600208_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบแหลกไม่แหกค่าย(ทำดีเพื่อพ่อ).docx
เนื้อหาในไฟล์
600208_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ตอบแหลกไม่แหกค่าย(ทำดีเพื่อพ่อ)
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้เป็นวันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560 ขึ้น 12 ค่ำเดือน 3 ปีวอก (ปีไทย) แต่ปีจีนเขาปีระกาแล้ว วันนี้ การฟังธรรม ก็มีเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ของโรงเรียนสัมมาสิกขา ทั่วประเทศ แต่มีไม่กี่โรงเรียน มาเข้าค่าย ทำดีเพื่อพ่อ มาเตรียมงานพุทธาภิเษก ที่ชุมชนปฐมอโศก เป็นงานที่เรานำคนมาถือศีล 8 กินมื้อเดียว ไม่มีการละเล่น ไม่มีเสียงดนตรี มีแต่ธรรมะ ที่จะให้ทุกคนได้ฟัง แต่ก่อนนี้เคร่งมาก แต่ตอนนี้ ยืดหยุ่นลงมาหน่อย ช่วงนี้พ่อครูก็จะมีรายละเอียดในธรรมะ ให้พวกเราได้เอาไปปฏิบัติ แต่ถ้าไม่เอาไปปฏิบัติ ก็ไม่ได้ผล เช่น ในแสงอรุณ 7 ก็ตั้งแต่มีมิตรดี มีศีล มีฉันทะ มีการลดละอัตตา ให้มีทิฏฐิสัมมามากขึ้น เราต้องทำด้วยความไม่ประมาท โดยเฉพาะโยนิโสมนสิการ เป็นเรื่องที่ชาวอโศก ต้องฝึกฝนอย่างยิ่ง ถ้าตัวนี้ทำไม่ได้ มรรคมีองค์ 8 ก็ไม่ได้ผล ในการปฏิบัติ ไม่บรรลุธรรม ต้องอ่านอารมณ์ได้ แยกเนกขัมมสิตะ กับ เคหสิตะได้ในปัจจุบัน แล้วทำเวทนาสอง ให้เป็นหนึ่งให้ได้ ในขณะปัจจุบัน การเทศน์พ่อครู มีทั้งแนวลึก แนวกว้าง แนวสนุกแทรกให้ด้วย พ่อครูจะยกตัวอย่าง ของธัมมชโย และหลวงตามหาบัว เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าอย่างไหนผิด อย่างไหนถูก เป็นกลปราณีของพ่อครู พ่อครูว่า...วันนี้ก็คงจะต้องตอบปัญหา ส่งปัญหามาเต็มตระกร้า ก่อนอื่นก็เอา sms ของเมื่อวานนี้หน่อย SMS วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2560 _0805925xxxฝันว่าเหาะบนฟ้าเริงร่าสนุกสนาน ตื่นมากำหนดจิตว่า คงมีสิ่งดีๆให้สมใจ?บ่ายมารับข่าวสะแกกรัง สังฆราชองค์ใหม่ วัดราชบพิตร สมเด็จพระมหามุนีวงค์สังฆราชองค์ที่ 20 ของแผ่นดิน/ฟ้ามีตาฟ้าประทานเป็นบุญแผ่นดิน ได้สังฆราชไร้มลทิน ที่ก้มกราบได้ เราได้ใ
อ่านต่อ
นหลวงดีประเสริฐแล้ว ก็ต้องได้ประมุขสงฆ์ที่งดงามประเสริฐ คู่บารมีเช่นกัน กราบฟ้าที่ประทานองค์นี้สมใจเรา ชะเอิงเอย^^สมเด็จท่านเป็นชาวราชบุรี บวชแต่เป็นสามเณร 68พรรษา ชันษา 89 มุ่งมั่นในธรรม ศีลวัตรข้อวัตร งดงามยิ่ง แข่งอะไรแข่งได้ แข่งบุญวาสนา ยากแท้หยั่งถึง ยุทธจักรเส้าหลินไร้?!ชิงอิอิอิ ..ตั้งจิตไว้เป็นธิษฐาน ขอให้ได้สังฆราช วัดราชบพิตร จะอดข้าว1วัน ในมาฆบูชานี้ ทานแต่ผลไม้ งดนมหลังเพล งานนี้แปลงร่างเป็นจ๋อกินกล้วย555
_0893867xxxจรธ.ปฝ.เราก็รับข่าวจาก astvNEWS1 จะองค์ไหน สายใดก็เคารพนับถือทุกรูป ที่แต่งตั้งถวายโดยพระราชอำนาจฯ ยกเว้นสายUFO! พุทธชนคนทวนโลก(กธรรม) ก็ยอมรับนับถือ ตามสถาบันหลักประจำชาติ ที่คนไทยเชื่อมั่นศรัทธาไว้เหนือหัวสูงสุด เพราะเรายังเป็นพสกนิกร ผู้จงรักภักดีต่อช.ศ.กษ.ฯทั้งกายใจจิตวิญญาณ!
_0890529xxxดูทีวีรายการบรรยายธรรมะช่องอื่น จะเห็นพระสงฆ์ พากันนั่งหลับกันหลายรูปมาก ภาพออกมา ดูแล้วไม่งามเลย (ท่านจำวัดได้ทุกเวลา)บรรยายก็วกวนไปมา ไม่ถึงแก่นแท้ (ยังไม่ถึงโลกุตตระ เช่นพ่อครูบรรยาย) ตอบ...ดีที่แยกโลกียธรรม กับโลกุตรธรรมออก ผู้ปฏิบัติดีเป็นเช่นนี้ ชื่อนี้ ที่อาตมาอ้างชื่อคน ก็เพราะว่ามีของจริง ไม่ใช่ว่าเอาแต่นิทาน หรือตำนาน ไม่รู้ไม่เห็น ไม่เคยสัมผัส อันนี้ ได้สัมผัสของจริง บางคนได้ไปสัมผัส ได้แต่คบหามาเรียบร้อยก็ยังจะชัดเจน มันยืนยันความมีจริง ไม่ใช่มีแต่ในตำนาน หรือชาดกนิทานเล่ากันมาเฉยๆ อันนี้มีการสัมผัสตัวจริง ยิ่งกว่าการอ่านหนังสือ ทั้งฟังทั้งดูพฤติกรรมจริง ประพฤติปฏิบัติอย่างไร มันชัดเจน
_0833208xxxความดีที่ทำแม้จะเล็กน้อย หากทำเพื่อส่วนรวม คนส่วนใหญ่แล้ว ความดีนั้นย่อมมีผลมาก เพราะคนจำนวนมากได้รับ แต่ถ้าทำดีเพื่อตนเอง แม้จะทำมากแค่ไหน ผลดีที่เกิดขึ้น ก็จะมีน้อย เพราะตัวคนเดียวเท่านั้น ที่จะได้รับ
_0894536xxxกราบขอบพระคุณ พ่อครูและทีมงาน ผู้จัดทำเฟสบุ๊ค"สื่อธรรมะพ่อครู"ค่ะ เป็นประโยชน์มากๆ เพราะเป็นการตัดคัด สรุปหัวข้อธรรม เป็นเรื่องๆ เหมาะที่จะทบทวน และแชร์ให้เพื่อนที่สนใจในหัวเรื่อง เฉพาะๆได้ค่ะ อนุโมทนา ความคิดเอื้อเฟื้อ และอำนวยความสะดวก แด่เพื่อนมนุษย์ ที่จะเข้าถึงการฟังธรรมได้ชัดๆ เป็นหมวดหมู่ค่ะ นพวรรณ พ่อครูว่า...อาตมาก็ขอบคุณ ท่านผู้ที่ทำด้วย ก็เกิดประโยชน์คุณค่า ก็เป็นการช่วยทำกุศล เผยแพร่ธรรมะ
ตอบปัญหา “ตอบแหลกไม่แหกค่าย (ทำดีเพื่อพ่อ)”
_พ่อครูอายุเท่าไหร่ครับ? พ่อครูว่า...อาตมาอายุถึงวันนี้ 8 กพ. อายุ 82 ปี 8 เดือนกับ 3 วัน
_ทำอย่างไร ความขี้อาย จึงจะหมดไปจากตัวเรา? พ่อครูว่า...ก็จะต้องทำความจริง คนเราที่จะอาย คนรู้จักอาย เป็นคนดีนะ คนไม่รู้จักอายเป็นคนแย่ ยกตัวอย่างเลย อย่างธัมมชโยไม่รู้จักอาย หน้าด้านหน้าทน ยากมากเลย คนไม่รู้จักอาย คนมีหิริ รู้จักละอาย เราต้องทำความเข้าใจว่า ถ้าสิ่งนี้เป็นความจริง เราจะอายทำไม ความจริงเราก็สัมพันธ์สัมผัสได้ ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน เก้อเขินอะไร แต่ถ้าสิ่งนี้ ไม่ใช่ความจริง ก็น่าละอาย หิริ เกรงกลัวต่อบาป อย่างนี้น่าอาย แต่สิ่งที่มันเป็นความจริง และเป็นความดี ก็ต้องเข้าใจ แล้วจะหายอายไปเรื่อยๆ ถ้ามีความจริงแล้ว คนเราไม่มังกุไม่หิริ มังกุคือเก้อเขิน
ทำอย่างไรไม่รักไม่โกรธ _คนเรารักก็ทุกข์ โกรธก็ทุกข์ ทำอย่างไรดี จะไม่ทุกข์ พ่อครูว่า...ก็ต้องเรียนรู้ความจริงว่า จิตเรามันมีความ โกรธ มีความรัก เมื่อรู้ความจริงได้ก็ดีแล้ว คนเรามักถูกหลอกว่า รักไม่ทุกข์ ถ้าเข้าใจว่า ความรักเป็นทุกข์ ก็เลิกรัก โกรธก็เลิกโกรธให้ได้ ก็เห็นว่ามันเป็นทุกข์ ทั้งรักทั้งเกลียด จะไปมีมันทำไม อย่างน้อยตื้นๆ คิดให้ออก แล้วทำให้ได้ ก็มันรู้มันเห็นจริงๆ พูดมาก็คงจะเข้าใจได้ว่า ทั้งรักและโกรธก็ทุกข์ แล้วไปรักไปโกรธอยู่ทำไม มันก็ทุกข์ ชัดเจนไหม โง่ไหม อวิชชา พระอรหันต์ ท่านไม่รักไม่โกรธ ท่านหมดรักหมดโกรธ ท่านกลางๆเฉย ท่านก็เลยไม่ทุกข์ เห็นให้จริงแล้วก็ต้องเลิก จะมานั่งทุกข์ทำไม ต้องวาง
_พ่อครูบรรลุอรหันต์ ตอนไหนครับ นอนวันละกี่ชม.ครับ เมื่อเกิดกิเลส ทำอย่างไรครับ E=mc 2 เมื่อหาค่าสมการได้แล้ว จะได้เท่าไหร่ครับ ก่อตั้งอโศกมากี่ปีแล้วครับ พ่อครูว่า...ตอนที่กำลัง เข้าห้องส้วมเยี่ยว กำลังเยี่ยว นี่เรื่องจริง หลวงปู่ตอนนั้น ปฏิบัติธรรมมา แล้วก็พัก นอน ตื่นมา ลุกมา ประมาณตีสองได้มั้ง แล้วก็รู้สึกว่าชัดเจน คือ หลวงปู่นี่ เวลาปฏิบัติธรรมแล้ว ชีวิตก็อยู่กับธรรมะตลอด ความนึกคิดแม้แต่การนอนหลับ จะมีนิมิตในจิต ก็จะเป็นธรรมะ ไม่ค่อยหลุดจาก เรื่องธรรมะ ไปหาเรื่องอื่นๆ จะอยู่กับธรรมะตลอด มันขบคิด พิจารณา แล้วก็ทำงานกับธรรมะ อยู่ตลอด เมื่อปฏิบัติธรรมะกันจริงๆ รู้จักการพิจารณา รู้จักการไตร่ตรองแล้ว ตอนนอนหลับก็หลับ หลับพอสมควรแล้ว มันก็จะ มีธรรมะ ที่ตั้งเครื่องเอาไว้ มันไม่หยุดทีเดียว พอไปสะดุดธรรมะตอนไหน ที่มันพอใจ มันประทับใจ ก็จะมีสติ เข้ามาพิจารณาปรุงแต่ง ก็จะตื่นขึ้น คนที่ปฏิบัติธรรม จิตก็จะมีสติ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อยู่ตลอด จะนอนหลับก็วิจัยจิตในจิต หลวงปู่ก็บรรลุอันนั้น บันทึกไว้ในหนังสือ คนคืออะไร ทำไมสำคัญนัก ก็เขียนบรรยายสัจจะความจริง พอเผยแพร่ไปแล้ว คนก็ท้วงว่าอาตมาคุยตัว แต่ตอนนั้น ก็ไขความจริงมาเขียน ไม่ได้คิดอะไรมาก มันก็ผ่านมาแล้ว ทุกวันนี้บอกทุกอย่าง
_แล้วพ่อครูนอนวันละกี่ชม….นอนวันหนึ่งหลายชม.เพราะว่า เขาหาว่าทำงานมาก เขาบังคับให้นอนกลางวันด้วย แต่ไม่ได้บังคับได้มากมายหรอก แต่จริงๆเป็นการเกื้อกูลช่วยเหลือ เพราะว่าหลวงปู่ (ไม่ได้พูดเล่น) คือมันขยันเกินไป สรุปง่ายๆ จะทำงานเสียมากกว่า เขาอยากให้มีชีวิตอยู่นานๆ หากทำงานเกินไป ก็พักไม่พอ จะตายง่าย ก็ช่วยดูแลให้พักเสมอ ก็ขอบคุณเขาตลอดเวลา แต่เราก็เหมือนคนดื้อ แต่บางทีก็ไม่ได้ฝืน จนตัวเองแย่แล้ว ลำบากแล้ว แต่คนเห็นก็ว่า ไม่เจียมตัว อายุ 80 กว่าแล้ว ก็ทำเหมือนอายุ 30 กว่า ก็ไม่ได้นับหรอก ว่าวันละกี่ชม. เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 12 ชม. กลางคืน เขาพยายามให้นอน ไม่เกินสี่ทุ่ม เขาจะต้องให้นอน สามทุ่มให้ได้ แต่อย่างว่า บางทีก็ไปถึงสี่ทุ่ม เฉลี่ยแล้ว สามทุ่มก็นอน แล้วก็ตื่นหกโมงเช้า ก็ตอน 9 ชม.แล้ว แล้วกลางวัน ก็ให้นอน อย่างน้อย 1 ชม. หรือบางวัน 3 ชม. สมณะฟ้าไทว่า...ตอนไม่เข้างาน ก็จะให้พ่อครูพักมากหน่อย แต่ช่วงงาน ก็ตื่นแต่ตีสาม แล้วกว่าจะนอนก็สามทุ่ม พ่อครูว่า...สรุปแล้ว ก็นอนวันละ 10-12 ชม. ก็น้อยวันมาก ที่จะนอนเกิน 12 ชม. แล้วคนหนึ่ง นอนวันละ 12 ชม. น่าจะอ้วนบวมนะ สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูฉันอาหารสุขภาพครับ พ่อครูว่า...ก็ฉันเอาใส่ปากเหมือนกันนี่
พูดเรื่องการฉัน จะเป็นเรื่องจริง ในคนที่ไม่ได้ติดรสกามในอาหาร ในอาหารมีกิเลส กามเยอะ พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติ ในเรื่องอาหารนี่แหละ ที่เกี่ยวกับการรับ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในนั้นหมด พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า การปฏิบัติธรรม ในเรื่องอาหาร เป็นเรื่องการปฏิบัติธรรมที่ไม่ผิด จะบรรลุธรรมได้เลย ผู้ที่ปฏิบัติธรรม ลดกิเลสในเรื่องอาหารแล้วได้ ก็จะไม่มีรสอร่อย กินอาหารแล้วไม่อร่อย สิ่งที่เคยไม่อร่อย ก็ไม่อร่อยแล้ว นอกจากจำได้ อย่างหัวไชเท้านี่ เขาก็จะหั่นสดๆ ยิ่งสดยิ่งดี หั่นเป็นชิ้นเล็กๆมา ก็มากินกับปลาดิบ จิ้มมัสตาร์ด จิ๊กโฉ่ ก็จะได้ ก็เคยติดอยู่นะ กินแล้วจะซ่าๆ หวานๆ เผ็ดๆ เฝื่อนๆ ก็กินจนรู้สึกว่า รสอย่างนี้ชอบ แต่แรกๆใหม่ๆ กินไม่ไหว มันเผ็ดเฝื่อน แต่ก่อนนี้เคยจำได้ แต่เดี๋ยวนี้ก็รู้ว่า ความจริงมันเฝื่อนเผ็ด ถ้าทนได้ก็กิน
เมื่อเกิดกิเลสจะทำอย่างไร _เมื่อเกิดกิเลส ทำอย่างไรครับ ตอบ...ดีที่ถามมา ก็แสดงว่า รู้ตัวเองว่า กิเลสเกิดในใจ ต้องจับอาการกิเลสให้ได้ จับให้มั่นว่า อาการอย่างนี้หรือๆ เอ็งเป็นกิเลส แน่ใจนะ เช่นมันโกรธมันรัก นี่ละกิเลส แล้วพิจารณาว่า เอ็งอย่างมาหลอกข้า เอ็งเป็นผี จะความโกรธหรือความรัก ก็เป็นผีทั้งนั้น นี่คือความเป็นผีในจิต คือกิเลส คือผีตัวจริง เพราะฉะนั้น เอ็งอย่ามาหลอกข้า ต้องพิจารณาให้จริงว่า ผีหลอกคืออย่างนี้ เราอย่าไปตามใจมัน มันคือนักหลอก ความโกรธความโลภความรัก มันคือนักหลอก อย่าไปตามใจ อย่าไปเชื่อมันเป็นอันขาด มันเป็นนักหลอกนักโกหก พิจารณาอย่างนั้นจริงๆ พิจารณาแล้ว เกิดปัญญาเห็นจริงๆ เข้าไปได้เรื่อยๆ แล้วกิเลสมันก็จะลดลง ด้วยพลังปัญญา นี่แหละเรียกว่า วิปัสสนาญาณ เกิดกิเลสทำอย่างนี้
E=mc 2 จะได้เท่าไหร่ _ E=mc 2 เมื่อหาค่าสมการแล้ว จะได้เท่าไหร่ ตอบ...ไอน์สไตน์ ค้นพบพลังงาน พลังงานที่ไอน์สไตน์ค้นพบ ก็คือ มีมวล=m (mass) x กับความเร็วของแสง (c) วินาทีละ 186000 ไมล์ต่อวินาที แล้วคิดดูสิว่าคูณกับมวล มันเท่าไหร่ แล้วไม่พอ ดันยกกำลังสองอีก สูตรที่ว่า e=mc 2 คือความหมายของ สภาพที่แตกตัวไปไม่สิ้นสุด E=mc 2 คือ มันจะมีพลังงานสูงสุด แบบ infinity เลย ก็จะไม่มีคำตอบที่ได้แน่แท้ เพราะลำพังที่เราจะไปหามวล คุณก็ยังไม่รู้มวลที่เป็นนามธรรม ขั้นปรมาณู พลังงานที่เล็กขนาดนี้ จะไปนับมวลได้ยาก คำว่า e=mc 2 คือพลังงานที่อย่าไปคิดดีกว่า คำนวณไม่ไหวหรอก อาตมาว่า นี่คือคำตอบ มีแต่ infinity พลังงานที่เกิด จะเกิดสองอย่าง มันมารวมตัวกัน เรียกว่า นิวเคลียร์ฟิวชั่น รวมตัวกันแล้วจะระเบิด แต่ตัวไม่รวมกันนี่ พุ่งตรงไปแรงออกไปเลย ทีนี้สองตัวนี้ มันทำงานร่วมกัน ให้ระเบิดทั้งคู่ มันเลยกลายเป็นพลังงานที่มาก ตัวที่พุ่งออกไป ไปซัดอันอื่น ไปซัดฟิวชั่นให้ระเบิดอีก มันจึงแรงเท่าทับทวี แต่ไอน์สไตน์คิดค้นพบ e=mc 2 เป็นพลังงานฟิสิกส์ ทางรูปวัตถุ พลังงานทางดินน้ำไฟลม แต่พลังงานของจิต ก็นัยยะเดียวกัน หลวงปู่ถึงหยิบ e=mc 2 มาขยายความ แบบนามธรรม แบบพลังงานจิตด้วย แต่มันยิ่งกว่า พลังงานวัตถุ ใช้สูตรเดียวกันได้เลย แต่คนไม่รู้จักพลังงานของจิต จับแยกอาการพลังงานจิตได้ เมื่อแยกไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร พลังงานบวกหรือลบ พลังงานรูปกับนาม ก็แยกไม่ได้ แต่สูงสุดคือตัวที่รวมกัน กับไม่รวม พุ่งออกไป คือธรรมะสอง พระพุทธเจ้าเรียกธรรมะสอง หรือภาวะสอง ที่ดิ้นออกไป เรียกว่า อิตถีภาวะ พลังงานรวมตัว เรียกว่าปุริสภาวะ แล้วสามารถจับเอาพลังงาน เอามาใช้ได้ เรียกว่า พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ถามว่า เมื่อหาค่าสมการ จะได้คำตอบเท่าไหร่ ก็ตอบแล้วว่า หาค่าที่สมบูรณ์ไม่ได้ แต่ในจิตเรานี่ สามารถหาค่าได้ สุดท้าย สามารถที่จะหาค่าของจิตเราทั้งหมดเลยได้ แล้วก็ควบคุมพลังงานจิต ทั้งหมดของเราได้ ไม่ให้มันทำร้าย ไม่ให้เป็นพิษภัย พระอรหันต์ทุกองค์ จึงควบคุมพลังงานจิตตนเอง ไม่ให้ไปทำร้ายใครได้ เอามาทำประโยชน์ให้หมด หลวงปู่จึงเอาภาษา ของพระพุทธเจ้า คือพลังงานระดับ อุตุนิยาม พีชนิยาม ที่เกิดในปัจจุบัน มีพลังงานที่ทรงอยู่ คือธรรมนิยาม กับพลังงานเคลื่อนไหว คือกรรมนิยาม สองอย่างนี้ควบคุมได้ เอามาใช้ จัดแจงให้เป็นพลังงานที่ไม่ต้องการ ก็ทำให้เป็นอุตุ ส่วนที่ไม่ได้เอามาใช้ ไม่เกี่ยวกับเรา ไม่มีชีวิต ส่วนที่เอามาใช้ เอามาเป็นชีวะ เป็นพลังงานสสารและนามธรรม เป็นพลังงาน พีชะ ปรุงแต่งของตัวเอง ให้เกิดตัวเองอย่างเดียว แต่ไม่ไปทำร้ายใคร พลังงานที่เหลือ ที่ควบคุมได้แล้ว จึงเอามาใช้ได้ พลังงานของพระอรหันต์ เป็นพีชะ ตัวเองก็ใช้พลังงานเพื่อตัวเอง ปรุงแต่งองคาพยพ สังขารก็ใช้นิดเดียว แต่พลังงานที่เหลือ ไม่เป็นพิษภัยกับใคร และมีเยอะด้วย จึงเอาพลังงานที่เหลือ มาใช้ทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่น (สฟ.ว่า..ใช้เพื่อตัวเอง 30% ใช้เพื่อคนอื่น 70% ) พ่อครูว่า พระโพธิสัตว์ จะมีพลังงานส่วนเกิน ยิ่งมากขึ้น ๆ และพลังงานของโพธิสัตว์ จะมักน้อยลงอีกเยอะๆๆ
_ก่อตั้งอโศกมากี่ปีแล้ว…. หลวงปู่ก่อตั้งอโศกมา ตั้งแต่พ.ศ. 2516 บวกลบคูณหารเอาเอง ก็= 44 ปี หลวงปู่บวช 13 มาตั้งปี 16
_พุทธาภิเษกหมายความว่าอะไร ตอบ...อภิเษกแปลว่า การสร้างการทำขึ้น การให้เกิดขึ้น ของพุทธะ สร้างอย่างพิเศษ สร้างอย่างสำคัญ แต่งตั้งขึ้น สร้างขึ้นยกขึ้น ทำให้เจริญเป็นพุทธะ
อาริยะแปลว่าอะไร _อาริยะแปลว่าอะไรครับ ตอบ...อาริยะ แปลว่ามีปัญญา ถ้าไม่ใช่อาริยธรรม เรียกว่า เฉกะหรือเฉโก อาริยะคือความฉลาด เป็นความฉลาดที่รู้เท่าทัน อายตนะ 6 เรียกว่า ฉฬายตนะ (ฉลาดมาจากภาษาบาลีว่า ฉฬายตนะ) เรียนรู้การรับรู้ทั้ง 6 ทวาร แล้วจัดการ อย่างมีความรู้ ไม่ให้มีพิษภัย มีแต่ประโยชน์คุณค่า คนที่ฉลาดอย่างนั้น เรียกว่า อาริยะ เป็นความฉลาดที่ไม่เห็นแก่ตัว เรียกว่า ความฉลาดทางปัญญาด้วย
_กุศลกับบุญ อะไรดีกว่ากัน ตอบ...กุศลเป็นโลกียะ บุญเป็นโลกุตระ ถ้าจะบอกว่า อะไรดีกว่ากัน ผู้ที่รักเรื่องของสายโลกุตระ หรือสายนิพพาน บุญดีกว่า เพราะบุญคือพลังงาน กำจัดกิเลสอย่างเดียว แต่เดี๋ยวนี้เข้าใจบุญผิดหมด ไม่เข้าใจบุญว่าคือกุศล กุศลคือพลังงาน ที่สร้างความดี เป็นสมมติสัจจะ ส่วนบุญเป็นปรมัตถสัจจะ เป็นความจริง ที่ทำหน้าที่ กำจัดกิเลส บุญมีหน้าที่อย่างเดียว กำจัดกิเลสเสร็จ หน้าที่ก็จบ ไม่เหลืออะไร บุญเป็นวิบัติ กุศลคือสมบัติ ถ้าอกุศลก็เป็นสมบัติเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกัน สมมุติสัจจะมีสอง ผู้ใดสั่งสมกุศลก็ดี สั่งสมอกุศก็เลว บุญทำหน้าที่จบแล้ว บุญก็หายหมดเลย (สมณะฟ้าไทว่า...ผมว่าบุญมีหน้าที่ ทำค่าลบของเรา ให้หายไป จนเป็น 0 ครับ) เข้าใจคำว่า กุศลกับบุญ ผิดเพี้ยนไปหมดแล้ว ทุกวันนี้ แล้วเอาคำว่าบุญ ไปหลอกคนด้วย หลอกให้มาสะสมบุญ ทำให้ความหมาย ของพระพุทธเจ้า ผิดเพี้ยนไปหมด เป็นคนที่ทำบาป หนักหนามาก คนที่เข้าใจเช่นนี้ คนที่เข้าใจบุญ ไม่ถูกต้อง ก็ไม่มีทาง ปฏิบัติถึงนิพพาน เพราะว่า บุญคือการชำระกิเลส แต่จะไปเข้าใจว่าบุญคือการสะสม ก็ไม่ได้ชำระกิเลส ทุกอย่างมันไม่น่าได้ทั้งนั้น เป็นภพชาติ
_นมัสการแปลว่าอะไร ตอบ...แปลว่าคารวะ ใช้กับนักบวช เป็นการเคารพนักบวช
อเทวนิยมคืออะไร _อเทวนิยมคืออะไรครับ ตอบ...บางคนไปเข้าใจว่า เทวะคือเทวดา นิยมคือลัทธิความเชื่อ ความยึดถือ เพราะงั้น เทวะคือเทวดา อเทวะ แปลกันหลายนัยยะ อเทวนิยม ถ้าแปลตื้นๆ ว่าเป็นลัทธิไม่มีเทวดา ไม่เอาเทวดา ก็แปลผิด เพราะจริงๆแล้ว เทวดาโดยภาษา หมายถึงจิต นอกจิตไม่มีเทวดาที่ไหนหรอก เทวดามีสามอย่าง คือ สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมุติเทพ คือเทวดาโลกๆ ที่มีจิตชอบใจ ชอบใจในสิ่งที่ชั่วก็ยังได้ ชอบใจในอบายมุขก็ได้ ได้ชอบใจ ก็เป็นเทวดาแล้ว แต่ที่จริงคือสิ่งชั่ว คำว่าไม่ใช่เทวดานั้นไม่ได้ ของศาสนาพุทธ จิตใจที่ยึดถือว่าสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่น่าได้ น่ามีน่าเป็น ก็เป็นเทวดาทั้งหมด นอกจาก บางสิ่งเป็นอบายมุข ก็ยังเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าได้ ก็ต้องเป็นให้ได้ ยิ่งโลกุตระแล้ว ลึกซึ้ง คำว่า อเทวะแปลว่า ไม่มีเทวะแล้ว ไม่หลงเทวะแล้วอาการเทวะ ไม่เกิดในจิตของพระอรหันต์ พระอรหันต์ จิตท่านไม่เกิด ทั้งเทวดา และสัตว์นรก เป็นกลางๆ เพราะฉะนั้น คนจะเข้าใจเทวดา อย่างสำคัญเลยว่า เทวดาก็ไม่น่าได้ น่ามีน่าเป็นเลย ถ้าจะมานิพพาน ถ้ายังว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ก็มีภพชาติตลอด ยังไปหลงอยากได้เทวดา 6 ชั้นอยู่นั้น ก็ยังวนอยู่ ไม่ว่าชั้นไหน ก็หลงว่าดีหมด คนนั้น ไม่มีวันได้ เทวดาจริง อย่างธรรมกายเอาหมดเลย จริงๆแล้ว เทวดา 6 ชั้น คือนรก 6 ชั้น เพราะในอรหันต์ ก็ไม่มีเทวดา สวรรค์คือนรก นรกคือสวรรค์ แล้วเทวดายามา คืออยากให้เทวดานี้ยาวนาน มันหลงไม่รู้จักเวลา คือยามา ไม่รู้จักกาละด้วย อยากได้ไม่เคยหยุด พอตายไปแล้ว ไม่มีกลางวันกลางคืนด้วย เพราะฉะนั้น เลยไม่รู้ว่า จะนานเท่าไหร่ คิดดูสิว่า จะหลงเท่าไหร่ ไม่มีกลางวันกลางคืน (สมณะฟ้าไทว่า...ยิ่งไปตอกย้ำว่ามี ก็ยิ่งหนัก ) ถ้าเข้าใจแล้ว จะเห็นความหลงของเทวดา ตั้งแต่เทวดาดาวดึงส์ แม้แต่จตุมหาราช เทวดาชั้นแรก ก็เป็นเทวดาอำมหิต แย่งเขามาทั้งสี่ทิศ แย่งได้สมใจ ก็เป็นดาวดึงส์ เป็นอาการที่ 33 ที่เป็นความลมๆแล้งๆ ไม่มีจริง มันเป็นตัวปลอม ไม่มีจริง ถ้าอาการ 32 ก็ยังมีจริง มีเหตุจริง แต่อันนี้อาการ 33 มันไม่มีตัวตน เลยปั้นเอา คนไม่รู้จักสัจธรรม ก็หลงอันนี้ แล้วอยากให้อยู่นานๆ เขาให้พักดุสิตก็ไม่พัก จะดิ้น เอาอร่อยเอาสุข ให้พักไม่สุขไม่ทุกข์ ก็ไม่เอาอีก แต่มันต้องพัก แต่พักมันก็โง่อยากอีกต่ออีก คือโง่ซ้ำซ้อน ก็เลยกลายเป็น นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี สรุปแล้ว เทวดา 6 ชั้น จึงโง่ทั้ง 6 ชั้น
จุดธูปเทียนบูชาคือเรื่องนอกศาสนาพุทธ _อัคคียัญคืออะไรครับ ตอบ...คือการใช้ไฟเป็นสื่อ มีพิธีการใช้ไฟ ศาสนาพุทธไม่มีทั้ง อัคคียัญ สิญจนยัญ คือใช้น้ำ รดน้ำมนต์ เป็นต้น แล้วจะได้กุศลศิริมงคล และความเจริญ อธิษฐานใช้ไฟเป็นสื่อ คืออัคคียัญ ศาสนาอื่น ที่เขาหลงในภพชาติ ว่าจะมีสิ่งที่อำนวยเอื้ออวยให้ โดยใช้น้ำ ใช้ไฟเป็นสื่อ ใช้เปลวเทียน ใช้ควันเป็นสื่อ พระพุทธเจ้าถึงมีศีล ให้งดเว้นสิ่งเหล่านี้ เรียกว่า ไม่ให้มีเรือนไฟ แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธ ก็มีกุฏิวิหารโบสถ์ แล้วจุดไฟจุดเทียนจุดธูป ไหม้โบสถ์วิหาร ไปเยอะแล้ว ศาสนาพุทธ ไม่ต้องใช้ ไฟหรือน้ำเป็นสื่อ แต่ทุกวันนี้ มีแต่วัดของอโศกนี่แหละ ที่ไม่ได้จุดธูปจุดเทียน ที่ไหนใช้ธูปเทียนบูชานั้น เป็นเรื่องนอกรีตหมด เป็นเทวนิยม คือการใช้ไฟประกอบพิธีกรรม เรียกว่า อัคคียัญ
_ฎีกาแปลว่าอะไรครับ ตอบ...ตอบไม่ได้
คนเราเกิดมาเพื่อตาย แล้วเกิดมาทำไม _คนเราเกิดมาเพื่อตาย แล้วเกิดมาทำไมคะ ตอบ...เกิดมาทำงานที่ดี ไม่เป็นโทษเป็นภัย จำไว้ คนเราเกิดมา เพื่อทำงาน เมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร นี่คือความจบ อัปปติฏฐัง อนายูหัง มีเทวดามาถามพระพุทธเจ้าว่า ผู้ข้ามโอฆะสงสารได้ แล้ว เป็นอย่างไร . . พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป (คำว่าติฏฐัง แปลว่าพักอยู่) เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพัก หรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ)
เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้ว อย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2) พ่อครูว่า...เมื่อเราพักผ่อนแล้วมีงานที่ดี เราก็ควรทำต่อ ถ้ามันใช้กำลังจนมากจนหมด ควรพักแล้วก็พัก ป่วยก็พัก สมควรพักก็พัก สมควรเพียรก็เพียร ผู้ที่เห็นควร ใช้กำลังงานของเราได้พอเหมาะ จัดการกาละเวลา องค์ประกอบ อย่างถูกต้อง เรียกว่า สัปปุริสธรรม 7 ประการ ในอภิณหปัจจเวกขณณ์ 10 มีข้อหนึ่ง บอกว่า เวลาล่วงไปๆ สิ่งที่ดีกว่านี้ ยังมีอีก แล้วเธอทำอะไร? สิ่งดีมีอยู่ โอกาสมีอยู่ ทำไมไม่ทำ? เพราะฉะนั้นคำว่า รู้จักพักรู้จักเพียร จึงเป็นเรื่องลึกซึ้ง อย่าเพียรจนเกินไป overload อาตมานี้ ก็ไม่ได้เพียรจัดเกินนะ แต่คนก็ว่า มากไปแล้วๆ โดยเขาไปคิดว่า อาตมาอายุ 80 กว่าแล้ว ต้องพักมาก แต่ไม่รู้ว่า อาตมามีความพิเศษ ทำได้มากอยู่นะ ก็เกิดมาทำไม ก็เกิดมาทำงาน ยังมีภูมิปัญญารู้ว่า ควรพักก็พัก ควรจะเพียรก็เพียร
_คนที่เพ้อเจ้อ มีวิบากไหมครับ ตอบ...เพ้อเจ้อ คือพูดไร้สาระบ้าบอ ดีไม่ดี ก็สมมุติอะไร มาหลอกคน คนนี้เสียเวลา แรงงานทุนรอน หรือหลอกคน ก็ได้บาปได้ชั่ว ต้องรู้ว่า ที่จะพูดมีความหมาย มีเนื้อหาอะไร ก็พูดอย่างเหมาะสม
คนเราเกิดมาทำไม ? _คนเราไม่เกิดมาเป็นคนแล้วเกิดมาทำไม ตอบ...คนได้อัตภาพเป็นจิตนิยาม แล้วเอาไปทิ้งไม่ได้เลย มันต้องมี แล้วคนเรา พอได้อัตภาพ ก็หลงนึกว่าดี ก็เลยหลงสร้างอัตภาพเยอะเลย พอมารู้ตัว เป็นเวไนยสัตว์ ก็สะสมไว้เยอะเลย ก็เลยมาล้างก็ช้านาน ยาก คนเราหากได้เกิดเป็นคน ก็เป็นชีวะ ระดับจิตนิยาม เป็นชีวะที่มีวิบาก มีเวทนา มีกรรมครอง มีสุขทุกข์ อารมณ์รู้สึก มีตัวตนแล้ว ถ้าเกิดเป็นคนแล้ว พระพุทธเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้แล้วว่า เมื่อมีจิตนิยาม ก็พยายามทำให้เป็น พีชนิยาม ที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร แล้วเอาพลังงานที่เหลือ มาทำประโยชน์ ให้แก่คนอื่น แล้วมีของดี นอกจาก ไม่ทำโทษภัยกับคนอื่น ผู้ที่ไม่มีตัวตนแล้ว สามารถจบตัวตน ไม่ให้ตัวตนเกิดอีกได้ นี่เป็นของดี ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ก็เลยได้ทั้ง 1 สลายตัวตน หรือตัวตนเราไม่สลาย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ถ่ายเดียว ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร หรือ อรหันต์ จะเกิดตายเกิดตาย อีกกี่ชาติ ก็ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร
_คานธีคือใคร มาจากไหนครับ คานธีเป็นพระโพธิสัตว์ ระดับไหนครับ ตอบ...คานธี คือคนอินเดียคนหนึ่ง มาจากไหน มาจากอวิชชา อวิชชาพาเกิด มาเป็นตัวคานธี คนที่เกิดมา ก็มาจาก อวิชชาทั้งนั้น นอกจากพระอรหันต์ ที่จริง ถ้าจะว่าไป คานธี เป็นพระโพธิสัตว์ ก็ผ่านอรหันต์แล้ว ก็เกิดมาจาก วิชชาของเขา คนที่ไม่เป็นพระอรหันต์ เกิดมาด้วยอวิชชา แต่คนที่เป็นพระอรหันต์แล้ว เกิดมาด้วยวิชชา คานธีเป็นพระโพธิสัตว์ ระดับไหนครับ คานธีเป็นโพธิสัตว์ ระดับ 6 กำลังจะขึ้นระดับ 7 เป็นระดับ 6 คือผู้ที่จะเที่ยง ในการจะได้เป็น พระพุทธเจ้า
เรียนสัมมาสิกขานี่ มีรักได้ไหม _ เรียนสัมมาสิกขานี่ มีรักได้ไหม ตอบ...ไม่ได้ ...ถ้าสัญชาตญาณมันจะมี เกิดความรัก รักอันนี้หมายถึง ความรักทางกาม ทางเพศ ให้ระงับ มันจะเกิดโดยธรรมชาติ เป็นคนที่อวิชชาอยู่ มันต้องเกิดอารมณ์นี้ เพราะเป็นธรรมชาติของสัตวโลก มันจะต้องมีพลังงาน ที่จะทำให้เกิด ปฏิพัทธ์กับคู่ แล้วจะเกิดเรื่องเพศ เราต้องระงับ เป็นคนระงับได้ เรียนรู้ได้ จนกระทั่ง ไม่ให้เกิดอารมณ์นี้ได้ พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ตรัสรู้ได้ ทำให้ไม่เกิดภาวะนี้ ในจิตได้พ้นได้ ก็หัดเอาฝึกเอา
_คนที่บวชให้พ่อครู มีนามว่าอะไรครับ ตอบ...คนที่บวชให้อาตมา ตามพิธีกรรม (ถ้าหมายเอาว่า บวชคือ เนกขัมมะเรียกว่า ออกจากกิเลส ไม่มีใครบวชให้ หลวงปู่บวชเอง ตอบตามสัจธรรม) แต่ตามพิธีกรรม สายธรรมยุติ ก็เจ้าคุณ คือพระเทพวรคุณ อีกคนหนึ่งก็คือ พระครูสถิตวุฒิคุณ นั่นบวชทางมหานิกาย หลวงปู่บวชธรรมยุติก่อน แต่ไม่ได้สึก แล้วมาบวชมหานิกายอีก หลวงปู่ก็ถือใบสุทธิ 2 นิกายระยะหนึ่ง แต่ตอนหลัง ก็เอาใบสุทธิธรรมยุติไปคืน แต่ตอนหลัง ก็ประกาศแยกตัว เป็นนานาสังวาส ก็เลยไม่ต้องใช้ใบสุทธิ ของธรรมยุติและมหานิกาย มีแต่ใบสุทธิของอโศก
_พ่อครูคิดว่า จะอยู่กับอโศกกี่ปีครับ ตอบ...ตั้งใจว่าจะอยู่ให้ถึงอายุ 151 ปี
_ไก่กับไข่ อะไรเกิดก่อนกันครับ ตอบ….มีบ้าสองชนิด บ้าหนึ่ง ก็ไก่เกิดก่อนไข่ อีกบ้าหนึ่ง ก็ไข่เกิดก่อนไก่ ถ้าตอบให้เป็นวิชาการ ก็ตอบได้ มันจะลึก ยาก ละเอียด กว่าจะเป็นเซลล์แล้วมาเป็น ไก่ ตอบได้แต่ยาวนานมาก อธิบายไม่ไหว ตั้งแต่อุตุ มาเป็นพีชะ มาเป็นจิตนิยาม แล้วพัฒนามาเป็นไก่ ตอบให้ฟังนิดๆ ถ้าถามว่าไข่กับไก่ อะไรเกิดก่อน ก็ต้องตอบว่า ไก่เกิดก่อนไข่ เพราะว่าตัวอักษร กอไก่ มาก่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive