การทำบุญทำทานอย่างสัมมาทิฏฐิเป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
การทำบุญทำทานอย่างสัมมาทิฏฐิเป็นเช่นไร ทีนี้มาเริ่มพูดถึงเปิดยุคบุญนิยม บุญคือ เครื่องชำระ การชำระกิเลส ต่างจากกุศล กุศลเป็นสมบัติ บุญเป็นวิบัติ ไม่ได้มีตัวตน ไม่ได้มีอาการอะไร อยู่ในปัจจุบัน ปรุงแต่งเป็นพลังงานในปัจจุบันรู้จักกิเลส บุญมีปัญญารู้จักกิเลส พอกำจัดได้บ้าง ก็เรียกว่าได้ส่วนบุญ เขาที่ไม่รู้ว่าได้ส่วนบุญคือเอาไปกองไว้ ไม่ใช่ ได้ส่วนบุญคือบุญไปกำจัดกิเลสออกได้ส่วนหนึ่งเป็นเสขบุคคล เป็นผู้รู้จักกิเลสแล้วฆ่ากิเลสได้ส่วนหนึ่ง มันแหว่งออกไปส่วนหนึ่ง ส่วนที่หายออกไปคือส่วนบุญ ไม่มีได้อะไร มีแต่กิเลสหมดไป กิเลสมันแหว่งหายไป กลายเป็นธุลีละอองไปหมด กลายเป็นอุตุไปแล้ว นั่นคือส่วนบุญ ปุญญภาค หรือปุญญาภาคิยา ส่วนบุญ เมื่อไม่เข้าใจส่วนบุญก็นึกว่าส่วนบุญที่ได้นี้คือสมบัติคือกุศล เมื่อเข้าใจว่าส่วนบุญคือกุศลก็ซวยแล้ว คนนี้จะไม่มีทางปฏิบัติธรรมบรรลุธรรม ทุกวันนี้ก็สอนการทำอะไร ทำทาน ถือศีล มีทานภาวนา ศีลภาวนา แล้วไปหลงอีกอันว่า ภาวนา เปล่ามันมีทานกับศีล ทำศีลกับทานให้เกิดผล ภาวนาแปลว่าการเกิดผล เกิดผลอะไร ก็คือเกิดผลละกิเลส แต่ทุกวันนี้ทำทานสอนกันให้ละกิเลสกันที่ไหน ทานแล้วก็มากรวดน้ำ ทานแล้วก็ได้บุญ ทานแล้วไม่ได้ได้บุญเลย เพราะไม่รู้ว่าอานิสงส์ของบุญคืออะไร สัมมาทิฏฐิที่ 1 หรือมิจฉาทิฏฐิข้อที่ 1 ก็มิจฉาทิฏฐิกันเต็มบ้านเต็มเมือง ทำทานแล้วไม่มีผล นัตถิทินนัง ไม่มีผลคือ มนสิการไม่เป็น ทำใจในใจไม่เป็น ทานแล้วก็หยาบถึงขั้น นี่แหละ เป็นสมบัติ ได้ไปแล้วจะได้ไปเสวยผลกินผลตอนตายไป ในทานสูตร จะได้กินเป็นผลตอนตายเรียกว่าอะไร? ปริภุญชิตสามีติ ทำทานแล้วเพื่อจะเอาไปใช้ กินอาศัยตอนตาย เป็นวิมานเป็นภพชาติ อย่างฤาษีลิงดำสอนตายไปแล้วจะอยู่ในวิมานเพชรวิมานทองอะไร ออกนอกรีตพระพุทธเจ้าไปห
อ่านต่อ
มดเลย อีกเจ้าหนึ่งก็บอกว่า สันนิธิเปกโข คือสั่งสมทาน ทานแล้วทำจิต มนสิการ ทำจิตสั่งสมว่าได้นั่นโน่นนี่ นิธิคือคลัง คือตู้เซฟ ที่สะสม คลังหรือแล้วแต่ ใส่กระป๋อง ใส่กะละมังคุถังสะสม ฝังดินไว้ก็มี สั่งสมทานแล้วก็จะได้เกุศล ไม่ได้บุญเลยเพราะว่าบุญคือการชำระกิเลส เข้าใจมนสิการ การทำใจที่จะรู้จักกิเลส ต้องมีปัญญาเข้าไปรู้จักกิเลส คือฌาน นี่แหละ ฌานแรก เป็นปัญญาที่รู้จักตัวกิเลส แล้วก็ทำ ปัญญาพยายามวิตกวิจารณ์ พิจารณาความจริง จับกิเลสในตัววิตกได้ มีความโกรธปฏิฆะอยู่ในจิตก็แยกออกได้ แล้วบอกว่าเอ็งเป็นผีเป็นมารเป็นซาตานเป็นตัวปลอมตัวเก๊ ปัญญามันจะมีพลังอำนาจมีความรู้ จนพวกนี้มันอายมันหนี ยิ่งปัญญาแข็งแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้พวกนี้กลัว หนีๆๆ เพราะฉะนั้นทำปัญญาให้แข็งแรง ทำปัญญาให้แจ้งจริง พราะในจิตของเรา ปัญญาเป็นตัวอำนาจใหญ่ จับตัวกิเลสได้ปั๊บ กิเลสมันกลัวมันหายหนี ตายไป ตายไม่กลับมาเลย แต่ไม่เป็นอย่างนั้น เขาไม่รู้จักการทำใจในใจตั้งแต่การทำทานในข้อที่ 1 ของสัมมาทิฏฐิก็เป็นมิจฉาทิฎฐิ ก็นัตถิทินนัง ทำทานไม่เป็นผล ไม่มีปฏิกิริยาของบุญ ทำทานแล้วไม่มีผล ไม่มีอานิสงส์ จริงๆ เขาทำทานเป็นผล เป็นผล มีสมบัติเป็นวิมานมันก็ยิ่งมิจฉาทิฏฐิ ผู้ที่รู้แล้วว่าวิมานก็ไม่สร้างเป็นสมบัติก็ไม่เอา ทานคือการให้ ให้ไปแล้วก็ล้างเลย จิต นอกจากไม่สันนิธิเปกโขแล้ว แม้จะสาเปกโข แม้จะหวังว่าจะได้อะไรมาให้แก่ตน ก็ไม่ทำจิตในจิต มนสิการเป็น ไม่ทำจิตอย่างนี้ ฟังดีๆนะ คุณรู้จักอาการของจิต ก็คุณไปทำจัดการอาการจิตของคุณ เช่นคงจะมีคนมาตอบแทนบุญคุณ เราทานไปแล้ว เขาก็ต้องรู้บุญคุณเราบ้างล่ะ สักวันหนึ่ง เขาคงมาตอบแทนบุญคุณเราบ้างเราให้อะไรเขาไปแล้ว บางทีให้เงินไปตั้งหลายสิบล้าน เป็นร้อยล้าน เขาก็ต้องตอบแทนบุญคุณเราบ้าง บางทีให้เพชรให้ทองไป ให้ขนมแก่เด็กไป เด็กมันก็ต้องมาตอบแทนบุญคุณเราบ้าง เห็นไหมว่าจะเอาแม้กระทั่งจากเด็ก หรืออย่างเก่งก็คือให้ความรู้ อาตมาให้ความรู้ พวกคุณไป พวกคุณต้องมาตอบแทนอาตมา อาตมาว่าอาตมาเข้าใจจิตวิญญาณ อาตมามาสอนไม่เคยหวังอะไรจากพวกคุณ แต่พวกคุณจะมีคุณธรรมกตัญญูกตเวที อันนี้เป็นเรื่องของคุณ ไม่ใช่เรื่องของอาตมาอยากได้ แต่ใครจะกตัญญูกตเวทีนั้นเป็นส่วนตัวของคุณ คุณควรจะกตัญญูกตเวทีอย่างไรอย่างเหมาะควร สำหรับเราในฐานะของเราคุณก็ทำตามควร ทำได้เหมาะสมพอเหมาะพอดีก็ดี มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ควร น้อยไปก็ไม่ดี สู่แดนธรรม...พ่อท่านเคยบอกว่าการตอบแทนบุญคุณอาตมาให้ดีก็คือพวกคุณบรรลุธรรม พ่อครูว่า...มาช่วยอาตมา ไม่ใช่ช่วยอาตมาหรอก ช่วยศาสนา ช่วยพระพุทธเจ้าเลย ไม่ช่วยอาตมาด้วยซ้ำ คุณก็จะช่วยคนอื่นให้บรรลุตามไปอีก มันก็เป็นการสืบทอดธรรมะ สืบทอดศาสนา ช่วยกันไปคนละไม้คนละมือ ก็อย่างนั้น เพราะฉะนั้นที่สุดพระพุทธเจ้าอธิบายเรื่องทาน ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส) แม้แต่อาการที่อยากได้ สาเปกโข เป็นตัวละเอียดบางเบาที่สุดแล้ว เป็นจิตที่มีความหวัง เท่านั้นแหละก็ไม่เอาไม่หวังอะไรทานคือให้แล้วจบในตัวเลย ถ้าเข้าใจรายละเอียดพวกนี้ สูงสุดแล้วทานมีจิตเป็นอุเบกขา ทานแล้วจิตบริสุทธิ์กิเลสหยาบกลางละเอียดไม่มีเลยไม่หวังอะไรเลย ทานก็คือให้ก็จบในตัวมันแล้ว แล้วคุณจะไปเอาอะไรตอบแทนมา ส่วนคนเขาจะตอบแทนบุญคุณ เขาจะกตัญญูกตเวที มันก็เรื่องของเขา ตามที่ควรมันก็เป็นไปตามสัจจะ สุดยอดเลยของพระพุทธเจ้า คำสอนยอดเยี่ยม อย่างนี้เป็นต้น
อาตมาเป็นอาจารย์ เป็นครูสอนธรรมะ ให้ธรรมะเป็นทาน ซึ่งเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว ธรรมะเป็นทาน นอกจากธรรมะแล้ว อาตมาก็ไม่มีสมบัติอะไรอีกที่จะมาตอบแทนให้พวกคุณ ตอบก็ได้ ตอบแทนพวกคุณอุตส่าห์เลี้ยงดูอาตมาไว้ ให้มีชีวิตอยู่ ก็หลายคนช่วยกันเลี้ยงดูก็คงไม่ยากเพราะอาตมาไม่ใช่คนเลี้ยงยากอะไร อาตมาก็เป็นคนมีวรรณะ 9 แล้ว
640223_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานพุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 45 ออนไลน์