แล้วก็มีกัลยาณมิตตา มีคุณสมบัติ 4 คือผู้มีมิตรนี่ จะมีประโยชน์แก่กัน เป็นสัมปรายิกัตถประโยชน์ 4 ได้แก่ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา กัลยาณมิตตา คือ ชักชวนนำพากัน ผู้มีศีลก็ให้เกิดศรัทธา จูงนำกันไปสู่ดี แสดงออกให้เห็นว่าศรัทธา เป็นตัวประโยชน์ แม้แต่มันจะปรุงแต่งเป็นจารีตประเพณีที่เทอะทะ ตามสายศรัทธาที่เขาเป็นอยู่ แม้แต่มาฟังธรรมฟังเทศน์ก็ควรขยัน ถ้าพรั่งพร้อมกันประชุมมาฟังธรรม ช่วยกัน อันไหนๆ ก็จะเกิดรูปแบบ พวกเรานี่ มีตัวหนึ่งที่เด่น จะว่าขี้เกียจก็ไม่ขี้เกียจ มันขยัน ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ไม่ขี้เกียจหรอก คนอีสานนี่หน้าหนาวจะเอาแต่ผิงกองไฟ แต่พวกเราจะทำงานอย่างไม่ปล่อยปละละเลยเลย ถ้าทำด้วย ปัญญาจะเข้าใจเอง จะทำให้สังคมเราพัฒนา ปัญญาพวกเราเฟ้อแล้ว แต่ศรัทธายังอ่อน ศรัทธาขยันกว่าปัญญา ปัญญาเหนื่อยง่าย ปัญญาเลี่ยงเก่ง ศรัทธาอึด เราเติมสิ่งที่พวกเรายังด้อยคือศรัทธานี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นศรัทธาเชิงจารีตประเพณีและเชิงขยันหมั่นเพียร เชิง ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ คนเรามีปัญญาจะไม่ดูดาย นอกจากจะขี้เกียจมาก ขอพูดถึงการดำเนินไปต่ำ ทุคติ ตบท้ายด้วยการตกต่ำของคน อาตมาแจกความตกต่ำของคน 4 ประเด็น 1. ตกต่ำเพราะโง่ 2. ตกต่ำเพราะขี้เกียจ 3. ตกต่ำเพราะไม่ทำงานที่ควรทำให้ยิ่ง 4. ตกต่ำเพราะไม่สงเคราะห์ช่วยเหลือใคร

มาสู่เรื่องอื่นๆ เชิญร่วมกิจกรรมค่ายสัมมาอาริยมรรค เพื่อชีวิตที่ดีกว่าเก่า ครั้งที่ 9 ณ หมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก ศุกร์ที่ 11 - อาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 รับสมัครผู้สนใจเข้าค่ายโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ (จะมาเต็มค่ายหรือไม่ก็ได้) สมัครได้ที่ อุทยานบุญนิยม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี หรือ โทรฯ 091-5063130 (สิกขมาตุตรงธรรม) คุณชญาดา 087-4437865 ดาวโหลดใบสมัครส่งใบสมัคร online ได้ที่เฟซบุ๊ก กองทัพธรรมFP

SMS 10มี.ค.59 _ 0805925xxx พ่อเข้าใจปลายฝนเปรียบพ่อลูกถึงทันกัน^!~คริคริ! ปลายฝนก๊าก55555

_0805925xxx เอาช่วงๆ มาเปรียบเป็นกรรมส่งผลเป็นช่วง ช่วง1รถหรู ช่วง2ตำแหน่งที่คนด่าจนมึนก็ยัง (หน้ามอสระอึนอ)? แปลหยังน้อ? ปลายฝน

_0893867xxx ทุกที่บนดินใต้ดินบ่ได้มีแต่มดมีแมลงหนอนสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่มันเดินเพ่นพ่านบนดินมันหาอาหารที่ร้านไร่ เราจะใช้น้ำตาลเศษขนมที่เหลือโรยที่รังมันทุกวันมันก็ไม่ออกมาให้เราเหยียบอีก พ่อครูเปรียบเทียบพุทธพานิชย์ของเผด็จการทางศาสนา เป็นนกกินปลาตรงกับระบบทุนการเมืองเผด็จการเป็นสภา นกกระสาเคยหลอกต้มยำจิกกินกบจนจะสุกหมดแม่น้ำในไทยตรงเผง!

_0805925xxx ไม่ว่าคนหรือสัตว์ก่อกรรมดีกรรมชั่วไม่ต่างกัน วิบากส่งผลเฉกเดียวกันไม่เลือกร่างจริงๆ เนาะ! ปลายฝน

_0893867xxx ผีไม่น่ากลัวหรอกแต่คนที่หากินกับคนจิตตกหากินกับผี สิ่งลี้ลับน่ากลัวกว่าโดยใช้รายได้จากสปอนเซอร์มาปลอบเป็นกำนัลของตอบแทน!ผู้บริโภคทุกสินค้าสงสารคนจิตอ่อนไหวมากกว่า คนจะกลัวบาปเวรกรรมมากกว่ากลัวผี ถ้าพุทธศาสนาสอนให้โลกุตรธรรมอันประเสริฐเป็นทรัพย์ประจำตัว แก่ทุกคนดังพระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้!

_0805925xxx คนเชื่อจานบินเพราะติดในสวรรค์ยามตายแต่ไม่คิดตายจากกิเลส! ปฝ

_0805925xxx ผีตายม่ายยกลัวกลัวผีจานบินล้มไม่ได้สิน่ากลัวว่าป่ะ? ปฝ

_มีผู้ฝากมา 10 มี.ค. 59 ข้าพเจ้าเคยโพสต์บอก "พ่อครู" ด้วยความปรารถนาดีแล้วเรื่องมีภาพ "พ่อครู" ซึ่งมีสถานะเป็น "ภิกษุ,สมณะหรือนักบวช?".. แล้วมา "ปล่อยภาพออกอากาศ?"ออกสู่ "สาธารณะ?" นั้นดู" ไม่น่าจะเหมาะสม? "กับ "สมณะสารูป?".. ซึ่งด้วยความเคารพ..ต่อให้ "พ่อครู" จะอ้าง "ความบริสุทธิ์ใจ" (เพื่อ"เร่งรีบการงาน?") ก็ตาม.. แต่ดูน่าจะไม่เหมาะสมมากกว่า?.. มีคำถามว่าจะ"หาฆราวาสสักคนมาขับรถให้?"ไม่ได้เชียวหรือ?...

การที่ "พ่อครู" เป็น"สมณะผู้ใหญ่?" จะทำอะไรก็ตาม.. ต้องระวังว่าถ้า "มีภาพออกอากาศ?"(โดย"ไม่เบรคหรือทักท้วง?"กับ"ฝ่ายทีวี? "หรือ" ฝ่ายติดตามถ่ายภาพ?").. ซึ่งมักมีลักษณะ"ถ่ายยันป้าย? "หรือ" ออกอากาศยันป้าย? อยู่เสมอ?.. ซึ่งดูไปแล้วเหมือน "คนอโศกบางแผนก?" ถนัด "ชเลียร์พ่อครู?".. โดยมักชอบเอา "ภาพพ่อครู" ขึ้นอวดขึ้นโชว์ "ทางหน้าจอ?".. เหมือนว่าจะพยายามจะทำในสิ่งที่เข้าใจว่า "พ่อครูจะพอใจ?" ใน "ผลงานของตน?" (ในแบบ "ระบบอุปถัมภ์" ในทำนอง "ลูกน้องชเลียร์เจ้านาย?") อยู่เสมอ? นั้น.. อาจเป็นเหตุให้มี "พระกระแสหลัก" นำมาอ้างอิงเพื่อจะทำตามได้?...

ดังนั้น.. การที่วันนี้.. ในรายการ "พุทธศาสนาตามภูมิ?" (10-3-59)ที่ "พ่อครู" นำ"SMSของท่านผู้หนึ่ง" มาอ่านออกรายการนั้น.. เข้าใจว่าเขาอาจจะอยากทักท้วงเรื่อง "พ่อครูขับรถ(เหมือน)โชว์?" ออกอากาศเช่นเดียวกันกับข้าพเจ้าแสดงความเห็นมากกว่า?.. แต่อาจไม่กล้า "ทักท้วงตรงๆ" เท่านั้น?.. จึงพูดออกเป็นเชิงว่า "พ่อครูไม่กลัวขับรถเหยียบมดตายหรือ?".. อะไรประมาณนั้นมากกว่าหรือไม่?...

ซึ่งข้าพเจ้า.. คิดว่า.. ถ้าข้าพเจ้าเป็นพ่อครู.. ข้าพเจ้าจะต้องบอก"บรรดาสาวก,คนทำงานแผนกสื่อสาร?" ว่า.. --->จะถ่ายภาพอะไรเกี่ยวกับอาตมาก็ต้องดูความเหมาะสมด้วย?.. และยิ่งเมื่อจะนำ "ภาพบางภาพ,บางกรณี"ออกอากาศ?.. ก็ยิ่งต้องพิจารณาดูให้ดีๆ ด้วย.. ยิ่งมี "คนบางคน,บางกลุ่ม" เขายิ่งคอยจับจ้อง.. อาจทำให้เขาหมั่นไส้.. ว่า "สาวกของคณะนี้" ทำไมชอบ "โปรโมตอาจารย์ตัวเอง?"มากมายนัก?.. ถ้าเป็น "สิ่งที่ดีจริง?" ถึงไม่โปรโมต.. ก็คงมีการพูดกัน "ปากต่อปาก" เผยแพร่ต่อๆ กันไปเองนั่นเแหละ!.. ไม่ควรทำอะไรใน "วิธีการแบบชาวโลก?".. หรือแบบ "บรรดานักการเมืองน้ำเน่าทั้งหลาย? "ที่ชอบ" โฆษณาตนเอง?" อยู่เป็นประจำ?.. ไม่เช่นนั้น.. พวกเราจะแสดงตัวเหมือนกับ "ไม่เห็นด้วย" กับ "ระบบอุปถัมภ์?" ที่มี "อุปนิสัย,พฤติกรรม?" ที่ชอบ "ชเลียร์เจ้านาย?" ได้อย่างไร?.. --->อะไรประมาณนี้ครับ.. แสดงความเห็นด้วยความปรารถนาดี.. ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ… พ่อครูว่า… อาตมามีไมโครโฟนติดตัวไว้ 24 ชม. เสียงอะไรอัดไว้หมด ไม่มีความลับอะไรเลย พูดอะไรกับใครอัดไว้หมด ก็ดูว่าเขาถ่ายยันป้าย มีคนท้วงมาเพิ่มอีก อาตมาก็ว่าให้คนมาช่วยขับ วันนี้ก็เริ่มแล้ว การที่อาตมาขับรถให้ใคร เขาดีใจนะว่าอาตมาขับให้ ที่จริงอาตมาขับรถกอล์ฟนะ เป็นรถไฟฟ้า วันนี้ก็ให้เจมส์เขาช่วยขับ อาตมาคิดว่าไม่ต้องไปกวนเขา ต้องไปหานะ อาตมาจะไปเป็นสัดส่วนก็ง่าย แต่นี่จะไปไหนก็ต้องหาคน อาตมาก็ว่า ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ก็จะขับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร กามนี่คืออัตตาด้วย ถ้าลดกามที่ติดอบาย อัตตาที่เป็นตัวตนที่จะต้องได้ต้องมีต้องเป็น มันก็จะลดลงไปด้วย พระพุทธเจ้าสอนตั้งแต่ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

มาดู ข้อความของคุณ chutti อีกที คนนี้เขาเองว่าที่ธรรมกายสอนสมาธิกันละเอียดจริงๆ อาตมาว่า ละเอียดที่สร้างวิมานให้เกิดกาม ใคร่อยากได้วิมาน อยากได้รวย อยากได้สวย อยากหรูหรา ทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ สะสมรถเบนซ์ชั้นสูง อย่างอื่นอีกก็ทั้งนั้น คือความรู้ที่สาธยายออกจากกาม ความใคร่อยากในความหรูหราม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน