สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยสามเส้า ตอน 1 อาตมาก็ขอเข้าสู่เนื้อหาสาระของความเป็นประชาธิปไตย สังคมไทยกำลังเดินไปในพฤติกรรมการเมือง ให้ดำเนินไป อะไรไม่ชอบมาพากลเราก็ติง อะไรเป็นไปด้วยดีเราก็ส่งเสริม อันไหนไม่ไหวแล้วต้องเผชิญหน้ากันก็ต้องเผชิญหน้า ถึงขั้นจะต้องประท้วงก็ต้องไปประท้วง ซึ่งจริงๆแล้วอาตมาว่าเมืองไทยจะไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ที่เขารุนแรงเล่นกันหนักๆ ใช้ศัพท์ว่ายังไม่เจริญยังไม่ civilize เป็นเรื่องความรุนแรงจะเอาชนะคะคาน จัดจ้าน แพ้ไม่ได้ อัตตามานะยังสูงอยู่ ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติที่ค่อยๆดำเนินไป ของเราจะเป็นตัวอย่างเป็นโมเดลของโลกเขา
เรามาเข้าสู่เนื้อหาของประชาธิปไตย คำว่า ประชาธิปไตยคำนี้เป็นคำกลางๆ ซึ่ง อธิปไตย มี 3 นัยใหญ่ คือโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย และธรรมาธิปไตย อธิปไตยคือพลังคือแรง ถ้าเราเป็นพลังที่เป็นโลกาธิปไตยคือของข้างนอกรวมกันทั้งหมด เป็นพลังของภายนอกรวมคนอื่นรวมเราไปด้วยในนั้น พลังงานอันนี้ เราไม่ได้แยกส่วน ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นต้องมีเราเข้าไปร่วมด้วย ต้องเป็นธรรมะ 2 ขึ้นไป แต่ถ้ามีแต่เราไม่มีเขา ไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า มีแต่เขา ไม่เหลือแม้แต่นามธรรมของเราสักนิดเดียวไปเกี่ยวข้องเลย จึงไม่ต้องพูดถึงเลย อันนั้นไม่ใช่พุทธเลย พุทธจะต้องมีสองเสมอ อัตตาธิปไตยคือตัวเรา ก็สุดโต่งไป เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก อาตมากำลังขยายความอัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา มีนัยต่างจากปรมาตมัน ที่เป็น โอฬาริกอัตตา เป็นเทวนิยมเป็นปรมาตมันถ่ายเดียว ไม่มีมัชฌิมอัตตาหรืออรูปอัตตาเลย มีแต่โอฬาริกอัตตาถ่ายเดียวเลย เป็น God ไม่มีแม้แต่รูปร่าง ถ้าแสดงรูปแสดงว่าออกนอกรีตของความเป็นพระเจ้าของเขา นัยนี้จึงมีแต่โอฬาริกอัตตาใหญ่มากเป็นปรมาตมัน ไม่มีอรูป หรือมโนม
อ่านต่อ
ยอัตตา ไม่มีปลายหนึ่งเดียวใหญ่ตลอดกาลใหญ่นิรันดร ไม่มีการแวบอะไรเลย ซึ่งมันสุดๆ ของพุทธนี้ เอามาให้ผู้อื่นรับรู้ร่วมด้วย ต้องมีสิ่งที่สัมผัสร่วมรับรู้ด้วยกันแม้จะเป็นนามธรรม ก็เป็นนามธรรมที่ถูกรู้ได้ ด้วยนามธรรมเหมือนกันเป็นนามรูป ต้องรู้ได้ ถ้าสิ่งนั้นอย่างเดียวเลยมัน นามนาม ที่ไม่มีใครไปรู้ได้ด้วย ถ้าเป็นรูปรูป ก็มีแต่รูปที่ไม่มีนามไปร่วมก็เป็นอุตุนิยามถ่ายเดียว แต่ถ้าพีชนิยามยังมีนาม มีอัตตาของมันบ้าง ก็ยากและละเอียด
เข้ามาสู่ความเป็นโลกาธิปไตย อัตตาธิปไตย ก็ขยาย อัตตา 3 หน่อยนึง ซึ่งมันจะเป็นความเป็นปรมาตมันหรือปรมัตตาหรือมัชฌิมัตตา และอรูปอัตตาก็มีสามต้นกลางหยาบ ผู้สุดโต่งไปเป็นอรูปแท้ๆ มีแต่โอฬาริกอัตตา ไม่มี มโนมยอัตตาหรือมัชฌิมัตตา ไม่มีใครไปรู้มโนมยอัตตานี้ได้ มีสิ่งที่สำเร็จด้วยจิตที่คนอื่นรู้ด้วยไม่ได้ แต่คนสมมุติเองถ่ายเดียว คนนับถือ God ที่ไม่มีตัวตนเลย ผู้นับถือนี้จึงมีแต่มโนมยอัตตาภายใน
ธรรมาธิปไตยหมายเอานามธรรมของประชาชนร่วมด้วย เป็นนามธรรมของตนเองและผู้อื่น ที่เราเรียก จิต มโน วิญญาณ ต้องมีความรู้ในเรื่องวิญญาณ หรือมโน แล้วก็รวมกับผู้อื่น ผู้อื่นก็จะเป็น 2 ผู้อื่นคือผู้ที่มีอธิปไตยเรียกว่ารัฐฏาธิปัตย์ เราก็ยกให้กับกษัตริย์ และ 2. รัฏฐาธิปัตย์ก็คือประชาชน คือประชาธิปไตย หรือกษัตราธิปไตย ก็คือกษัตริย์กับประชาชน แล้วก็วิญญาณนี่ก็เป็น สามเส้า อาตมาพยายามอธิบายประชาธิปไตยสามเส้า ที่จะขยายความอยู่ทุกวันนี้ จะขยายความ ประชาธิปไตยขาเดียว ประชาธิปไตยสองขา หรือประชาธิปไตย 3 ขา เอาจิตวิญญาณมาร่วมด้วยคือกษัตริย์กับประชาชน ต้องมีจิตร่วมด้วย ในฐานที่เข้าใจกันแล้ว ต้องให้ครบ 3 ขา ต้องมีวิญญาณร่วมด้วย เราลองมาฟังกวีล่าสุด ที่อาตมาพึ่งเสร็จ
ประชาธิปไตยสามเส้า
(1) ทุกชาติต่างเลือกเฟ้น ครรลอง
เป็นระบอบการปกครอง ประเทศไว้
การเมืองเศรษฐกิจสนอง ชนรัฐ ตนแฮ
โชค-เคราะห์ชาติใดได้ ต่างชั้นกันไฉน
(2) “อธิปไตย”อำนาจนี้ คือพลัง
ปุถุชนหลงกันดัง พระเจ้า
ต่างสร้าง“ใส่ตน”หวัง เป็นใหญ่
ลาภยศยกย่องเย้า ยั่วให้แรงคึก
(3) เชิญศึกษาเถิดถ้วน ตำรา
“ไทยนิยม”อย่างราชา รัชชเก้า
“อภิบาล”สุดวิเศษหา ใดเปรียบ ได้เลย
คือ“อธิปไตย”สามเส้า เทิดเกล้าคนสยาม
(4) ตรงตามสัจจะทั้ง ศาสตรา
หนึ่ง“กษัตริย์”-สอง“ประชา” ผนึกเข้า
ผนวกสามอีก“วิญญาณ์” “อำนาจร่วม” กันเฮย
ยอด“อธิปไตย” 3 เส้า จิตไซร้เป็นประธาน
(5) ใช่พาล“รวบอำนาจ”ไว้ ใน“ตน”
สิทธิ์ประชาแต่ละคน มอบให้
แก่เราที่เขายล เขาชื่น ชมเอง
มิใช่เราอยากได้ แย่งยื้อมาครอง
(6) ตามสัจต้อง“รับใช้.. ปวงชน”
แล้วประชาแต่ละคน จักให้
ลาภยศยกย่องขน มาข่ม ได้ฤา
หาก“อภิบาล”วิสุทธิ์ไซร้ วิศิษฏ์แท้จึงจริง
(7) ยิ่งใครได้สัมผัสซึ้ง ตรึงใจ
ศาสตร์พระราชาไทย ที่เก้า
หา“ประชาธิปไตย”ใด ไป่เปรียบ ได้เลย
คือ“อธิปไตยสามเส้า” วิเศษไท้ไทสยาม
“สไมย์ จำปาแพง” 16 เม.ย. 2561
[นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 334 ประจำเดือนพฤษภาคม 2561]
ประชาธิปไตยสามเส้า เรียกอีกศัพท์หนึ่งว่า ราชประชาสมาสัย และคำว่าอำนาจร่วมก็อย่างหนึ่ง และคำว่า ร่วมอำนาจ ก็อีกอย่างหนึ่ง ประชาธิปไตย มีประชาธิปไตย ขาเดียว สองขา สามขา พยายามให้เข้าใจองค์ประกอบพฤติกรรม และความเป็นหมู่กลุ่ม ระบอบที่มันเกิด ประชาธิปไตยขาเดียว หมายถึงประชาธิปไตยที่ไม่ได้เรียนรู้ถึงวิญญาณ ไม่ได้มีบทศึกษา ไม่มีกฎมณเฑียรบาล ไม่มีอะไรสืบทอด ไม่มีสันตติวงศ์ มันเอาปัจจุบันของเขาเท่านั้นเอง เอาคนในปัจจุบัน ซึ่งทุกคนก็ต้องใช้โลกธรรม อย่างที่เห็นตัวอย่างในโลกเลย ประเทศไหนก็แล้วแต่ที่เป็นประชาธิปไตย แบบเทวนิยมไม่เข้าขั้นอเทวนิยม ก็เป็นประชาธิปไตยที่ขาดความเป็นจิตวิญญาณ โดยเฉพาะขาดความเป็นกษัตริย์ เป็นขาเดียวไม่มีกษัตริย์ เป็นประชาธิปไตยที่ขาดวิ่น ขาดมาก นอกจากไม่มีกษัตริย์แล้วขาดความสืบทอดทางจิตวิญญาณ ไม่มีความรู้ทฤษฎีเป็นระบบทางจิตวิญญาณเหมือนศาสนาพุทธ เรื่องจิตวิญญาณศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่รู้ถึงจิตเจตสิกรูปนิพพาน มีบัญญัติไว้ด้วย ขยายความ ถึง จิตนี้เป็นองค์รวมมวลพลังงานที่เรียกกันเต็มๆว่าวิญญาณ แต่ของเขาไปกันคนละอย่าง สัญญาคนละอย่าง กายก็คนละอย่าง ความเป็นสัตว์ ในสัตตาวาส 9 เค้าไม่ได้เรียนรู้แยกกันเลยว่า สัตตาวาส 9 มันลึกซึ้งถึงวิญญาณเป็นตัวประธานทุกอย่าง เพราะสัตตาวาส 9 หมายถึงโอปปาติกะสัตว์ สัตว์ในร่างนี้ แค่สัตตาวาสที่ 1 ซึ่ง แบ่งแยกเป็นมนุษย์ เทวดา ผีห่าซาตานหรือมาร หรือเทวดาจะเรียกพระพรหมหรือพระเจ้าก็แล้วแต่ แล้วก็มีมนุษย์ก็คือคน พวกกลางๆ มีร่างมีจิตมีกายรวมตัวกันมีมหาภูตรูปและอุปาทายรูป 24 เป็นรูปที่สัมผัสรู้ได้เป็นอาการ เข้าใจอุปาทายรูป 24 อย่างที่เราเรียนกัน ศาสนาพุทธศึกษาได้ละเอียด แค่แยกเจตสิกออก วิญญาณมีสามเจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร ที่จริงมีรูปขันธ์ด้วย แต่นามธรรมมี 3 อย่าง รวม รูป เวทนา สัญญา สังขาร ก็เป็นวิญญาณ ต้องไปอ่านในหนังสือคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก เป็นหนังสือเล่มแรกที่อาตมาเขียน เป็นหนังสือธรรมะเล่มสำคัญเล่มแรก เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ คิดว่าผู้สนใจอ่านมีภูมิธรรมจะได้ประโยชน์มาก
เมื่อมาถึงประชาธิปไตย 2 ขา จะต้องมีกษัตริย์กับประชาชน ต่อมาพวกขาเดียวก็มีแต่ประชาชนไม่มีกษัตริย์ พวกสามเส้า มีวิญญาณ ก็เป็นประชาธิปไตยสามขา ก็ครบ ถ้าสามเส้าแล้วจะเกิดวงวน เกิดการสังเคราะห์สังขารของพลังงาน เป็นที่มีประธาน ถ้าอย่างแค่ทางด้านวัตถุธรรม พลังงานอันเป็นนิวเคลียส มันไม่มีประธานก็จะมีแต่บวกกับลบ สังขารกันอยู่ สังขารกันได้ก็เป็นนิวเคลียส ซึ่งเป็นนิวเคลียร์ฟิวชัน ส่วนที่รวมตัวไม่ได้ก็เป็นนิวเคลียร์ฟิชชัน ถ้ารวมกันเป็นหมู่ก็เป็นฟิวชั่น ถ้าไม่รวมแล้วกระจายออกเป็น Fission มันก็จะมีความสัมพันธ์ Relation ของมันเหลื่อม เป็นพลังงานแทรกซ้อน overlap กันอยู่ ไม่ตัดขาดทีเดียวหรอก ตั้งแต่พลังงานที่อยู่ไกลจนมาถึงพลังงานที่อยู่ตรงกลาง ไม่ได้ตัดขาดจากกัน พลังงานที่มีพลังเข้าหาแก่น ก็เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่นก็ไปไกล
ประชาธิปไตยที่เป็นขาเดียว ไม่มีกษัตริย์มีแต่ความเป็นประชาชน แล้วก็เลือกเอาประชาชน คนไหนขึ้นมาเป็นรัฏฐาธิปัตย์บริหารเหมือนที่เป็นในโลกนี้ ก็ไม่มีระบบที่จะเชื่อมต่อที่จะถ่ายทอด ที่จะโยงใย สร้างสรรสืบทอดทางจิตวิญญาณ ไม่คำนึงจิตวิญญาณ ใครมีพลังงานอำนาจที่จะใช้โลกธรรม ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จนคนอื่นเขายกให้หาคะแนนเสียงได้ ผู้นั้นก็ได้ไปอย่างที่เห็น เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยขาเดียวนี้เป็นทุนนิยม 100% ยังเป็นโลกธรรมที่ใช้ลาภยศ ยกย่องเชิดชูกัน อย่างที่จะใช้อำนาจทั้งยกย่องสูงและมีอำนาจสูงมากก็คือทางเกาหลีเหนือ ใช้อำนาจในการยกย่องสูง ลาภยศเขาก็อวยกัน มีแผงยศชั้นดาวทองเต็มไปหมด เขามียศกับสรรเสริญมาก แต่ลาภไม่มาก แต่ทางประชาธิปไตยขาเดียวอย่างเช่นอเมริกา ก็ใช้ลาภกับยศตำแหน่ง สรรเสริญแทบจะไม่มี น้อยกว่า ส่วนทางด้านเกาหลีเหนือ ยศกับสรรเสริญสูง ครอบงำทางสรรเสริญ เอาสรรเสริญมาเป็นตัวอุปาทานสร้างอิทธิพล ส่วนอเมริกานั้น ลาภ ใหญ่กว่ายศ อเมริกาจะไม่นั่งติดในยศศักดิ์เท่าไหร่ แม้แต่สรรเสริญเยินยอก็ไม่เท่าไหร่ เขาเอาลาภเป็นที่ 1 ยศเป็นที่ 2 ส่วนสรรเสริญมาทีหลัง ส่วนเกาหลีเหนือสรรเสริญใหญ่กว่า ยศรองมา ลาภมีน้อยแทบไม่มีเลย ที่มี phenomenon จริง เอามายกตัวอย่างได้ก็สะดวกหน่อย แต่เขาจะถือสาก็แล้วแต่ หากเขารู้ว่าอาตมาพูดเหมือนดูถูกก็ต้องชังอาตมา ก็ต้องรับวิบากไปแต่เราจะได้รับความรู้ชัดเจน สรุปแล้ว ประชาธิปไตยสองขา ก็ต้องเข้าใจ ประชาธิปไตยสามขาที่มีวิญญาณ ในความหมายนัยละเอียด จิต มโน วิญญาณ อาตมาก็ยังไม่เก่งที่จะแยกให้พวกเราเข้าใจอย่างหมดความสงสัยคลางแคลง ยัง อาตมายังไม่มีภูมิจะแยกแยะได้ละเอียด วิญญาณหมายถึงองค์รวมของจิตทั้งหมด เป็นรอบนอกกรอบใหญ่ ซึ่งมีนิยามว่าจะเกิดได้ต้องมีทั้งภายนอกและภายใน วิญญาณล่องลอย ไม่มีแต่ภายนอกไม่ใช่วิญญาณ อย่างภิกษุสาติ บอกว่า วิญญาณล่องลอย อย่างนั้นไม่ถูก วิญญาณต้องมีธรรมะ 2 พอได้สภาพรู้ภายในก็เรียกว่าจิต จิตนี่ บางทีไม่เรียกภายนอก แต่วิญญาณต้องมีนิยามกำหนดสำคัญเลยว่าต้องมีภายนอก วิญญาณมีแต่ภายในไม่ใช่วิญญาณ ส่วนจิตนั้น เข้ามาองค์รวมภายใน แบ่งเป็นเจตสิกจนละเอียด ถ้าจะแยก จิต เจตสิก มโน มโนเป็นเรื่องลึกสุด เป็นภายในที่สุด ก็ขยายได้แค่นี้ก่อน ระหว่าง จิต มโน วิญญาณ ประชาธิปไตยที่ยังไม่มีสามเส้า สามขา อย่างที่ว่านี้ก็ไม่สมบูรณ์ในความเป็นมนุษย์โลก สามขา มีจิตวิญญาณก็ต้องมีวิธีการมีระบบ อย่างศาสนาพุทธเรา มีทศพิธราชธรรม พระเจ้าแผ่นดินต้องมีกฎมณเฑียรบาล ต้องถ่ายทอดสืบทอดในแต่ละชาติๆ ตายเกิด ตายเกิด ๆ สร้างบารมี ถ้าอยู่ดีๆคนจะไปเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีทศพิธราชธรรมนั้นไม่ธรรมดา พระเจ้าแผ่นดินที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ร้าย ก็มีตัวอย่างของประวัติศาสตร์เยอะแยะ นอกจากร้ายแล้วก็ยังไม่เจริญ พูดชัดๆ ด้วยความเป็นวิชาการคือเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ ชั่ว ใช่ไหม ก็มีตัวอย่าง แต่เขามีบารมีโลกียะมีกุศลจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อยู่ดีๆใครจะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน วิบากกรรมตนเองเป็นเจ้าของ ถ้าคุณไม่มีก็ไม่ได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่มีสิทธิ์ จะมีนัยได้อย่างลึกซึ้งเรื่องกรรมวิบากมาก ทีนี้เป็นกุศลได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่จิตใจยังไม่สูงเป็นโลกุตระ แม้จิตโลกียะ ก็ยังดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ดี กุศลก็ไม่มีในจิต แต่เป็นคนมีบารมีทางโลกียะ อาจจะเป็นคุณธรรมทางทานมาก ได้ทานและช่วยเหลือผู้อื่นมาก ก็เป็นกุศล กุศลโลกีย์ จะช่วยด้วยอะไรก็แล้วแต่เถอะ บางทีก็เป็นพฤติกรรม หรือบางทีคนนี้จะถูกฆ่า ก็ยกไว้ไม่ฆ่าเป็นต้น เช่น เป็นเจงกิสข่าน ก็เป็นกุศลทางโลกียะมากพอที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่แม้กุศลที่เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่มีคุณงามความดี ก็ยังไม่ค่อยมี นอกจากไม่มีแล้วยังติดยึดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในกาม ในอัตตามานะก็ใหญ่อีกต่างหากก็มีได้ อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่แค่สายโลกีย์ ไม่ได้มีระบบการศึกษาไม่ได้มีการเชื่อมต่อทางจิตวิญญาณ ไม่ได้สร้างสรรอย่างเป็นระบบมา ก็ไม่เป็นส่ำ ไม่ได้สัดส่วนที่ได้ตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ คำว่าตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ปหาราทสูตรนั้นสุดยอด จะได้สัดส่วนไปตามลำดับๆ อย่างเยี่ยมยอด เพราะฉะนั้นมาถึงคำว่าจะต้องสะสมบารมีมาตามลำดับ ก็ขอเข้าสู่การศึกษาธรรมะ ลำดับ จะเยี่ยมยอด ต้น กลาง ปลาย แบ่งเป็น 3 ขั้นต้องมี ศีล เป็นตัวต้น แล้วถึงจะสั่งสมบารมีขึ้นมา มีอธิจิต ที่เจริญที่ดี เราจะดีแค่โลกียะก็เป็นระบบได้ เพราะฉะนั้นศาสนาเทวนิยมก็สร้างระบบโลกียะ สั่งสมเป็นคุณงามความดีก็ทำไป ก็เก็บรายละเอียดของคุณงามความดี มีพลังงานทำคุณงามความดีมากขึ้นๆ แต่หากยังไม่เป็นระบบ เป็นระบบที่ยังไม่บริบูรณ์ ตรงที่ว่าไม่รู้ความเป็นจริงของจิต เจตสิก รูป นิพพาน อ่านอาการลิงค นิมิต อุเทศ ของอาการจิตแล้วมาเรียบเรียงตามลำดับไม่ได้ ไม่มีทฤษฎี ไม่มีหลักการ หลักการทฤษฎีเบื้องต้น ศีล เป็นเบื้องต้น แล้วศีลที่จะต้องเข้าใจในความหยาบ จะประกอบด้วยอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม และกรรม การกระทำ เพื่อให้เกิดผล ซึ่งผลนี้จะสั่งสมลงเป็นธรรมะ จะอยู่ในอัตภาพของแต่ละคน ของพระพุทธเจ้าศาสนาพุทธนั้นมีทั้งโลกุตระ ซึ่งสะสมเป็นลำดับ ลำดับศีล สมาธิ ปัญญา หรือซอยละเอียดคืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา สามเส้า ศีลข้อ 1 ก็เกี่ยวกับสัตว์ในโลก สัตว์เซลล์เดียว สูงสุด สัตว์โอปปาติกะ ศีลข้อที่ 2 ก็เกี่ยวกับ อุตุนิยาม พีชนิยาม ซึ่งเป็นสิ่งของวัตถุภายนอก มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นวัตถุ ศีลข้อ 1 เป็นจิตนิยาม ศีลข้อ 2 เป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม ศีลข้อที่ 3 เป็นตัวเรา ต้องมีผัสสะ ต้องเกี่ยวข้องกับภายนอก สัตว์เซลล์เดียวหรือสัตว์เซลล์ไม่มาก ก็จะไม่มีสมบูรณ์ด้วยปัญจสาขา ไม่สมบูรณ์ด้วยตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ลงลึกถึงสัตว์เดรัจฉานที่องคาพยพไม่สมบูรณ์แบบ ต้องไปสัตว์ที่มีปัญจสาขา ก็ยังเจริญมาเป็น เวไนยสัตว์ในขั้นโลกีย์ คือสัตว์ที่สอนได้ พอรู้เรื่องพอเป็นไป นกขุนทองเขาก็สอนให้จำแล้วพูดได้ ปลาโลมาก็สอนให้ทำอะไรได้อีกเยอะ ลิงค่างบ่างชะนี แม้แต่ช้างม้าวัวควายก็สอนให้ทำอะไรได้ เป็นเวไนยสัตว์ระดับหนึ่ง จนมาเป็นมนุษย์ ก็ซับซ้อนเป็นอเวไนยสัตว์ของคน สอนอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง เป็นพาลไปอีกนาน จะวนเวียนสูงๆต่ำๆไปอีกนาน พวกเราพ้นจากโลกียะ เป็นในระดับเวไนยสัตว์แล้ว ยังเป็นสัตว์ที่สอนโลกุตรธรรมรู้เรื่อง จึงซ้อนขั้นอีกไม่รู้เท่าไหร่ สามารถเรียนรู้ความรู้โลกุตระ เริ่มต้นตั้งแต่พระโสดาบัน มีอัญญธาตุ ที่สามารถจะรู้เรื่องของโลกุตระ เข้าใจโลกุตระได้ เป็นสัตว์ที่สอนได้ เป็นธาตุตัวแรก อัญญะเป็นธาตุอื่นที่ต่างจากโลกียะ โลกียะจะหมุนเวียนอีกเยอะไม่มีธาตุ ที่เป็นอัญญะที่แตกต่างจากเฉกะ หรือจิตวิญญาณที่เป็นโลกีย์ อัญญะคือธาตุจิตที่ต่างจากความรู้เดิม ที่ออกจากวัฏฏะของโลกียะ สามเส้าของโลกียะหากไม่ออกมาเป็นพลังงานตัวที่ 4 5 6 7 8 9 อัญญะก็สั่งสมอัญญา เป็นตัวที่ 5 ตัวกลาง เป็นตัวที่จะเจริญเข้าหาวงใหม่ของวัฏฏะ 5 นั้นเกินครึ่งของ 9 เกินครึ่งจาก 4 ออกมา ตัว 5 จะเป็นตัวที่เจริญขึ้นมา จะค่อยมีสภาวะธรรมที่เอาตัวเลขพวกนี้มาขยายสภาวะ พวกเราก็จะพอเข้าใจ
เอาที่เวทนา 108 ผู้ที่จะเข้าเกณฑ์ของผู้ที่เรียกว่าเป็นอาริยะมีอัญญธาตุแล้ว พอมีสองธาตุสามธาตุก็เป็นอัญญา แล้วมาเป็นกัญญา คัญญา มาเป็น ฆัญญา มาเป็น จัญญา มาเป็น ชัญญา ส่วน ญัญญาไม่ใช่ มาเป็นปัญญา ถัญญา มาเป็น มัญญา อะไรพวกนี้ ซึ่งก็ใช้พยัญชนะพวกนี้ ก็ไม่ลงละเอียด มันจะมากไป บางทีอาตมายังไม่เก่งพอจะเรียบเรียงไม่ให้สับสน บางทีก็สับสนบ้าง แต่ขอยืนยันว่าไม่ได้โมเม เพราะผู้ที่สร้างพยัญชนะขึ้นมาอาตมายังไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าองค์ไหนเป็นผู้บัญญัติพยัญชนะ ก็ตอบไม่ได้ เราก็รับถ่ายทอด พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมามหาจักรวาลนี้ นับไม่ถ้วน มีมากเท่ากับเม็ดกรวดในมหานที อาตมาไม่ริษยา ใครที่จะได้เกินมากกว่าอาตมา ขอให้จริงก็แล้วกันถ้าไม่จริงมาหลอกก็เป็นบาป ถ้าเป็นจริงสอดคล้องกันจะไม่ริษยากัน พระโพธิสัตว์จะไม่ริษยากันหรอก พระโพธิสัตว์ที่พอเป็นอรหันต์ขึ้นไปแล้วไม่มีจิตที่เป็นริษยากัน ก็ตรวจจิตตัวเองให้ดีๆ จิตใจตัวเองยังมีริษยากัน ก็แสดงว่าไม่เข้าข่ายของพระโพธิสัตว์ แม้แต่โพธิสัตว์น้อยๆก็ยังไม่เข้าข่าย โดยจริงแล้วธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรม แม้แต่ผู้นั้นจะต่ำกว่าเรา แต่ถ้ามีธรรมะโลกุตระส่วนที่เรายังไม่มี ก็ยังอนุโมทนาสาธุยินดี ไม่ใช่จะไปริษยา ไม่ใช่ ฟังให้เข้าใจให้ชัดๆ อ่านอาการริษยาให้ออกนะ อาการ ลิงค นิมิต อาการริษยาเป็นอย่างไรพอรู้หน้าไหม ละเอียดนะ แต่อาตมาเชื่อว่าพวกคุณรู้นี้ ริษยาหยาบ ก็รู้กันมาเป็นลำดับ แต่ถ้าริษยา ในอุปกิเลส 16 จะเข้าใจได้มากขึ้นถ้ามาขยาย มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ ไปเรื่อยๆ จนถึง มายา สาเฐยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ เป็นความละเอียดของอุปกิเลสไปตามลำดับ
มาเข้าสู่การเมือง การเมืองที่ไม่เป็นสามเส้า ไม่มีกษัตริย์ 2 ประชาชน 3 จิตวิญญาณ หากไม่เห็นความสำคัญของจิตวิญญาณแม้จะมีกษัตริย์ ประชาชน ยกตัวอย่างเช่นอังกฤษ ไม่รู้จักจิตเจตสิก ไม่ได้ศึกษานัยของพุทธ ที่พูดนี้ต้องขออภัยต่อทางยุโรปที่เป็นเทวนิยม เขามีกษัตริย์ มีประชาชนด้วย แต่วิญญาณเขายังไม่มี เขายังไม่มีระบบ กฎมณเฑียรบาลของเขาก็สืบทอดกษัตริย์ ทั้งอังกฤษและยุโรปเขาก็มีกษัตริย์ที่สืบทอด แม้แต่ในอินเดียก็มีทั้งลักษณะของโลกียะและโลกุตระ ตอนนี้ก็ยังมีเชื้อของโลกุตระอยู่ แต่มีน้อยมาก เพราะเปอร์เซ็นต์ของพลเมืองเป็นพันล้าน มันมากไป หากคนโลกุตระนั้น อินเดียจะต้องมารวมกับไทย ไทยที่จะเอาโลกุตระไปในอินเดียนั้น ไลฟ์บอย ไม่มีท่าหรอก ต้องให้อินเดียมาเอาที่ไทย ต้องมาเอาโลกุตระที่ไทย เพราะโลกุตระไม่ได้มีแก่นแกนที่อินเดียแล้วตอนนี้ ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่ไม่ได้ศึกษาจิตวิญญาณอย่างมีระบบมีทฤษฎี และมีหลักเกณฑ์ กฎมณเฑียรบาลนั้นก็เป็นหลักเกณฑ์เพื่อที่จะให้กษัตริย์ มีทั้งพฤติกรรมพระจริยวัตรต่างๆ พร้อมกันนั้นต้องศึกษาทางธรรมะ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธตั้งแต่เริ่มต้นเป็นเมืองไทยแล้วกษัตริย์ของไทยก็เป็นพุทธมามกะมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ แม้ในยุคสมเด็จพระนารายณ์ ตามที่เรากำลังได้ศึกษาประวัติศาสตร์ ต่างชาติก็มีศาสนาคริสต์จะพยายามให้พระนารายณ์มาเข้ารีตศาสนาคริสต์ แต่พระนารายณ์ก็ไม่ เพราะพระนารายณ์เป็นพระโพธิสัตว์ ..อย่าถามต่อ ไม่อธิบาย เพราะฉะนั้นจึงจะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้พอมีหลักฐานอ้างอิงยืนยัน จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้สืบสาวราวเรื่องไปแล้วจะเข้าใจ แล้วต่อจิ๊กซอว์ได้ จิตวิญญาณก็จะมีผลแล้วจะดีจะประเสริฐจะเจริญ ต่อเนื่องสืบทอดไปได้ด้วยเรื่อยๆ อย่างอาตมานี้ เกิดมาในชาตินี้ไม่มีศักดิ์ศรีอะไรทางโลกที่เขาจะยอมรับเลย จนพรรษาของการทำงานศาสนาจะ 50 แล้ว มันก็ยังไม่มีท่าทีจะถูกยอมรับจากสังคมเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมันไม่ง่าย แต่เป็นแต่เพียงว่าขณะนี้อาตมาไม่ถูกปฏิเสธ จากผู้ที่มีอิทธิพลในประเทศ ให้อาตมาอยู่รอดปลอดภัยก็ดีแล้ว เป็นกุศลของศาสนาพุทธแล้ว อาตมาจะได้ทำงานสืบทอด ให้แก่มวลพุทธศาสนิกชน พุทธมามกะ พุทธบริษัท เพิ่มขึ้นๆ ไปตามลำดับ แต่ละอย่างมีความหมายแค่ไหน อาตมาก็ได้ขยายความไปแล้ว ผู้ที่ไม่ได้ศึกษาในระบบที่มีจิตวิญญาณถูกต้อง ที่มีแกนของมนุษยชาติมีนามธรรมเป็นประธาน จะเรียกมโนหรือวิญญาณก็ได้ แล้วเป็นไปโดยที่มีความรู้ที่มีความจริงที่เป็นไปได้อยู่ในคนนั้น แล้วก็พยายามเอามาเสนอ เอามาแสดง อย่างอาตมาก็เอามาเสนอแสดง แต่มันยากที่จะเข้าใจ เพราะอาตมาอยู่ในกรอบของเจ้าเงาะ คนก็ดูว่าเป็นคนบ้าใบ้ จะเอาทองมาหุ้มว่าเป็นสังข์ทองเขาก็ไม่เชื่อ เขามองเนื้อแท้ภายในไม่ออก คนมีบารมีก็มองออก พวกเราหลายคนก็ชัดเจน คนที่ยังมองไม่ออกก็มี บางคนปฏิเสธด้วยซ้ำ บางคนบอกเข้าท่าก็รับบ้าง จนบอกว่าดี แต่ก็ยังไม่กล้าเข้ามาตรงนี้ก็ยังมี ก็ยังมีข้อแม้เงื่อนไขของวิบากอีกเยอะ ก็ค่อยเป็นไป อาตมาเข้าใจรายละเอียดพวกนี้ ไม่ได้รีบร้อนแต่ทำเต็มที่ ไม่รีบเร่ง รีบรนอะไรไป ก็รู้อาการของจิตรีบรน รีบร้อน เป็นอย่างไร จนลนลานพวกนี้ อาตมาเข้าใจสภาวะธรรมต่างๆ อาตมาว่าอาตมาเย็น นอกจากเย็นแล้วก็สนุกสนาน จะรีบร้อนไม่มี มีแต่เร่งรัด พยายามเท่าที่ได้ ทำงานมาได้เรื่อยๆก็ได้ผล เห็นผลนี่แหละ อาตมาถึงบอกว่าพวกเรามีแล้ว ในทางด้านประชาธิปไตยก็กำลังมีรูปร่าง มีสิ่งที่เป็นประชาธิปไตยแบบไทย หรือเป็นประชาธิปไตยแบบพุทธ ซึ่งจะเป็นประชาธิปไตยที่จริง ในเมืองไทย กฎหมายมีแต่เดิมว่า กษัตริย์ของไทยต้องเป็นพุทธมามกะ กำหนดเลย ในกฎหมายทุกวันนี้ ซึ่งที่กฎหมายอันนั้นมาถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้งในจิตก้นบึ้ง เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ แม้จะมีกษัตริย์มาแล้วถึง กำลังอยู่ในลำดับองค์ที่ 10 ของราชวงศ์จักรี วงค์อื่นๆก็มี ก็ไม่มีปัญหาอะไรมีกี่วงศ์มาแล้ว อาตมาก็ไม่เก่งประวัติศาสตร์เท่ากับ รอมแพง ก็เลยอธิบายไม่ได้ อาตมาไม่ได้ดูละครเรื่องบุพเพสันนิวาสนี้เลย แต่ก็รู้ว่า นางเอกชื่อ การะเกด พระเอกคือใครนะรู้แต่ นักแสดงชื่อโป๊ป
อาตมาขยายความ ประชาธิปไตย 3 ขาเป็นระบอบที่ต้องมีจิตวิญญาณเป็นประธาน แล้วธาตุรู้จิตวิญญาณของกษัตริย์และประชาชน ที่ได้อบรมศึกษาฝึกฝนสั่งสมเป็นระบอบของศาสนาด้วยเป็นโลกุตรธรรม อันนี้เป็นของจริง ของศาสนาพุทธนั้นจริง เพราะฉะนั้นปรากฏการณ์ที่ตื่นตัวของคนไทย ที่สูญเสียพระมหากษัตริย์พระโพธิสัตว์รัชกาลที่ 9 ไป จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครไปสร้างได้ มันเกิดผลเองเป็นตถตา มันเป็นเช่นนั้นเอง เพราะจิตวิญญาณของคนไทย มันเป็นการชี้บ่งให้เห็นว่าคนไทยมีเลือดพุทธ มีวิญญาณพุทธอยู่ในหัวใจ ที่เข้าใจถึงโลกุตรธรรม ซาบซึ้งในโลกุตรธรรม เขาไม่ได้ซาบซึ้งที่ในหลวงเป็นโลกียธรรม โลกียธรรมของในหลวงสู้อีกหลายคนไม่ได้ สู้กษัตริย์บางพระองค์ไม่ได้สำหรับโลกียธรรม แต่โลกุตรธรรมของท่านเด่นชัด คนไทยจับความเป็นโลกุตรธรรมได้ ซาบซึ้ง แล้วพระองค์แสดงออกทางพระจริยวัตรของพระองค์มา บริหารหรืออภิบาลคนไทยมา 70 ปี เกินกว่าที่จะบรรยาย อาตมาบรรยายไม่ได้ ว่าในพระจริยวัตร หรือพฤติของในหลวงที่ท่านทรงแสดงออกมาของพระองค์เอง แสดงออกด้วยพระจิตที่บริสุทธิ์มาจนกระทั่งท่านสิ้นพระชนม์ คนไทยมีธาตุรู้โลกุตรธรรม จะรู้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ใคร จึงเป็นเชื้อแก่นตัวเองที่รับได้และชื่นชมในโลกุตรธรรมอันนี้ มันก็แสดงออกถึงความจริง ถ้าหากหลอกสร้างเอานั้นมองออกได้ ไม่เหมือนหรอก ผู้รู้พอสมควรจะรู้ทันทีว่าไม่ใช่ เพราะฉะนั้นความจริงพวกนี้จึงแสดงสภาพจริงปรากฏการณ์ เพราะสัญญาที่อาตมาเอามาจากจดหมายของไอน์สไตน์ ที่ไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ อาตมาไม่ได้พยากรณ์ อาตมารู้ว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ ยิ่งได้อ่านจดหมายที่ไอน์สไตน์พาดพิงเอาไว้ ว่าจะมีปรากฏการณ์ Bomb of love เกิดนะ ถ้าใครเข้าใจชัดเจนว่า Bomb of love เป็นอย่างนี้เอง ระเบิดเถิดเทิงอย่างนี้ ซึ่งมันเกิดที่ไหน พระโพธิสัตว์อย่างไอน์สไตน์ก็ไม่รู้ ถึงได้พูดทิ้งเอาไว้ให้ลูก ก็เป็นความรู้ของไอน์สไตน์ชนิดหนึ่ง ที่ความรู้คนสามัญจะรู้อันนี้ไม่ได้ นี่เป็นเครื่องชี้บ่งอย่างหนึ่งว่าไอน์สไตน์เป็นพระโพธิสัตว์ คนธรรมดาคิดอย่างนี้ไม่ได้หรอก อาตมาชัดเจนยิ่งชัดเจน เป็นเครื่องชี้บ่งอีกข้อหนึ่งว่าไอน์สไตน์เป็นโพธิสัตว์ เพราะฉะนั้นอาตมาจึงไม่ด้นเดาโมเม เอาแพะมาชนแกะ เอาแกะไปชนกับช้างม้าวัวควาย สิ่งปรากฏต่างๆเหล่านี้ผู้ที่ศึกษาตามหลักศาสนาตามระบบของพระพุทธเจ้า ทฤษฎีเดียวกันหมด ยังเหลืออยู่ในสังคมโลก จักรวาลนี้ ยังไม่สูญสิ้นไป จนกว่าพุทธศาสนาจะครบ 1 กัปป์ 5000 ปี หลายคนก็ไม่เชื่อ บอกว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้เอง แต่มีพระโพธิสัตว์ผู้รู้องค์อื่น ไม่ใช่อาตมาเป็นผู้พยากรณ์หรอกว่าจะไปถึง 5,000 ปี แต่พระโพธิสัตว์ผู้พี่ได้พยากรณ์เอาไว้แล้ว อาตมาเองซับซาบ ก็ชัดเจนไม่ได้ขัดแย้งว่าศาสนาพุทธจะมีถึง 5 พันปี นอกจากไม่ขัดแย้งแล้วอาตมาเป็นผู้ได้รับมอบหมายจะสืบทอดด้วย เป็นปางของอาตมาที่ต้องมาทำแบบนี้ อาตมาถึงไม่ได้ย่อหย่อนไม่ได้ท้อเลย จะเหน็ดเหนื่อยนักหนาลำบากลำบนก็ต้องอุตสาหะวิริยะ เพราะอาตมาชัดเจนในสิ่งเหล่านี้ มันมีเหตุปัจจัยที่อาตมาเข้าใจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร พยายามพากเพียร จนถึงที่สุดไปได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เรายังไม่รู้วิบากของตัวเองว่าแค่ไหน หากอาตมาจะสิ้นชีวิตก่อน 100 ปี ท่านที่จะสืบทอดกันก็จะหนัก หนักก็ต้องหนัก เพราะขันธ์อาตมาไม่ไหว ต่อสัมประสิทธิ์ไม่ไหว ทุกวันนี้ก็ใช้สัมประสิทธิ์อยู่ เป็นตัวต่อเป็นตัว อุปจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive