สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เข้าใจบุญและสมาธิให้ถูกพุทธ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน เข้าใจบุญและสมาธิให้ถูกพุทธ การเรียนกา รสอนศาสนาพุทธในเมืองไทยน่าสงสารมาก อย่างอ.บูรพา ผดุงไทย นี้เขียนลงมาในไทยโพสต์แทบลอยด์ว่า เมื่อได้ขึ้นชื่อว่าคนแล้ว ร่างกายประกอบด้วยสังขารธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ ขันธ์ 5 คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เหมือนกันหมดทุกคน เมื่อตายไปแล้วก็ย่อมเน่าเหมือนกันเป็นธรรมดา คนรวยเมื่อตายไปก็ต้องเน่า คนจนตายไปก็ต้องเน่า คนมีปัญญาดีก็เน่า เทคโนโลยีทางโลกอาจจะช่วยชะลอสังขารหลังความตายได้ แต่ทำยังไงก็ไม่เหมือนเดิม (พ่อครูว่า...ถ้าเที่ยงโดยยึดไม่จบ แต่ถ้าเที่ยงโดยไม่ยึดด้วยปัญญาไม่กดข่มอันนี้สมบูรณ์แบบ) คนตายแล้วล้วนไม่มีอะไรต่างกัน ที่ต่างคือจิต ทั้งคนเป็นและคนตาย ที่ยังสุขทุกข์กับโลกอยู่ คนเป็นที่ยังอยู่ก็เศร้าโศกอาลัยคนที่ตาย ส่วนคนตายก็ยังติดยึดในสมบัติโลกไม่อยากตาย เกิดความไม่สบายใจกันทั้งสองฝ่าย ความไม่สบายใจตัวนี้แหละคือปัญหาที่ทำให้ดวงจิตไม่ปล่อยวาง ยังติดสมมุติโลก และต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกไม่รู้จบสิ้น แต่ถ้าเรารู้ธรรมะแล้วมันก็ข้าม พ้นสุขทุกข์เหล่านี้ไปได้ ถ้าข้ามไม่พ้นมันก็ไม่สบาย ใจอยู่นั่นเอง

ถ้าเรามีปัญญาย่อมรู้ว่า ทุกสรรพสิ่งมันเป็นเพียงสมมุติโลกมันไม่มีอะไรจริง เมื่อตายไปก็ต้องคืนทุกสิ่งกลับสู่โลกธาตุ เมื่อรู้อย่างนี้มันก็สบายใจ ไม่เป็นไร ปล่อยวางได้ แต่ถ้าเรายังไม่สบายใจหรือมีความลังเลสงสัยอยู่ ไม่ว่าทำอะไรเราก็ไม่สบายใจ เพราะเราไม่รู้ความจริงของโลก ความไม่รู้นี้แหละจึงทำให้เกิดเป็นอวิชชาครอบตัวเราอยู่ เราจึงไม่พ้นทุกข์ อย่างคนที่กังวลเรื่องความตาย ว่าตายไปแล้วไปไหน เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ย่อมกลัวความตายจนเกิดทุกข์

จริงๆ แล้ว ผู้ที่ตายไปแล้

อ่านต่อ

ว เมื่อดวงจิตแยกออกจากร่าง ดวงจิตนั้นจะไปเกิดทันที แต่จะเกิดเป็นอะไรนั้น แล้วแต่บุญกรรมที่ได้สะสมมา บางคนตายไปแล้วไปเกิดเป็นโอปาติกะเลยก็มี ผุดเกิดขึ้นมาเลยโดยไม่ต้องมีพ่อมีแม่ (พ่อครูว่า...ไม่มีพ่อไม่มีแม่เกิดสัตว์ไม่ได้ ในสัมมาทิฏฐิ 10 ว่าไว้ว่าพ่อมีแม่มี การบอกว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่แล้วเกิดได้นี่ก็มิจฉาทิฏฐิ) ไปเกิดทันทีก็สามารถรับบุญได้เลย (พ่อครูว่า...คำว่าบุญของอ.บูรพานี่ไม่เข้าใจบุญ จิตวิญญาณที่ตายไปแล้วไม่สามารถทำบุญได้ บุญไม่มีตอนตายแล้ว ทำอะไรไม่ได้ รับวิบากอย่างเดียว ความรู้ที่ตัดกิเลสได้นี่คือบุญ อรหันต์แล้วหมดบุญ สิ้นบุญสิ้นบาป) แต่ไม่มีสังขาร จึงสร้างบุญเองไม่ได้ แม้แต่เป็นวิญญาณทั่วไปหรือเป็นเปรต เมื่อไม่มีกายสังขารที่จะสามารถสร้างบุญได้ ก็จะรับบุญกุศลได้อย่างเดียว แต่ตอนตายไปแรกๆ นั้น เขาจะยังไม่รู้ตัว และคิดว่าเขาเสพของหยาบได้ เช่นว่า เขาเคยกินอะไร เคยดื่มอะไร มันจะใกล้ชิดกับของหยาบนั้น ทำให้เขารู้สึกอยากกินและหิวอยู่

พอนานๆ ไปเขาเริ่มรู้ว่าเขาเสพของหยาบไม่ได้แล้ว ต้องแปลสภาพไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือเป็นบุญถึงจะรับได้ เขาถึงจะเริ่มรับบุญ เหมือนต้นไม้ เอาแบงก์ 500 ไปให้มัน มันเอาไปทำอะไรไม่ได้ แต่แบงก์ 500 ไปเปลี่ยนเป็นปุ๋ย เป็นน้ำได้ เหมือนกันเมื่อเราทำบุญด้วยของต่างๆ ของเหล่านั้นก็เปลี่ยนเป็นบุญเป็นกุศล ดวงวิญญาณเหล่านั้นถึงจะรับได้ เพราะดวงวิญญาณไม่มีธาตุขันธ์ เหมือนคนเราที่ยังมีชีวิตอยู่ กินอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นบุญกุศลรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่สิ่งของ เขาถึงจะรับได้

ส่วนคนทำให้ก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ญาติพี่น้องทั้งหลายของดวงวิญญาณนั้นแหละที่ทำส่งไปให้ เพราะคนตายแล้วทำเองไม่ได้ เมื่อเราได้ทำความเข้าใจเรื่องการทำบุญ และชีวิตหลังความตายเป็นอย่างนี้จนแจ่มแจ้งแล้ว เราก็จะมีปัญญาไม่ไปหลงเชื่อพิธีกรรมแปลกๆ ที่หลอกหาผลประโยชน์จากความไม่รู้ของเราได้อีก

ปัญญาขจัดอวิชชาคือความไม่รู้ แต่ปัญญาที่จะยกระดับจิตของเราให้สูงขึ้นได้นั้นต้องเกิดจากการฝึกฝนอบรมจิตอย่างสม่ำเสมอ การที่เราฝึกฝนอบรมจิตก็เพื่อที่จะดับล้างอวิชชาความไม่รู้เหล่านี้นั้นเอง จิตมีสิ่งที่ถูกรู้และสิ่งที่รู้คือตัวรู้ พอเราไม่เคยอบรมจิต เราก็ไม่เคยรู้จักคำว่ารู้ที่อยู่ในเราว่าจริงๆ แล้ว เรามันมีรู้อยู่ เมื่อเราได้ฝึกปฏิบัติอบรมจิตไปเรื่อยๆ เราก็จะได้เห็นและสัมผัสกับรู้ของเราชัดเจนยิ่งขึ้น แต่รู้ของเรานี้ เดิมทีมันไปรู้อื่นๆ ทั่วไปหมด คือว่า มันรู้สุข รู้ทุกข์ รู้โกรธ รู้ดี รู้ชั่ว รู้ดีใจ รู้เสียใจ ด้วยตัวรู้นี้เอง

พอฝึกแล้วเราจะเริ่มรู้จักตัวรู้นี้ละเอียดขึ้นเอง พอดีใจมากๆ ตัวรู้ก็รู้ว่าดีใจเกินไปหรือเปล่า เสียใจมากๆ มันก็เริ่มรู้ว่าเสียใจ ตัวรู้พอโดนฝึกแล้วมันก็จะแยกออกมาให้รู้ละเอียดยิ่งขึ้น เหมือนที่เราฝึกให้ภาวนาก็เพื่อให้รู้นี้ออกจากความคิด (พ่อครูว่า...อันนี้น่าสงสาร อ.บูรพา ที่ยังยึดว่าต้องหยุดคิด พระพุทธเจ้าว่าฌานอยู่ที่ไหน ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญานี้รู้ยิ่งกว่าสัญญา ต้องสั่งสมปัญญาจากองค์รวมจากทิฏฐิสั่งสมเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ถ้าไม่มีผัสสะเป็นปัจจัยปฏิบัติมรรคองค์ 8 ไม่เป็นก็จบเลย) พอรู้ออกจากความคิดได้มันก็เป็นสมาธิในระดับฌาน แต่ถ้ารู้ยังอยู่กับความคิดอยู่นั้นก็เป็นสมาธิได้เหมือนกันไม่ถือว่าผิด แต่เป็นเพียงแค่สมาธิระดับเริ่มแรกเท่านั้น แค่มีความตั้งมั่นมาก แต่ยังไม่เป็นสมาธิระดับฌานสมาธิ

สมาธิระดับณานสมาธินั้นคือ จิตจะหลุดออกจากดงความคิดออกไป เมื่อจิตกับความคิดแยกออกจากกันไปสักพักถึงจะเกิดความรู้ใหม่ขึ้น เป็นความรู้ที่ไม่ยึดติดกับความคิดใดๆ เราเรียกว่า "รู้ธรรม" พอได้ฝึกไปเรื่อยๆ รู้นี้ก็จะเกิดความตั้งมั่นขึ้น ละเอียดขึ้น มันก็เริ่มที่จะรู้ในสิ่งที่รู้เห็นความจริงมากยิ่งขึ้น ทั้งที่ที่ตอนแรกๆ ที่ฝึกมันไม่เคยเห็น มันไม่รู้ แล้วก็อยู่กับสิ่งนั้นมานานแสนนาน แรกๆ โกรธ เราก็โกรธไปด้วย มันไม่เคยเห็นตัวมันเองแล้วก็ไม่เห็นความโกรธเลย เพราะคิดว่ามันกับความโกรธเป็นตัวเดียวกัน มันเลยไม่เคยเห็นตัวเอง

แต่พอฝึกๆ เข้าไปเรื่อยๆ มันเริ่มรู้แล้วว่ามันมีตัวมันนะ เวลาที่มันโกรธ เศร้า เสียใจ มันเห็นแล้วว่ามันมีสิ่งที่ทำให้มันเกิดขึ้น ไม่ได้เห็นความโกรธอย่างเดียวนะ ยังมีตัวรู้มันเองอยู่ด้วย นี่เป็นเบื้องต้น ถ้าเราเห็นอย่างนี้ชัดขึ้นๆ มันเริ่มเห็นเหตุของสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น นี่เป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรมอันเป็นผลจากการปฏิบัติสมาธิอบรมจิตจนเกิดธรรม. พ่อครูว่า...มันเป็นความแหลมลึกทางตรรกะ แต่ไม่ได้เป็นสภาวะธรรม ถ้าจับอาการเวทนาไม่ได้ก็ไม่สามารถคิดอะไรต่อได้ เพราะผู้รู้จักเวทนาเป็นจะรู้ว่าความคิดนี่คือการอ่านของธรรมะสอง คือมีตัวรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ การทำหน้าที่ธรรมะสองตลอดเวลานี่แหละที่เรียกว่า ความคิด แล้วเราก็จะเกิดปัญญาเกิดรู้จากธรรมะสอง จะมีวิจัยวิจารไป เมื่ออาการอารมณ์เป็นองค์รวมที่เกิดจากปฏิกิริยากระทบ ถ้ากระทบแล้วเฉย ว่าง มันเกิดอาการสองแล้ว กระทบกันแล้วว่าง เราก็จับนิมิต อาการของความว่าง เราก็อ่านอาการนี้ออกเสมอ นี่คือจิตว่างที่ท่านพุทธทาสพยายามทำอันนี้ คนทำความว่าง อุเบกขา ไม่ทุกข์ไม่สุข คุณต้องรู้นิมิต เมื่อมันกระทบจริง แล้วก็อ่านจริง เช่น เราติดเรายึดอันนี้มะม่วงน้ำดอกไม้ อาการที่สัมผัสแล้วอยากได้อยากมีอยากเป็นก็ยังอยู่ จนเราล้างมันได้จริง จนจิตไม่มีอาการ มันว่าง ครั้งนี้กระทบแล้วไม่เกิดอาการ กระทบอีกร้อยครั้งมันแวบหนึ่งเราก็ฝึกอีก จนมันหายไม่มีอาการนั้นแวบเกิดในจิตเลย อาการที่ยินดีนิดน้อยก็ไม่มี ยินร้ายก็ไม่มี มีแต่นิมิตอุเบกขาตลอด ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา จิตรู้เร็วทันแววไว มาทีเผลอก็รู้ ไม่เกิดอาการ เอาไปทำงานได้อย่างดี จิตว่างนี้ดีตลอด ไม่มีเศษธุลีละอองกิเลสมาปลอมปนเลย ทำให้การงานเศร้าหมองก็ไม่มี เป็นกัมมัญญาตลอด ผ่องใสตลอด เจริญยิ่งขึ้นด้วย ธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงมีกัมมัญญตา ยิ่งสะอาดยิ่งเก่งมีการงานที่ดีสูงส่งเหมาะควรไปเรื่อยๆ ตามประสิทธิภาพสมรรถนะของคนนั้นไปเรื่อยๆ ศาสนาพุทธไม่ใช่ไม่ทำงานให้หยุดคิดนึกหยุดรู้ ไม่ใช่ จะไปหลงพยัญชนะ แต่ต้องเข้าใจความคิดความรู้ได้ ไม่แยกความคิดความรู้นะ แต่พระพุทธเจ้าให้ความคิดความรู้เจริญขึ้น ถ้าแยกความคิดความรู้จากกันจบเห่เลย ความคิดคือ ธัมมวิจัย ความรู้คือปัญญา ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ไม่ใช่หยุดนิ่ง แต่ว่าหยุดกิเลสตัวเดียวจนไม่มีบทบาทเลย แต่ธาตุจิตยิ่งเร็วไวชำนาญ สุดยอด sensible มี able ของจิตเยี่ยมยอด สามารถมาก คนไม่เข้าใจสภาวะแล้วก็ไปติดพยัญชนะ ก็เลยเอาพยัญชนะมาผกผันกลับไปกลับมา ขออภัยอ.บูรพา และขอบคุณให้เอามาอ้างอิง 590405_ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ ๔๐ บ้านราช เพชรพุทธสุดยอดศิลป์ ตอน๒

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน