590307_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แพ้คือชนะเท่ากับขาดทุนคือกำไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
590307_พุทธศาสนาตามภูมิ โดยพ่อครู บ้านราชฯ แพ้คือชนะ เท่ากับ ขาดทุนคือกำไร
พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม 2559 ที่บ้านราชเมืองเรือ อาตมาพูดไม่รู้กี่ที ว่าคนเราใครที่ไม่มีการศึกษาก็ไม่ใช่คนแล้ว เพราะเดรัจฉานมันก็อยู่ไปตามสัญชาตญาณ จะโมเมว่ามันมีการศึกษาก็เป็นไปตามสัญชาตญาณ เดรัจฉานมันไม่มีการศึกษา แต่เป็นคนจะรู้ความสำคัญของการศึกษา มีความรู้ที่เกินสัญชาตญาณเอามาสอน นอกจากคนที่อยู่ในป่ายังป่าเถื่อนจริงๆ แต่เขาก็สอนกัน ยิ่งกว่าสัตว์เ ดรัจฉาน จะมีวัฒนธรรม จารีตประเพณี แม้แต่ภาษาก็จะมี ถึงจะเป็นคนป่าก็เริ่มเป็นการศึกษาระดับหนึ่ง เมื่อเจริญขึ้นไปกว่านั้น ก็เป็นการศึกษาแบบชาวเมือง จนมาเห็นความสำคัญของคุณธรรม นอกจากจะเป็นการศึกษา เพื่อเก่งในการทำมาหากินสร้างสรรเลี้ยงชีพแล้ว ก็เห็นความสำคัญถึงคุณธรรม ก็จะมีความสำคัญของการศึกษาถึงขั้นธรรมะ จะมีศาสดาเกิดขึ้นทำให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข ไม่เช่นนั้นก็จะมีแต่การเกิดกิเลส มีแต่การเห็นแก่ตัวไป จะว่าจริงๆ มันก็เป็นธรรมชาติ การเพิ่มกิเลสไปเรื่อยๆ ก็เป็นธรรมชาติ
สื่อธรรมะพ่อครู (นิยามชีวิต 5) ตอน จิตอรหันต์เป็นพีชะอย่างไร พ่อครูว่า… สัตว์เดรัจฉานมันก็เพิ่มกิเลสขึ้นเรื่อยๆ สัตว์ที่ดูเหมือนมีความเจริญขึ้นได้ด้วย แต่ในความเจริญมีความซ้อน ตั้งแต่เป็นพืชขึ้นมา เจริญขึ้นมาซับซ้อน พอได้อะไรอย่างหนึ่งก็จะแตกแยกออกไป แบ่งกันออกไป แล้วก็แข่งขัน เริ่มต้นความเป็นพลังงานจะมีสอง ถ้าเป็นธาตุเดียวจริงๆ จะไม่มีสอง แม้แต่จะมาเป็นธาตุไฟ ธาตุลม ซึ่งเป็นตัวละเอียด ถ้ารวมเป็นธาตุดิน ธาตุน้ำ มันก็เป็นกลุ่มก้อนที่นิ่งนาน มีธาตุลม ธาตุไฟจับตัวกันเข้า หนักเข้าก็เป็นน้ำ ถ้าไม่มีธาตุน้ำเกิด ก็ไม่มีชีวะเกิด แล้วมาเป็นพีชะ และมาเป็นจิตนิยาม มาถึงพว
อ่านต่อ
