แสงอรุณในปัญญาข้อที่ 2 ของปัญญา 8 ประการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
แสงอรุณในปัญญาข้อที่ 2 ของปัญญา 8 ประการ พ่อครูว่า... ข้อที่ 2 ก็ยังซ้ำเข้าไปหา เข้าไปถามซักไซ้ไล่เรียงอย่างบุคลิกเดิมในข้อที่ 1 อย่างที่จะต้องละอาย เกรงกลัว เคารพรักอย่างแรงกล้าจริงๆ ต้องเจียมเนื้อเจียมตัวถ่อมเนื้อถ่อมตัวจริงๆ ถ้าเผื่อว่าเราเจียมเนื้อเจียมตัวถ่อมเนื้อถ่อมตัวจริงๆหรือจริงถึงใจ จะรับความรู้ได้อย่างมาก แต่ถ้าเราเข้าไปอย่างชาล้นถ้วย เหมือนกับปิดปากถ้วยเข้าไปรับน้ำ มันจะไปได้อะไร นี่ก็เทียบอุทธาหรณ์ง่ายๆให้ฟัง มันต้องจริงอย่างนั้น แม้สำนึกก็สำนึกจริง แต่ก็อย่างว่า ไปบังคับให้คนสำนึกได้อย่างไร จะให้สำนึกว่าฉันโง่กว่าแกจริงหรือ ผมโง่กว่าท่านจริงๆหรือ ถ้าเขารู้สึกว่าโง่กว่าจริงๆก็ค่อยยังชั่ว แต่หากว่า ฉันโง่กว่าแกจริงๆเหรอ แต่นี่คงจะยังยาก สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลได้แล้ว คนที่เข้าใจภาษาแล้วเข้าใจสภาวะ เหมือนอย่างอาตมาสื่อให้ฟัง พ่อจะเชื่อหรือยังว่าอาตมารู้จักภาษาพยัญชนะรู้จักสภาวะของพยัญชนะดีนะ สรุปแล้วข้อ 2 พระพุทธเจ้าสรุปในอาหารสูตร 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ หากสามเส้าแรกไม่บริบูรณ์ก็จะทำโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ไหม 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ . . สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา คำว่า โยนิโสมนสิการ คู่แรก ต้องปรโตโฆษะ จนโยนิโสมนสิการ ถ้าคุณไม่ฟังไม่รับจากผู้อื่น แล้วคุณจะรู้จากผู้อื่นจนคุณสามารถจะโยนิโสมนสิการได้ ในสัมมาทิฏฐิ จะต้องมี ปรโตโฆษะ กับ โยนิโสมนสิการ หากคุณไม่มีคุณเอาแต่รู้ของคุณอย่างเดิม หากคุณทำใจในใจเป็นแล้วคุณก็ไม่ต้องฟังคนอื่นอีก ที่จริงฟังผู้อื่นอีก
อ่านต่อ
ก็ดีแต่ก็ทำได้แล้วนะ แต่เพราะคุณยังไม่ได้ยังไม่มีโยนิโสมนสิการ ยังทำใจในใจไม่เป็น คือ คุณต้องฟัง ประ คือผู้อื่น แล้วผู้นั้นจะต้องสัมมาทิฏฐิจริง จึงจะเป็นผู้ถ่ายทอดให้คุณทำโยนิโสมนสิการได้ อันนี้จึงไปท้าวความถึง สุริยเปยยาล 7 ต้องมีมิตรดีสหายดี ต้องปฏิบัติศีล มีฉันทะ ต้องรู้อัตตา จึงจะเกิดสัมมาทิฏฐิ แล้วไม่ประมาท จึงจะเริ่มกระบวนการโยนิโสมนสิการเป็นตัวที่ 7 ในแสงอรุณ 7 เพราะฉะนั้นกว่าจะทำโยนิโสมนสิการได้ต้องผ่าน 6 ขั้น ลัดขั้นใดขั้นหนึ่งก็ไม่บริบูรณ์นะ คุณมีมิตรดีสหายดีแล้วคุณก็ไม่เอาถ่านกับศีล ไม่ได้ปฏิบัติศีลดูเลย คุณจะไม่เห็นความสำคัญของศีล คุณต้องเห็นความสำคัญของศีลปฏิบัติศีลดู ว่า นี่เราประมาทศีล แม้แต่ศีลข้อที่ 1 คุณก็ไม่เคยปฏิบัติจริงๆเลย ศีลข้อที่ 2 ศีลข้อที่ 3 สามเส้านี้ มีคุณสมบัติต้องไปด้วยกันมาด้วยกัน ข้อที่ 3 คือรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส คุณก็ประมาทไม่รู้เรื่องเลย สัมผัสรูป สัมผัสเสียง สัมผัสกลิ่นอะไรก็แล้ว จากสัตว์ จากบุคคลหรือจากข้าวของ กับพืช นี่อาตมาก็ขยายศีล 3 ข้อนั้นให้ละเอียดละออแล้ว แต่คุณไม่ได้ไปลองปฏิบัติเลย คุณจะไปเกิดความยินดีขึ้น ทำไมศีลต้องปฏิบัติก่อนความยินดี คุณต้องลองปฏิบัติดูก่อนถึงจะรู้ว่า ศีลมีความสำคัญขนาดนี้เชียวหรือ คุณถึงจะได้รู้ว่า โธ่เอ๋ยตัวเรา เพราะฉะนั้นความยินดีคุณจะไม่เต็มหรอก ถ้าคุณไม่ได้รู้ชัดเจน ปฏิบัติศีลลองดูถึงจะรู้ชัดเจน (พ่อครูเตือนเด็กๆว่า..ฟังดีๆ อย่าซนเล่นมากเห็นไหมอะไรหล่น มาฟังธรรมะดีแล้วเป็นคนดีจริงๆมาฟังธรรมะ แต่โยมว่า เขาบอกว่า ผู้ใหญ่ทำหล่น ก็มีอะไรสนุกๆอยู่ในเหตุปัจจัยร่วมขณะนี้) ข้อที่ 2 ของปัญญานี้ต้องประมาทไม่ได้ เสร็จแล้วยังไม่ถึงข้อศีลนะ เป็นปัญญาข้อที่ 4 แม้คุณเองเริ่มต้น เห็นความสำคัญของศีลเป็นปัญญาข้อที่ 4 แล้วจะปฏิบัติศีลอย่างเอาจริงเอาจังกับปัญญาจะได้งอกงามไพบูลย์ได้ แต่นี่ยังอยู่ในเบื้องต้นแสงอรุณอยู่เลย แล้วคุณจะเกิดจิตเป็นตัวไข ถึงจะยินดี คำว่ายินดีเป็นตัวที่ 1 ของมูลสูตรเลย เพราะฉะนั้นคนที่ต่างศาสนาต่างทิฐิ ต่างลัทธิจะเข้ามาสู่พุทธ จิตของคุณมีร้อย คุณมาศึกษาพุทธแล้ว ถ้าจิตของคุณยังเข้ามายินดีในศาสนาพุทธจริงๆ ยังไม่ถึง 50 60% ไม่จ้างไม่เสียเงินฟรี ไม่ได้กินหรอก นี่คือความลึกซึ้ง คำว่า จิตยินดี ไม่มีใครที่จะไปบังคับไม่มีใครที่จะทำให้ใครได้ คุณยินดีของคุณ คุณพอใจของคุณ โอ้โห มันต้องอย่างนี้ถึงจะใช่ถึงจะเอา ถั่งโถมจิตเข้าไปรับยอมรับเต็มๆ 100% 90% ถ้าจะบอกว่ายินดีมันจะต้องมีความเห็นชัดเจน เห็นใจของเรามีร้อย คุณจะต้องมีอย่างน้อย 90 กว่าขึ้นไป ต้องให้ 90 กว่าขึ้นไป ใช่ไหม ยินดีต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่เช่นนั้นไปไม่รอดหรอก ยินดีแค่ 30% 40% 20% ไม่ได้กิน เห็นความลึกซึ้งมั้ยของคำว่ายินดีในมูลสูตรข้อที่ 1 ไหม แล้วก็อยู่ในข้อต่างๆ แม้แต่อยู่ในอิทธิบาทก็ข้อที่ 1 คือมีฉันทะยินดี อยู่ไหนอะไรอีกหลายอัน เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดความยินดีแล้วคุณก็ตั้งใจศึกษา ถึงจะเริ่มเข้าใจ อัตตา เป็นแสงอรุณข้อที่ 4 ถึงจะเข้าใจ อ๋อ ไม่ได้ง่ายเลยนะ ที่จะเข้าใจอัตตา อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ในโปฏฐปาทสูตร ท่านก็ไม่ได้ขยายความมากแต่อาตมาสัมผัสแล้วเรื่องอัตตา 3 เป็นตัวไขว่า คนจะรู้จักอัตตาอย่างไร คนที่จะเข้าใจ อัตตา 3 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) มันมี 3 ข้อนี้ อาตมามีสภาวะของตัวเองที่มีมาแล้วเมื่อสัมผัสพยัญชนะจึงเข้าใจอธิบายได้ พูดความจริงโดยไม่ได้โอ้อวด พูดความจริงให้ฟัง มันเป็นของตนเองมีเองมาเองชัดเจนก็เอามาอธิบาย แม้แต่ โอฬาริกอัตตา เบื้องต้น ใช้อีกภาษาคือกาม โอฬาริกอัตตาเป็นกามคุณ 5 เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์จริงๆ หากว่าคุณไม่ได้ศึกษา คุณก็จะไม่รู้อย่างเช่นมหาบัว ติดกินหมากเป็นรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกามคุณ 5 ก็คงนึกว่าฉันไม่ได้มีเมียไม่ได้มีกาม กามมันต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องผู้หญิงผู้ชาย กามคุณ 5 ไม่รู้เรื่อง มหาบัวไม่รู้กามคุณ 5 ตัวเองก็ยังไม่อายเลยยังเฉยๆอวด สิ่งที่ไม่น่าอวด พระอรหันต์กินหมากติดกามคุณ 5 เฉย แล้วก็เจรจาพูดอรหันต์อย่างนั้นอย่างนี้ ขออภัยที่เหมือนล้อเลียน ซึ่งมันเหมือนเด็กๆที่ไม่เดียงสาหรือเปล่า หรือว่ากลบเกลื่อน อาตมาไม่เชื่อว่าท่านไม่รู้ แต่ท่านน่าจะกลบเกลื่อนมากกว่า อันนี้สิน่ากลัว ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้ที่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่จริงแล้วโกหกซ้อนลงไป กลบเกลื่อนว่าจริง คนนี้ ไม่มีความชั่วอะไรที่คนนี้จะทำไม่ได้ โอ้โห อันนี้จริงๆอีกเหมือนกันน่ากลัวจริงๆ สัมปชานมุสาวาท มาระลึกจริงๆว่าท่านจะไม่รู้จริงๆเหรอ มันมีเหตุปัจจัยอยู่ว่า ท่านเคยคิดเลิก แต่ท่านเลิกไม่ได้ ท่านพยายามเลิกแต่ท่านเลิกไม่ได้ ท่านก็เลยกลบเกลื่อนไปเลย นี่มันมีร่องรอยอันนี้ให้เห็นชัดเจน อาตมาว่าอาตมามีข้อมูลอันนี้จริง แต่ใครจะเห็นว่าผิดก็ว่าไป เหมือนกับอาตมาหาเรื่องถล่มทลายท่านก็ต้องขออภัย ถ้ามันเป็นจริงอย่างที่อาตมาว่า ก็ควรจะต้องตั้งใจฟังธรรมะให้ดีๆ สำหรับผู้ที่...พูดไปก็จะหาว่าไปว่าท่านอีก ที่ยังยอมรับนับถือท่านเป็นครูบาอาจารย์อยู่ ซึ่งหลายๆอันแล้วนะ ที่อาตมาหยิบเอามาเป็นตัวอย่างแล้วพูดซ้ำซาก เพราะมันอยู่ในสมัยร่วมกัน ที่พูดถึงได้ยังมีหลักฐานมีตำนาน มีอะไรที่หยิบมายืนยันได้หยิบเอามายืนยันได้ ซึ่งมันไม่นานเกินไปจนหาหลักฐานไม่ได้ ยกอ้างไม่ได้ แต่นี่ยกอ้างได้ทันสมัย ส่วนผู้อื่นที่อาตมายังไม่อยากยกเลิกอ้างก็เพราะว่า คนเดียวก็ไม่ใช่ง่ายและไม่ใช่น้อยแล้ว ที่ไปยกตัวอย่างครูบาอาจารย์ที่เขาเคารพกันตั้งมากมาย โพธิรักษ์นี้บังอาจไม่ใช่เล่นนะ ขนาดนี้ก็บังอาจมากแล้วก็เอาละ ก็ต้องขออภัยจริงๆ ซึ่งไม่ได้บังอาจอะไรแต่มันจำเป็นที่จะต้องนำสิ่งนี้มายกอ้างมายืนยันความจริงที่มันสัมผัสกันได้อยู่หลัดๆยังไม่นานยังไม่ห่างกันถึงร้อยปี มหาบัวแก่กว่าอาตมากี่ปีนะ (19 ปี) ต่อแสงอรุณให้หมด ผู้ที่เข้าใจการเป็นลำดับของพระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้เลยว่าความเป็นลำดับของธรรมะพระพุทธเจ้านี้มันน่าอัศจรรย์ ในปหาราทสูตร ที่ท่านยืนยันเอาไว้เลย ว่า ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่ขรุไม่ขระไม่โกรกไม่ชันไม่ไม่กระโดกกระเดก เป็นลำดับที่เนียนละเอียด การเปรียบเทียบพระพุทธเจ้านี้สวยงามไม่ขรุขระเลย เหมือนน้ำซัดหาดทราย ก็ราบเรียบ เนียนเลยนะ น้ำพัดหาดทราย ลาดลุ่มไล่ลำดับไปเลย กว้างลาดเสมอไม่มีอะไรตะปุ่มตะป่ำ มันปรับได้อย่างวิเศษมันน่าอัศจรรย์ ที่เทียบได้ความเป็นลำดับ ในแสงอรุณก็เป็นลำดับที่อาตมาจำธรรมะได้เพราะเป็นลำดับ บัญญัติภาษาก็บอกสภาวะ อาตมาไม่ได้เก่งพยัญชนะแต่มีสภาวะเป็นหลัก พยัญชนะก็ตรงดีมันก็ง่าย จากอัตตาแล้วมาทิฏฐิ ทิฏฐิ คือ ความเข้าใจ ความเห็นความรู้ต้องสัมมา เมื่ออัตตาแล้วต้องมีสัมมาทิฏฐิ ที่เป็นประธานสำคัญสุดในมรรคองค์ 8 ตัวทิฏฐิอยู่ในสุริยเปยยาลข้อที่ 5 ยังไม่ถึงตัวที่ 7 โยนิโสมนสิการนะ สัมมาทิฏฐิสำคัญคือสัมมาทิฏฐิในความเป็นอัตตา หรือสัมมาทิฏฐิ ในการเห็นความสำคัญของศีลหรือในความยินดี เห็นความสำคัญในมิตรดี พระพุทธเจ้า ตรัสว่าเราเป็นมิตรดีของเธอ ภิกษุทั้งหลาย อาตมาก็บอกว่า อาตมาเป็นมิตรดีของท่านทั้งหลายในยุคนี้ ใครจะรับเราเป็นมิตรบ้างหนอ เสร็จแล้วเมื่อคบมิตรดี ก็จะได้รับพวกนี้จนกระทั่งถึงทิฏฐิสมบูรณ์ ทิฏฐิ 10 ในมรรคมีองค์ 8 สุดยอดเลย เพราะฉะนั้นใครที่ยังไม่มีทิฏฐิ 10 ในสัมมาทิฎฐินี้ คุณก็ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 เป็นสัมมาทิฏฐิ 10 ไม่ได้ แม้ ข้อที่ 1 พอคุณสัมมาทิฏฐิได้แล้วก็อย่าประมาท มาทำเป็น สีลัพพตปรามาส มาทำเหยาะแหยะเล่นหัวไม่ได้ อย่าประมาทต้องเอาจริง แต่ไม่ต้องซีเรียสต้องทำจริง เอาจริงแต่ซีเรียสเคร่งเดินเป็นซอมบี้เลยไม่ได้ ตาขวางเลย ใครไม่ตรงไม่จริงไม่ได้ อย่าเอาดอกไม้มาประดับ เดี๋ยวบ้าตายเป็นผีกระสือ ก็ให้คนอื่นเขาบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อสามารถที่จะเข้าใจและไม่ประมาทแล้ว ท่านกันเอาไว้ อย่างไรๆอย่าประมาท แล้วถึงไปจัดการทำใจในใจไปปฏิบัติ เมื่อทำใจในใจได้ ตัวนี้แหละ ทำใจในใจถึงจะมาเดินเข้าสู่มรรคมีองค์ 8 ยังไม่รับแสงอรุณ 7 มาปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ยังไม่เห็นพระอาทิตย์ก่อน แล้วจะเห็นแสงอรุณมันเป็นไปไม่ได้ คุณต้องรับแสงอรุณก่อนคุณถึงจะเห็นพระอาทิตย์ นี่ก็เป็นคำเปรียบเทียบของพระพุทธเจ้าสุดยอดเลย เถียงไม่ได้เลย จะเห็นดวงอาทิตย์โดยไม่ต้องเห็นแสงอรุณคุณก็ลัดเอา ตื่นขึ้นมาแล้วลืมตาเห็นพระอาทิตย์เลยไม่ต้องเห็นแสงอรุณ คุณก็สาย ช้าเกินไปแล้วต๋อย มันก็ไม่ได้ เล่นตีกินอย่างนี้ได้อย่างไร ได้ครบแล้วจึงจะมาเริ่มต้นโยนิโสมนสิการ 641006_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แสงอรุณในปัญญาข้อที่ 2 ของปัญญา 8 ประการ