590313_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯตอน เมื่อธรรมกลาย ตอน ๔.docx
เนื้อหาในไฟล์
590313_วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู บ้านราชฯ ตอน เมื่อธรรมกลาย ตอน 4
สมณะฟ้ าไทว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม 2559 ที่บ้านราชฯ เมืองเรือ พ่อครูว่า… ก่อนจะได้กล่าวถึงข้อเขียนคุณ chutti นี้ ที่คุณสิริอัญญา ได้นำไปลงในหนังสือแล้ว อาตมาก็ขอบคุณอย่างยิ่ง ที่ได้สาธยายความดีเด่นของธรรมกายมา อาตมาก็จะได้ชำแหละให้เห็นจริง ว่าแท้ๆ ทั้งหมดคืออย่างไร ที่จะต้องทำอย่างนี้ เพราะธรรมกายเป็นลัทธิที่ทำลายศาสนาพุทธถึงรากเลย ไม่ได้มาหาเรื่อง แต่พูดอย่างแท้จริง เพราะเอาความฉลาดแกมโกง ที่เข้าใจค่านิยมพื้นๆ ที่เป็นคุณงามความดีทั่วไป ที่เห็นได้เข้าใจได้ง่าย แล้วแถมไปว่า อันนี้เป็นความไม่ดี เลิกเสีย เช่น อบายมุขตื้นๆ เป็นต้น ยกขึ้นมาเด่นๆ แล้วหลอกว่า ดีง่ายๆ นี้ให้ซับซ้อน ด้วยเลศเล่ห์กลลวง มารีดนาทาเร้นจากคนหลง มีอวิชชา ไม่รู้ไปหลงวาดภาพหลอกไว้ในจินตนาการ ความฝันอันลอยลมเพ้อเจ้อ นั่นคือกิเลสของคนที่อยากได้โลกธรรม คือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่ประกอบด้วยความหรูหราสวยงามผุดผ่อง ประกอบเข้าไปเป็นวิมานลอยลม จะปั้นรูปปั้นเรื่องปั้นตัวตนอย่างไรก็ได้ ให้สวยสดงดงามเท่าที่คนจะมีกิเลสชื่นชม เป็นกิเลสกาม กิเลสใคร่อยากในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือแม้แต่มีอำนาจที่ยิ่งใหญ่ไม่มีวันจบ ให้มีแนวโน้มไปสู่จุดที่คนมีกิเลสต้องการ ไปหลงมีภพมีชาติว่าถ้าได้อย่างนี้ก็จะดี บอกว่าให้ลงทุนทำทานไปมากๆ จะได้ผลในอนาคตในการทำทานเอาเงิน เอาทองมาให้เขามากๆ แล้วจะได้อานิสงส์ในการตอบแทนอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นความรู้ตื้นๆ ที่ใครที่ไหนก็รู้ แต่คนก็ช่างกระไร เหมือนเด็กให้เขาหลอกได้หลอกดี ก็เลยมาหลอกอีกว่าได้มวลมากๆ คนมีกิเลสมากเป็นมวลมีจำนวนมากในสังคม แค่นี้ก็เป็นประกอบเป็นเหตุผลแล้วก็ได้มวลมากนั้นได้คนอย่
อ่านต่อ
างไร
สื่อธรรมะพ่อครู (การเมืองบุญนิยม) ตอน ชุมนุมด้วยความสงบ สยบความรุนแรง พ่อครูว่า… เมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้ว พระสารีบุตรได้ชวนอาจารย์ ไปหาพระพุทธเจ้า อาจารย์ก็บอกว่าจะขออยู่กับคนที่โง่มีจำนวนมากนี้ดีกว่า จะช่วยคนโง่ที่มีจำนวนมาก ไม่ไปอยู่กับคนฉลาดจำนวนน้อย พระพุทธเจ้าว่า ...จิตที่ตั้งไว้ผิด โจรกับโจร หรือไพรีกับไพรี พึงทำความพินาศให้แก่กัน ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิดนั้น ทำให้เสียหายยิ่งกว่านั้นอีก แต่การไปเอาความถูกต้องดีงามความสงบไปชนะความไม่ดีงาม ความรุนแรงได้นั้น ไม่ใช่การตั้งจิตไว้ผิด ทำให้เกิดความสงบได้จริง ทั้งสำนึกผู้จะทำรุนแรง กระทบแล้วสะท้อนใจมากว่าเรากำลังทำร้ายใคร เราไปทำกับผู้สงบไม่ร้ายแรงตอบ แล้วเราไปทำเขาได้อย่างไร อันนี้เป็นการแก้จิตวิญญาณได้ยอดเยี่ยมที่สุด เป็นธรรมาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุด สองคนนี้เก่งยิงปืนเร็วไวแม่น เดินหันหลังหากัน คนเป่านกหวีดก็หันมายิงกัน มันแม่นทั้งคู่แล้วเร็วเท่ากันด้วย เข้าหัวใจทั้งคู่ตายทั้งคู่ สุดท้ายคือโจรต่อโจร ไพรีกับไพรี ฉิบหายทั้งคู่หากห้ำหั่นกัน ทักษิณนั้นแพ้ไม่เป็น ต้องมีจิตวิทยาลึกซึ้ง ต้องเอาความสงบอย่างไม่รุนแรงเลยไม่ได้ เพราะคนทำความรุนแรงมันไม่กลัวความสุภาพ มันกลัวความรุนแรงบ้าง เป็นทีๆ ให้รู้ว่าข้าแรงเป็นเหมือนกันนะ เช่น ถ้าทักษิณจะใช้ความรุนแรง เขาก็จะใช้คนของไทย หรือใช้นักรบรับจ้างจากประเทศอื่น เขาต้องใช้เงิน ส่วนไทยมีประชากรที่เห็นด้วยเข้าใจ พูดรูปธรรมอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ มีอำนาจ ความรู้ ความยอมรับของพลเมืองของกองทัพทุกกอง ทักษิณก็รวมกองทัพตนเองเท่าที่รวมได้ ถ้าจะเอากองทัพของทักษิณหมดก็เท่ากับสู้กับกองทัพไทยที่เห็นด้วยกับ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งท่านก็บอกว่าอย่านะ ฮึ่ม ทักษิณก็กลัว เพราะเขาประเมินแล้วว่าเขามีเงินจ้างได้เท่านี้ สู้กับกองทัพไทยไม่ได้แน่ เขาประเมินแล้วว่าสู้ไม่ได้ เขาก็มีแต่ว่า แพ้ไม่เป็น ก็เลยเป็นแบบนี้ เขาใช้กลยุทธ์ หว่านล้อม จ้างเทวดามาล้างส้วม มาเช็ดขี้ ตอนนี้เขาสารภาพแล้ว ว่าเงินเขาน้อยลงเหลือหมื่นล้านเป็นต้น คนทั้งโลกต้องการความดีความบริสุทธิ์ พวกเราค่อยๆ ทำ แบบเอาความสงบ ดีงามชนะความรุนแรงได้ อย่างกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ใช้ทั้งลูกดีดทั้งลูกสงบ ลูกดีดนี่ทำตายได้นะ ยกตัวอย่าง อาตมาให้พวกเราปลูกดอกหอม ได้อวบใหญ่ขนาดนี้ นี่ก็เป็นธรรมาวุธ มันหวานแน่นอน อาตมาไปก็เห็นเขารดน้ำ ดาวเพ็ญ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมาวุธ เป็นคุณงามความดี แล้วแบ่งแจกขายให้ถูกที่สุด เป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือ ซับซ้อนลึกซึ้งมาก เหตุการณ์ที่ผ่านฟ้า แล้วเราไปทำความสงบ สยบความรุนแรงได้ เขามีอาวุธครบมือจะมาปราบแล้วนะ แต่เราเองนั่งพนมมือ แล้วเขาก็สงบล่าถอยไปได้ อาตมาเชื่อว่าเมืองไทยเป็นไปได้ อาตมาถึงได้พยายามขยายอายุขัย อาตมาพยายามสอนให้ลดพยาบาทลดแก้แค้น เอาความเมตตาเกื้อกูลไปสู้กับเขา ถึงตายก็ตาย ถ้าไม่ตายก็ทำงานได้ ผู้มีบารมีอจินไตยทำให้รอดได้ เกิดจริงเป็นจริง ถึงโยนระเบิด อาตมาว่าเป็นไคลแมกซ์ของเรื่องนะ ที่เขาเองเขาเตะลูกระเบิดนี่เสร็จแล้วมันก็ย้อนกลับไปหาเขา มันก็อจินไตย เราไปเรียบเรียงสร้างเองไม่ได้ เป็นเหตุการณ์กาละที่เป็นไปได้ อภินิหาร ปาฏิหาริย์แท้ๆ เลย แม้เขาจะหยุดแต่ไม่หยุด จะทำต่อก็ได้ อาตมาบอกไพรเมืองว่าให้เอาเตียงสนามไปช่วย เขาก็ไปช่วยเลย เอาความดีงามจริงใจไม่เสแสร้ง ไปช่วยเขา สุดท้าย ตำรวจก็ต้องถอย แล้วพากันกลับเลย มีเหตุปัจจัยทั้งจิตวิญญาณเหตุการณ์องค์ประกอบเป็นอจินไตย เป็นจิตใจที่เป็นตัวตั้ง เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถใช้ธรรมาวุธ บุญญาวุธทำงานกับสังคม ไม่ได้ทำให้เกิดความรุนแรงกับใคร
สื่อธรรมะพ่อครู (พระวินัย) ตอน การตั้งสังฆราชผิดธรรมวินัย บทความของ ศ.ดร.ปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงข้อถกเถียงการนำชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชว่า 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หมวด “พระมหากษัตริย์” ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน มาตรา 11 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์” ความในมาตรานี้เริ่มบัญญัติมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับถาวร 10 ธันวาคม 2475 และในฉบับถาวรทุกฉบับ คำว่า “ฐานันดรศักดิ์” มีความหมายรวมถึงพระราชอำนาจที่จะทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 7 ที่บัญญัติไว้วรรคแรก ดังนี้ พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 7 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2535 ได้บัญญัติไว้ ดังนี้ “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอ นามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น ผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช” มาตรา 7 เดิมที่บัญญัติไว้เมื่อ พ.ศ. 2505 มีวรรคเดียวเท่านั้น และจะเห็นได้ว่ามาตรานี้ มิได้กำหนดเรื่องคุณสมบัติของสมเด็จพระสังฆราช และให้อำนาจกรรมการมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับตำแหน่งนี้ไว้แต่ประการใด เพราะตามราชนิติประเพณีแต่เดิมและรัฐธรรมนูญทุกฉบับได้ถวายให้เป็น พระราชอำนาจตามแต่จะทรงพระราชดำริเห็นสมควร ที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ในส่วนที่เป็นตำแหน่งสมณศักดิ์ คือสมเด็จพระสังฆราช ดังที่ท่านศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย ได้อธิบายในตำรา คำอธิบาย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2511 (ฉบับเรียงมาตรา) คือมาตรา 11 ที่มีความเช่นเดียวกันกับมาตรา 11 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ไว้ว่า “....ในฐานะที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศไทย มาตรานี้จึงกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์นี้ ความจริงในทางปฏิบัติพระมหากษัตริย์ทรงกระทำอยู่แล้ว เช่นสถาปนาหม่อมเจ้าขึ้นเป็นพระองค์เจ้า ตั้งพระภิกษุให้ดำรงสมณศักดิ์ เป็นต้น… อย่างไรก็ดี การสถาปนาฐานันดรศักดิ์นี้เป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ....” 2. เมื่อการสถาปนาตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชเป็นพระราชอำนาจโดยเฉพาะขององค์พระมหากษัตริย์ ฉะนั้น ความในวรรค 2 และ 3 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ได้แก้ไขเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2535 มีความดังนี้ “....ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรี โดยความเห็น ชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุด โดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช .... เฉพาะในส่วนสองวรรคที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่นี้ จึงเป็นการก้าวล่วงละเมิดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่จะสถาปนาฐานันดรศักดิ์ในตำแหน่ง สมเด็จพระสังฆราชตามที่รัฐธรรมนูญได้ถวายให้เป็นพระราชอำนาจโดยเฉพาะ เพราะการแก้ไขเพิ่มใหม่ว่า ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนาม สมเด็จพระราชาคณะ ผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้า เพื่อทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราชนั้น จึง เป็นการล่วงละเมิดจำกัดขอบเขตพระราชอำนาจที่ทรงมีแต่เดิมตามโบราณราชประเพณีที่จะทรงสถาปนาจาก สมเด็จพระราชาคณะ รูปใดรูปหนึ่งหรือพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งตามพระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้น พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2505 เฉพาะมาตรา 7 วรรคสอง และสาม ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นผลให้บทบัญญัติดังกล่าวนี้ใช้บังคับมิได้ เมื่อผลเป็นดังกล่าวมานี้ จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่านายกรัฐมนตรีหรือมหาเถรสมาคมผู้ใดจะต้องเป็นผู้เสนอนามสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ก่อนหลังตามมาตรา 7 วรรคสองที่ไม่ผลใช้บังคับมาแต่ต้นแล้ว แต่ท่าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ยังต้องมีหน้าที่เสนอรายนามสมเด็จพระราชาคณะ หรือ พระภิกษุรูปใด “ที่เป็นแท้ตามพระธรรมวินัย” ขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 11 ประกอบด้วยมาตรา 7 วรรคแรกของพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ไม่ใช่วรรคสองและสามของมาตรา 7 เพราะสองวรรคนี้ไม่มีผลบังคับแล้วนะครับ ปรีชา สุวรรณทัต
พ่อครูว่า... อาตมาว่าลึกซึ้งแหลมคมมาก มีจุดตัดสินแล้ว อยู่ที่ นายกรัฐมนตรี หรืออยู่ที่พระราชอำนาจเต็มของพระมหากษัตริย์แล้ว ไม่ได้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญใดเลย อย่างที่ ศ.ดร.ปรีชา นำมานี้เป็นหลักฐาน พระพุทธเจ้าท่านห้ามตั้งใครมีอำนาจใหญ่กว่าธรรมวินัย แต่คนเข้าใจตื้นๆ ตามลัทธิศักดินาว่าต้องตั้งใครมาตัดสินเด็ดขาดเป็นอธิปัตย์ เป็น CEO พระพุทธเจ้าท่านทรงอำนาจใหญ่จริง ท่านไม่ลำเอียงจริง แต่คนอื่นยังไม่ควร แก้ไม่ได้ ไม่ควรละเมิด แต่ศาสนาพุทธในเมืองไทยผิดมานานแล้ว มาตั้งสังฆราช และตั้งมหาเถรสมาคมคณะใหญ่สุดตายตัวถาวรอีกไม่ได้ ผิดแล้ว ของพระพุทธเจ้าท่านว่าให้เกิดตามเหตุปัจจัย เช่น วัดนี้มีสมาชิกจริง ภิกษุจริง ให้เลือกผู้ฉลาดในหมู่ภิกษุนั้น มาปฏิบัติการตามหลักธรรมวินัย การทำสังฆกรรมต้องมีสงฆ์ตั้งแต่สี่รูปเป็นต้นไป สังฆกรรมอย่างนี้ใช้สี่รูป อย่างต่ำ หรือใช้อย่างต่ำ 10 รูป หรือ 20 รูป ของวัดนี้ก็ต้องใช้สงฆ์ของวัดนี้ เอาคนนอกมาจะรู้ได้อย่างไร ตัดสินได้อย่างไร ถ้าไม่พอก็ต้องเอามาให้ครบ เอาผู้ที่พอรู้ ให้ครบคณปูรกะที่จะทำสังฆกรรม แต่ละวัดทำไปตามหลักนี้ คดีนี้ทำเสร็จก็เลิกไป มีคดีใหม่ แล้วสงฆ์รูปไหนอยู่ ก็เลือกกันในปัจจุบัน ให้ไปตั้งตายตัวเลยไม่ได้ แม้แต่เป็นอุปัชฌาย์ก็ตั้งตายตัวไม่ได้ ผู้เหมาะสมที่สุด มีหลักเกณฑ์หลายอย่างตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไป รู้ปาติโมกข์เป็นต้น จึงเป็นอุปัชฌาย์ได้ ของเรานี่ จริงๆ แล้วผู้เหมาะสมจริงก็เป็นได้ แต่พวกเราไม่ได้ดิ้นรนอยากละเมิด กำหนดอุปัชฌาย์เท่านี้ก็ใช้ได้ แต่เรายังไม่ขาดแคลนก็เลยเอาตามที่ว่าก่อน เราไม่อยากจะไปทำลายกฏ สรุปแล้วสังฆราชตั้งไม่ได้ ผิด ล้มเหลวมานานแล้ว ยิ่งไม่ค่อยมีภูมิธรรม เข้าข้างกันอีก เป็นผู้ใหญ่ยังไม่รู้เรื่อง แสดงออกมาลาคันธวิเลปน ชื่นใจได้เดินเหยียบดอกไม้ ดอกไม้เป็นวัตถุอนามาส เอามาเล่นหัวเหยียบเปลืองผลาญ ไปเป็น presenter ให้เขาอีก อันนี้ไพรีฆ่าไพรี ไม่รู้ลูกศิษย์ฆ่าอาจารย์หรืออาจารย์ฆ่าลูกศิษย์ ถ้าไม่อยากเป็นก็สละสิทธิ์ไปนานแล้ว อันนี้หน้าด้านหน้าทนมากแล้ว ต่างคนต่างแสดงน่าเกลียดให้เห็น ขายขี้เท่อออกมารบกัน เหม็นเน่า ไม่มีอาวุธอะไร เป็นขี้หมาทั้งนั้นสาดใส่กัน พระพุทธเจ้าเลยว่าจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำให้เสียหายยิ่งกว่านั้น
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลไม่ใช่ระเบียบวินัยที่ตายตัว _ มาเข้าสู่เรื่องของคุณ chutti เขาว่า… 5. เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์แห่งการออกจากกาม หมายถึง การพรรณนาถึงการออกจากกามและอานิสงส์ว่าเป็นความปลอดโปร่ง เพื่อน้อมใจให้เกิดฉันทะในการแสวงหาความสุขแท้จริง คือ ความสุขที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิภาวนา ส่วนรายละเอียดการสอนนั้น เขาแจงกันละเอียดจริงๆ ครับ ด้วยตาและด้วยใจ ที่ผมเฝ้าดูมา นับตั้งแต่ เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร สาธุชน จะให้ความสำคัญเรื่องของความสะอาด ความมีระเบียบ และมีวินัยอย่างเข้มข้น สะอาดขนาดไหน? เอาว่าสะอาดตั้งแต่โถส้วม ยันที่นอน หัวจรดเท้า เสื้อผ้า ทุกอย่างต้องสะอาด เรียบร้อย และความประพฤติต้องมีวินัย พ่อครูว่า...แบบธรรมกายเป็นการบังคับนะ ให้สะอาดอย่างนี้ เป๊ะกันอย่างนี้ ถ้าบังคับแค่ตอนแรกก็อาจได้ แต่ว่านี่บังคับตลอดกาลเลย ศาสนาพุทธอิสรเสรีภาพ ให้คนเข้ามาบังคับตนเองอย่างสมัครใจ ให้ตนเองทำได้จริงๆ คนทำได้จริง บรรลุสูงสุดจะไม่ใช้การบังคับ แต่ให้หลักให้ศีลเบื้องต้นไปทำ ได้ผลแล้วขยายสู่ศีลสูงไปตามลำดับ เมื่อตนเองได้แล้วตนเองจะไม่บังคับใคร แต่จะแนะให้คนไปทำ โดยแนะให้เต็มใจมีฉันทะทำ ถ้าไม่มีฉันทะทำไม่สำเร็จ ไม่บังคับใครถ้าเขาไม่ทำ ถ้าเขาบังคับตนเองก็ทำได้ แต่ถ้าเขาขอร้องให้บังคับเขาหน่อยเขาไม่มีแรงพอ เราก็ทำได้ ยิ่งบรรลุสูงสุดแล้วไม่บังคับใครเลย เป็นสมานัตตตา จะสมานตัวเรากับคนอื่นตามเหตุปัจจัย แนะนำแต่ไม่บังคับ จึงมีคนฐานแต่ละฐานสมัครใจกันมาทำงานไม่เท่ากัน แต่ประสานกัน จึงมีเครือแหหลายระดับชั้นที่สอดประสานเชื่อมโยงอยู่เป็นความหลากหลายชั้นฐานะ ไม่เท่ากัน แต่ประสานกันอย่างหลากหลาย ที่แตกต่างกันอยู่อย่างสัมพันธ์อันดี เป็นเอกภาพของความแตกต่าง university of diversity เป็นสุดยอด chaos ของพระพุทธเจ้า ดูเหมือนไม่มีระเบียบ จริงๆ ไม่มีระเบียบ แต่ทุกคนมีปัญญาอนุโลมปฏิโลม แก่กันด้วยปัญญา ขณะนี้อาตมาจึงเห็นใจ อ.ยุค ศรีอาริยะ ว่าต้องศึกษา เคออส คือไม่เป็นระเบียบ แต่เป็นระเบียบ เกิดคลื่นพลังงาน ของระเบียบแบบต่างๆ ระเบียบแบบบังคับ จะเกิดคลื่นต่างจากแบบไม่บังคับ อย่างชาวอโศกมีสมานัตตตา แล้วมีความหลากหลายที่ประสานกัน อย่างไม่เป็นระเบียบ แต่อยู่กันอย่างกลมกลืนประสานกันได้ ไม่ทะเลาะวิวาท ต่างคนต่างช่วยกัน อันนี้แหละเป็นคุณธรรมที่สุดยอด อาตมาอธิบายยังไม่ชัด ถ้าแบบนกกระยางเอาขนมปังล่อปลาอย่างธัมมชโยนี้ดูง่ายนะ แต่ที่อาตมาอธิบายนี้ ยากกว่าไหม เป็นเรื่องลึกซึ้งละเอียดมาก พวกเรามีเชิงบังคับ เด็กที่นี่ฝึกเข้าแถวพรึ่บ ฝึกก็ฝึก แต่เวลามาอยู่ก็อยู่อย่างอนุโลมปฏิโลม เช่นเดียวกับ นร. จปร. ฝึกกันแข็งเลย เสร็จแล้วได้แล้วเข้าใจแล้วก็อยู่อนุโลม ไม่ได้กดข่มตีเส้นไปตลอดเหมือนเขา มันก็เลยไม่มีรูปของความสงบ ต่างคนต่างช่วย คนนี้แรงเท่านี้ก็ช่วยคนแรงเท่านั้น บางคนไม่ทำอะไรสูงแข็งเป๊ะ ก็ทำแต่บางคนต่ำกว่าก็ต้องทำอ่อน น่าเอ็นดูไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกันเลย เป็นความลึกซึ้งซับซ้อนสุดยอดเลย จนถึงวันนี้เราทำมา 40 กว่าปีก็เห็น ของคุณนั้นแข็งเป๊กเลย ของเราไม่เหมือนกัน เข้าแถวแต่ไม่เหมือนเขา คนเข้าใจยาก แต่คนที่ทำได้โดยจิตวิญญาณอนุโลมปฏิโลมพอดีพอเหมาะ เป็นสังคมชั้นสูงที่จะทำได้ สังคมชั้นต่ำทำไม่ได้ เขาดีไหม ก็ดี แต่เบื้องต้น แล้วยกกันหนักหนา สะอาดเอี่ยม ของที่นี่สะอาดพอใจ ที่นอนที่อยู่ เสื้อผ้า สีหมอง สีหม่นแต่ให้สะอาด พวกเราเข้าใจแล้ว ผ้าสีหมองได้แต่สะอาด ชาวอโศกมีวินัยไหม ก็มี
ก็คนที่มันมีวินัย ที่ฝรั่ง ญี่ปุ่น เข้ามีกันละครับ มีคนไทยพันธ์มีระเบียบวินัย ที่วัดพระธรรมกาย !!! … ก็ในเมื่อทรัพยากรแรก คือ มนุษย์ มันได้คุณภาพขนาดนั้นแล้ว ... ผมไม่สงสัยเลย ว่าทำไม วัดพระธรรมกาย จึงสามารถทำงานพระศาสนา ระดับประเทศ ระดับโลกได้ ระดับที่ชาวบ้านตะลึงอยู่เรื่อย ! แล้วคนทั้งประเทศไทยที่สบายสบายคือไทยแท้ ก็ไม่เข้าใจว่า ... ทำได้ยังไง ? ... แล้วเราก็ทำความเข้าใจ หรือเชื่อเอาง่ายๆ ตื้นๆ ว่า... ที่เห็นมากันเยอะๆ เนี้ยะ จ้างกันมา !!! ผมถึงไม่สงสัยอีกละครับว่า ทำไมประเทศไทยชัยโย จึงอยู่ในโลกที่ 3 นิรันดร์! ... คุณก็ตอบได้ครับ ! พ่อครูว่า...ก็คนภูมิต่ำก็ทำอย่างไทยแท้ ไม่มีระบบระเบียบก็ใช่ แต่ของเราไม่ใช่เช่นนั้น เรารู้จักอนุโลมปฏิโลมที่สูงส่ง อาตมากลับเห็นว่า เมืองไทยจะเป็นแดนชมพูทวีป ที่เป็นคนจนมหัศจรรย์ที่อุดมสมบูรณ์ สร้างสรรเสียสละ มันเป็นคนชั้นสูงกว่าคนที่คุณเก็บเอามากล่าวอ้างหรือไม่
พูดแบบนี้เหมือนด่าตัวเอง เปล่าครับ! ผมพูดความจริงที่ผมเห็น ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นคำด่า! เรื่องของความสะอาด มีระเบียบ มีวินัย แปลให้เห็นชัด มันก็คือ ศีล นั้นแหละครับ ผมถามสั้นๆ ครับ ซึ่งแม้แต่แมว มันก็ตอบได้ ถาม: คนมีศีล ดีไหมครับ ? พ่อครูว่า… ระเบียบวินัยไม่ใช่ศีล ศีลเป็นเรื่องของแต่ละคน ที่มานี่อย่างต่ำต้องมีศีล 5 เป็นหลักเกณฑ์ หากไม่ต้องการปฏิบัติ ก็ไม่ต้องมาที่นี่ ที่นี่เป็นของชาวอโศก เรามีกฎเกณฑ์ในบ้านเรา เรามีสิทธิ์ไม่ให้คนเข้าบ้าน ที่นี่อิสรเสรีภาพ ยืนยันว่าศีลไม่ใช่ระเบียบวินัยที่ตายตัว แต่เป็นระเบียบที่แนะนำกัน ให้คนเข้าใจเอาไปทำแล้วจะเกิดเจริญทางกาย วาจา ใจ ผลของศีลไม่ใช่กฏระเบียบ แต่เป็นผลที่จิตใจลดละหน่ายคลายจากสิ่งที่ติดยึดตามศีลนั้นได้ เบื้องต้นเราไม่ฆ่าไม่ทำร้ายใคร แม้เราจะถูกใครทำร้าย เราก็ไม่ไปทำร้ายตอบ เราไม่ไปฆ่าแกงเขา อย่างนั้นจริงๆ นั่นคือความบรรลุ เพราะใจเป็นประธาน แม้เขาจะฆ่าเรา เราก็ไม่ฆ่าเขาตอบ จึงไม่ใช่ระเบียบกฎบังคับ แต่ใจเราต่างหากที่สมบูรณ์แบบ มันไม่ฆ่าเขา ศีลเป็นได้ถึงใจ เป็นตถตาแล้ว ยกตัวอย่างหินไท โดนผู้หญิงตบหน้าที่ตำหนักเพชร ตอนมีคดีความ แต่หินไทไม่ตอบโต้แม้กายหรือวาจา ต่อหน้าธารกำนัลด้วย คนมีศีลแล้วไม่ทำร้ายตอบ ไม่ว่าจะมาทำร้ายด้วยชังเรา หรือแม้แต่ว่าเขามารัก แม้เขามารักเรา มีอาการรักทางกาม เราก็ไม่รักตอบ เขาพยายามยัดเยียด เราก็ไม่มีตอบ อย่างนี้คือความชนะแล้ว ไม่ต้องทำอะไรหรอก มันอยากจะรักก็ไม่มีอาการรักตอบ มีแต่เมตตา สงสารนะ ว่ามารักทำไม ขออภัยนะอาตมานี่มีสาวมารัก พยายามมาตื้ออาตมาอย่างนั้นอย่างนี้ แม้มาบวชแล้วก็ตามอายุไม่น้อยแล้ว สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ไปเอง โดยอย่างไรก็ยุไม่ขึ้น ยั่วไม่ขึ้นแหย่ไม่ขึ้น ก็ยอมแพ้ไป เป็นเองเป็นตถตา ขออภัยต้องยกเรื่องตนเองเหมือนโชว์อวดแต่เรื่องจริง อาตมาก็ว่า ความลึกซึ้งพวกนี่ต้องรู้กับตัวเอง มีศีลไม่ใช่แค่กายกับวาจา ศีลคือความบรรลุบริสุทธิ์สูงสุดเป็นปกติ อัตโนมัติ ไม่มีอกุศลแม้เล็กน้อยในจิตเป็นประธาน นี่คือความลึกซึ้งซับซ้อน ของความมีศีล อานิสงส์ของศีล 10 ข้อคือ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ความรู้ตื้นๆ แค่นี้ก็เอาไปหากินไปพูด ศีลนั้นลึกซึ้งมีลำดับ มีการพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ แล้วเขาก็คุยต่อไป ว่ามีศีลนี้มันดีไหม.. ดี.. แม้แต่แมวก็ยังรู้ คุณก็ตอบได้
_คุณchutti ว่า...คราวนี้ แล้วไอ้เรื่อง สอนผิดสอนเพี้ยน สอนบิดเบือน นั้นหล่ะ ข้อนี้ ผมเห็นนักวิชาการแต่ละคนออกมาแสดงความคิดเห็น ก่นด่าวิจารณ์กันซะมันปาก! ผมขอถามอย่างไม่เข้าข้างวัดพระธรรมกายนะครับ เอาคำถามในฐานะชาวบ้าน! กันเลย ที่บอกว่า ธรรมกายไม่มีหลักฐานในพระไตรปิฎก ไม่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ถาม : คุณไปอ่าน ไปค้น ไปศึกษา มาดีแล้วเหรอครับ ... ผม : ก็แล้วทำไม ผมเห็นมี หนังสือ หลักฐานธรรมกายในพระไตรปิฎกเล่มเบ้อเร้อ ออกมาโชว์ในห้องสมุดได้ละครับ ไปหาอ่านเอานะครับ ผมไม่ได้อินอะไรกับพระไตรปิฎกมากหรอกครับ พ่อครูว่า...ไปดูถูกพระไตรปิฎกอีก แล้วไปเชื่อตำราอะไรของคุณแทน
แค่เป็นพวกพอใจหาความจริงด้วยตัวเอง ผมเบื่อจะเชื่อพวกสื่อ พวกนักวิชาการ วิชาเกิน พวกอวดตัวข่มท่าน โอ้ว่ารู้มากรู้ดี เรียนจบนู้น จบนี้ สูงส่งเหลือเกิน แต่ที่ตัวรู้มา ผิดทั้งเพ! แล้วก็อาศัยฐานะ วุฒิการศึกษา มาพล่ามให้ชาวบ้านฟัง ระวังนะครับ วจีกรรม! ก็มีนรกรองรับของมันนะครับ (ผมว่าตาม ไตรภูมิ นะครับ ไม่ได้ว่าตามใครทั้งสิ้น) พ่อครูว่า...เขาเชื่อไตรภูมิที่เป็นการบันทึกคำของคนภายหลัง แต่พระไตรปิฎกบันทึกคำของพระพุทธเจ้า ควรเชื่ออันไหน แล้วถามว่าใครไปแดนนิพพาน ก็มาถามอาตมาสิ อาตมาไปทั้งแดนอัตตา และแดนอนัตตา อาตมาไปแดนอัตตา รู้ว่ามันควรละหน่ายคลาย ก็ต้องเลิกมาอยู่แดนอนัตตา แต่ คุณธัมมชโย จะไปเอาข้าวถวายพระพุทธเจ้าก็ตาม หรือไปวิมานไหนๆ ก็เป็นเรื่องเพ้อพกทั้งนั้นแหละ อาตมาปางนี้ ร.รามรักษ์ ก็มาในปางนี้มี ส.ศิวรักษ์ คนละลีลา เช่น การยิ้มก็ยิ้มคนละลีลา ยิ้มแข็งกระด้างกับยิ้มหวานก็ต่างกัน
-คุณchuttiว่า...นิพพาน เป็น อัตตา หรือ อนัตตา !!! ผมถามจริงๆ เถอะครับ คุณเคยไปหรือยัง ? ผมมีวิธีแก้ง่ายๆ ครับสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ที่กำลังบ้าบอเสียสติเถียงกันเรื่องนี้ คือ เราต่างก็ยังไม่มีใครไปนิพพาน เราก็มาพิสูจน์ด้วยกันไงครับ หุบปากซะ! แล้วก็ทำตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ อะไรละครับ ก็ทำทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ บำเพ็ญมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติ!!!ครับ ไม่ใช่มานั่งเถียงกัน ! พ่อครูว่า… ก็เอาตำราพระไตรปิฎกมหาจัตตารีสกสูตรว่ากันเลย และในพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าตีทิ้งนั่งสมาธิหลับตากันแล้ว คุณก็มีความรู้ในระดับนี้ อาตมาก็ขออภัยที่พูดข่มพูดแรงนะ
จบ