กเรา เมื่อรู้จักธรรมะแล้ว มีศาสดาสอนคนเกิดสังคมอยู่เย็นเป็นสุข มีคุณธรรมเพิ่มขึ้น พระพุทธเจ้าก็เป็นคน หรือเป็นศาสดานั่นแหละ เป็นไล่มาจนเข้าใจสิ่งยอดเยี่ยมเพิ่มขึ้นจนสูงสุด เราพูดในฐานะชาวพุทธ ไม่ได้ไปข่มเบ่งศาสนาอื่น คำว่าข่มเบ่งมีลักษณะกดให้ต่ำลง คนที่มีจิตใจที่เจริญจะไม่มีลักษณะ ข่มใคร จะมีแต่เมตตาสงสารสัตว์ที่ไม่เจริญ ก็เป็นไปตามฐานะของมัน คนที่ไม่เจริญแล้วสามารถเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนการกระทำให้เจริญขึ้น จะเจริญแบบโลกียะจากทุจริตไปสู่สุจริต และที่สุดจิตเจริญถึงขั้นเป็น ปฏิโสตัง ทวนกระแสเป็นโลกุตระขึ้นมา จิตที่เจริญนั้นซับซ้อน เจริญที่จะไม่เจริญต่อไปอีกแล้ว แต่ไม่เสื่อม กลายเป็นเจริญยิ่งกว่าอีกชั้นหนึ่ง ส่วนโลกียะก็เจริญไปไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนโลกุตระนั้นมีตัวหยุด นอกจากหยุดแล้วก็จะลดลง เป็นการเจริญยิ่งกว่าโลกียะ ศาสนาพุทธสอนให้ จิตวิญญาณเป็นจิตนิยามที่พ้นโลกียะมาสู่โลกุตระ ก็เลยกลายเป็นจิตที่เป็นแบบพีชะ เหมือนเสื่อม แต่เจริญยิ่งกว่าจิตนิยาม จิตอรหันต์นั้น พอได้จิตเป็นพีชะนี่ จะมีความสามารถยิ่งกว่าจิตนิยาม เป็นพลังงาน self แต่ไม่มี ish โลกุตระคือล้าง selfish ล้างความเป็นแก่ตัว มันเป็นพีชนิยามที่มีธาตุรู้ของจิตนิยามด้วย ฉลาดแบบธรรมะโลกียะเขาที่เมตตาช่วยเหลือกันก็ทำได้ด้วย เป็นแต่เพียงโลกียะทำแบบกดข่ม เขาก็เข้าใจว่าเสียสละไม่เห็นแก่ตัวมีคุณธรรมนั้นดี โลกียะ โลกุตระก็รู้เหมือนกันตรงนี้ แต่โลกุตระนั้นหยุดกิเลสได้ เป็นแบบพีชะได้ แล้วใช้ธาตุทำดีเหมือนโลกียะ แต่ไม่ต้องใช้พลังงานใดกดข่มเหตุนั้น ไม่ต้องระวังเหตุนั้นเลย เป็นตถตา เป็นคุณสมบัติที่เราถ้าเอาพลังงานไปกดข่มก็สูญไปอันหนึ่ง แต่นี่ไม่ต้องกดข่ม ก็มีประสิทธิภาพสูงเพิ่มพูนขึ้นไปอีก แต่ผู้ที่ตายแบบเป็นมนุษย์พืชแล้ว ก็ยังไม่ยอมตาย คือมีพลังงานที่ติดยึดเหลือไว้ ให้อาหารทางสายยางก็เลี้ยงอยู่ได้เหมือนพืชเลย แต่พืชของเรานี่ ซื่อสัตย์ออกดอกออกผลโตใหญ่ เหมือนกับคนส่วนหนึ่งเขาเข้าใจว่า พืชมีความรับรู้ ก็ไปร้องเพลงให้พืชฟังมันก็เจริญ เขาก็เอาใจใส่มันก็เจริญ เพราะเอาใจใส่ช่วยประคบประหงม มันก็ต้องดีขึ้น แต่เราเองเราก็ทำแบบธรรมดาตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เอาจิตวิญญาณไปถึงขนาดนั้นทีเดียว แต่มันซับซ้อนได้ความเจริญ
สื่อธรรมะพ่อครู (เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน หมู่บ้านชาวอโศกกับ ระบอบธรรมาธิปไตย พ่อครูว่า… อาตมาทำงานศาสนา 1. ไม่ได้เรี่ยไรเงินใคร ไม่รับเงินหรือของที่เขาไม่ให้ แต่จะรับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ มันชัดเจน นอกจากเราเอาของที่เขาให้ รับของที่เขาให้ พวกเราไม่เรี่ยไร สมณะก็ไม่เรี่ยไร พวกเราใช้วิธีทำงานของพวกเราเอง 2. เราก็รับบริจาคด้วย แต่เราไม่รับบริจาคคนที่อยู่นอกกรอบชาวอโศก เช่น เรามีกติกา ถ้ามาแค่ครั้งเดียวบริจาคไม่ได้ ต้องมาศึกษาอย่างน้อยเจ็ดครั้งเป็นต้นไปถึงบริจาคได้ เป็นเงื่อนไขที่เราไม่ได้มักมาก ไม่ใช่รับเละหรือหว่านล้อม เราภาคภูมิใจที่ไม่ได้ทำเช่นนั้น เรารับแต่ของสมาชิกอโศกจริง 3. อโศกจริงเป็นคนอย่างไร ก็มักน้อยมาจน เมื่อมาจนก็มีน้อย คนมีสิทธิ์จะบริจาคให้อาตมา แม้ให้สมณะ สมณะก็มาให้อาตมาหรือให้กองกลาง แล้วอาตมาก็เอาเข้ากองกลาง เป็นความมักน้อยซ้อน กระเบียดกระเสียนซ้อน เราไม่เอาเปรียบใคร ไม่โลภโมโทสันมา ปิดหนทางที่จะได้มากมาทั้งนั้น ไม่ให้โลภ ไม่เอาเปรียบ ให้ขาดทุน เสียสละของเรา ให้ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ไปสู่ อัปปิจฉะคือมักน้อยทั้งนั้น เรามีวิธีปิดกั้นให้คนมาบริจาคด้วย เสร็จแล้วเราก็ได้รับบริจาคจากคนของเรา ที่เข้าใจว่าต้องสร้างบ้านแปลงเมือง ต้องหมุนเวียนแจกจ่าย เงินก็เข้ามาอย่างพอหมุนเวียน พอสร้างพอทำอะไรๆ ได้ ทั้งๆ ที่ ที่อื่นเขาโฆษณาจะเป็นจะตาย สร้างโบสถ์แต่ละหลังก็รับบริจาคมากมาย แต่ไม่ค่อยพอ อย่างชาวอโศกสร้างทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ ไม่เหมือนหมู่บ้านทั้งหลาย หมู่บ้านอื่นๆ ต่างคนต่างเป็นเจ้าของบ้านช่องเรือนชาน ไม่เหมือนพวกเรา แต่พวกเราไม่มีที่ดินส่วนตัว เรามาซื้อส่วนรวมแล้วทยอยแถมเข้าไป กลายเป็นหมู่บ้านที่ต้องซื้อที่ดินให้แก่หมู่บ้าน แล้วก็เป็นของส่วนกลางเป็นของสาธารณะ ส่วนทางหมู่บ้านอื่นๆ เขาเป็นที่ดินส่วนตัว แล้วก็จะเป็นส่วนตัวไปจนกระทั่งลูกหลานเหลนโหลน แม้ที่สาธารณะของหมู่บ้าน ก็จะกลายเป็นที่ส่วนตัวในแต่ละหมู่บ้าน ส่วนหมู่บ้านของเรา เราซื้อเป็นส่วนกลางของส่วนรวม และมีที่สาธารณะ เราก็มีสิทธิ์ที่จะดูแล เช่น นี่เขตของหมู่บ้านราชฯ นะ แต่ก็มีคนอื่นมาแทรกแซง มาใช้ที่สาธารณะในเขตหมู่บ้านเรา ทั้งที่เป็นคนของหมู่บ้านอื่น เราก็ไม่ไปแย่งเขา แล้ว ที่ดินที่เราซื้อเข้ามานี้เป็นของสาธารณะนะ เป็นของนิตินัยเท่ากับเป็นของรัฐได้หมดแล้วนะ ถ้าหมู่บ้านนี้เลิกล้ม รัฐบาลก็ยึดไปหมด ไม่มีใครมาแบ่งเอาไปได้ เพราะเป็นส่วนนิตินัยเป็นของสมาคมมูลนิธิ หมู่บ้านอื่นๆ นั้นไม่ต้องซื้อ แถมซื้อแล้วก็เป็นเจ้าของของตัวเองไปถึงลูกหลานเหลนโหลน เป็นสิ่งที่ซับซ้อน เป็นเรื่องสวยงามมากที่สุด ก็ยิ่งเห็นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ ยิ่งระบอบการปกครอง เขาก็พยายามทำระบอบการปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟาย ให้อยู่อย่างอบอุ่น ไม่กระเบียดกระเสียร อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะเห็นง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจก็จะต้องเข้ามาเป็นส่วนกลาง เข้าใจง่ายๆ กัน สมัยโบราณสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นสมบัติของราชา จะแจกให้ใครก็ได้ไม่แจกให้ใครก็ได้ จะริบคืนได้หมด พระราชาที่มีทศพิธราชธรรมก็จะแจกจ่ายให้ทั่วถึง รุ่นโอรสสืบทอดต่อมาจะต้องบริหารให้ได้ตามกฎมณเฑียรบาล นอกจากองค์ไหนที่จะเห็นแก่ตัวมาก ไม่เห็นแก่ประชาชน ถ้าถูกต้องแล้วก็คือ ต้องเป็นผู้ที่บริหารให้เป็นส่วนกลาง ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข มีกินมีใช้ มีจิตวิญญาณที่เจริญ ไม่โลภมาก ไม่เสพติด ไม่มอมเมากันมากมาย ไม่งั้นจะแย่งชิงกัน กิเลสโลภ กิเลสโกรธก็จะแรง ไม่เป็นอยู่สุข ยุคของพระพุทธเจ้า เป็นยุคที่คนยังดีอยู่ พระเจ้าแผ่นดินแต่ละประเทศ แต่ละแคว้นเข้าใจหมดเลย ในทฤษฎีบริหารแบบพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพระเจ้า ปเสนทิโกศล พระเจ้าพิมพิสาร หรือพระเจ้าแคว้นอื่นๆ ต่างเห็นด้วยกับระบบที่พระพุทธเจ้าพาทำ ว่าประเสริฐที่สุด เป็นธรรมาธิปไตยเพราะเป็นประชาธิปไตยจริงๆ จากสมบูรณาญาสิทธิราช พยายามแบ่งแจกให้ทั่วถึง ก็ต่อมากลายเป็นคอมมิวนิสต์ แต่ลึกๆ แล้วก็ต้องประชาธิปไตย แบบคอมมิวนิสต์นั้นใช้กฎหมาย ใช้อำนาจบังคับ มันก็ไม่จริง สุดท้ายต้องเข้าใจด้วยปัญญา เป็นผู้ที่ลดความเห็นแก่ตัว ลดกิเลสจริงๆ เป็นการอยู่กันอย่างไม่ได้หลงโลก ไม่เป็นทาสโลก ไม่เสพติดมากไม่สะสมมาก ไม่แย่งชิงใคร มีเท่านี้ก็พอ ศัพท์คำว่า sufficiency คำว่า พอเพียงนั้นยิ่งใหญ่ แต่ทุกวันนี้แย่งชิงกัน แม้แต่เป็นพระก็ยังไม่ยอมปล่อยยอมวาง ฆราวาส กลับยอมปล่อยวาง แต่พระไม่ยอมวาง นี่คือประเทศไทย แต่ค่ารวมที่ออกมานั้นดี แต่พลังงานหน้าด้านยึดจัดจ้าน เห็นแก่ตัวมันยังด้านต่อ เท่านั้นเอง แม้จะพ่ายแพ้ไปตามลำดับ อาตมาก็ขอให้กำลังใจผู้จะปฏิรูป ปฏิวัติบูรณะก็ตามให้ดีขึ้น ขอให้กำลังใจ อย่าท้อแท้เลย ชนะแน่ ทุกวันนี้ ใน ดิน น้ำ ไฟ ลมของชีวิตอาตมา มันมี circulation ไม่สมดุล เนื่องจากปรุงมาก ทำงานมากในทางสร้างสรร และยังให้กินมากอีกด้วย กินมากไป ก็เลยเสียพลังงาน วันๆ หนึ่งอุจจาระออกเยอะ ถ้าหากกินพอดีจะไม่ออกเยอะขนาดนี้ พลังงานธาตุร่างกายก็จะทำตามหน้าที่อาการ 32 ของร่างกาย ทำได้ขนาดหนึ่ง อาตมาดึงมาใช้ทำงานทางธรรมะมากกว่า ก็เอาไปใช้ทางโน้นไม่เท่าไหร่ สรุปคือไม่สมดุลเท่าไหร่ ก็เลยผอมลง แข็งแรงไหม ก็แข็งแรง แต่ขาดสมดุลหน่อยก็ค่อยปรับไป อาหารที่ทำให้อาตมากินนี่ไม่ต้องมากขนาดนี้ก็ได้ อาตมาก็ว่ามันมากไป อาตมาก็กินไม่หมดหรอก ที่เขาเอามา แต่ขนาดนั้นอาตมาก็ว่าเหลือเฟือ อาหารอาตมาเหลือก็มีคนรออยู่แล้ว ก็ไม่เป็นไร สภาพซับซ้อนที่ คัมภีราวภาโส ลึกซึ้งซับซ้อน ยากจะรู้ได้ง่าย เป็นเรื่องสุดยอด ยิ่ง สันตา ก็ยิ่งยากเข้าใจ สงบอย่างไร? อาตมาพาพวกเราทำขนาดเอาความสงบไปสยบความรุนแรงได้ มีกายปาคุญญตา มีกายกัมมัญญุตา เพราะพวกเรามีจิต ลหุตา ได้ในฐานหนึ่ง คือจิตทำความเบาได้ หมุนเร็วแคล่วคล่อง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคล่อง ไม่มีตัวเหตุไปฉุดให้เสื่อมลง จึงมีสรรถภาพสูง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็สะอาดคล่องขึ้น พวกเรานี้คนหมู่น้อยแต่มีประสิทธิภาพ แม้หมู่น้อยก็ช่วยสังคมได้เยอะ เกื้อกูลช่วยเหลือ ดูไม่ออก แต่เขาก็มีดวงตาเห็นออกได้ เราไปอยู่กลางถนนกันตั้งหลายเดือน แต่ก็ต้องลดการผลิตภายในเราไปเยอะ แต่ก็มีผู้ศรัทธาบริจาคบ้าง พิสูจน์แล้วว่าเราไม่ได้หาเข้าห่อเข้าพกตัวเองเลย เข้าไปเพื่อทำงานให้แก่ประเทศชาติจริง คนที่มีปัญญาจะมองออกเป็นพลังงานจริงของคนจริง ผู้มีปัญญาจ ริงจะปฏิเสธไม่ได้ ส่วนคนมองไม่ออกไม่มีปัญญาก็ไม่เห็น ดีไม่ดีหาเรื่องก็ยังเป็นได้อีก สิ่งเหล่านี้เป็นปาตุภาวะ ปาตุสัจจะ เป็น phenomena ให้ฟังไม่ใช่เรื่องลอยลม ไม่จริงแต่อย่างใด อาตมาพาทำงานมาก็มีอัตราการก้าวหน้าขึ้น แม้ตอนนี้อยู่ในระหว่างปฏิวัติมาได้สองปีแล้ว อเมริกาเขาไม่ยอมหรอก แต่มีอะไรที่ทำให้อยู่ได้ แค่โอบาม่าจับมือกับประยุทธ์ก็ทำให้ตัวร้ายเขาแค้นเคืองแล้ว เขาไม่ยอมแพ้เพราะเขาแพ้ไม่เป็น อาตมาว่า คนที่เกือบจะชนะทั้งโลก แต่เขาไม่ชนะทั้งโลกได้เพราะเขาแพ้ไม่เป็น อาตมาทำงานมาถึงวันนี้ชนะมาตลอด เพราะอาตมาเป็นผู้แพ้ เหมือนในหลวงบอกว่าต้องขาดทุนคือกำไร อาตมาอยู่ได้ชนะได้ทุกวันนี้ เพราะอาตมาคือผู้แพ้ แล้วพวกเราอยู่อย่างขาดทุนด้วย ให้หมดเนื้อหมดตัว ใครหมดเนื้อหมดตัวก็มาอยู่ด้วยกัน ศูนย์บาทก็มาได้ แต่ถ้าโกงเขาแล้วล้มละลายก็ไม่มีสิทธิ์นะ แม้แต่คุณอยู่ในนี้ เงินอยู่ในกระเป๋าคุณจะมุบมิบบ้าง แต่คุณก็มาที่นี่ ก็ทำงานฟรี เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์นะ เป็นอิสรเสรีภาพสุดยอดแล้ว แต่มีหลักเกณฑ์ขอบเขตมีระเบียบเท่านั้นเอง อาตมาพยายามอธิบายขยายความว่า นี่คือเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือเป็นรัฐศาสตร์ก็ได้ มีคณะทำงานบริหารเป็นลำดับ ไม่มีใครเป็นใหญ่ที่สุด อาตมาไม่ได้เป็นใหญ่สุดหรอก ให้คณะกรรมการบริหารไป บางอย่างอาตมาไม่รู้ก็มี บางอย่างอาตมาช่วยแก้ไขหากผิดพลาดก็มี เป็นการบริหารปกครองอย่างไม่ต้องปกครอง พวกเราก็ดูแลกันไปตามลำดับ เป็นการบริหารที่สุดยอด ต้องเรียนรู้โลกกับอัตตา
SMS 4 มีนาคม 2559 _0895377xxx กราบนมัสการพ่อครู การที่เราเกิดนอกอโศกแลัวอยากเกิดในชุมชนอโศกทำไรค่ะ พ่อครูว่า… ก็มาฝึกฝน ศีลห้า ไม่มีอบายมุข ยินดีต้อนรับ
_0805925xxx ช่วงไม่รู้จักคำ"หน้ามึน"แต่สรยุทธโดนด่าจนมึนจึงลาออกชิมิๆ? ปฝ
_0805925xxx จำคุกป๊อปคอร์น37 ป4ดแต่คนเผาเมืองลอยชายเศร้าจัง!? ปลายฝน
_0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.บ้านราชฯทุกพุทธสถ โศก!วันนี้บ่มีคำถามเด๋ว ลุงตู่มาปาฐกถาผลงานคสช.เตรียมปรับหูเทียมให้ชัดแจ๋ว!seufaasin
_0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูสอนให้จิตมีสติรู้อยู่กับเวลาปัจจุบันขณะที่ไม่คงที่ไหลไปตาม วันเดือนปีที่สมัยพุทธกาลไม่มีนาฬิกาบอกเวลาเตือนสติตน มีแต่ปัจจเวกขณญาณ!skk
_0893867xxx ปัจจเวกขณญาณที่พระพุทธเจ้าสอนยุคนั้นคือญาณที่พิจารณาทบทวนญาณหยั่งรู้ด้วยการพิจารณาทบทวนตรวจตรามรรคผลกิเลสที่เหลืออยู่และนิพพานขณะนั้น!ผู้น้อยคงจำไม่ผิด!
_นมัสการค่ะท่าน พอดีได้ชมรายการบุญนิยมที่นำเอาเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งที่พ่อครูโพธิรักษ์ถูกจับสึก เห็นแล้วว่าเอามาฉายซ้ำๆ ซากๆ ซึ่งดีแล้ว เพราะคนจะได้ดูซ้ำๆ ซากๆ ให้รู้ว่าเรื่องราวสันติอโศกเป็นมาอย่างไร ยิ่งดูยิ่งชื่นชมพ่อครู ท่านใช้เวลา 45 ปีพิสูจน์ความเป็นเพชรของตนเอง ได้เห็นมหาเถรฯ เฉลิมยังหนุ่มฟ้อ ออกมากล่าวหาพ่อครู ยิ่งเห็นเลยว่า เดี๋ยวนี้แต่ละคนเป็นยังไง เน่าเหม็นทั้งคู่ หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คนจริงๆ ขอให้นำมาฉายทุกวัน ออกช่องทีวีได้ยิ่งดี ผู้คนจะได้ตาสว่าง ฉลาดขึ้นมาบ้าง
สื่อธรรมะพ่อครู (ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศาสนาพุทธกลายเป็นศาสนาพระ พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าว่า ถ้าถือโคตรตระกูล กษัตริย์เหนือกว่าพราหมณ์ แต่ถ้าถือธรรมะ พราหมณ์เหนือกว่ากษัตริย์ ซึ่งยุคพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นศาสนาพุทธยังไม่มี คำว่าพุทธเป็นภาษาบาลีมีอยู่แล้ว แปลว่า ความรู้ เป็นความรู้พิเศษเลย พราหมณ์แปลว่าผู้รู้ ถ้าไล่เรียงเอาความรู้แล้วพราหมณ์เหนือกว่ากษัตริย์ คำว่าพระนี้ยังไม่เกิด แต่พระนี้แทนนักบวชของพุทธ นักบวชสมัยนั้นเรียกว่าสมณพราหมณ์ คำสอนหรือมนตราทั้งหมดของศาสนาพราหมณ์ทั้งหมดจริงๆ แล้วอันเดียวกันกับของศาสนาพุทธ แต่ก่อนนั้นพราหมณ์ก็เหมือนกับพุทธ แต่ว่าพราหมณ์นั้นได้เสื่อม เป็นพราหมณ์มหาศาล เหมือนกับพระตอนนี้เป็นพระมหาศาล เสื่อมกันเกือบหมดแล้ว พระพุทธเจ้าก็เอาบทมนต์เดิมของพราหมณ์มายืนยัน แต่ตัวเองได้เพี้ยนไปหมด พระพุทธเจ้าก็เลยย้อนว่าอย่างไหนถูก เขาจึงจำนนทั้งหมด อาจารย์โปกขรสาติ ฉลาดกว่า ไม่ยึดมั่นถือมั่นเท่าลูกศิษย์คือ อัมพัฏฐมาณพ พระพุทธเจ้ าท่านก็เอาบทมนต์ของพราหมณ์มาแก้ใหม่หมด ทั้งเรื่องโคตรและเรื่องธรรมะ เหมือนตอนนี้เลย พระพุทธเจ้าตั้งศาสนาใหม่ แต่จะไปเรียกพราหมณ์นั้นไม่ได้ เพราะมันเสื่อมไปหมด แต่คำยืนยันว่าเป็นพระพุทธเจ้าคือ สัมมาสัมพุทโธ เป็นบทพุทธคุณ 9 ท่านเป็นเจ้าของความรู้เจ้าของธรรมะ แม้เขาถือธรรมะแต่เก๊ ที่เป็นของจริงอยู่กับพระพุทธเจ้า ท่านไม่เคยเรียกตนเองว่าพระพุทธเจ้า แต่เรียกตนเองว่าตถาคต แต่ตถาคตมีพุทธคุณ 9 มีสัมมาสัมพุทธ เรียกว่ามีพุทธคือความรู้ มีพุทธคุณที่มีสัมมาสัมพุทโธ ท่านก็มาแก้ความรู้ที่เพี้ยนไปแล้ว จากพราหมณ์ที่แท้ เหมือนยุคนี้ อาตมาก็มารื้อฟื้นสัมมาสมาธิ ที่เป็นสัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 บทมนต์มรรคมีองค์ 8 ก็ยังมี แต่วิชชาจรณะก็คือมรรคมีองค์ 8 พราหมณ์ก็ยอมรับกัน แต่วิชชาจรณะของพราหมณ์มันได้ล้มเหลวแล้ว พระพุทธเจ้าว่าเธอและอาจารย์เธอ (อัมพัฏฐะ) ได้เพี้ยนไปแล้วแม้สิ่งผิดก็ทำผิด เช่น สมาธิสะกดจิตหลับตา ขอถามว่าสมาธิสะกดจิตหลับตา พระที่บริหารสงฆ์ตอนนี้มีสมาธิหลับตาสู้พระป่าได้ไหม ก็ไม่ได้ ทั้งที่เป็นสมาธิแบบผิด พระที่บริหารสงฆ์ตอนนี้ แม้สมาธิผิดๆ เขาก็ยังไม่ได้เลย คือเหมือนพราหมณ์มหาศาลตอนโน้นที่พระพุทธเจ้าว่าไว้เลย สมาธิแบบพระป่าก็ไม่ได้บ้าบอเท่าสมาธิแบบธรรมกายวัดปากน้ำเลย คือแม้แต่สิ่งผิดเธอกับอาจารย์ก็ยังไม่ได้เลย ไม่ได้พระเวทย์เก่าเลย พระพุทธเจ้าก็เอามากลับคืน แล้วกลับคืนมากลายเป็นความรู้แบบสัมมาสัมพุทธะ คือพุทธคุณ เป็นสัมมาวิชชา สัมมาญาณ สัมมาวิมุติ ไม่ได้หนีโลก อยู่กับโลก แต่โลกทำอะไรท่านไม่ได้ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว คนก็เลยเรียกความรู้อย่างพระสมณโคดม ที่เป็นพุทธ แล้วพุทธอย่างสัมมา ของสมณโคดม ท่านก็เรียกตนเองว่าตถาคต ไม่ได้เรียกท่านว่าเป็นพระพุทธเจ้า แต่แท้จริงท่านเป็นนั้นแหละ ต่อมาคนก็มาเรียกว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ ศีลก็ต้องเป็นสัมมาศีล จิตหรือสมาธิก็ต้องเป็นสัมมาสมาธิ ปัญญาก็ต้องเป็นสัมมาปัญญา วิมุติก็ต้องเป็นสัมมาวิมุติ นิโรธก็ต้องเป็นสัมมานิโรธ สรุปคือ ศาสนาพุทธต้องสัมมา ความรู้ต้องเป็นสัมมาสัมพุทธะ คำว่าพุทธคือความรู้ที่พาไปนิพพาน แม้ในยุคพราหมณ์ก็พาไปนิพพานหากถูกจริง เหมือนกับยุคนี้เป็นศาสนาพระ ไม่เป็นศาสนาพุทธแล้ว ความรู้ของพราหมณ์ในยุคพระพุทธเจ้า ก็ไม่หลงเดรัจฉานวิชชาขนาดนี้ เท่ายุคนี้เลย ยุคนี้จัดจ้านกว่ามาก เช่น ยุคโน้นไม่มีตำแหน่งพระ เหมือนข้าราชการ แต่ยุคนี้กลับเอาตำแหน่งโลกๆ มาใช้เหมือนข้าราชการ ที่เรียกตำแหน่งนั้นเป็นของไทยโบราณ สมเด็จ พระยา เจ้าคุณ เหมือนกันนั่นแหละ แต่เขาเลิกกันแล้วในประเทศไทย แต่พระยังเอาอยู่เลย ยุคนี้ธรรมยุตกับมหานิกายรวมตัวกัน เพื่อสู้กับรัฐบาลและประชาชนที่ถือสัจจะ อยากถามว่า ประชาชนจะเห็นด้วยข้างไหน?
จบ