600220_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนปาฏิหาริย์พุทธสุดโลกุตระ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข6 พฤศจิกายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600220_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เรียนปาฏิหาริย์พุทธสุดโลกุตระ

อาจารย์กุ้งว่า…วันนี้เป็นวันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 ที่สันติอโศก งาน พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 41 ที่ปฐมอโศก จัดครั้งแรกที่ปฐมอโศก ก็ได้ผ่านไปแล้ว ผมได้พยายามค้นหาคำว่า สุดยอดปาฏิหาริย์ ว่าคืออะไร ก็ไม่คาดคิดว่า จะได้มาร่วมรายการกับพ่อครู ในวันนี้ ความเป็นไปของมนุษย์ ที่มีต้องการอยู่ทุกวันนี้ ชิตังเมโป้งรวย เพื่อหวังปาฏิหาริย์ ตอนนี้ก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นมาแล้ว แล้วปฏิหาริย์อย่างไร จึงถือว่าเป็นสุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ใครเป็นคนตั้งชื่อ งานพุทธาภิเษกฯนี้ พ่อครูว่า...เพราะอาตมานี่แหละ เป็นคนตั้งชื่อ ว่าเป็นงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ จะได้ขยายความคำว่า ปาฏิหาริย์ให้ฟัง คือ อะไรที่อยู่เหนือ ความเป็นไปในชีวิต ให้เกิดมีในความเป็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็น กลับออกไปจากรายการ เจอคนมาขายลอตเตอรี่ ซื้อลอตเตอรี่เกิดถูกรางวัลที่ 1 เป็นต้น แต่ปาฏิหาริย์ที่พ่อครู ได้ตั้งชื่อไว้นี้ คงไม่ใช่แบบโลกๆนะครับ ผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมา ถ้าไม่เข้าใจความเป็นโลกุตระหรือโลกียะ ก็จะนำพาไปสู่ปาฏิหาริย์ ที่แท้จริงไม่ได้ ถ้าพวกเราทั้งหลาย ยังคงอยากอยู่ใน ภพของโลกๆ ยังอยากได้ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข คงจะไม่มาฟัง มาเป็นลูกศิษย์พ่อครู เรียนจบดอกเตอร์ มาทบทวน ชีวิตกันสักหน่อยดีไหม

ปาฏิหาริย์ 3 อย่างของพุทธ พ่อครูว่า...เกริ่นนำถึงเรื่องปาฏิหาริย์ขึ้นมา ก็ไม่ได้พูดกันมานาน คำว่าปาฏิหาริย์ หมายถึงเป็นเรื่องที่พิเศษ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ภาวะที่เป็นไปได้ เกินกว่าปกติสามัญ ทีนี้ พุทธ เราจะพยายาม ที่อาตมาได้ตั้งชื่อ พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ คือ เราจะอภิเษกให้เป็นพุทธ การอภิเษกให้เป็นพุทธได้ เป็นสุดยอดปาฏิหาริย์

อ่านต่อ

พระพุทธเจ้าตรัส เรื่องปาฏิหาริย์ไว้ใน เกวัฏฏสูตร ดูกร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน ? คือ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) นุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา8 เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด (อัฏฏิยามิ) ระอา (หรายามิ) เกลียดชัง (ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์ และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ . (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339-341) ปาฏิหาริย์ ข้อ 1-2 คือเรื่องที่พระพุทธเจ้าตีทิ้ง พระพุทธเจ้าว่าเราเบื่อ เรารังเกียจ เราระอาเต็มที เราชัง และก็อ่อนอกอ่อนใจ กับคนที่หลงใหลสิ่งเหล่านี้อยู่ ส่วน อนุสาสนีปาฏิหาริย์ นี่แหละ คือสุดยอดปาฏิหาริย์ เป็นการปฏิบัติได้ตามคำสอน ของพระพุทธ เจ้า มีปัญญาเข้าใจคำสอน ของพระพุทธเจ้า แล้วก็ปฏิบัติตามคำสอน (อนุสาสนีย์) มีปาฏิหาริย์ทำได้ตามคำสอน เกิดบรรลุธรรม จิตใจ มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาขึ้น จิตเกิดใหม่ เกิดเป็นอาริยบุคคล มีปาฏิหาริย์ถึงขั้นเกิดเป็นอาริยบุคคล

ปัญญาต่างจากเฉกาอย่างไร อาตมาได้เทศน์และบรรยายจนถึง เรื่องปัญญา ปัญญาไม่ใช่ความเฉลียวฉลาด อย่างที่คนเข้าใจ คำว่าปัญญาเป็นพยัญชนะสูงส่ง เริ่มตั้งแต่อัญญะ แล้วมาเป็นปัญญะ อัญญะ ตัวพยัญชนะ แปลว่าอื่นๆ เป็นความเจริญอันใหม่ ที่ไม่ใช่อันเก่า คนเราจะมีความเฉลียวฉลาดอย่างเก่า ภาษาบาลีเรียก ความเฉลียวฉลาดแบบนั้น เฉกะหรือเฉโกหรือเฉกตา แต่คนไม่เอา ฉลาดแบบนั้นไม่เอา จะเอาปัญญา เลยเอาคำว่าปัญญา มาเรียกความฉลาดไปหมด แต่ในสัจจะความจริงๆ คุณฉลาดแค่ เฉกะ เฉโก คุณไม่ได้มีความฉลาดเป็นปัญญาเลย เพราะว่า ความฉลาดที่เป็นปัญญา เริ่มมาจากอัญญะ เป็นความฉลาดอันอื่นจากความฉลาดปุถุชน ความฉลาดของคนทั่วไป เป็นความฉลาดของปุถุชน เป็นความฉลาด เก่งกาจมากเท่าไหร่ ก็แล้วแต่ ฉลาดที่จะสามารถ หาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ใส่ตัวเอง มีควา มสุขปรีเปรม ด้วยโลกียธรรมขนาดไหน แม้จะเป็นความสุจริตก็ฉลาด ถ้ายิ่งไปฉลาดแกมโกงทุจริต ก็ยิ่งไปใหญ่เลย มันก็มีทุจริตกับสุจริต เท่านั้น แต่อยู่ในโลกียะ ไม่พ้นไปจากโลกียะ ถ้าเจริญทางโลกียะก็เป็นสุข เจริญด้วยลาภยศ สรรเสริญ โลกียสุข หรือไม่เจริญก็เป็นทุกข์ นี่คือความรู้ของปุถุชน ส่วนความฉลาด ที่ต่างไปจากตระกูลนี้ ต่างจากสกุลโลกียะ คือความฉลาดแบบโลกุตระ ซึ่ง ความฉลาดแบบโลกุตระนั้น มันเป็นความฉลาดที่มีจิต เกิด โคตรภูญาณ เมื่อมีโคตรภูญาณแล้ว ญาณนั้นจะสำเร็จผล เป็นโคตรภูจิต เป็นคนโคตรใหม่ โคตรภู แปลว่า ความรู้ที่มันจะออกจาก ความรู้แบบโลกๆ ที่จะเอาแต่เจริญในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เราจะเห็นว่า เราอย่าไปหลงใหลกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันเป็นเรื่องที่ผิด ก็เกิดอัญญะ เกิดความรู้อื่น เป็นความรู้สึกของจิตเลย จิตไม่ใช่ขั้นเหตุผลเท่านั้น ถ้าพูดเหตุผล ทุกคนก็เข้าใจ ผู้เรียนภาษาบัญญัติคำสอน ก็เข้าใจว่า คนหลงใหล ได้ปลื้มกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มันโลกีย์ มันต้องมาออกจากโลกีย์นี้ ต้องทำให้จิตเกิดโคตรภูญาณ โคตรภูจิต โคตรภู แปลว่า อยู่ครึ่งกลางระหว่าง โลกียะกับโลกุตระ ท่านแปลว่าจิต ตัดโคตร เกิดปัญญารู้แล้ว อย่างโกณทัญญะ เกิดความฉลาดที่รู้แล้วว่า ต้องมาทางโลกุตระ ได้ความรู้อันนั้นจริงๆ เกิดจิตเช่นนั้น เกิดญาณ เพียงแต่อาตมาอธิบายนี้ไม่ได้เกิด ญาณเกิดที่จิตนะ แต่เกิดความรู้ ตามเหตุผลเท่านั้น นี่ที่ฟังๆอาตมาพูด ใครฟังแล้วอธิบายได้ เข้าใจเพราะไม่ได้โง่เง่า ถ้าไปอธิบายให้นาย ปองเอี้ยมหรือจะโตกว่า แต่ก็ไม่รู้ภาษา ก็ไม่เข้าใจ หรือคนที่พูดไม่รู้เรื่อง อีเดียดก็ไม่รู้เรื่อง แต่คนไม่อีเดียด พูดด้วยเหตุผลก็เข้าใจ ถ้าจะฉลาด ก็อย่าไปยินดีในการแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เข้าใจได้ทั้งนั้น แต่จิตใจคุณ จะเป็นหรือเปล่า คุณจะเกิดญาณจริงๆ เกิดรู้อย่างมั่นใจ เป็นความเข้าใจที่มีพลัง มีความเข้าใจจริง ที่เกิดพลังหรือกำลัง หรืออินทรีย์ ตัวแรกก็คือศรัทธา เป็นศรัทธินทรีย์ อ๋อ มันรู้ แต่ก่อนไม่เคยรู้ รู้ก็ไม่เคยเชื่อ พอเชื่อก็เป็นศรัทธา รู้แล้วก็อ๋อ.. อย่างนี้หรือ เชื่อ พอเชื่อแล้วก็เกิด การปฏิบัติประพฤติพากเพียร เพื่อให้ออกจากโลกียะ ก็เกิดวิริยินทรีย์ เกิดความเห็นดีเห็นงามเห็นชอบ ไม่ใช่ว่า ฟังเข้าใจ แต่ไม่ได้มาพากเพียรลดละ จากการยินดีใน ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข ปฏิบัติแบบไม่ได้เอาจริง ถ้าใครเห็นจริง ก็จะพยายามมาพากเพียร อย่างเช่นชาวอโศกนี้ แล้ววิธีปฏิบัติ จะต้องมีสติ สติสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ให้เกิดผล ก็ต้องมีสตินทรีย์ พอมีโพชฌงค์ 3 เกิดความรู้ในทางตรัสรู้ขึ้นมา ต้องวิจัยอ่านจิต แยกแยะ analyse ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา แล้วจะเกิดจิตอุเบกขา ไม่ใช่ อุเบกขาคือผลที่เกิดจาก จิตที่ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สั่งสมเป็นอุเบกขา อุเบกขาตัวที่ 7 ของสัมโพชฌงค์ ก็คือตัวเดียวกันกับ สัมมาสมาธิ ที่เกิดจากฌานที่ 4 เป็นตัวผล อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน ผู้ที่มีศรัทธินทรีย์ ก็จะสั่งสมเป็นสมาธินทรีย์ เป็นฌาน 1 2 3 4 จึงไปถึงขั้นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาจะรู้ จะเห็นว่า เราจะเกิดศรัทธาแล้ว เราได้พากเพียรปฏิบัติตามหลักพระพุทธเจ้า สติสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ พยายามแยกแยะ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม อยากเจอตัวเวทนา ที่มันมีเหตุให้สุขให้ทุกข์ มีเหตุคือสราคะ สโทสะ สโมหะ พอกำจัดกิเลสออกได้ พลังงานของจิตสะอาดขึ้น ก็จะค่อยๆตกผลึก สะสมลง เป็นความตั้งมั่น เรียกว่า สมาธิของจิต ขึ้นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ปัญญาก็จะรู้จัก ความเจริญ พลังงานเจริญ ของสิ่งที่เราปฏิบัติได้ เรียกว่า อินทรีย์ 5 มีสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ จนเป็นพละ 5 ถ้าเข้าใจวิธีปฏิบัติ และมีความสืบเนื่อง รู้ว่าเหตุนี้จึงเป็นสิ่งนี้ เป็นอิทัปปัจจยตา

อธิบายจากปาฏิหาริย์ 3 ถ้ายิ่งเป็นโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติ ตอนปฏิบัติในขณะมีอาชีพ มีการปฏิบัติธรรม มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ปฏิบัติที่จิตเป็น วิเคราะห์วิจัย ทำใจในใจเป็น มีสังกัปปะ7 มีผลให้ ล้าง กาม พยาบาท คือมิจฉาสังกัปปะ กำจัดกาม พยาบาทได้ ก็สั่งสมลงเป็นอธิจิต อธิจิตสิกขา ก็เจริญไปตามลำดับ ผู้ที่สามารถทำได้ ตามที่อาตมาอธิบาย คร่าวๆ เป็นผู้มีปาฏิหาริย์ เรียกว่าอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่ไปมีวิธี โดยการนั่งหลับตา เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หายใจเข้า หลับตา สะกดจิตตัวเอง เอาลมหายใจเป็นกสิณ หายใจยาวหายใจสั้นก็รู้ หายใจออกยาวสั้นก็รู้ หรือเอาแบบลัด คือแบบธรรมกาย ให้หายใจเบาๆ เอากสิณเป็นความใส ก็ว่ากันไป ไม่ได้ก็ทิ้งให้เกิดความใสจนได้ จนอุปาทานนั้นสำเร็จผล สำเร็จอุปาทานนั้น โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นั่นไม่ใช่คำสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น เป็นเรื่องนอกรีต ของธรรมะพระพุทธเจ้า ปลุกเสกไม่ได้เรียกว่า สุดยอดปาฏิหาริย์ แต่เรียกว่า ปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ การปฏิบัติก็เหมือนกันหมดเลย 2 งานนี้ไม่มีอะไรต่างกันเลย มีโครงสร้างอันเดียวกัน ปฏิบัติอย่างนั้นเหมือนกันหมดเลย ไม่มีผิด เป็นแต่เพียง ต่างกันในรายละเอียด

อาจารย์กุ้งว่า...การปลุกเสก ก็คือการปลุกเสกคน ปลุกเสกไปสู่อะไร พ่อครูยกอินทรีย์ 5 พละ 5 และมีเรื่องเฉกากับปัญญา การเข้าสู่ปัญญาด้วยอัญญา ต้องปลุกเสกที่คน ผมเอาภาพงานพุทธาฯไปลงสื่อ เพื่อนแซวผมว่า ทำพระรุ่นไหน ...รุ่น 41 สถานการณ์ขณะนี้ สังคมประเทศไทย กำลัง มีคนเปรียบเทียบ ความเป็นสันติอโศก กับเปรียบเทียบ ความเป็นธรรมกาย วันนี้คำว่าพุทธศาสนา นั้นเขียนเหมือนกัน แต่ความหมายนัยยะ ที่จะเป็นไปไม่เหมือนกัน งานพุทธาภิเษกก็คือ การอภิเษกคนให้เป็นพุทธะ ต้องใช้ปัญญา ความเป็นปัญญาคืออย่างไร?

พ่อครูว่า...คนทุกคนเกิดมาที่มีธาตุรู้ ธาตุรู้ที่ขยายความว่าฉลาด ความฉลาดเฉลียวของธาตุรู้ ของคนปุถุชนทุกคน เป็นความฉลาดเฉลียว ที่เรียกในภาษาบาลีว่า เฉกะหรือเฉโก หรือเฉกตา หรือเฉกา เป็นความเฉลียวฉลาดชนิดนี้เท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกว่า ความฉลาดแบบปัญญา แต่เดี๋ยวนี้ ขี้โกง เอาความฉลาดแบบปัญญา ไปเรียกในปุถุชนทุกคนแล้ว ไม่ยอมใช้คำว่า เฉกาเลย ถ้าทุกคนอยากมีความเฉลียวฉลาด แบบอาริยะ แบบคนเจริญโลกุตระ แต่ความจริงไม่ใช่มีแต่ความขี้โกง โกหก หลอกลวง เป็นเท็จหมด อาตมาก็พยายามอาศัย พยัญชนะภาษา มันคือความจริงให้ชัดเจน ปัญญามันเกิดได้ แต่ปัญญานั้นเป็นโลกุตระ ไม่ใช่โลกียะ โลกียะคือเฉกาหรือเฉโก ไม่ใช่ปัญญา ปัญญามีรากฐานของ พลังงานธาตุรู้ ที่เป็นธาตุรู้ชนิดหนึ่ง ที่เป็นอื่นที่ต่างจาก เป็นอื่นไปจากตระกูลปุถุชน เปลี่ยน โคตรภูจิต ที่อยู่กลาง กำลังจะข้าม DNA เก่า มา DNA เก่าก็คือปุถุชน กำลังมี อัญญะ เข้าใจแล้วว่า ถ้าไปคิดอย่างนั้น ทำแบบนั้น มันอยู่อย่างเก่า วันแล้ววันเล่าเกิดอย่างนั้น กี่วัฏสงสาร ก็เป็นปุถุชน ไม่ได้เข้ามาสู่ - อุตรเสียที ตอนนี้เริ่มมีอัญญะ มีธาตุรู้เปลี่ยนทิศทาง จากการหลงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตอนนี้มาเข้าใจแล้วว่า โลกุตระคืออย่างไร มีความต่างจากปุถุชนอย่างไร มาเป็นโคตรอาริยะแล้ว มันเป็นจิตจริง มีความรู้ที่มีอินทรีย์ มีกำลังมี สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ต้องมีโพชฌงค์ รู้กาย เวทนา จิต ธรรม ที่เป็นสติปัฏฐาน ฐานการปฏิบัติ ก็คือ กาย เวทนา จิต ธรรม โดยเฉพาะเวทนา เป็นกรรมฐานแท้ พระพุทธเจ้าตรัส ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 พรหมชาลสูตรว่า เขาเหล่านั้น เว้นผัสสะแล้วจะรู้สึกได้ นั่นไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ จะเกิดความสุขความทุกข์ ความดีความชั่ว ความเสื่อมความเจริญ ก็อยู่ที่กรรม ต้องมีฐานปฏิบัติ เรียกว่ากรรมฐาน แล้วศาสนาพุทธ มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ท่านก็ตรัสให้พิจารณา เวทนา 108 ในจิตท่าน ก็แจกเจโตปริยญาณ 16 ในกาย นี่แหละ ตัวสำคัญ ส่วนในธรรมจะเรียกว่า กุศลธรรมหรือกุศลธรรม หรือโลกียธรรม โลกุตรธรรมก็แล้วแต่ ถ้าเป็นโลกุตระ จะเจริญยิ่ง กาย คุณจะสามารถเกิดปัญญา เกิดอัญญะ อย่างโกณทัญญะ เมื่อฟังเทศนาจากพระพุทธเจ้าสองกัณฑ์ ท่านมีบารมี ก็เลยเข้าใจทิศทาง ศาสนาพุทธเลย ก่อนพระพุทธเจ้า ยังไม่มีใครเอาโลกุตรธรรม มาเทศน์เลย เมื่อท่านตรัสรู้ ก็มาเทศนากัณฑ์แรกคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร และอริยสัจ 4 พอเทศน์เสร็จ อัญญาโกณฑัญญะ ก็เข้าใจว่า คนนี่ไปหลงอยู่แค่ กามกับอัตตาแค่นี้หรือ ไปหลงใหลได้ปลื้มชื่นชมกับ กาม เรียกว่าสุขขัลลิกะ สุขเท็จ พวกหลงสุขนี้เรียกว่า ขิฑฑาปโทสิกเทวดา คือได้เสพสุขกับความอร่อย กับเพลิดเพลินชื่นใจ ขิฑฑา แปลว่ายินดี รื่นเริง ส่วนคนที่ไม่ได้ไปหลงใหลเรื่องนี้ ไม่ได้ไปแสวงหากาม แต่มีวิธีการแสวงหาความสุขจากจิต เช่นสะกดจิต ก็ได้อัตตกิลมถะ ได้แต่ความลำบาก ที่ไม่รู้จักอัตตา 3 คือโอฬาริกอัตตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ จากการปฏิบัติลืมตา แต่ไปนั่งหลับตา เป็นการสร้างสวรรค์วิมาน อัตตาในภพ เป็นกามในภพ หรือมโนมยอัตตา ปั้นสวรรค์วิมาน อย่างเช่น ธัมมชโยเนรมิตไป เป็นสวรรค์ เฟส 2 เฟส 3 เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นมโนมยอัตตา วิมานสวรรค์ เช่นสวรรค์ 6 ชั้น คนไม่ประสีประสากับ ธรรมะพระพุทธเจ้า ก็หลง จะต้องไปเป็น จาตุมหาราชิกา ต้องไปเป็นดาวดึงส์ ต้องไปเป็นยามา ต้องไปเป็นดุสิต ต้องไปเป็นนิมมานรดี ต้องไปเป็นปรนิมมิตวสวัตตี ก็หลงอยู่อย่างนั้น เป็นสวรรค์และนรก นรกนั้นไม่ได้กำหนดไว้ว่า คู่กับสวรรค์ แต่มีแต่คนอยากได้นี่สวรรค์ ไม่อยากได้นรกทุกคน แต่ไม่ได้เรียนรู้ การล้างเหตุที่จะไปสวรรค์ก็คือนรก คือกิเลสตัณหา ภพชาติ คนไม่เข้าใจ ไม่มีปัญญารู้อย่างนี้ พระพุทธเจ้า ตรัสกับปัญจวัคคีย์ แต่โกณฑัญญะ เป็นผู้รู้ผู้เข้าใจคนแรก เกิดอัญญะ มันมีแค่นั้นเอง กาม กับอัตตกิลมถะ แค่นี้หรือ แล้วเราจะไปสะสมมันทำไม เราจะต้องออกจากสิ่งเหล่านี้ ออกจาก กามสุขขัลลิกะ กับอัตตกิลมถะ เกิดอัญญา ปัญญา อัญญะเป็นตัวต้นของความรู้ ที่ไม่ใช่ความรู้แบบปุถุชน เป็นความรู้ของอาริยชน ความรู้โลกุตระ เป็นความรู้ใหม่ ที่เป็นอื่น อัญญะแปลว่าอื่น มันต่างจากที่ไปแย่งชิงในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ซึ่งไม่รู้ก็จะไปสร้างแต่ลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข เช่น พวกที่นั่งหลับตาสะกดจิต แม้จะเป็นศาสนาอื่นก็ตาม เขาก็รู้ว่า ถ้าเขาลืมตา ไปเกี่ยวข้องกับลาภ ยศ สรรเสริญ มันเป็นโลกีย์ ไปเกี่ยวข้องกับการทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ มันล้วนแล้วแต่ เป็นเรื่องของทางโลก เพราะฉะนั้น เขาก็ไม่ไปสัมผัส ไม่ไปเกี่ยวข้องกับทางโน้น ก็มาทางล้างอัตตา โดยไม่เรียนรู้ กาม โลกธรรม มานั่งหลับตาก็ไม่รู้จักอัตตา ก็ไปสั่งสมอัตตาอีก มันมีเท่านี้ แต่ของพระพุทธเจ้า ให้เรียนรู้กาม ก็คืออัตตา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็คือ โอฬาริกอัตตา เงินทองข้าวของแผ่นดิน สรรพสิ่งทุกอย่าง อยากได้อยากมีอยากเป็นในข้างนอกก็คือ โอฬาริกอัตตา ส่วนมโนมยอัตตา คือการปั้นรูปเรื่อง เรื่องราวในจิต ปั้นสวรรค์ เฟส 2 3 4 ในจิต บ้าบอคืออย่างนั้น แล้วก็ไม่เข้าใจในศาสนา ว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เลิกละ แต่กลับเอาไปหลอกล่อกัน ใครจะไปรู้ว่า วิมานแบบนั้น มันมีจริงไหม ก็หลอกกันทั้งนั้น ก็ไปปั้นอุปาทานขึ้นมา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต รูปสวนนันทวัน รูปสวรรค์ ยิ่งพวกศิลปิน ก็วาดสวรรค์วิมาน กันไปมากมาย พริ้งเพรางดงาม เหมือนอย่างอาจารยก็ว่าเป็น ไป อะไรก็เนรมิต มีทั้งแดนนิพพาน แดนสวรรค์ มีพาหนะเรืองามที่จะนำไปสู่สวรรค์ เข้าใจไปยังงั้น ไม่เข้าใจว่า สัจจะธรรมะพระพุทธเจ้าคืออะไร อย่างที่ใช้ออกแบบ ก็มีองค์ประกอบข้างเคียงของสวรรค์ทั้งนั้น หรือมีนรกด้วย แต่เข้าใจว่าเป็นศิลปะ เป็นแต่เพียง เราต้องการสื่อโลกุตระ ที่แปลว่า ไม่รักไม่ชัง ถ้ารักหรือชังก็คือโลกียะ อาตมาพูดเทศน์ จะไม่เหมือนที่สอนกันทั้งหลายแหล่ ไม่ต้องไปรักหรือชังอะไรหรอก ถ้าไปรักบุญกุศลก็ไม่ได้ ไปชังบาปอกุศลก็ไม่ได้ ต้องล้างออก ทั้งบาปบุญ กุศลอกุศล จิตใจต้องว่างเปล่า ไม่มีกุศลอกุศล การจะเข้าใจซับซ้อนลึกซึ้ง ใน โลกุตรธรรมไม่ง่าย พระพุทธศาสนายาวนานมาถึง 2,600 กว่าปี ตอนนี้ได้ออกนอกทาง นอกรีตจนเป็นอุปาทาน ไปยึดติดเป็นสิ่งยึดมั่นถือมั่น ไปหมดแล้ว อาตมาไม่มีเครดิต พูดออกไป เขาก็เหมือนหูทวนลม เมื่อมาล้างกิเลส จิตคุณก็สะอาด เหมือนพระพุทธเจ้า เทศนาไว้ใน จุฬสุญญตสูตร ว่าที่นี่ ว่างจากช้างจากม้า ว่างจากรากไม้ ที่รกรุงรัง สะอาดแล้ว มันมีเหตุปัจจัยว่า จิตใจว่างจากกิเลส หยาบ กลาง และสุดท้าย ว่างจาก กิเลสละเอียด ก็ต้องรู้จัก วิธีเอากิเลสออกไป ตั้งแต่อยาบ กลาง ละเอียด จึงเรียกว่าจิตว่าง ไม่ใช่ไปนั่งสร้างภพ คิดไปเอาว่า ความไม่มีจิตใจ โกรธ โลภ คืออย่างไร ก็เข้าใจอย่างนั้น ไม่ได้เรียนรู้ ตัวเหตุที่ไปกระทบสัมผัส เหตุปัจจัยข้างนอก ที่มันทำให้เกิด กาม พยาบาท ตัณหา ไม่ได้เรียนรู้ตรงนี้ พอหมดกามแล้ว ก็ต้องสัมผัสภายนอกอยู่ แต่กิเลสไม่เกิด กิเลสกามไม่มี ปฏิฆะไม่มี คืออนาคามี แต่ยังเหลือ รูปราคะอรูปราคะในใจ ก็ข้างในรูปภพอรูปภพอีก ก็สัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่ต้องหลับตา ต้องลืมตาสัมผัสด้วย จึงจะยืนยันว่า ครบทั้งกายและจิต สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องพร้อมทั้งกายและจิต พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าไม่ครบทั้งกายและจิต แม้จะมีกายสักขี แต่ไม่ได้ปฏิบัติไปตามลำดับ ต้องเอาวิโมกข์ 8 มาไล่ไปตามลำดับ ตั้งแต่เบื้องต้น รู้จักรูป สิ่งที่เป็นรูป เราต้องมีรูปที่สัมผัสได้ รูปหมายถึงภายนอก และในข้อ 2 ก็กำชับว่าต้องมีรูปทั้งนอกและใน อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ ทำให้จิตเจริญขึ้น จะสุภันเตว อธิมุตโตโหติ ในวิโมกข์ ข้อที่ 3 คือสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น คือสุภะ เจริญไปตามลำดับ แล้วต้องครบกาย ต้องสัมผัสด้วยกาย ทิ้งกายไม่ได้ เข้าใจกายว่าข้างนอกก็ไม่ผิด แต่ไม่ได้หมายถึงแต่ข้างนอก กายคือธรรมะสอง กายคือหมวด กลุ่มไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว กายต้องมีสองขึ้นไป เป็นรูปเป็นนาม ศาสนาพุทธผิดเพี้ยนไป จนคำว่ากายเป็นภาษาไทย คำว่ากายหมายถึง ร่างภายนอกเท่านั้น ดินน้ำไฟลม นี่คือความเพี้ยนที่สำเร็จ ความผิดที่สำเร็จไปจากภาษาธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว

เมื่อกี้นี้อาตมาจะขยายความเรื่อง อัญญะและปัญญา

ศิลปะโลกุตระกับศิลปะโลกียะ ผู้ที่สามารถมีศิลปะ คนที่ทำงานศิลปะ ขอเสริมเรื่องศิลปะ เข้าไปหน่อย ศิลปะ คือความรู้ ที่มีองค์ประกอบของความรู้ ที่สามารถเข้าใจ สิ่งที่จะเอาความรู้นั้น ออกมาให้คนอื่น ได้รับประโยชน์ ศิลปะหมายถึง คนที่มีความรู้ ศาสตร์ ความรู้ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ใช่ศิลปะ ความรู้คือความรู้ คนที่มีความรู้ สามารถเอาออกมาสร้างองค์ประกอบ จัดองค์ประกอบ เป็นองค์ประกอบของศิลปะ แล้วสามารถที่จะสื่อ องค์ประกอบ ที่คนสัมผัส แล้วเกิดญาณปัญญา เช่นโกณทัญญะ ฟังธัมมจักกัปปวัตตนสูตร จิตใจก็เกิดเจริญ มีปัญญารู้ ว่า เราต้องออกจากลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นต้น ศิลปะไม่ใช่งานฝีมือ งานฝีมือก็เป็น แค่ craft เป็นเทคนิคในการทำเก่ง แต่รูปที่คนสัมผัสแล้ว ไม่ได้เกิดทำให้จิตใจเปลี่ยนแปลง จิตเกิดความรู้สึกอารมณ์ หรือเกิดความเข้าใจ และเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญ เจริญไปในทางดี จากชั่วเป็นดี ก็เรียกว่า ศิลปะโลกียะ งานศิลปะ ถ้าไปเห็นแต่รูป แล้วก็บอกว่า งามรูปสวย รูปพิสดาร abstract ประหลาดพิสดารดี แต่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณ ไม่เข้าถึงความรู้สึกคั่นอารมณ์ เขาไม่เรียกว่างานศิลปะ เป็นแค่ craft เป็นแค่งานช่าง มีความรู้ที่จะวาดเขียน ปั้นก่อเป็นอาคาร หรือเป็นวรรณกรรม เป็นภาษา เป็นดนตรีคีตการ สรุปแล้วศิลปะนั้น จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจิตให้เจริญ แต่ถ้าจิตใจเจริญ แต่เป็นโลกียะ เรียกว่าศิลปะโลกียะ แต่ถ้าจิตใจเจริญ ถึงขั้นเข้าใจว่าต้องเรียนรู้ความรู้สึก หรือเวทนาอย่างนี้ มันมีเหตุที่ไปยินดีในโลกียะ ไปยินดีในเรื่องกาม อัตตา โลกธรรม เราอย่าไปยินดีกับมัน เกิดจิต เกิดอัญญะ ว่า มันยินดีกับโลกีย์ต้องจมกับโลกีย์เสมอเป็นกาม หรือไปนั่งสะกดจิต สร้างภพชาติเป็นอัตตา คนที่มีความรู้เช่นนี้ จะออกจาก กามกับอัตตาด้วย ปฏิบัติเป็นโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้น คนที่ไม่สามารถใช้ศิลปะ สื่อให้คนอื่นรู้ความจริงดังกล่าว และเปลี่ยนแปลงเป็นโลกุตระได้ คนนั้นก็ไม่มี ศิลปะขั้นโลกุตระ ซึ่งอาตมาเชื่อว่า ไม่มีใครมาพูดหรอก เราจัดงานแสดง ศิลปะโลกุตระ ก็ได้เชิญ คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ มา ก็ได้ยิน คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ รำพึงว่า ศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ นี่ขนาดเป็นศิลปินแห่งชาตินะ ก็เพิ่งจะได้ยินว่า มีศิลปะโลกุตระด้วย อาตมาได้ยินกับหู แต่คุณเนาวรัตน์อาจลืม ว่าเคยพูดไป แต่อาตมาว่าอาตมาได้ยินจริงๆ คนไม่รู้หรอกว่า ศิลปะโลกุตระคืออะไร หรือศิลปะคืออะไร ศิลปะจะต้องทำให้จิตวิญญาณ เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าสิ่งที่ทำให้จิตวิญญาณ เปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม เปลี่ยนแปลงไปในทางทุจริตเป็นอกุศล เช่น ทำให้เกิดความโกรธมากขึ้น เป็นหนังบู๊งานบู๊ ทำให้เกิดความรุนแรง นั่นคือความลามกอนาจาร ไม่ควรประพฤติ ถ้าอะไรที่ทำให้เกิดไปติดยึด ไปดีอกดีใจ อยากจะได้ความสนุกสนาน เป็นขิฑฑาปโทสิกะ สนุกสนานเอร็ดอร่อยเพลิดเพลิน นั่นคือราคะ ลามกกับราคะ ไม่ใช่ศิลปะเลย อาตมาแบ่งศิลปะเป็น 5 ขั้น ลามก ราคะ ธรรมะ โลกุตระ เมื่อมาเข้าใจสาระเนื้อหา ที่เป็นเนื้อหาลามกหรือราคะ มันไม่ใช่แก่น ไม่ใช่เนื้อ ที่ควรจะเอามาออกเปิดเผย พอดีหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ลงเรื่อง'อ่าวอารมณ์' โดยธานินทร์ อินทรเทพ บทอัศจรรย์ในเพลง ศ์ มณีนิล

เพลง อ่าวอารมณ์ คำร้อง ทำนอง ทวีพงศ์ มณีนิล ขับร้องโดย ธานินทร์ อินทรเทพ

มาเถิดหนาคนดี เอนกายลงที่ตรงนี้พี่มีอ้อมแขนคอยกอด อย่าลังเลหันเหเอื้อนออด ุกข์เป็นมอดคอยกัดกร่อนชีวา ชีวิตร้อนรุ่มด้วยรัก น่าเหนื่อยหน่ายนักเหมือนท้องทะเลบ้า ปลดใบเรือหันหางเสือเข้ามา อ่าวใจพี่มีเสน่หา ไว้ให้แก้วตาดื่มกิน มาเถิดหนายาใจ ทิ้งปอยผมให้สยาย ปล่อยใจให้มันโบยบิน ทั่วเรือนร่างสวยสำอางไร้มลทิน น่าโลมน่าไล้ไปสิ้น ยวนยั่วใจสุดทน ลืมเสียเรื่องเศร้าหมองศรี โลกใหญ่โลกนี้ ใช่ของเราสองคน สุขใกล้มือคว้าไว้ก่อน ประเสริฐล้น กอดพี่ให้แน่นหน้ามน เดี๋ยวฝนจะโปรยลงมา...

พ่อครูว่า...ภาษาเขาเป็นถือว่าวรรณกรรม แต่อาตมาถือว่าเป็นลามก เพลงนี้ดัง เพลงลามกกับราคะจะดัง เพราะมันเข้าถึงกิเลสคนไง อาตมาบอกแล้ว มีห้าระดับ ลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ มาถึงสาระแล้วมันไม่ค่อยฟัง ยิ่งเป็นเพลงอาตมา เป็นเพลงโลกุตระ เขาไม่แลเลย เขาจะหาว่า มีอยู่ในโลกด้วยหรือ เขาไม่หาว่าเป็นเพลงด้วย มันไม่สัมผัสกับอารมณ์เขาเลย ในชีวิตนี้อาตมาแต่งเพลง ร้อยกว่าเพลง ไม่ได้มากมายหรอก มีเพลงที่แต่งเล็กๆน้อยๆ จรไปจรมาก็มีอีก สอนนักเรียน ก็ไปแต่งเพลงให้ แต่ละโรงเรียน แล้วเอาไปแข่งกันเอง อาตมาควบคุม การซ้อมเองด้วย บางที 2 หรือ 3 โรงเรียนด้วย เข้าประกวดในแต่ละงาน ก็ได้ถ้วยมานั่งโชว์กัน (พ่อครูไอ ตัดออก) เมื่อประกวดเสร็จแล้วก็ทิ้ง ไม่ได้เก็บไว้เลย ขายไม่ออกเพลงพวกนี้ มันเป็นสาระเป็นอะไร ขึ้นต้นแล้วว่าอยากจะวิจารณ์เรื่องศิลปะ

ความรู้ความเข้าใจของอาตมาว่า ศิลปะคืออะไร ศิลปะของอาตมา ก็คือ ต้องมีความรู้เป็นรากฐาน เรียกว่า มีศาสตร์และศิลป์ คนที่ไม่มีศาสตร์ จะมีศิลปะไม่ได้ ขยายศาสตร์นั้น ความรู้นั้น ให้มีองค์ประกอบศิลป์ คนที่สร้างองค์ประกอบศิลป์ ก็เรียกว่าศิลปิน ประกอบไปด้วยรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส ประกอบด้วยวัตถุ ก็แล้วแต่ หรือประกอบไปด้วยภาษา คารม สุ้มเสียงสำเนียง สื่อออกไปให้คนเกิดความรู้ เกิดความสะดุด เกิดความเข้าใจ เกิดความฉุกคิดว่า อะไรควรเลิก อะไรควรทำให้เจริญ นั่นเป็นงานศิลปะ ถ้าเจริญในทางจิตวิญญาณ ให้คนลดกิเลส เป็นโลกุตระ แต่ถ้าเป็นโลกียที่เป็นสุจริต ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรทำ งานศิลปะต่างๆเหล่านั้น ก็เป็นประโยชน์ ต่อโลกต่อสังคม แต่คนที่เขียนหรือปั้น ภาษาวรรณกรรม หรือแม้แต่ภาษาเพลง มีองค์ประกอบทั้งเสียง และภาษาประกอบ ทั้งคำร้องและทำนอง สื่อออกมาแล้ว ทำให้คนยิ่งจมลงไปกับทุจริต จัดจ้านในราคะหรือโทสะ เรียกว่า หนังบู๊ หนังรัก คนดูก็อยากจะให้แรงขึ้นไป แรงขึ้นไป นั่นคือเป็นลามก เป็นความเลวร้ายของงาน หรือให้ยิ่งรักจัด ผูกยึด จัดจ้าน เต็มไปด้วยราคะ เยิ้มไปด้วยกาม เยิ้มด้วยราคะ นั่นคือสิ่งสื่อเป็นลามก ถ้าไม่หยาบเกินเรียกว่าราคะ ให้เกิดราคะหรือโทสะ จัดจ้านในหนังบู๊หนังราคะ คนที่ไม่เข้าใจเรื่องศิลปะ ก็ล้วนแล้วแต่ มอมเมาคนทั้งนั้น มอมเมาให้คนเกิดรสในทางบู๊ เกิดรสในทางรัก หนัง ละคร มีอยู่สามเรื่อง คือเรื่องรัก เรื่องโกรธ(โทสะ) กับเรื่องบ้าๆบอๆ (โมหะ) ใส่สิ่งเหล่านี้ให้คนจัดจ้าน ในเรื่องราคะ โทสะ โมหะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน