สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ว่าด้วยกรณีธัมมชโยปาราชิก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข3 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(พระวินัย) ตอน ว่าด้วยกรณีธัมมชโยปาราชิก [๗๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา คิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปซึ่งเคยเห็นกันเคยคบหากันมา ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้า ณ เชิงภูเขาอิสิคิลิแล้วอยู่จำพรรษา แม้ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ก็ได้ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าแล้วอยู่จำพรรษา ครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาโดยล่วงไตรมาสแล้ว ได้รื้อกุฎีมุงด้วยหญ้า เก็บหญ้าและตัวไม้ไว้ แล้วหลีกไปสู่จาริกในชนบท ส่วนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร อยู่ ณ ที่นั้นเอง ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ขณะเมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร เข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนหาบหญ้า คนหาฟืน ได้รื้อกุฎีบังด้วยหญ้าเสีย แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไป.แม้ครั้งที่สอง ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ได้เที่ยวหาหญ้า …..แม้ครั้งที่สาม… จากนั้นพระธนิยะก็ได้ไปเอาไม้จากโรงไม้ของหลวง...ถูกโจทย์ท้วง พระพุทธเจ้าก็เลยบัญญัติให้เป็นทุติยปาราชิกว่า พระปฐมบัญญัติ อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย พระราชาทั้งหลาย จับโจรได้แล้วพึงประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใด ภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

ต่อมามีอนุบัญญัติมาอีก พระอนุบัญญัติ ก. อนึ่ง ภิกษุใด ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ด้วยส่วนแห่งความเป็นขโมย จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี พระราชาทั้งหลายจับโจรได้แล้ว ประหารเสียบ้าง จองจำไว้บ้าง เนรเทศเสียบ้าง ด้วยบริภาษว่า เจ้าเป็

อ่านต่อ

นโจร เจ้าเป็นคนพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นขโมย ดังนี้ ในเพราะถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานใดภิกษุถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้เห็นปานนั้น แม้ภิกษุนี้ ก็เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้.

และมีตัวอย่างอีกว่า บทภาชนีย์ มาติกา [๙๐] ทรัพย์อยู่ในดิน ทรัพย์ตั้งอยู่บนดินทรัพย์ลอยอยู่ในอากาศ ทรัพย์ตั้งอยู่ในที่แจ้งทรัพย์ตั้งอยู่ในน้ำ เรือ และทรัพย์อยู่ในเรือยาน และทรัพย์อยู่ในยาน ทรัพย์ที่ตนนำไปสวน และทรัพย์อยู่ในสวน ทรัพย์อยู่ในวัด นา และทรัพย์อยู่ในนา พื้นที่และทรัพย์อยู่ในพื้นที่ทรัพย์อยู่ในบ้าน ป่า และทรัพย์อยู่ในป่าน้ำ ไม้ชำระฟัน ต้นไม้เจ้าป่า ทรัพย์ที่มีผู้นำไปทรัพย์ที่เขาฝากไว้ ด่านภาษี สัตว์มีชีวิตสัตว์ไม่มีเท้า สัตว์สองเท้า สัตว์สี่เท้า สัตว์มีเท้ามากภิกษุผู้สั่ง ภิกษุผู้รับของฝาก การชักชวนกันไปลักการนัดหมาย การทำนิมิต.

ภุมมัฏฐวิภาค [๙๑] ที่ชื่อว่า ทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน ได้แก่ทรัพย์ที่ฝังกลบไว้ในแผ่นดิน. ภิกษุมีไถยจิตคิดจะลักทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน เที่ยวแสวงหาเพื่อนก็ตามแสวงหาจอบหรือตะกร้าก็ตาม เดินไปก็ตาม ต้องอาบัติทุกกฏ ตัดไม้หรือเถาวัลย์ ซึ่งเกิดอยู่ในที่นั้น ต้องอาบัติทุกกฏ ขุดก็ตาม คุ้ยก็ตาม โกยขึ้นก็ตามซึ่งดินร่วนต้องอาบัติทุกกฏ จับต้องหม้อ ต้องอาบัติทุกกฏ ทำหม้อให้ไหวต้องอาบัติถุลลัจจัย ทำหม้อให้เคลื่อนจากฐาน ต้องอาบัติปาราชิก.ภิกษุมีไถยจิต หย่อนภาชนะของตนลงไป ถูกต้องทรัพย์ควรแก่ค่า๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย กระทำให้ทรัพย์อยู่ในภาชนะของตนก็ตาม ตัดขาดด้วยกำมือก็ตามต้องอาบัติปาราชิก. พ่อครูว่า...พระบัญญัติของพระพุทธเจ้าละเอียดมากเลย ยกตัวอย่างลูกท้ออินเดียอันนี้ คุณเริ่มต้นด้วยของนี้ไม่ใช่ของๆเรา คุณไปแตะเข้า อาบัติทุกกฏ ทำให้ไหว ต้องอาบัติถุลลัจจัย ถ้าจับแล้วเคลื่อนที่ปุ๊ปก็ปาราชิกเลย นี่แผ่นดินมันยกไม่ได้ก็ใช้โฉนด ใส่ชื่อตนเองเอาไปหอบไว้ ๗ ปี ธัมมี่นะจ๊ะตามสำนวนคนอื่นเขา ปาราชิกไหม ภิกษุมีไถยจิต จับต้องทรัพย์ที่เขาร้อยด้ายก็ดี สังวาลก็ดี สร้อยคอก็ดีเข็มขัดก็ดี ผ้าสาฎกก็ดี ผ้าโพกก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ ทำให้ไหวต้องอาบัติถุลลัจจัย จับที่สุดยกขึ้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย ดึงครูดออกไป ต้องอาบัติถุลลัจจัยให้พ้นปากหม้อ โดยที่สุดแม้ชั่วเส้นผม ต้องอาบัติปาราชิก. ภิกษุมีไถยจิต ดื่มเนยใสก็ดี น้ำมันก็ดี น้ำผึ้งก็ดี น้ำอ้อยก็ดี ควรแก่ค่า ๕ มาสก หรือเกินกว่า ๕ มาสก ด้วยประโยคอันเดียว ต้องอาบัติปาราชิก ทำลายเสียก็ดี ทำให้หกล้นก็ดี เผาเสียก็ดี ทำให้บริโภคไม่ได้ก็ดีในที่นั้นเอง ต้องอาบัติทุกกฏ มีอีกหลายตัวอย่างในพระไตรปิฎก

ต่อไปเป็นบทความของคุณเปลวสีเงิน วันที่ 12 ชื่อเรื่อง ข้อเท็จ ข้อจริง คดีธัมมชโย "ธัมมชโย ไม่ผิด-ไม่ปาราชิก-เรื่องยุติแล้ว จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอะไรกันอีก" นี่คือ "มติมหาเถรสมาคม" เมื่อวาน (๑๐ กุมภา ๕๙)! โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นวัดพี่-วัดน้องกับวัดพระธรรมกาย ทำหน้าที่ประธาน การประชุมครั้งนี้ มส.เห็นชอบในร่างหนังสือตอบกลับ DSI ที่เคยถามเรื่องนี้ด้วย ท่านหาอ่านได้จากข่าว ส่วนวันนี้ ผมจะนำข้อความที่คุณ Pat Hemasuk เคยโพสต์ fb ไว้เมื่อ กุมภา ๕๘ มาให้อ่านกัน แล้วท่านจะทราบว่า คำตอบมหาเถรฯ กับสำนักพุทธ นั้น "เท็จ-จริง" คืออะไร ใช่อย่างที่ตอบ DSI หรือไม่ ขอรวบรัดให้อ่านที่คุณ Pat Hemasuk เคยโพสต์ไว้เลย "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" วัดชนะสงคราม เมื่อครั้งเป็นคณะใหญ่หนกลาง ท่านมีความเที่ยงตรง ผิดก็ว่าผิด-ถูกก็ว่าถูก สิ่งที่ผมคิดถึงคือ ย้อนหลังไปเมื่อ ๑๔ ปีก่อน ที่สมเด็จฯ ท่านต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกรณีธรรมกาย เวลานั้น ผมยังวิ่งเข้า-วิ่งออกวัดชนะฯ อยู่ไม่ต่างกับเวลานี้ แม้ผมจะยุ่งอย่างไร ก็ต้องพาพ่อของผมเข้าวัดชนะอยู่ดี เมื่อท่านออกปาก เพราะท่านจะเข้าไปคุยเฮฮากับท่านเจ้าคุณสอง-สามรูป ที่เป็นเพื่อนสมัยบวชด้วยกันตอนวัยหนุ่ม แล้วก็ต้องไปกราบสมเด็จพระมหาธีราจารย์ ที่เมตตาทุกคนในบ้านผมตั้งแต่ทวดลงมา นับแต่สมัยที่สมเด็จฯ ยังเป็นพระมหาเปรียญหนุ่ม เรื่องนี้ ขึ้นมายุ่งกับสมเด็จฯ ตรงที่คดีธรรมกาย ถูกโยนถึงมือท่านแบบที่ท่านก็คาดไม่ถึง โดยที่ ทั้งเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะภาค ต่างเอนเอียง เข้าข้างธรรมกาย ไม่รับคดีขึ้นฟ้อง และดึงเรื่องแบบสุดความสามารถ จนรัฐมนตรีศึกษาที่ดูแลกรมศาสนาเวลานั้น รวบรัดว่า เรื่องนี้ ต้องถึงมหาเถรฯ เสียแล้ว และต่อมาเรื่องนี้ก็ตกมาถึงมือสมเด็จอุปัชฌายาจารย์ของผมจนได้ ผมจะปูพื้นเรื่องก่อน เพื่อให้คนไม่รู้-ได้รู้ เพราะในอนาคตถ้าหมดคนรุ่นผมไปแล้ว หลักฐานปฐมภูมิจะหมดไป ในเวลานั้น มีคดีฟ้องของ "คุณมานพ พลไพรินทร์" ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนา และ "คุณสมพร เทพสิทธา" ประธานยุวพุทธิกสมาคมแห่งชาติ ได้ฟ้อง พระธัมมชโย และพระทัตตชีโว ในคดีละเมิดพระธรรมวินัย และละเมิดจริยาพระสังฆาธิการ ซึ่งคดีนั้น ใช้เทคนิคลากเรื่อง-ดองเรื่องจากทางวัดพระธรรมกายชนิดสุดฝีมือ เริ่มจาก "เจ้าคณะปกครอง" มีอำนาจในการพิจารณา ได้ปัดสำนวนฟ้องทิ้ง อ้างเหตุว่า "ผู้ฟ้องไม่ได้กรอกแบบฟอร์มช่องหนึ่ง" ที่แจ้งว่า ตัวเองศาสนาอะไร? จนทั้งสองท่าน เอาหลักฐานมาแสดงถึงยอมเดินเรื่องต่อให้ พอเรื่องเดินก็มาอีกมุก ว่าโจทย์เป็นฆราวาส ฟ้องพระไม่ได้ เจ้าคณะจังหวัดก็ไม่รับพิจารณา โจทย์ไม่มีทางเลือก เลยไปฟ้องต่อเจ้าคณะภาคเสียเลย แต่เจ้าคณะภาคก็ตัดสินว่า "ฆราวาสไม่มีสิทธิ์ฟ้องเหมือนกัน"! จนเรื่องถึงรัฐมนตรีศึกษา ทำเรื่องให้มหาเถรฯ พิจารณาซะเลย คราวนี้มหาเถรฯ บอกว่า "ทำไมจะฟ้องไม่ได้" "อย่างนี้ จะพระเหี้ยอย่างไร ชาวบ้านก็ต้องทนหรืออย่างไร"? คำนี้ ผมเอามาจากท่านสมเด็จพระมหาธีราจารย์ นั่งตบเข่า เล่าให้พ่อผมฟังเมื่อ ๑๔ ปีที่แล้ว ผมนั่งอยู่ด้วย ได้แต่อมยิ้มอยู่ข้างเสากุฏิ ตามปกติ สมเด็จฯ ท่านจะพูดจาระวังคำพูด แต่กับคนใกล้ชิดแบบพ่อผม ท่านปลดเบรกพูดแบบสบายปากได้ พอมหาเถรฯ มีมติว่าฆราวาสฟ้องได้ แล้วให้เจ้าคณะภาคสั่งการให้เจ้าคณะจังหวัดรับฟ้องตามขั้นตอน แต่เจ้าคณะจังหวัดก็แจ้งไปยังเจ้าคณะภาคว่า "มติเจ้าคณะภาคที่ว่าฆราวาสฟ้องไม่ได้ มีมาก่อนมติมหาเถรฯ" จะยังถือมติเดิมอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง! ทุกคนก็รู้ ทั้งคณะภาค คณะจังหวัด ดึงเกมแบบรู้กัน ทางกระทรวงฯ เลยต้องเอาเรื่องเข้ามหาเถรฯ อีกรอบว่า "เจ้าคณะทั้งสองไม่ทำตามมติมหาเถรฯ สั่งการ" มหาเถรฯ จึงสั่งเจ้าคณะภาคอีกรอบ คราวนี้ เจ้าคณะภาคบอก "จะรีบทำตามมติเร่งรัดคดี" แต่ก็ดึงไปเรื่อยๆ จนมหาเถรฯ ครั้งนั้น ต้องแต่งตั้งให้ "สมเด็จพระมหาธีราจารย์" เข้ามากำกับดูแล สมเด็จฯ ให้ส่งรายงานมาทั้งหมด แต่เจ้าคณะภาคก็ดึงเรื่อง ขอเวลาอีกเป็นเดือนๆ แล้วส่งมาแบบเขียนใส่ตั๋วรถเมล์สั้นๆ เท่านั้น สมเด็จฯ ด่าเปิงกลับไป เพราะนิสัยของท่านตรงเป็นไม้บรรทัด แล้วสั่งให้ส่งรายงานแบบเต็มยศมาด่วน พอรายงานมาถึงมือ ท่านก็บอกว่า "แบบนี้ชัดเจนว่าเจ้าคณะภาคขัดคำสั่งมหาเถรฯ ท่านจะว่าอย่างไร?" คราวนี้เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัด วิ่งไปพึ่งบารมีสมเด็จวัดสระเกศให้มาช่วย เพราะรู้กันว่า วัดสระเกศแบ็กอัพสายนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว สมเด็จวัดสระเกศบอกว่า ต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความ "ฟ้องได้หรือไม่"? แต่สมเด็จวัดชนะ ท่านซัดเข้าไปดอกใหญ่ในที่ประชุมมหาเถรฯ แบบไม่ไว้หน้า "เรื่องของพระ ส่งไปให้บ้านเมืองพิจารณาได้อย่างไร?" เคยส่งไปแล้ว ก็โดนตีกลับมาทุกครั้ง ว่าเรื่องของพระก็ให้มหาเถรฯ จัดการกันเอง คนนอกวัดไม่อยากยุ่งด้วย เพราะเรื่องแบบนี้มีพระวินัยกำกับอยู่แล้ว คนไม่ใช่พระ จะมาชี้เรื่องพระวินัยได้อย่างไร? สมเด็จวัดสระเกศ เจออัดเข้าจังๆ ถึงกับถอยกรูด เพราะรู้ว่า สมเด็จวัดชนะฯ ตรงเป็นไม้บรรทัด ก็ดันเรื่องเข้ามหาเถรฯ ทันที แต่ก็โดนดึงต่อไปอีก หลังจากฝั่งสนับสนุนวัดธรรมกายตั้งขบวนกันติด และล็อบบี้กรรมการมหาเถรฯ บางรูปสำเร็จ โดยให้เลื่อนการพิจารณาออกไป อ้างว่าบางรูปยังอ่านเอกสารไม่จบ ก็ดึงกันไปเรื่อยๆ อีกนานข้ามปี จนที่สุด "สมเด็จพระญาณสังวร" พระสังฆราช ทรงทนไม่ไหว มีพระลิขิตออกมาฉบับแรกว่า “การโกงสมบัติผู้อื่น ตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไปคือประมาณไม่ถึง ๓๐๐ บาทในปัจจุบัน ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ฐานผิดพระธรรมวินัย พ้นจากความเป็นพระทันที ในกรณีนี้ ไม่ว่าจะมีผู้รู้เห็นหรือไม่ ไม่ว่าจะสั่งให้สึก ไม่ว่าจะจับสึก หรือไม่ก็ตาม ภิกษุผู้ละเมิดพระธรรมวินัยข้อนี้ ต้องอาบัติปาราชิก พ้นจากความเป็นพระโดยทันที” พอมีพระลิขิตออกมา...วงแตก มหาเถรฯ ให้ติดตามว่าวัดธรรมกายมีปฏิกิริยาอย่างไรกับพระลิขิต แต่วัดธรรมกายก็ยังเฉย สมเด็จพระสังฆราช ก็ทรงออกพระลิขิตเป็นฉบับที่ ๒-๓ จนฉบับที่ ๔ สุดท้ายออกมา พระสังฆราชถูกกลุ่มสนับสนุนวัดธรรมกายขู่ปองร้าย ครม.ต้องมีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งตำรวจมาอารักขา และเร่งให้สนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยด่วน "นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" รมว.ศึกษาเวลานั้น เข้านมัสการสมเด็จวัดชนะฯ แจ้งว่า จะนำคดีสู่ศาลอาญาทางโลก จะให้พระเป็นโจทก์ในคดีกฎนิคหกรรม ดำเนินการทางสงฆ์ เร่งให้ ธัมมชโยโอนที่ดินและทรัพย์ส่วนนี้กลับเข้าวัด แต่ก็ได้รับคำตอบจากวัดธรรมกายว่า ให้การพิจารณาของมหาเถรฯ จบก่อน ว่าผิดจริงถึงจะโอนให้! มหาเถรฯ ก็เตะถ่วง โดยเอาเรื่องอื่นๆ เข้าประชุม แทนที่จะรีบพิจารณาเรื่องที่นายมานพและนายสมพร ฟ้องในคดีกฎนิคหกรรม คราวนี้ ประชาชนออกมาต่อต้านมหาเถรฯ กดดันให้มหาเถรฯ จัดการตามพระลิขิต ในขั้นสอบสวนทางโลก ธัมมชโยเข้ามอบตัวและประกันตัวไป มหาเถรฯ ก็ยังเตะถ่วงเรื่อยๆ จนตำรวจส่งสำนวนให้อัยการฟ้องต่อศาล ต่อมา สมเด็จฯ ได้กดดันที่ประชุมมหาเถรฯ ให้เจ้าคณะภาคสั่งอายัดเงินฝากวัดธรรมกาย แต่ธรรมกายสู้ แจ้งว่า "อธิกรณ์ถึงที่สุดตามที่เจ้าคณะภาคและเจ้าคณะจังหวัดไม่รับฟ้องเมื่อหลายปีก่อนไปแล้ว" จึงไม่ทำตาม เพื่อลดความกดดัน ธัมมชโยยอมลาออกจากเจ้าอาวาส ให้ทัตตชีโว ขึ้นแทน แล้วใช้วิธีดึงคดีไปเรื่อยๆ โดยแจ้งว่าป่วย จนที่สุด ยอมโอนที่ดินและทรัพย์สินกลับคืนวัด แล้ว "อัยการสั่งไม่ฟ้อง" โดยให้เหตุผลว่า "ธัมมชโยกับพวก มอบทรัพย์สินซึ่งมีที่ดินและเงิน ๙๕๙ ล้านบาทคืนวัดพระธรรมกายแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติตามพระลิขิตของพระสังฆราชครบถ้วนทุกประการแล้ว อัยการสูงสุดจึงมีคำสั่งให้ถอนฟ้องคดีนี้" มหาเถรฯ ถือโอกาสรีบปิดคดีเช่นกัน..... โดยไม่สอบสวนคดีกฎนิคหกรรมต่อ เหมือนทุกอย่างรีเซตตัวเองจบไปแล้ว โดยไม่คำนึงถึงพระลิขิตที่ทรงพิจารณาให้ ธัมมชโย สิ้นสภาพความเป็นพระไปก่อนหน้านั้น. พ่อครูว่า...ปัญญาชนทั้งหลายฟังแล้วก็น่าสมเพชเวทนา องค์กรที่แต่ละองค์กรเป็นขบวนการรวมหัวกันเป็นโจร ขอใช้คำนี้ ต่อด้วยอีกบทความหนึ่ง

ผ่าประเด็นร้อน จับตาวิบากกรรม มส. ตะแบงอุ้มธัมมชโย (แนวหน้า ผ่าประเด็นร้อน) นี่ขนาดธัมมชโย เจ้าสำนักจานบินทำผิดทั้งต่อพระธรรมวินัยและทำผิดกฎหมายบ้านเมืองอย่างร้ายแรง ทั้งเผยแพร่ลัทธิที่ขัดต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า ยักยอกเงินวัดมาเป็นของตัวเอง จนพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช มีพระบัญชาตั้งแต่เมื่อปี 2542 ให้ปาราชิกพ้นความเป็นพระและล่าสุดธัมมชโยกำลังจะถูกฟ้องฐานร่วมขบวนการฟอกเงินคดีที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร คนสนิท ธัมมชโยยักยอกเงินฝากเหล่าคนชรากว่า 16,000 ล้านบาท แล้วเล่นแร่แปรธาตุโอนเงินส่วนหนึ่งเข้าบัญชีธัมมชโยและสำนักธรรมกาย แต่ล่าสุดมหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งมีสมเด็จช่วงเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พระอุปัชฌาย์ของธัมมชโยเป็นประธานก็มีมติส่อตะแบงอุ้มธัมมชโยโดยไม่สนใจผิดถูกชั่วดี สวรรค์หรือนรก ซึ่งนั่นเป็นเส้นทางที่มส.เลือกและอาจต้องรับผลกรรมที่จะตามมา

ความจริงแล้ว ธัมมชโย พ้นจากความเป็นพระทันที ตั้งแต่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระบัญชาเมื่อปี 2542 แต่ มส.ภายใต้การนำของ สมเด็จช่วง ส่อเจตนาขัดพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช และอย่างที่ นายชูชาติ ไตรประสิทธิ์ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ความเห็นว่า กรณี ธัมมชโย แม้จะยอมคืนเงินเกือบ 1,000 ล้านบาทที่ยักยอกไปหลังถูกจับได้ แต่ยังถือว่าความผิดสำเร็จแล้วจะอ้างว่าโกงแล้วคืนไม่ผิดไม่ได้ แต่ที่สำคัญในทางพระธรรมวินัยถือว่าปาราชิกพ้นความเป็นพระไปแล้ว

แต่ในเมื่อมส.ไม่เลือกทางสวรรค์ ส่อตะแบงอุ้มธัมมชโย โดยตะแบงอ้างโกงแล้วคืนไม่ผิด ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)จะดำเนินการอย่างไรกับ มส.และสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ยื่นเรื่องถึงมส.และพศ.ให้ทำตามพระบัญชาของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ

ขณะที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) และ นพ.มโน เลาหวณิช อดีตกรรมการปฏิรูปฯ แถลงก่อนหน้านี้ว่าหาก มส.ยังเพิกเฉยด้วยการอุ้ม ธัมมชโย ก็จะฟ้องดำเนินคดีอาญามาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่

สำหรับ สมเด็จช่วง ก็กำลังเผชิญวิบากกรรมไม่น้อยไปกว่า ธัมมชโย ผู้เป็นลูกศิษย์ เพราะดีเอสไอเตรียมแถลงผลการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณหรูที่สะสมอยู่ในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำ ซึ่งพบการทำผิดกฎหมายหลายประการทั้งการหลบเลี่ยงภาษีและทำเอกสารจดประกอบรถเท็จ แต่ที่สำคัญรถเบนซ์คันดังกล่าวมีข่าวลือสะพัดว่ามีสมเด็จช่วงเป็นเจ้าของซึ่งหากเป็นความจริงงานนี้อาจถือเป็นกฎแห่งกรรมทั้งอาจารย์และลูกศิษย์ ขณะที่พุทธศาสนิกชนจำนวนไม่น้อย ต้องการให้มีการสังคายนาปฏิรูปวงการสงฆ์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอำนาจบทบาทและโครงสร้างมส.ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าซ่อนไว้ด้วยเรื่องผลประโยชน์ในคราบผ้าเหลือง รวมทั้งรื้อ พ.ร.บ.สงฆ์ปัจจุบัน ที่ถูกแก้ไขในยุคระบอบแม้วเรืองอำนาจ โดยเฉพาะประเด็นการลิดรอนพระราชอำนาจในการตั้งสมเด็จพระสังฆราช และถ่ายโอนอำนาจมาให้มส.ที่ถูกมองว่าเป็นร่างทรงของลัทธิจานบินอันเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับระบอบแม้ว ที่ต่างมีเป้าหมายหวังผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ทีมข่าวการเมือง พ่อครูว่า...อ่านจนเมื่อย แต่ไม่หยุดเพราะว่าเรื่องไม่เสร็จ แล้วอาตมาก็ยังไม่ตาย เราเป็นนานาสังวาสกับกลุ่มพระธัมมชโย ที่จริงไม่ควรเรียกเป็นพระหรอก แต่เอาเถอะเรียกไปไม่เป็นไร เพราะอาตมาไม่ได้เป็นพระ อาตมาเป็นสมณะ นานาสังวาสอยู่แล้ว ขอยืนยันว่าเดี๋ยวนี้เป็นพระมหาศาลกันไปหมดแล้ว แต่ก็ยังมีพระพุทธอิสระที่ท่านทำได้ และมีอีกหลายรูปที่ไม่กลัวแล้วก็กล้าว่า อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ได้แต่เชียร์พระพุทธอิสระ ท่านเอาภาระก็อนุโมทนาสาธุ มีใครจะร่วมช่วยกันก็เชิญเถิด ท่านทำอธิกรณ์ได้ตามพระธรรมวินัย ส่วนอาตมาประกาศแยกตัวจากมหาเถรฯแล้ว ใครก็ตามที่พูดว่า มหาเถรฯอัปเปหิชาวอโศกออกมานั้น ไม่ใช่ โดยสัจจะแล้ว อาตมาอัปเปหิมหาเถรสมาคม เราประกาศขอลาออกจากมหาเถรสมาคมตั้งแต่ ๖ ส.ค. ๑๘ สำเร็จเป็นนานาสังวาสตั้งแต่ ๗ ส.ค. ๑๘ ที่วัดหนองกระทุ่ม มีพระเจ้าคณะอำเภอพร้อมพระ ๑๘๐ รูป เดี๋ยวนี้พระเจ้าคณะอำเภอท่านก็ยังอยู่เลย เรายื่นไปถึงเจ้าคณะจังหวัด แล้วส่งเรื่องถึงมหาเถรสมาคม แล้วมส.ก็รับรองแล้วว่าเราไม่ได้อยู่ในการปกครอง มีรายลักษณ์อักษรที่มส.เขียนถึงผอ.การรถไฟ ว่าสงฆ์อโศกไม่ได้อยู่ในการปกครองแล้ว แต่อยู่วันร้ายคืนร้ายมส. ก็ดึงเราไปอยู่ในการปกครองอีกแล้วอธิกรณ์ แล้วเอาทั้งธรรมยุติและมหานิยายซึ่งเป็นสองนิยายรวมกันเล่นงานอาตมา ไปรื้อคดีเก่ามาอีกก็ผิดวินัยอีก ผิดหลายอย่างไม่ได้รื้อฟื้นแต่ทบทวน มส.ที่ล้มเหลวไม่เป็นท่าเลย ผู้ใดกล่าวว่า มหาเถรสมาคมอัปเปหิอาตมาหรือชาวอโศกออกจากมหาเถรสมาคมนั้นไม่ถูก ต้องกล่าวว่า ชาวอโศกหรือโพธิรักษ์ขอนานาสังวาสกับมหาเถรสมาคม การกล่าวผิดเป็นการกล่าวชั่วกล่าวเป็นบาปนะ

590214_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ทุติยปาราชิกกัณฑ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน