600830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้จิตอยู่ที่ไหน จนถึงได้อรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
600830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ รู้จิตอยู่ที่ไหน จนถึงได้อรหันต์
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันพุธที่ 30 สิงหาคม 2560 ที่ ราชธานีอโศก ใกล้สิ้นเดือนสิงหาคมแต่น้ำก็ยังขึ้นๆลงๆ มีคนบอกว่าน้ำขึ้นน้ำลงปลงเสียเถอะ ขึ้นได้ก็ลงได้ เราก็ปรับตัวได้ พ่อครูในระยะนี้ก็เทศน์ลึกซึ้ง เมื่อวันอาทิตย์ก็เทศน์เรื่องกรรม เมื่อวันวานเราก็ไปขนทรายที่โรงเต้าหู้ สี่รถสิบล้อ เรามีหมู่มิตรดี ที่จะสร้าง Coefficient กันเราจึงไป เป็นพลังพากันไปทำสิ่งที่ดีเป็นกุศลชีวิต และได้ลดละกิเลส แทนที่จะไปนอนสบาย ก็ไปลำบากเปียกฝน ก็ได้ทำบุญ ได้ทำกุศล ได้ทำกรรม กรรมเป็นทรัพย์ของตน พ่อครูเทศน์คนไม่ฮือฮา แต่คนเหลืออยู่เยอะ คือไม่ถอย แต่หลายคนเห็นคนมาฟังกันเยอะ แต่ว่า คนไม่อยู่ด้วยแทบไม่เหลือคน โลกุตระนี้คนไม่ฮือฮา แต่คนอยู่ขนาดนี้ แต่เป็นเนื้อ เป็นอาริยชนที่แท้จริง แม้แต่เด็กสัมมาสิกขา และนักเรียนพุทธธรรมก็ตาม เขามาอยู่ช่วยเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การสร้างอาริยบุคคล ต้องใช้เวลา ต้องร่วมกันจริงๆ พ่อครูว่า...เริ่มต้นด้วย sms
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ไตรสิกขาให้ถึงวิมุติญาณทัสนะ เราเองเรามีเทศน์ทุกหกโมงเย็น บรรยายธรรมะที่ราชธานีอโศก ก็ใคร่จะเชิญชวน สาธุชนทั้งหลาย ทั่วโลก บินมาก็ได้ แต่ไม่ค่อยมีนะอาตมาพาทำงานศาสนาไม่มีจารีตประเพณีแบบวัดต่างๆ วัดต่างๆ ที่เขาทำกัน คนไปไม่ต้องพูดถึงว่ามีลิเกละครมาเล่นในวัดมีงานวัด งานอย่างนั้นอย่างนี้ ฉลองอย่างนั้นอย่างนี้ มีงานทอดกฐินสนุกสนานเฮฮา มีงานทอดผ้าป่า สนุกสนาน หรือไม่เขาก็มีวิธีหาทางมาบูชาเคารพ กราบไหว้ มีรูปปั้น มีอะไรต่างๆนานาที่จะสร้างไว้ให้ดึงดูดให้คนมา ให้มากราบคารวะ มาอธิษฐาน อยากได้อะไรก็มาขอ แล้วก็พยายามสร้างค่านิยม ให้เขาเห็นว่า วัดนี้มีอะไรเป็นความขลัง อย่า
อ่านต่อ
งน้อยก็มีต้นตะเคียน มาขัดอาจจะได้เลขไปนะ สารพัดจะหาเรื่อง ทุกวันนี้วัดต่างๆ พุทธศาสนิกชนที่ไปวัด จึงไม่ได้ไปฟังธรรม น้อยมาก ส่วนมากก็ไปทำพิธีการแล้วก็สวดมนต์ ถวายอาหารเสร็จแล้วก็สวดมนต์กันไปเอาหลายสูตรมาสวดให้ฟังจบ แล้วก็สาธุ กรวดน้ำ ก็น่าสงสารศาสนาพุทธงมงายกันไม่เข้าท่า บางวัดมีการเทศนาแสดงธรรม แทนที่จะแสดงธรรม ก็เอาอกเอาใจญาติโยม มีงานอะไรมีเรื่องอะไรที่จะต้องมาสร้างวัดวาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็หาเรื่องพูดไปเพื่อจะให้มา จะได้บุญได้สวรรค์ ได้อย่างนั้นอย่างนี้ ปฏิบัติธรรมก็มีทาน ถือศีล อยู่ในวัดออกจากวัดก็ไม่มีศีล ออกไปนอกวัด ก็ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เอาเปรียบเอารัดเงินทอง เรื่องกามก็ไม่สังวรระวังไม่รู้เรื่อง เป็นประจำในชีวิต ถือศีลไม่ใช่อยู่แต่ในวัด แต่ให้ถือศีลตลอดต่อเนื่องไปทุกเวลา มันควรถือศีลด้วย พุทธศาสนิกชนทุกคนควรถือศีล 5 เป็นเบื้องต้น ศีลจะทำให้เกิดสมาธิ ปัญญาวิมุติ เกิดวิมุติญาณทัสนะ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วจะเกิดสมาธิ เกิดปัญญาก็คือบางทีก็ให้คิดนึกเอา ศึกษาความรู้ฟังคนเทศนาก็เกิดปัญญา หรือที่อธิบายกันว่า นั่งสมาธิให้นั่งหลับตา จิตดิ่งเป็นสมาธิ แล้วปัญญาจะโผล่ ตรงกันข้ามกับคำสอนพระพุทธเจ้าว่าปัญญาจะเกิดได้ต้องมี มัคคังคะ มีมรรคมีองค์ 8 ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เราจะเกิดสัมมาทิฏฐิ พัฒนาเจริญขึ้น โดยมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานตัวแรก ปฏิบัติแล้ว สัมมาทิฏฐิจะเจริญด้วย สัมมาวายามะ สัมมาสติ ห้อมล้อม ปฏิบัติสัมมาอาชีวะ กัมมันตะ ปฏิบัติในการทำงานการพูดการคิดการทำ มีสังกัปปะ 7 แล้วก็จะเกิดปัญญารู้ละเอียดละออ ถึงรูป นามต่างๆ รู้กระบวนการของ จิตที่มันจะสังเคราะห์ สังขาร อภิสังขาร ให้เกิด การรู้จิต เป็นสักกายะ และปฏิบัติตามวิธีการ ทำให้กิเลสลดได้จนเกิดเป็นปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ แต่ไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย ศีลก็ทำแบบกาย วาจา ไม่ละเมิด มือไม่ฆ่า ปากไม่ฆ่า มือไม่ลักทรัพย์ ปากไม่พูดลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใครทางกาย วาจา ส่วนสมาธิก็ไปนั่งหลับตาเอา นี่คือความเสื่อมความผิดพลาดของศาสนาพุทธ เป็นอย่างนั้นทั่วเลย อาตมากล่าวเช่นนี้คนเดียว ไม่เหมือนกับครูบาอาจารย์คนอื่นเขาพูด พูดเหมือนตีทิ้งเขาหมด แต่พูดด้วยความจริงใจเห็นว่ามันผิดจึงตำหนิทักท้วง สิ่งที่ถูกก็ชม แต่มีน้อย เมื่อจะชมก็เลยถูกพวกอโศก เอาหลักธรรมในพระไตรปิฎกมาตรวจก็ตรงกับพวกอโศก ก็เลยระมัดระวังอะไรยาก อาตมาก็รู้อยู่ ตั้งแต่จะมาทำงานด้านนี้ มันจะต้องต่อสู้กับลักษณะอย่างนี้ เป็นสถานะที่มันยังครองอยู่ เป็นอย่างนี้ตามสังคมศาสนา ที่มีแต่เดรัจฉานวิชา นอกรีตศาสนาพุทธ สร้างใส่วัดวา ในภาคปฏิบัติเต็มไปหมด ยกตัวอย่าง ปฏิบัติธรรมทำสมาธิ ขยายออกไป ไม่รู้อธิบายอะไรกันมากมายก่ายกอง อาตมาไม่เคยเห็นในพระไตรปิฎกว่านั่งสมาธิหลับตาแล้วจะเห็นจิตอย่างนั้นอย่างนี้ ที่นักรู้ขยายความกันว่า นั่งหลับตาแล้วจะเห็นจิตเป็นอาการอย่างนั้นอย่างนี้ตอนหลับตา ไม่เคยมี มีแต่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ลืมตา แล้วจะรู้จักกิเลส และกำจัดกิเลส ให้รู้กิเลส ลดกิเลส ให้จางคลาย วิราคานุปัสสี ดับ นิโรธานุปัสสี แล้วทำทวน ปฏินิสสัคคานุปัสสี กิเลสไม่เที่ยง อนิจจัง ไม่ได้ถาวร แต่คนโง่ดึงไว้ว่าเป็นของเราในจิตในใจ แต่ที่จริง มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สัมผัสกับอะไรกิเลสที่ขึ้น แบบต่างๆ เดี๋ยว ลาภ ยศ สรรเสริญ เดี๋ยว สุข ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เดี๋ยวก็บำเรออัตตา ก็สุข ทั้งที่สุขเป็นเท็จ ศาสนาพุทธไม่เคยสอนให้ไปหาสุข ให้รู้ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์แล้วดับเหตุ สุขกับทุกข์เป็นของคู่กัน เกิดจากตัณหาเป็นตัวเหตุ เมื่อได้สมใจตัณหาก็สุขเป็นของเก๊ ชั่วคราว บำบัดอารมณ์ ศาสนาพุทธชัดเจนว่าจะต้องดับตัณหาตัวนี้ ให้หมดสุขหมดทุกข์เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา คืออารมณ์นิพพาน อุเบกขามีสองแบบ คือเคหสิตอุเบกขา คือแบบปุถุชน ไม่สุขไม่ทุกข์เฉยเฉยๆเป็นไปตามธรรมดาธรรมชาติ แต่อุเบกขาที่เรียนรู้อย่างจริงเ ป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เป็นโลกุตระ เป็นมโนปวิจาร 18 เคหสิตเป็นโลกียะ 18 ตัวนี้แหละ มโนปวิจาร 18 เป็นอาการของจิตที่เราจะต้องเรียนรู้ วันนี้มีประเด็นคำถามของอาจารย์ไพศาล พืชมงคลถามมา จะได้ขยายความ ถามว่าจิตอยู่ที่ไหน
_อ.ไพศาล พืชมงคล แจ้งข่าว เมื่อเวลา 16.41 วันนี้ 29 สิงหาคม 2560 ว่า...
มูลนิธิธรรมนิติและมวลมิตรจะมอบข้าวสารหอมมะลิงวดแรกจำนวน 5 ตัน แก่โรงบุญของสันติอโศก และ หลวงปู่พุทธอิสระที่สนามหลวงในวันที่ 31 สิงหาคมนี้เวลา 10.00 น. และ จะมอบงวดที่สองอีก 5 ตัน ในราว 10 วัน หลังจากมอบงวดแรก และ ถ้ามีเงินเพิ่มก็จะบริจาคต่อจนหมด ... ขอท่านทั้งหลายจงร่วมอนุโมทนาและรับเอาส่วนแห่งกุศลเพื่อความสุขความเจริญด้วยกันเถิด กราบเรียนพ่อท่านด้วยครับ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จิตอยู่ที่ไหน ประเด็นคำถาม จาก อ.ไพศาล พืชมงคล 30 สิงหาคม เวลา 05.53 น.
ขันธ์ 5 เป็นทุกข์ ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือ รูปกับนาม
เวทนาสัญญาสังขาร วิญญานเป็นนาม หรือคือกายกับจิต กาย คือ ร่างกายเห็นง่าย จิตเห็นยาก แล้วจิตอยู่ที่ไหน ?
แม้นไม่รู้ว่าจิตอยู่ที่ไหน ? จะฝึกฝนอบรมจิต ทำจิตให้ผ่องแผ้วได้อย่างไร ? จิตอยู่ที่ไหน? พ่อครูว่า...จิต ไม่มีที่อยู่ อยู่ในร่างกาย ยาววา หนาคืบ กว้างศอก ในนี้แหละเรียกว่าคูหาสยัง ในนี้ เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้จักจิต ผู้ที่เขาเรียนรู้กันอย่างมิจฉาทิฏฐิ เขาก็เลยเรียนรู้ว่า จะปฏิบัติจิต อธิจิต ให้จิตเป็นสมาธิต้องมาเรียนข้างใน อย่าให้จิตออกนอกตัว อย่าไปทำงาน อย่าสัมผัสกับข้างนอก ปิดหูปิดตา จมูกลิ้นกาย เสร็จแล้วพยายามเพ่งจิต เมื่อไม่รู้ว่าจิตอยู่ที่ไหนก็เลยหากสิณมาเพ่ง กสิณอะไรก็แล้วแต่ โดยเฉพาะอานาปานสติ จะเพ่งกสิณ ดินน้ำไฟลม กสิณ 40 ของศาสนาอื่นเขาก็ทำมาแต่ไหน อาฬารดาบส อุทกดาบส หรืออาจารย์ไหน ก็เป็นลักษณะเดียวกันคือการสะกดจิต บางอาจารย์ให้จ้องนิ้ว หรือเพ่งมือ นิ้วทั้งห้า แล้วเขาจะใช้จิตวิทยาว่า นิ้วนี่จะทำให้แยกออกนะ อาตมาเคยเรียนสะกดจิตมา หรือแม้มันไม่แยกออกหรือมันแนบเข้า ก็ใช้จิตวิทยาครอบงำ เขาก็จะระวัง เขาก็จะสู้ๆๆไม่ให้ออก คือ ล่อให้จิตอยู่ตรงนี้ วิธีกสิณคือวิธีสะกดจิต ทั้งนั้น เป็นวิธีการทำสมาธิทั่วไป แล้วก็จะทำจิตให้เป็นหนึ่ง อ่านของอาจารย์ไหนๆ เช่น ของอ.อริยาภรณ์ สิทธิธรรมพิชัย บอกว่า ...สาธุชนจงพากันรีบชมรีบรับรีบใช้ ในเมื่อมีผู้ชี้ขุมทรัพย์ และคุณค่าพร้อมอุบายใช้จ่ายทรัพย์จะได้ทันแก่กาลที่ตนปรารถนา จับเอาจิตที่เป็นหนึ่งให้ได้ เมื่อได้แล้วพยายามรักษาไว้เอาอันเดียวนี้ การหัดภาวนาเบื้องต้นคือทำจิตให้เป็นหนึ่ง แม้เบื้องต้นแต่ถึงที่สุดได้ คือจิตเป็นหนึ่ง การฝึกหัดจิต หัดมากหัดน้อยเท่าไหร่ก็ตามต้องการให้จิตเข้าถึงที่สุดคือ จิต เป็นหนึ่ง ส่วนอุบายปัญญาเกิดเฉพาะแต่บุคคล แก่นสารคือจิตที่เป็นหนึ่ง จับเอาจิตเป็นหนึ่งให้ได้ ครั้นได้แล้วรักษาให้มั่น ไม่ต้องเอา อะไรอย่างอื่นเอาอันนี้อันเดียว นี่คือ อาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ให้ไว้คือ ท่องพุทโธ พุทธเข้า โธ ออก คือให้จิตเพ่งกสิณ แล้วจะได้จิตเป็นหนึ่งจิตถูกบังคับผูกไว้ ไม่ได้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่มีมัคคังคะ ไม่มีอาชีวะ กัมมันตะ วาจา ไม่รู้จักสังกัปปะ ว่า มันเริ่มวิตกอย่างไร แล้วมีพฤติกรรมจิตเรียกวิจาร ก็อ่านอาการเหล่านี้ว่ามันมีอะไรมาสังขารปรุงแต่งในวิตก ในจิต มันมีกามหรือพยาบาทดำริในนั้น ก็อ่านให้ออก แยกให้ออกมีธัมมวิจัยในนั้น ไม่ใช่ว่าให้หยุดคิดนึกแล้วได้จิตเป็นหนึ่ง เป็นสมถะ แต่ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ เป็นของศาสนาทั่วไปทั่วโลก น่าสงสารที่เข้าใจเอกัคคตาจิตว่าคืออันนี้ แต่ที่จริงมันแค่เอกจิต ไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไรมันแค่หยุดจิต กดข่ม บีบคอให้หยุดดิ้น ไม่มีท่าอะไรเลย ไม่อัคคะ ไม่ยิ่งใหญ่อะไร เขาเข้าใจเอกัคคตาจิต ทำจิตเป็นหนึ่ง เป็นสมาธิแบบนี้
อ.ไพศาลถามว่า จิตอยู่ที่ไหน อาการลิงคนิมิตอุเทศ อุเทศคือคำอธิบาย เช่นอาตมาอธิบายนี้ เช่น จิตอยู่ที่ผัสสะ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเมื่อมีผัสสะ แล้วจะเกิดภาวะ interaction มีปฏิฆะ มี action reaction มีปฏิฆสัมผัสโส ฆ นี่คือกลุ่มของการสัมผัส เรียกว่าเกิดสภาพที่สาม มีพลังงานกระทบสัมผัสสอง แล้วเกิดสภาพที่สาม จิตอยู่ตรงผัสสะ แล้วเกิดภาวะอันนี้ จิตอยู่ไหน ตากระทบรูป ปสาทรูป ปะทะกับอะไรข้างนอก มีดินน้ำไฟลม เป็นมหาภูตรูป จะกำหนดรู้ก็กำหนดเมื่อตากระทบรูป เอาอันเดียวก่อน อย่าเอาห้าอันหมดเลย เอาแค่หนึ่งก่อน ตากระทบรูป ก็เกิด ปฏิฆสัมผัสโส เกิด ปฏิกิริยาของธาตุรู้ เกิดขึ้นมา เราก็ต้อง อ่านอาการ อ่านเครื่องหมายของอาการให้ได้ เห็นอันนี้เป็นอันนี้ อันนี้คือรูปฟักข้าว นี่คือรูปกล้วยหอม นี่คือกล้วยน้ำว้า ระกำ ส้มโอ เป็นต้น จิตอยู่ที่รู้ตรงนั้น ถ้าไม่มีผัสสะ จิต มโน วิญญาณ ไม่มี จิต มโน วิญญาณจะเกิดจากภาวะกาย เป็นภาวะธรรมะสองที่เกิดการดำเนินไปของปสาทรูป โคจรรูป สัมผัสกัน ก็มีรู้อันนี้ นี่คือ ต้องรู้จิต จากรูปจิต รูปจิตนี่เกิดเมื่อมีผัสสะเป็นปัจจัย หากไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย จิต มโน วิญญาณก็ไม่มี ไม่เกิด จิตจะไม่ใช่ว่า จิตจะมีอาการสภาวะล่องลอยที่ไหนก็ได้ เห็นผี เทวดาล่องลอย เหมือนภิกษุสาติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน (มหาตัณหาสังขยสูตร ล.12 ข.442) ถ้าไปนั่งหลับตาสมาธิ วิญญาณ จะเกิดที่ไหนได้ มันโมฆะจริงๆ อาตมาพูดมา 47 ปีแล้ว กระเตื้องที่ไหน ยังโมหะมิจฉาทิฏฐิเต็มไปหมด อาตมาพูดไปเหมือนสายลมผ่าน ไม่เคยเอาไปตรวจสอบว่า ที่อาตมาพูดนี้ถูกหรือผิด ที่ตนทำนี้เป็นอย่างไร จิ เจตสิกสามนี้ แม้จะเอาเจตสิกไปใช้ เช่นสัญญาไปกำหนดเกาะกสิณ รู้อะไรที่กสิณ จิตนิ่งจะว่าวิญญาณเกิดที่กสิณก็ใช่ แต่ไม่ได้พิจารณามาก เพราะมันเป็นวัตถุ แม้ลมหายใจเข้าออกก็เป็นลม พระพุทธเจ้าสอนให้แยกแยะจิต อภิธรรมแยกเจตสิก 52 แยะจิต 89 121 อาตมาไม่ได้นำมาขยายความ เจตสิก 52 จิต 89 จิต 121 อาตมาอธิบายได้ แต่ไม่อยากให้วุ่นวายมาก เรียนแค่รูป 28 ก็พอ เมื่อตากระทบรูปก็มีจิตให้ศึกษา จิตวิญญาณหรือมโน จิต เป็นภาษาที่ รวมๆ พูดรวมๆ วิญญาณก็เป็นตัวธาตุรู้ที่ไม่เรียกว่าจิต แต่กระทบแล้วเกิดวิญญาณแล้วศึกษาที่จิต จิตก็ค่อยลึกละเอียดไปหามโน จิตแยกเป็นเจตสิก เรียนรู้ละเอียดจนเหลือ จิตละเอียดถึงมนายตนะกับธัมมายตนะ เป็นต้น จิตอยู่ที่ไหน? จิต ก็ต้องมีรูปหรือมีกาย มีรูปมีนาม กายคือรูปนามแล้วมีผัสสะขึ้น จิตก็เป็นผัสสะ สาม เกิดขึ้นมาให้เราเรียนรู้ จิตไม่ได้ล่องลอยที่โน่นนี่ แต่เกิดจากเหตุปัจจัย ปสาทรูป 5 ตา หู จมูก ลิ้นกาย ไปมีบทบาทกระทบโคจรรูปก็เกิดภาวรูป สิ่งภายนอกเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูปกระทบ เมื่อกระทบแล้วเกิดภาวรูป พระพุทธเจ้าให้ศึกษาภาวรูป 2 มีอิตถีภาวะ กับปุริสภาวะสองอัน คนอวิชชาก็เกิดสองคือสิ่งที่ถูกรู้กับตัวรู้ พวกอวิชชาเกิดอิตถีภาวะ ต้องทำให้อิตถีภาวะหายไปจากจิต ดับอิตถีภาวะที่ดิ้น ไม่สงบไม่หยุดไม่เป็นหนึ่งไม่สงบไม่เป็นแท้ๆอันเดียวเป็นปุริสภาวะ จึงต้องอ่านอาการดิ้นที่เป็นตัวแส่หาของตัณหา ก็ต้องพยายามจับเหตุ ที่เป็นเหตุคือตัณหา ที่ทำให้ดิ้นคือตัณหา หากเป็นธาตุรู้ที่ไม่มีตัณหาก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง เช่นตากระทบรูปกล้วยหอม รูปอวบน่ากิน กระทบส้มโอก็เห็นน่ากิน ตัวดีดดิ้นน่ากินมันไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงคือส้มโอ ถ้าตาไม่แฉแหม ตาบอด ก็จะเห็นเหมือนกันหมดทุกคน ตากระทบรูปนี้เหมือนกันหมด วันนี้ บวบมังกร เอาไปต้มแกงแล้ว มันแปลก เอาฟักข้าวนี่ก็ได้ ตาใครกระทบฟักข้าวนี้ ทุกคนตาไม่บอดไม่ถั่วไม่เพี้ยนก็เห็นฟักข้าวเหมือนกัน เป็นความจริงตามความเป็นจริง แต่กระทบแล้วถ้ามีอิตถีภาวะ ไม่รู้ความจริงแล้วจบแค่นี้ แต่มันมีสวย อยากได้ น่ากินนะ กินได้หรือเปล่า มันดิ้น ตัวนั้นแหละยิ่งเป็นตัณหาอยากได้อยากมีอยากเป็น อยากได้เป็นของตัวของตน นั่นแหละคือยิ่งเป็นตัวอิตถีภาวะ เรียนรู้มันเป็นเวทนาแท้ เป็นเวทนาเทียม ยิ่งได้สัมผัสแล้วสวย ได้ดมก็หอม แทนที่จะสัมผัสแล้วรู้ว่าอันนี้คืออันนี้ แล้วจะทำประโยชน์อะไรให้เกิดคุณ อย่างไรให้เกิดโทษ ได้ยินได้กลิ่นแล้วจะเอาไปทำอย่างไรดี ก็เป็นการรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อย่างไม่เกิดตัวแฝงที่ไปหลงตัวปลอมตัวเก๊ ชอบไม่ชอบ ไปหลงสวรรค์นรก ให้รู้แค่นี้จิตเรามีสวรรค์หรือนรก แล้วอย่าให้เกิด เกิดสวรรค์ก็อยากได้ ก็ไม่ต้องเกิดอาการนี้ จะสัมผัสกองขี้ก็ไม่ต้องเกิดอาการขยะแขยง ขี้ก็คือของเสียของเน่า ขี้โคลนเลน ขยะก็อย่างนั้น หรืออันนี้นี่มันถูกปรุงแต่งดูดีก็เห็นธรรมดา ควรจะได้ สิ่งที่ไม่ควรก็รู้ว่าไม่ควร ที่ควรก็ควร ควรได้แล้วสมควรไหม เรามีสิทธิ์ไหม เป็นของเรามีสิทธิ์ส่วนได้โดยไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีสิทธิ์ก็อย่าเอา ไม่ขโมย จริงๆแล้วอาตมาว่า ธรรมะนี่มันไม่ยากเลยนะ มันรู้ว่าอะไรควรหรืออะไรไม่ควร ก็อย่าเกิดอาการชอบหรือไม่ชอบ รู้ความจริงตามความเป็นจริง กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ตามปฏิฆสัมผัสโส เท่าที่มันเป็นจริง ไม่ต้องมีอาการที่มันเกิดจากอวิชชา ทำได้ก็จบเป็นอรหันต์ ง่ายจะตาย สมณะฟ้าไทว่า...มันได้ แต่ไม่ได้ง่ายตั้งแต่ต้น พ่อครูว่า..นี่อวดอุตริมนุสธรรมนะ ตอบหน้าตาเฉย แสดงว่าได้จริง ฝึกมาแล้วก็ตอบตามจริง ไม่ถือว่าอวดหรอก ถือว่าถามตามปัจเวกขณข้อที่ 10 ลดกิเลส ได้หรือไม่ ถามว่าได้หรือไม่ก็ตอบตามจริง ที่อาตมาพูดวนมาวนไป ก็พูดชัดๆว่ามันไม่ได้ยาก อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะได้โดยไม่ยากไม่ลำบากเป็นฌาน ฌานคือสภาวะของจิต องค์ประกอบหรือกระบวนการของจิต เมื่อกระทบสัมผัสแล้วก็เกิดวิตกวิจาร อะไรวะก็คือธัมมวิจัย อันนี้ดูดีนะก็ปีติ อ๋ออันนี้หรือ เช่นเราไม่รู้จักฟักข้าว เราไม่เคยเห็น สัมผัสแล้วไม่รู้จัก พอเขาบอกฟักข้าว เราก็ว่าอ๋อ ก็ปีติ อ๋ออย่างนี้หรือ วิตกวิจาร รู้ความจริงตามความเป็น ปีติธรรมดา ได้รู้แล้วก็สุข ไม่มีอะไรมาปนเป ไม่มีอะไรมาสังขารต่อก็จบ รู้ตามความเป็นจริง แต่คนก็เห็นว่าอ๋อ ขายเท่าไหร่อยากได้ จะซื้อ แม้คุณอยากได้ก็ไม่ต้องละลาบละล้วงก็เห็นว่าดีเหมือนกัน เอาไปทำกิน มีประโยชน์คุณค่าอาหารอย่างไร หรือเรามีความรู้มาก่อนว่ามีคุณค่าอาหารอย่างนี้นะ เราเรียนรู้ว่ามีคุณค่าอาหาร ควรได้ แต่ก็ไม่ใช่ของเรา หรือมันเป็นของสาธารณะ ที่ไม่มีเจ้าของดีไม่ดีมันเกิดในสวนเราเองด้วย มันมีประโยชน์คุณค่าก็เอามาตามควร ก็ไม่ใช่กิเลส ก็เห็นตามควร
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน จะรู้จิตได้ต้องมีผัสสะในปัจจุบัน ในรายละเอียดของอันนี้ ตกลงจิตอยู่ที่ไหน...มีผัสสะแล้วเกิดขึ้น จิตอยู่ที่ผัสสะแล้วเกิดขึ้น ถ้าไปนั่งหลับตา แล้วนึกคิดอะไรได้ ก็ไม่เรียกจิตเต็มๆแต่เป็นสัญญากำหนดรู้อดีต อนาคต อดีตสิ่งที่ผ่านมาแล้ว อนาคต ก็มีเท่านั้น สัญญากำหนดแต่อดีต อนาคต ไม่มีปัจจุบัน เมื่อไม่มีปัจจุบันศาสนาพุทธจึงไม่เรียกว่าทิฏฐิ ทิฏเฐ ความจริงต้องมี ทิฏฐิ ทิฏเฐ มีปัจจุบันจึงจะเรียกว่าเป็นความจริงเป็นสัจจะ อดีตกับอนาคตไม่ใช่สัจจะ อดีตก็หายไปแล้วเอาความจำมานึกคิด อนาคตมันก็นึกคิดเอา แต่ปัจจุบันที่สัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย สัจจะมีอยู่นิดเดียว ถ้าส่วนอดีต อนาคตที่คุณยังวุ่นวายในอดีต อนาคต ไปวุ่นวาย จริงๆ มันมีแต่ปัจจุบัน หมดอดีตที่ต้องตามหา อนาคตก็ไม่ได้วุ่นวายอยากได้อยากมีอยากเป็น ก็หมด ถ้าไม่มีกระทบสัมผัสก็สูญ อดีต อนาคต ข้อ 7 ทั้งส่วน อดีต ส่วนอนาคต อันนี้ก็คือ สูญ เป็นปัจจุบัน เป็นสัจจะอยู่ที่ปัจจุบัน ความจริงจึงจิ๊ดเดียว อันนี้อาตมาเคยอธิบายไว้ใน หนังสือคนคืออะไร? ความจริงเหมือนปลายเข็มจุดลงไป นิดเดียวแล้วหายไป เป็นอดีต เป็นอนาคต ถ้าคุณไม่เกิดผัสสะ จิ๊ดหนึ่งคือผัสสะ หากไม่มีผัสสะก็สูญ ใครทำสูญได้ เมื่อผัสสะก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงโดยไม่มีธรรมะ 2 มีแต่ ธรรมะหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ตรงนี้ถ้าเข้าใจและทำได้ก็จบเลยหรือจะทำ0 เป็นนปุงสกลิงค์ก็ได้ ก็ไม่มีเรื่องไม่ต้องรู้อะไร ว่าจริงหรือไม่จริง แต่ถ้ามี 1 ก็ทำงานไปได้ต่อ สมณะฟ้าไทว่า..อันสุดท้าย อสัญญีสัตว์คือไม่รู้อะไรเลย พ่อครูว่า..เนวสัญญานาสัญญายตนะคือภูมิสูงแล้ว เมื่อสัมผัส แล้วเหลืออายตนะสุดท้าย ที่ท่านแปลว่ารู้ก็ไม่ใช่ไม่รู้ก็ไม่ใช่ หมายถึงว่า คุณยังไม่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ถ้ารู้ความจริงตามความเป็นจริงก็จบ สัญญาเวทยิตนิโรธ สิ่งที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงเมื่อ ผัสสะก็เกิดเวทนา เป็นปฏิจจสมุปบาทผัสสะแล้วเกิดเวทนา เราก็รู้เวทนา พระพุทธเจ้าให้ศึกษาเวทนาเป็นกรรมฐานแล้วเรียนรู้กรรมฐาน กรรมฐานเวทนา 108 เวทนา 2 กายิกเวทนา เจตสิกเวนา เวทนา 3 ก็สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 ภายนอก สุขทุกข์ และภายในสุขทุกข์ แล้วก็เฉย อุเบกขา มีมากมีน้อย ก็ตรงนี้ เวทนา 6 คือ เวทนาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เวทนา 18 คือ เวทนาทาง ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ทำงานแล้วเกิด สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทวารละ 3 อย่างนี้ ก็รวมเป็น 18 กรรมฐานของศาสนาพุทธ จึงมีเวทนานี้เท่านั้น แต่มันผิดเพี้ยนไปไกลไปทำกสิณอะไรบานปลายออกนอกศาสนาพุทธไปหมด ก็เลยไม่ได้ถูกต้องกรรมฐานแท้ คือเวทนา หากไม่มีผัสสะไม่มีเวทนาก็ไม่มีฐานในการปฏิบัติ 9 ข.87 [87] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ เขาเหล่านั้นเว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ แต่มันเพี้ยนไป มีกรรมฐานเป็นกสิณ แต่กรรมฐานของพุทธมีแต่เวทนา แล้วก็แยกเวทนา 108 ตัวปฏิบัติคือเคหสิตเวทนาในมโนปวิจาร พฤติกรรมของเวทนา แล้วเรียนรู้ สุข ทุกข์ เรียนรู้เหตุ ดับเหตุคือกิเลส ทำกิเลสลดได้เป็นเนกขัมมะ เป็นฐานนิพพานคือเนกขัมสิตอุเบกขา ทำให้เก่ง เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เรียนรู้มีผัสสะเป็นปัจจัย มีตัณหาเป็นเหตุ ก็ล้างตัวนี้ได้เป็นเนกขัมมะ สรุปว่า เรียนรู้มโนปวิจาร 18 ทำอุเบกขา แล้วทำอุเบกขาเป็นอเนญชา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี้ให้ได้ อาตมาเอาสภาวะแท้มาอธิบาย ไม่ได้เอามาจากอาจารย์ไหนแต่มันตรงกับของพระพุทธเจ้าอธิบายไว้ในพระไตรปิฎก ตอนนี้มันบานปลายแตกหน่อ แตกกิ่งก้านมิจฉาทิฏฐินอกเรื่องราวไปไกลมาก ลืมว่าศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าสอนใน พรหมชาลสูตรว่า ต้องมีผัสสะ จึงมีเวทนา ให้ปฏิบัติ นอกจากปฏิบัติเวทนา 108 นอกนั้น ปฏิบัตินอกรีต เป็นความแส่หาของตัณหาทั้งสิ้น ฟังบ้าง ออกนอกรีต อนุสาสนีย์พระพุทธเจ้าเยอะแยะ อาตมามากู้ศาสนาพุทธกลับ อย่าดูถูกดูแคลนอาตมามากนัก ว่าไม่มีค่าไร้ค่า พูดธรรมะนี้เหมือนคนบ้า ไม่ใช่ อาตมามีแต่ความจริงใจสุจริต มีแต่ความจริงมาอธิบายเพื่อกอบกู้ศาสนาพุทธ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ต้องคนตาดีจะเห็นสิ่งที่โพธิสัตว์พาทำ เถรวาท ไม่นับถือโพธิสัตว์ สมณะฟ้าไทว่า...คนเขาพูดกันทั่วไปในยุคกึ่งพุทธกาลจะมีโพธิสัตว์สององค์เกิด ก็ต้องตามหากันสิ พ่อครูว่า...มีแต่อาตมายืนยันว่าในหลวงเป็นโพธิสัตว์ ถ้าไม่ใช่ท่านจะไม่ตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แม้แต่ท่านพุทธทาส ท่านประยุทธ์ ปยุตโตก็ยังเข้าใจว่าการนั่งหลับตาเป็นภาคปฏิบัติของศาสนาพุทธทำให้เกิดสมาธิ อาตมาก็ยืนยันว่า อันนั้นนอกศาสนาพุทธแบบนั้น สมาธิของศาสนาพุทธอยู่ในมหาจัตตารีสกสูตร ปฏิบัติมรรค 7องค์สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ แต่พระพุทธเจ้าท่านต้องตรัสแบบประนีประนอม เพราะมีแต่คนทำสมาธิหลับตา ยังไม่มีใครมากล่าวสมาธิแบบพุทธ เขาเข้าใจสมาธิหลับตาสะกดจิตทั้งนั้น พูดไปจะเป็นปฏิปักษ์มาก แต่อาตมาถือว่ามีสมาธิของศาสนาพุทธแล้ว ก็เลยพูดมากได้ เราก็บอกว่าพุทธเป็นอย่างนี้ ก็แค่ประเด็นเดียวว่า สัมมาสมาธิ ของศาสนาพุทธไม่ใช่เกิดจากการนั่งหลับตา เพราะเขายึดมั่นถือมั่นอย่างดำฤษณาหน้ามืดตามัว พูดให้ตายอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ อมหลวงพ่อโต วัดอินทร์ มาพูดเขาก็ไม่เชื่อ ใครฟังเข้าใจแล้วมาแก้มิจฉาทิฏฐิเสีย มาปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิก็จะได้ ในยุคนั้นตอนออกบวชท่านก็ไปในป่า หลงป่า 6 ปี พอระลึกได้ว่าในป่าไม่ใช่ แต่ท่านก็ยังไม่ได้ออกมา ท่านตรัสรู้แล้วก็ไปมีภิกษุของท่าน ท่านก็ตรัสกลางๆว่านั่งหลับตานั้นไม่ใช่ ท่านได้สูตรอันนี้ ก็ว่าภิกษุทั้งหลายเรียบเรียง มหาจัตตารีสกสูตร หรือสูตรอื่นว่า สมาธิของศาสนาพุทธไม่ใช่อย่างนั้น แต่เกิดจากศีลเป็นเหตุ แล้วปฏิบัติศีลไปตามลำดับ เช่นศีล 5 จิตเราต้องอ่าน เมื่อสมาทานศีลไม่ฆ่าสัตว์ต้องมีสติสัมปชัญญะ ระมัดระวังตาหูจมูกลิ้นกาย ระมัดระวังกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม สัมผัสกับสัตว์ใดอย่าไปทำร้ายอย่าไปฆ่า มีเมตตาเกื้อกูลเอ็นดูหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายก็แสวงหาสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งนั้น มันเป็นสัตว์ร่วมเกิดร่วมตาย อย่าไปละเว้นสัตว์ใดใด แม้แต่จะไปฆ่ามากิน ความรู้ของศาสนาพุทธในยุคนี้จึงเป็นความรู้ที่ ยากจะแก้กลับไปสู่ความถูกต้องได้ง่าย ไม่ง่าย แล้วอาตมาก็ชาตินี้อาภัพ อัปภาคย์ เกิดมา รูปไม่หล่อพ่อไม่รวยไม่มีศักดินาอลังการไม่มียศศักดิ์ ไม่มีความรู้ไม่มีใบรับรอง ไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีสำนักพี่น้อง เป็นเครื่องอ้างอิง แล้วเอาความรู้มาจากไหนก็เอามาจากชาติก่อน นี่อวดอุตริอีก พอดี มีพระไตรปิฎกก็ตรงกันพอดี แต่ก่อนไม่มีพระไตรปิฎกก็พูดตามโวหารภาษาตัวเอง สมณะฟ้าไทว่า...ผมว่ามันเหมาะกับยุคสมัย หากพ่อครูมีอลังการ ผมว่าผีแทรกเยอะ ต้องมาลดโลกธรรมตัวตน สลายตัวตนอย่างเดียว พ่อครูว่า...ที่อาตมาเป็นอย่างนี้เป็นเครื่องคัดเลือกคนมีดวงตาว่า โพธิรักษ์มีพุทธธรรมจึงจะมา หากเขาไม่มีดวงตารู้อันนี้ก็จะไม่มา ต้องมีดวงตารู้ว่า นี่สัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ คนที่มีดวงตาจึงจะมา คนไม่มีดวงตาตาบอดตาถั่วตาเน่าไม่มา ใครจะมาเอาลาภยศสรรเสริญโลกียสุขในนี้ไม่มีให้หรอก มีแต่ขัดเกลา ตามวรรณะ 9 เลี้ยงง่ายเหมือนหมู ใส่รางเลื่อนให้กิน ทุกวัน เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย ไม่ต้องประคบประหงม ไม่มีเครื่องอลังการอะไร อัปปิจฉะกล้าจนมักน้อย ไม่มีเรื่องให้มักใหญ่มากๆ ไม่มีให้ไปรวย มีแต่ให้มาจน ไปหาสูญลูกเดียว ใจพอ 0 ยังพอเลย ไม่มีก็ยังพอ สบาย มาอยู่ที่นี่ไม่มีรายได้เลยยังพอ เหลือด้วย เฟ้อด้วยนะชาวอโศก อุดมสมบูรณ์ เช้ามาเหลา ที่นี่อย่างกับเหลา เลื่อนกันกองเบะๆๆ นี่เหลือเฟือ ก็ไม่เห็นมีใครมาเอาไปกิน เด็กๆเล็กๆก็ไม่มาเอา สมณะฟ้าไทว่า...ในโลกีย์หาของไร้สารพิษกินยากนะครับ พ่อครูว่า...แต่นี่เหลือ เป็นเรื่องเหลือเชื่อ อาตมาพาปฏิบัติธรรมตาม ที่เราเอาบทคำสอนพระพุทธเจ้ามาวัดมาเทียบยืนยัน เป็นไปเพื่อวรรณะ 9 ไหม แม้ที่สุดอาตมาพาทำได้ถึงสาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง . 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 3.
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive