สัมมาทิฏฐิ 10 ทำทานให้ขาดทุนจึงจะกำไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมมาทิฏฐิ 10 ทำทานให้ขาดทุนจึงจะกำไร พ่อครูว่า... คุณก็มาตั้งต้นเป็นสัมมาทิฏฐิ 10 ตั้งแต่เริ่มทาน 1. ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) คุณทำทานหากไม่มีมาทิฏฐิ คุณทำใจในใจไม่เป็น ทำใจในใจแล้วจะเอามากกว่าเก่า คือทำใจในใจไม่เป็น ทานแค่นี้แต่ใจในใจไปขี้โลภมากกว่าเก่า เช่นให้ไป 5 ลงทุนไป 5 จะต้องได้กำไร 1000 หรือกำไรแค่ 10 ก็ผิดแล้ว อย่างนี้เป็นต้น มันไม่ได้สละอะไรออกเลยไม่ได้ลดละจางคลายตัวตนอะไรเลย ทำทาน 5 เออ ถ้าจะเอาคืนก็เอาคืนแค่ 4 ก็ได้ลดละตัวตนไป 1 แต่นี่ไม่ได้ละหน่ายคลาย ไม่ได้ลดละอะไรเลย ทำทานมีแต่เพิ่มเติมตัวตนก็ไปเรื่อย เพราะฉะนั้นทำทานต้องไปเอาอะไรกลับมาเลยหรือเอามาให้น้อยกว่าที่ให้ไป “ คุณต้องทำทานให้ขาดทุน คุณถึงจะกำไร” สับสนไหม? เมื่อรู้เรื่องแล้ว พูดสิริมหามายาอย่างไรก็รู้เรื่อง 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) คุณปฏิบัติศีลเพื่อให้ลดละหน่ายคลาย แต่คุณถือศีลแล้ว ซึ่งมันยากกว่าการทำทาน ปฏิบัติให้ลดกิเลส ปฏิบัติแล้วคุณต้องกิเลสลด ถ้าหากกิเลสไม่ลดก็ผิด ปฏิบัติศีลไม่ได้เกิดเจริญไพบูลย์อะไรเลย 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) ก็คือทานกับศีล คุณทำแล้วมีมากมีผลหรือไม่ ถ้าทานก็ไม่ได้มีผลอะไร ไม่มีมรรคผลคุณก็มีหุตังเลย 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) คือกรรม จะปฏิบัติสุกตหรือทุกฏัง ก็ตาม สุกตะก็ดี ทุกฎตังก็ไม่ดี สุ คือ ดี ถูก ทุคือชั่วผิด หรือ ถ้าเป็นโลกิยะก็ยัง ทุ อยู่นะ ถ้าเป็นโลกุตระก็เป็น สุ 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . โลกนี้คือโลกโลกียโลกที่เราเป็นอยู่เก่าแล้
อ่านต่อ
ว คุณก็อยู่โลกโลกียะอยู่ก่อน คุณยังไม่มีโลกอื่น คุณยังไม่ได้ข้ามไปโลกอื่น คุณยังออกไปโลกอื่นไม่ได้ คุณยังอยู่ในโลกนี้คือโลกโลกีย์ คุณรู้โลกอื่นออกไปสู่โลกอื่นมี อัญญธาตุ เกิด คุณก็เริ่มออกไปสู่โลกใหม่มี อัญญธาตุ เกิดได้ เริ่มที่อาตมาท้าวความ โกณฑัญญะเป็นคนแรกในยุคพระสมณโคดมที่มี อัญญธาตุ ถึงขั้นออกจากโลกได้ แม้ยังไม่เต็มส่วนก็ตาม แต่เลยขีด 50 เป็น 60 70 เปอร์เซ็นต์ได้ทำงานมีฤทธิ์เพียงพอที่จะเดินไปสู่สุดสู่สูงได้ เพราะฉะนั้นโลกนี้ คือโลกโลกีย์ โลกหน้า(ปรโลก) คือโลกโลกุตระ ถ้ายังเข้าใจว่าโลกหน้าคือตายจากชาตินี้ไปเกิดชาติหน้า แค่นั้นมันยังไม่ไปไหนหรอกวนอยู่ในนี้เป็นภพชาติเดิม มันต้องรู้ลักษณะโลกหน้าคือโลกโลกุตระ ต่างจากโลกโลกียะอย่างไร อยังโลโก ปโรโลโก ประ คือโลกอื่น 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) ไม่ใช่ความเป็นแม่ทางรูปร่างร่างกายสรีระ ไม่ใช่ DNA แต่เป็นความเป็นแม่ทางจิตวิญญาณ จิตวิญญาณให้ความเกิดทางจิต เอาละ เป็นอิตถีภาวะ ให้ความเกิด ปิตาเป็นพ่อ ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เป็นต้น มรรคมีองค์ 8 เป็นแม่โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อเป็นต้นอย่างนี้ เป็นคู่ๆไปด้วยกันช่วยกัน มันต้องมี 2 สภาพช่วยกันทำให้เกิดลูก เรียกว่าโอปปาติกะ 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณเป็นลูกทางจิตวิญญาณ เป็นลูกที่เกิดจากพ่อแม่ทางจิตวิญญาณ แม่ก็ตัวเราเอง พ่อก็ตัวเราเอง เป็นจิตของเรา เป็นปัญญาของเราเองเป็นศีลของเราเองเป็นแม่เป็นพ่อ ปฏิบัติโพชฌงค์ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ถูกต้อง โพชฌงค์ 7 เป็นพ่อ มรรคมีองค์ 8 เป็นแม่ของเราเอง ถูกต้องร่วมกันพรากกันไม่ได้ต้องช่วยกัน แล้วก็เกิดภาวะจิตเจริญออกมา เกิดมาหรือคลอดออกมา เป็นสัตว์โอปปาติกะ สัตว์โอปปาติกะต้องรู้ สัตตาวาส 9 ต้องกำหนดถูก สัตตาวาส 9 สัตตาวาส 9 กำหนดถูก เป็นสัตว์อยู่ กำหนดถูกต่อเมื่อลืมตา มีวิญญาณตั้งอยู่เรียกว่าวิญญาณฐิติ กระทบตาหูจมูกลิ้นกาย ถ้าคุณไป อสัญญีสัตว์ ดับข้างนอกหมดเลยมีแต่สัญญากำหนดรู้แต่ภายใน เป็นมิจฉาทิฏฐิ สัญญาคนละอย่าง กำหนดสัญญาเอาแต่ภายใน อสัญญีสัตว์ สัตว์ที่จะกำหนดภายนอก คุณไม่มี คุณไม่เอา หลับตามีแต่สัญญาข้างใน แม้คุณจะกำหนดรู้สัญญาข้างในคุณก็จะได้รู้แต่แค่ ฌาน 1-4 ซึ่งเป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย ไปฌาน 6 7 8 อากาสานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็เป็นของปลอมอีก อาตมามีความกระจ่างแต่ยังอธิบายไม่เก่ง พยายามอธิบายแต่ยังไม่ได้ลงลึกให้กระจ่าง 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) ข้อที่ 10 สัตบุรุษคืออาตมา 641006_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แสงอรุณในปัญญาข้อที่ 2 ของปัญญา 8 ประการ