580630_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ อรหันต์ดับอาสวะ-อนุสัยหมดหรือไม่.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข3 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580630_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติฯ เรื่องอรหันต์ดับอาสวะ-อนุสัยหมดหรือไม่ โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2558 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ปีมะแม มีคนชมว่าอายุมากแล้วยังเดินสาย เหมือนคนหนุ่มแน่น ทำอย่างไรได้ ถึงเวลาชีพจรลงเท้าก็ไป ก็มีคนส่งประเด็นมาถามก็เอามาบรรยายธรรมะ เจ้าแรกนี่ _ คุณเจนี่โรส ...ถามว่า ใกล้วันเกิดแม่ เราพาแม่ไปถวายสังฆทาน ทำบุญโลงศพ เราจะได้บุญจริงๆรึเปล่าคะ

พ่อครูว่า… เราจะได้บุญจริงๆต้องรู้ว่าบุญคืออะไร ถ้าเราไม่รู้ว่าบุญคืออะไร เราจะไปทำที่ไหนก็แล้วแต่ก็ทำผิด ทำผิดก็ไม่ได้บุญ นอกจากไม่ได้บุญแล้วก็ได้บาป ฟังดีๆ เพราะเดี๋ยวนี้ทำบุญแล้วได้บาปเยอะ บาปคืออะไร บาปคือกิเลส จิตวิญญาณมีบาป ถ้าสามารถเข้าใจความเป็นบุญถูกต้องสัมมาทิฏฐิ แล้วรู้วิธีปฏิบัติถูกต้องทำให้จิตลดกิเลสได้ คนนั้นก็ได้บุญ ได้บุญคือเราใช้ตัวเรานี่แหละมีความรู้ความสามารถมีมรรควิธี สัมมาอาริยมรรคมีองค์ 8 ทำแล้วกิเลสลดได้จริง นั่นคือได้บุญ นี่พูดกันอย่างวิชาการ

ทีนี้ทุกวันนี้ ที่พูดว่าทำบุญ ก็คือทำทานเสียส่วนใหญ่ ทำแล้วก็ทำการลดกิเลสในใจไม่เป็น จะทำทานอย่างไรก็แล้วแต่ อย่างที่ถามว่าจะทำสังฆทาน เอาโลงศพไปถวาย จะได้บุญหรือไม่ จะได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับทำใจในใจเป็นหรือไม่

แล้วการทานล่ะ ก็ขอตอบเพิ่ม การทำทาน ถ้าไม่รู้จักวิธีการทำใจในใจ ไม่สามารถทำใจของเราให้กิเลสลดลงได้ ใจเราก็ไม่ลดกิเลส ได้แต่กิเลสเพิ่ม จิตก็ได้บาป แต่ได้กุศลไหม? ทำทานก็ได้กุศล จิตเราได้มีความเข้าใจว่าเราได้ให้ แต่เราทำใจในใจไม่เป็น ในสามัญสำนึกรู้ว่าเราได้ให้ของวัตถุ แต่ใจไม่ได้ให้ นอกจากใจไม่ให้แล้วใจยังเอาอีก นี่คือกิเลส ทำทานแล้วขอว่าจะได้ คือพยัญชนะภาษากับกิริยาของจิต ไม่ถูกต้อง

อ่านต่อ

ไม่รู้ความหมายว่าต้องทำใจอย่างไรจึงได้บุญ คือต้องทำใจให้กิเลสลด กิเลสคือความอยากได้ ความโกรธ แม้ว่าคุณทำทานแม้ไม่อยากได้ พื้นฐานคุณอยากให้วัตถุไป แต่ใจคุณไม่ได้ให้วัตถุแบบจิตคุณให้ไปโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน แต่แทนที่จะทำใจเฉยๆ แต่ลึกๆแม้คุณไม่อยากได้อะไรก็ยังดี แต่ก็ลึกๆในจิต ก็ว่าทำทานเช่นนี้ก็คงจะได้อย่างนี้อย่างน้อยอยากได้บุญ เราจะได้บุญจริงหรือไม่? บุญเป็นรูปร่างหนึ่ง กุศลคือความดี ให้ทานเป็นการเสียสละ ในโลกเขาก็ทาน ก็ให้คนอื่น คนก็นิยมชมชื่น อนุโมทนา โดยเฉพาะทางกาย วาจา เห็นๆ แต่ใจไม่ได้ให้ ใจมันจะแลกเปลี่ยน ดีไม่ดีตั้งไว้ว่าอยากได้อะไรมากๆ ขอให้ได้อย่างโน้นอย่างนี้ ตะกละ จิตขี้โลภ จะโลภหรือไม่อยู่ที่จิตไม่ได้อยู่ที่มือหรือภายนอก คุณทำใจในใจให้โลภ อันเนื่องต่อจากการทำทานนี้ แล้วก็สร้างโลภใส่จิตอีก มันตรงข้ามเลย ที่คุณทำทานก็ต้องการให้จิตลดโลภ ไม่ใช่เพิ่มโลภ

ถ้าคุณให้แล้วทำจิตให้ลดความโลภได้ เราให้ไป ถ้าจะให้พูดให้ละเอียด ของที่จะทำทานมันราคา ๑๐๐ ก็ขอคืนมา ๕๐ คุณก็ได้ทานไป ๕๐ ใจก็ให้ไป ๕๐ แต่นี่เขาทาน ๑๐๐ จะเอาคืนเป็นแสนเป็นล้าน หรือไม่มีกำหนดขอบเขตเลย เป็นการตั้งความโลภไว้ปากเปิด มีเท่าไหรเอาหมด ได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี

ถามมาก็ตอบไป

การทำกุศลก็เป็นความดีงามชนิดหนี่ง แต่เรื่องของการปฏิบัติธรรมที่จะเป็นกุศลจริงๆ ทำตามโลกเขานับถือ ก็ได้กุศลทั้งนั้น ทำไม่ดีก็อกุศล กุศลแปลว่าฉลาด ทำส่ิงที่ปรารถนาดี อย่าให้จิตคิดชั่ว จะชั่วแบบไหนดีแค่ไหนก็เท่าที่คุณเข้าใจ ส่วนจะชั่วที่คนทั่วไปเขาเข้าใจก็เป็นหลัก ว่าอย่างนี้ดีอย่างนี้ไม่ดี อย่างโลกเขาเข้าใจก็ได้กุศล แต่ทำดีแล้วทำใจในใจเป็นหรือไม่?

ศาสนาพุทธเน้นให้รู้ใจ รู้จิต เจตสิก รู้รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ เรารู้ รูปกาย หรือนามกาย กระทบแล้วเกิดรูป ก็อ่านสภาวะรูปนั้นเป็น ก็ฝึกฝนได้ แต่ถ้าอ่าน นามรูป ไม่เป็นฝึกฝนธรรมะไม่ได้ ได้แต่สะกดจิต สะกดจิตจิตก็หยุด เป็นการทำทั่วไปเรียกว่าสมาธิ สะกดจิตเก่งก็ทำได้เร็วได้มากได้นานแต่ไม่ได้หมายความว่าล้างกิเลสอะไร สะกดให้เกิดกาม เกิดโทสะได้ มีเรี่ยวแรงสะกดได้จริงก็มี แต่ไม่ได้ล้าง

ต่อมามาดูคำถามอื่นอีก มีคนถามค้างที่ไม่ได้ตอบ เรื่องธรรมะสองอย่าง เทวธัมมา เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ก็มีสองสภาพแล้วเกิดพลังงาน ทางโลกก็มีสองสภาพ บวกกับลบ ทำปฏิกิริยากัน ทางจิตก็เหมือนกัน จนเกิดแรงงาน พลังงานได้สูตรที่สูงที่สุดเรียกE = mc2 + Aมีคนถามว่า จะให้อธิบายว่าเอามาใช้ประโยชน์กับมนุษยชาติอย่างไร

จิตนิยามคือพลังงาน พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้จิตวิญญาณ ศาสนาอื่นเขาก็ทำใจ แต่ทำใจให้หยุดได้เก่ง เป็นความรู้ทั่วไป ที่แม้แต่ศาสนาพุทธทั่วไปก็ได้แค่นี้ ไม่รู้ว่าจิตแยกเป็นเจตสิก มีอาการต่างๆ แค่แจกออกมาว่า อาการกาย อาการเวทนา อาการจิต อาการ ธรรมะ ๔ อย่างนี้ แยกให้เห็น

พลังงานวัตถุ คือ ตัวm คือมวล c คือความเร็วของแสง ยกกำลังสองก็ได้ E สูงสุดหากไม่เร็วเท่าแสง ก็จะไม่ได้พลังงานมากเท่า คำว่ายกกำลังสอง คือพลังงานสภาพที่คนเรานี่ หรือสภาพธรรมก็ตาม กระทบแล้วจะเกิดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวก็เรียกว่ายกกำลังสอง มีปฏิกิริยาลูกโซ่ แล้วเขาก็ตีราคาว่า เอาครึ่งหนึ่งก็แล้วกัน มันจะมากจนเขานับไม่ได้ก็เลยคูณแหลกเลย ก็คือยกกำลังสอง นี่คือทางวิทยาศาสตร์เขาคิด แล้วทางธรรม พระพุทธเจ้าก็สอนเรื่องธรรมะสอง ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) อยู่ในมหานิทานสูตร ล.๑๐ ข.๖๐

ประโยคนี้อาตมาถือว่าเป็นหัวใจธรรมะทั้งหมดเลย เหมือนทางโลกเขาใช้ E = mc2ถ้ามันมีหนึ่งมันไม่มีพลังงานอะไรเกิดขึ้น มันต้องมีสองหน่วย เมื่อสองหน่วยจะมีลักษณะลีลาอะไรอีก อันนี้ตรงกันทางโลกเขาบอก พลังงานที่เอามาใช้ หากรู้จักจัดสรรค่าของพลังงานก็คำนวณได้

แล้วทางศาสนา พระพุทธเจ้าท่านสรุปผลของท่านว่า ถ้าสามารถรู้ลักษณะ ๒ มันทำงานแล้วก็มีจิต จิตที่ท่านตั้งชื่อ(อธิวจนะ)เรียกว่า เวทนา นี่แหละอาการอย่างนี้ให้รู้ให้ได้ ก็จะสามารถใช้ ความเร็วของจิต นี่เร็วกว่าความเร็วของแสง ใช้งานได้เหมือนกันเลย เร็วกว่าแสง ถ้าสามารถควบคุมได้ ให้หยุดได้ให้เบาลงได้ ให้ช้า หรือให้แรงได้

ทีนี้ลึกไปกว่านั้นพระพุทธเจ้าสอน แม้ในเวทนา มันมีอาการในเวทนาก็ยังแยกอาการในเวทนาไปอีกเยอะ ลีลาเป็นสุข เป็นทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นต้น นี่เป็นหัวใจของศาสนา ก็ต้องรู้ทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ ซึ่งคนไม่ค่อยอธิบายว่าทุกข์นี่เป็นตัวเหตุให้เกิดสุข แต่อาตมาอธิบาย เหตุแห่งทุกข์คือตัณหา หากไม่ได้ดังใจก็เกิดแย่งชิงเดือดร้อนกัน

อ่านให้รู้เห็นอาการมัน อาการที่เป็นอกุศล มันเห็นความจริงว่าไร้สาระ พาให้ทุกข์ ไม่มีดีเลย ไม่เข้าท่า มันก่อทุกข์เกิดความลำบากปัญญามันรู้อย่างมีนัยเหมือนเด็กจับไฟแล้วร้อน ก็หนีเลยไม่จับ ถ้าเราไปยุ่งแล้วมันเกิดทุกข์อย่างนี้มันเหมือนจับไฟแล้วร้อนก็หยุด นี่คือปัญญามีอำนาจเช่นนี้ มันเกรงก็มีความรู้ระดับหนึ่ง เกรงกิเลส แต่ถ้ามีพลังสูงถึงโอตตัปปะก็กลัวเลย เหมือนคนโตที่รู้ว่าจับไฟมันร้อนใครจะไปจับ มันร้อนมันทุกข์ก็ฉันเดียวกัน พระพุทธเจ้าจึงให้สร้างพลังปัญญา ให้เห็นความจริงตามความเป็นจริงว่า เราไปหลงมัน แล้วสุขเพราะได้สมกิเลส มันชั่ว ก่อทุกข์ คนที่เกิดปัญญาชัด เหมือนเด็กจับไฟ แล้วทุกข์ไม่จับอีก จะทำอย่างไรให้ปัญญาเรามีเช่นนี้

เอาอย่างชัดๆในอบาย ความหลงในสิ่งที่ไม่เจริญสูญเปล่าผลาญพร่า เสพอารมณ์สุขเฉยๆ แล้วเปลืองทุนรอนเวลา ก่อเวรภัยไม่เข้าเรื่องไม่เกิดคุณค่าประโยชน์ตั้งแต่หยาบๆทำไป จนมีปัญญาเกิด แล้วทำตามลำดับมาเรื่อยๆ ก็สามารถควบคุมพลังงานทางจิตได้ โดยเฉพาะศาสนาพุทธเลือกทำลายเฉพาะอกุศลจิต ส่วนตัวดีที่จะสร้างสรรไม่ต้องทำลาย

แต่การไปนั่งสะกดจิตก็ทำลายหมดทั้งดีทั้งชั่ว ไม่ได้ทำแบบอ่านอาการจิตได้เลยขณะผัสสะว่า อย่างนี้คือตัณหา ต้องการทำร้ายแย่งชิง เราก็เรียนรู้พวกนี้ ลดความเร็วของจิตได้ นั่นคือเราลดกำลังงานของจิต ให้ช้าลง ไม่อยากเกิด เกิดน้อยลง จางลง เบาลง จนหมด ไม่เกิด นั่นคือคุณทำให้เกิดความดับของตัวกิเลสที่เป็นอกุศลจิต จนมันดับสนิทเลย ก็ทำให้มันไม่เกิดเคลื่อนที่เลย ถ้าเป็นแสงก็หยุดแสงเลย เราเทียบเคียงให้ฟัง

ไอสไตร์มีสูตรE = mc2 อาตมาก็บวก A เข้าให้ A ก็คือ mc 2 นี่แหละ แต่เป็น Abstract คือนามธรรม ถ้าเราเข้าใจก็เข้าใจ E = mc2 พวกนี้จะประยุกต์ไปทางฟิสิกส์ก็ทำได้ หรือเอาไปใช้กับธรรมะได้ เป็น ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )

ของพระพุทธเจ้าเกิดได้ด้วยกรรม มาจากพฤติกรรม กาย วาจา ส่วนจิตคือมโน วิญญาณเป็นตัวหลักเลย ครบพร้อมทั้งนอกและใน กระทบสัมผัส ส่วนมโนคือคำกลางๆ แต่ถ้าวิญญาณต้องเกิดด้วยผัสสะ เป็นพลังงานจิตที่เกิดสดๆ ปัจจุบันเลย เกิดอาการเช่นนี้แล้วอ่านสภาวะจะเห็นอาการที่แท้ มันกระทบแล้วอยากได้ ก็เกิดตัณหาแล้ว อยากได้สดๆ อยากได้แล้วสามารถเอาได้ด้วย ย่ิงรู้ว่าเขาหวงด้วยเอาไม่ได้นะ อย่างนี้เป็นต้น เราก็อ่านสภาพจริงแล้วฝึก นี่คือการเรียนรู้พลังงานจิต ตามสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัส ถ้าเข้าใจแล้วไม่ได้ต่างกันเลย เป็นแต่เพียงสภาวะทางวัตถุก็ไปจัดการพลังงานวัตถุ แต่ของพระพุทธเจ้ามาจัดการพลังงานทางใจ จะเกิดเป็นคนดีมีผลเกิดได้

ทางวัตถุเขาใช้ในแนวทางทำลายได้ A bomb of damage ทำลายเลย แต่พระพุทธเจ้ามาทำ Bomb of love ที่ไอสไตน์เขียนไว้ ไอสไตน์รู้แต่แจกแจงเป็นทฤษฎีทางจิตไม่ได้ แกพอรู้ ยิ่งชัดเจน อาตมาก็รู้ว่าแกเป็นโพธิสัตว์ ย่ิงมามีหลักฐานอันนี้เป็น A bomb of love ก็ยิ่งชัด

_มีคำถามอีกจากคุณปิ๋ม ฝากกราบเรียนถามพ่อท่านด้วยค่ะว่า พ่อท่านเคยเทศน์ที่งานศพสิกขมาตุ ผุสดีว่าสิกขมาตุท่านบรรลุอรหันต์แล้ว แต่เนื่องจากท่านเป็นสายเจโต ท่านจึงไม่ทราบว่าท่านบรรลุอรหันต์แล้ว คำถามดิฉันคือ อะไรทำให้พ่อท่านเข้าใจว่าสิกขมาตท่านไม่ทราบว่าท่านได้บรรลุอรหันต์คะ ท่านอาจทราบว่าท่านได้บรรลุอรหันต์แล้วแต่ท่านไม่ได้ประกาศให้ผู้อื่นทราบก็ได้ค่ะ ที่ถามนี่ไม่ใช่ว่าไม่เคารพพ่อท่านนะคะ แต่ต้องการเข้าใจจริงๆค่ะ

ดิฉันสังเกตดูสิกขมาตุมาเสมอ และก็เห็นสิกขมาตุมีความตื่นเเละเบิกบานอยู่เสมอ ไม่เคยเห็นท่านแสดงอาการอึดอัดขัดเคือง หรือมีอัตตามานะเลยค่ะ ดิฉันก็สัมผัสได้ว่าท่านมีความสงบเย็นจริง จึงดีใจเมื่อพ่อท่านยืนยันว่าท่านบรรลุอรหันต์ เพราะทำให้ดิฉันแน่ใจว่าตัวเองมีดวงตา ปัญญาและญานพอที่จะมองสิ่งดีๆออก ชึ่งจะช่วยเสริมศรัทธาให้ตัวเอง

ตอบ...อาตมาไม่เคยได้ยินเขาพูดหรือแสดงท่าที แต่ท่าทีก็พอรู้กัน ท่าทีข้างนอกจนสามารถอ่านจิตได้ โดยไม่เดาไม่ใช่ของพูดเล่น พูดไปแล้วก็มีคนมาให้ข้อมูลทีหลัง ว่าสม.ผุสดี เคยถามว่า เธอว่าฉันนี่เป็นอรหันต์หรือเปล่า? ตอนอยู่ปราการอโศก ถามสม.สัจฉิกตา อยู่ดีๆจะไปกล้าถามได้อย่างไร เชื่อไหมว่าฉันเป็นอรหันต์ แสดงว่าสม.ผุสดีรู้ว่าตนเองเป็นอรหันต์ แต่อาตมาก็ไม่ได้รับคำยืนยันจากเขา เพราะสม.ผุสดีเป็นสายเจโตไม่ใช่สายปัญญา แต่อาตมาก็เก็งว่าเป็นอรหันต์

เป็นอรหันต์มีได้สองแบบ เป็นระดับปัญญาวิมุติหรืออุภโตภาควิมุติ

ก็เอามาขยายให้ลึกซึ้งที่จะลึกมาก ที่อาตมา

คืออรหันต์นี้ดับอาสวะสิ้น เป็นอรหันต์แต่อรหันต์ที่ยังไม่ถึงอุภโตภาควิมุิตก็ดับได้แค่อาสวะสิ้น แต่อนุสัยไม่หมด อนุสัยนี่มี ๗ อาสวะมี ๑๐ ในสังโยชน์ ๑๐

สังโยชน์ ๑๐ มี สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ ปฏิฆะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

หากหมดนี้ก็ดับอาสวะ พระอรหันต์ได้ชื่อว่าหมดอาสวะได้สิ้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าปัญญาวิมุตินี้อาสวะสิ้น ยังไม่ถึงอุภโตภาควิมุติ ซึ่งคือเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ อรหันต์มีปัญญาวิมุติ แต่เจโตยังไม่วิมุติ ต้องทำเจโตวิมุติต่อ

เจโตวิมุติไม่ใช่เจโตสมถะอย่างที่คนคิดตื้นๆเช่นไปนั่งดับจิตสงบๆ เป็นสมถะคือจิตสงบ อาจดับถึงนิโรธ แต่ก็ไม่ใช่เจโตวิมุติ แต่เป็นเจโตสมถะ แต่เจโตวิมุติมีเจโตสมถะ อรหันต์เจโตวิมุติ ยังทำเจโตสมถะไม่ได้

แต่ถ้าเจโตวิมุติดับอนุสัยก็เป็น อุภโตภาควิมุติ

ปัญญาวิมุตินับเป็นอรหันต์แล้ว เป็นผู้รู้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย แต่ในนามกาย เจโตยังไม่สุด เป็นเจโตวิมุติ การเรียนรู้ให้หลุดพ้นแบบปัญญาของพระพุทธเจ้าต้องเป็นวิมุติ โดยดูจากวิโมกข์ สัมผัสวิโมกข์ ๘ด้วยกาย จนถึงนามกายตัวสุดดับได้ จิตสงบ อย่างถาวรเลยไม่ใช่สะกดไว้ แต่เป็นแบบ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ)กระทบอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ คือส่ิงเที่ยงแท้ถาวร ใครปฏิบัติได้ของตนจะชัดเจน ว่าคำสอนของพระพุทธเจ้ายืนยันพิสูจน์ได้เป็นสวากขาตธรรม โสดาบันก็ไม่ง่ายที่มนุษย์สามัญจะได้

ฟังอีกที

ปัญญาวิมุตินั้นสามารถมีความดับ สงบเพราะทำให้กิเลส อกุศลจิตดับได้ด้วยปัญญา ที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าจนสิ้นอาสวะ แต่ ปัญญาวิมุติยังไม่ถึงอุภโตภาควิมุติ คืออนุสัยยังไม่สิ้น

ส่วนอุภโตภาควิมุติมีทั้งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ

ส่วนเจโตสมถะไม่เป็นโลกุตระเลยก็ได้ ได้แต่สะกดไว้อาจไม่มีปัญญาล้างกิเลสได้เลย เพราะไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่

เจโตสมถะที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคล ปฏิบัติธรรมมี ๔แบบ

๑. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ

๒. บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ ต้องชัดเจนว่าเจโตสมถะไม่มีวิมุติ ต้องดับอาสวะอนุสัยจึงเป็นเจโตวิมุติ โสดาบันเก่งๆ ดับอนุสัยของอบายภูมิตนเองได้ อนุสัยมี ๗ คือ ๑.กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย มันมีความเหลื่อม ขอเทียบภาษาวิทยาศาสตร์

คำว่า genome DNA gene DNA เป็นตัวธาตุแท้สมบูรณ์แบบ เป็นวิสัย ส่วน gene คือนิสัยเป็นตัวเคลื่อนและ genome คือจรณะ คือพฤติกรรม คือกรรมกิริยา ที่ลงตัวเป็น gene ควบแน่น แต่จะมีความเคลื่อนไหวในระดับหนึ่ง แต่ DNA เป็นตัวต้นเชื้อเลย

อาสวะเทียบกับ Gene ส่วน อนุสัยคือ DNA อาตมาพาทำแบบพระพุทธเจ้านี่ให้เปลี่ยนถึง DNA นะไม่ใช่เปลี่ยนแค่ gene

๓. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ

๔. บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ

ไอสไตน์ทิ้ง พินัยกรรมเอาไว้ฝากไว้กับลูกสาว ตกมาถึงอาตมา มีพลังที่มีอานุภาพมหาศาลอย่างหนึ่งซึ่งจวบจนขณะนี้วิทยาศาสตร์ยัง ไม่มีคำอธิบายอย่างเป็นทางการ เป็นพลังที่รวมและควบคุมพลังอื่น ๆ ทั้งปวงเอาไว้ กระทั่งอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ใด ๆ ที่ปฏิบัติการอยู่ในเอกภพและเรายังไม่ได้ทำการระบุเสียด้วย พลังจักรวาลนี้คือความรัก

เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็นซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก

พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา

เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc 2 (มวล x ความเร็วแสง) 2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกได้สามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด(จิตวิญญาณมันเร็วกว่าแสง)

พ่อครูว่า ความรักของพระเจ้าที่แพร่สู่ทุกสรรพสิ่ง ให้อยู่กันอย่างดีสุขสงบ เราจะทำความสุขสงบได้ เราต้องฆ่าพลังงานผี ซาตานในตนให้หมด ไอสไตน์ว่า เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผลิตระเบิดรัก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพพอที่จะทำลายความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ซึ่งย่ำยีโลกได้อย่างราบคาบ แต่ทุกคนก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็ก ๆ อันทรงพลังอยู่ในตัว ซึ่งรอคอยการปลดปล่อยพลังงานออกมา อาตมาก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็กๆนะ ใครได้เห็นบ้าง

สรุปแล้ว ใครจะรู้ได้ พลังงานสองอย่างที่อาตมาหยิบมาอธิบาย เมื่อพลังงานนี้ได้ รับปฏิฆสัมผัสโส ตแตกตัวเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่นับไม่ถ้วน มันกระแทกจาก ๑ เป็น ๒ ก็เรียนรู้ธรรมะสองที่มันเกิดกระทบกันในมหานิทานสูตร ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เมื่อกระทบแล้วเกิดชอบหรือไม่ชอบ พระพุทธเจ้าว่าให้หยุดได้ ด้วยเหตุที่กระทบอันนี้ นี่ชอบ ดอกลีลาวดี ถ้ามีคนแย่งก็ไม่ชอบใจ คือเหตุปัจจัยบำเรอตนเอง ได้ก็สุขไม่ได้ก็ทุกข์ ดิ้นรนแสวงหาป้องกัน

ถ้าทำให้หยุดได้รวมเป็นหนึ่งเป็นเอกสโมสรณา เป็นหนึ่ง ยิ่งใหญ่ สำเร็จองค์ ฌานทั้ง ๔ เป็นเอกัคคตา ใช้บัญญัติเรียก(อธิวจนะ)

เมื่อไม่รู้ทุกคนก็มีธรรมะสอง สร้างเหตุ นิทานปัจจัย สร้างเรื่อง มีนิทาน เป็นวิบาก บาปอกุศล เกี่ยวข้องผูกพันในทางดีและไม่ดี อย่างที่พวกคุณมาเกี่ยวข้องกันอาตมา แม้มาจากชาติก่อนก็มา แล้วสะพัดออกไป เป็นธรรมะสอง มีเจตนาเช่นนี้ สัมพันธ์แล้วอยากได้ธรรมะ อาตมาก็แจกให้ ก็เลยเป็นนิทานช่วยกันสร้างศาสนาธรรมะ ส่วนเรื่องรักเรื่องโกรธก็เป็นนิยายน้ำเน่าเต็มโลกเลย เกิดจากเหตุปัจจัยธรรมสองนี้ เป็นเหตุแห่กันและกัน หากปฏิฆสัมผัสโส แล้วไม่เกิดพลังงานกิเลส พลังงานโง่ พลังงานที่ไม่ดีไม่เกิด เฉพาะตัวเราไม่เกิด เรารับผิดชอบตัวเองก่อน อะไรเป็นโทษหรือคุณเรารู้

ถ้าคนอื่นมาสัมผัส ปฏิฆสัมผัสโส มีAction reaction ก็จะเกิดตอบรับ เราสามารถตอบรับให้เกิด ลหุตา ทำได้เร็ว จนกระทั่งเร็วถึงกำหนดว่า กระทบปั๊บหยุดปุ๊บไม่เกิดเลย มุทุตา เป็นจิตหัวอ่านเร็วไว ทำได้ด้วย หรือค่อยๆกระทบแล้วเกิดอนุโลมค่อยๆเคลื่อนออกคุมได้ ค่อยปล่อยให้พลังงานออกมาเป็นประโยชน์ได้ หรือแม้จะเร็วได้ก็ชะลอเวลาได้ ควบคุมพลังงานจิตตนได้

ระดับวิการสามารถทำได้วิเศษ ให้จิตทำงานได้อย่างเบาอย่างเก่ง แล้วค่อยทำให้เป็นกรรมการงานออกไปเป็นกัมมัญญตาอย่างเหมาะควรที่สุด นี่คือพระพุทธเจ้าสามารถฝึกหัดเรียนรู้คุมจิตได้

ส่ิงที่ถูกรู้คือรูป รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในสิ่งที่ถูกรู้ อาการลหุตาคืออย่างไร คุมให้เบาที่สุดแล้ว จะให้เกิดการเคลื่อนตัว สุภาพที่สุด เราควบคุมให้ออกไป เราจัดการได้เร็วมีพลังปัญญาจัดการได้เร็วมีอภิสังขาร ให้พลังงานออกไปอย่างดีที่สุด สมควรที่สุด เหมาะควรที่สุดคือความสามารถที่ยิ่งใหญ่ ออกไปทางกายวิญญัติ วจีวิญญัติ อาตมาปรุงแต่งทำไม้ทำมืออยู่นะ ทำเสียงสำเนียงก็ทำอยู่นะ ออกมาเป็นกรรม

ถ้าเจโตวิมุติก็ดับอาสวะได้ แต่ไม่ได้ดับอนุสัย แล้วนามกายขั้นอนุสัย ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าก็ต้องปฏิบัติลืมตา เช่น เพราะนามรูป เป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ เธอจงทราบความนี้ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ(ลิงค) นิมิต อุเทส คำว่าอุเทสคือการบรรยาย อย่างที่ฟังอาตมาก็คือได้รับอุเทสแล้วไปอ่านอาการ ว่าอย่างนี้คือรูป อย่างนี้คือนาม ต่างกันอย่างไร กุศล อกุศลต่างกันอย่างไรแม้อาสวะหรืออนุสัยต่างกันอย่างไร สมถะกับวิมุติต่างกันอย่างไรก็ต้องอ่านรู้

เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทส ไม่มี หรือมีคุณก็ไม่ได้อ่านอาการ หรือไม่มีผัสสะหรือนิ่งหยุดสงบจนกระแทกอย่างไรก็ไม่เกิดกิเลส จิตสงบน่ิงไม่เคลื่อนไหวเลย ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ ถูกโลกธรรมกระทบ เอาไปเลยงบแสนล้านให้ทำงบลับทำงานเราก็ไม่ทำ ทำงานเหลือเงินก็คือไม่โกง จิตมันไม่ทุจริต

เมื่ออาการคุณก็ไม่รู้แต่มันไม่มีอาการทุจริตเลย แล้วการสัมผัสแต่เพียงชื่อ (อธิวจนสัมผัสโส) นามกายนี่พอมันไม่มีอาการทางใจที่เกิดเลย การสัมผัสแต่เพียงชื่อ แล้วจะบอกว่าอะไรเกิด บอกชื่อบอกนามมาสิ ว่าอันนี้คืออาการอย่างไร อาการไม่เกิด อาการไม่มี ไม่กระดิก ไม่เคลื่อนไหวมันน่ิง สัมผัสอาการนี้ แล้วรูปกายจะปรากฎไหม แต่มันไม่มีอาการ มันเฉย ก็เรียกได้ทุกภาษา แต่มันไม่มีอะไรอยู่เฉยๆว่างๆ อาการไม่มี ไม่มีอาการ แต่ชื่อจริงๆมันไม่มี เราเรียกด้วยภาษาว่าเฉยว่าว่าง

คำว่าว่างนี้ เช่นถ้วยเปล่านี้มันก็ว่างได้ เช่นที่นี่่ว่างจากช้างแต่ไม่ได้ว่างไปด้วยคน เมื่ออาการมันไม่มีแล้ว คืออาการอุเบกขา มีอากาสาฯไม่มีสุขทุกข์ หรืออาการกิเลสตัณหามันไม่มี ก็ระบุชื่ออย่างไรล่ะ ก็มันไม่มีชื่อเฉพาะ ก็กล่าวโดยแวดล้อมหรือสมมุติได้ แต่นามธรรมคุณรู้แล้วว่ามันว่าง

การบัญญัตินามกายต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทส การสัมผัสโดยการกระทบ (ปฏิฆสัมผัสโส) แม้จะเรียกรูปกาย จะบัญญัติรูปกาย ถ้าจะบัญญัติ รูปกายต้องมีอาการ ลิงค นิมิต อุเทส แต่ทีนี้มันไม่มีอาการ มันสูญทั้งนอกและใน จะเรียกภาษาว่าอย่างไร มันไม่มีภาษาให้เรียก พอมาข้างนอกโดยการกระทบสัมผัส เอานี่มากระทบจมูกสิ ภาษามันบอกว่าหอมก็บอกได้คุณก็รู้ว่ากระทบแล้วมันหอมก็รู้ อาการเช่นนี้องค์ประกอบทั้งนอกและใน ทั้งรูปและนามรวมกัน มีรูป ๒๔ รูป ๒๘ คุณทำถึงปริเฉทรูป ถึงอากาสาฯหรือว่ายังทำไม่ได้ ยังดิ้นรนอยากได้ความหอมนี้ก็ต้องเรียนรู้

แต่ถ้านามกายมันก็ไม่มีแล้ว รูปกายถึงออกมากระทบสัมผัสเป็นรูปเรื่อง อาการนั้นก็ไม่มี มันก็ว่าง แม้จะมีบทบาทพฤติกรรมออกมาข้างนอกมีกระทบสัมผัสภายนอกมันก็ไม่มีอิตถีภาวะ ตอนนี้ไม่มีถึงนปุงสกลิงค์แม้ปุงลิงค์ก็ไม่มี ก็รู้ว่าหอมไม่ได้อยากได้เลย กลิ่นนี้เขาสมมุติกันว่าหอม แต่ถ้าหอมแล้วชอบอยากได้ แต่ไม่มีเงินซื้อก็ขโมยเถอะก็เป็นนิทานยาวนาน ก็คิดง่ายๆคนชั่วก็ขโมย แต่คนดีจะไม่คิดเช่นนั้น คนมีภูมิระดับหนึ่งก็ว่าอยากได้ก็ขอซื้อ นิทานเหล่านี้พวกคุณเคยเกิดทั้งนั้น

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไม่สูญเปล่าไม่ใช่จำเอาไปสอบเปรียญธรรม แต่มันต้องทำให้เกิดผลได้จริงมันจึงเกิดประโยชน์จริง เป็นสภาวะจริง จนทำให้หยุดได้อนุโลมให้เกิดได้ จะเกิดน้อยเกิดมากก็ได้ ถ้าไม่ให้เกิดเลย ไม่อนุโลมเลยไม่ยอมทำงานกับคนอื่นเลย เช่นฉันไม่เอาฉันไม่ชอบ ฉันเฉยแล้วกลางๆ ไม่ชอบก็ไม่มีชอบก็ไม่มี แต่อาการแสดงทางกายก็ไม่ตอบ วาจาก็ไม่ตอบ เอาไหม?...หรือหูหนวก ถามก็ไม่พูดไม่แสดงอาการไม่รู้สึกรู้สาอะไร จะใช่คนไหม? บางที ไปพูดกับควายว่าเอาไหม? ควายมันอาจจะเอา แต่พูดกับคนนี่ ได้ยินไหม?

คนเรามันต้องมีการตอบรับกัน เช่นแม้ไม่อยากเอาก็ตอบรับ เขาปรารถนาดีก็ตอบรับ เช่นเขาเอาของมาถวายอาตมา แม้อาตมาไม่กินก็รับด้วยยิ้มรับ ไม่ใช่หน้าบึ้งรับ จะกินไม่กินก็เรื่องของอาตมา หรืออนุโลมกินให้หน่อยทั้งที่กินยากจะตาย หวานไป เผ็ดไป นี่คืออยู่กับโลกต้องอนุโลมปฏิโลม อาตมาลงไปทำงานกับการเมืองก็ไปช่วยเขา อาตมาไม่ได้ทำเพื่อลาภยศสรรเสริญ ก็ทำงาน

อาตมาไปทำงานการเมือง คนเขาก็เข้าใจว่าศาสนาพุทธไม่ยุ่งกับการเมือง อาตมาก็ขอขยายความว่า การเมืองเป็นงานเพื่อพลเมือง คนใดที่เป็นนักก็คือคนทำประจำ ก็ต้องทำงานกับพลเมือง โดยมีเงื่อนไขหลักว่าช่วยคน ช่วยประชาชน คือคน ก็คืองานการเมือง ช่วยนะไม่ใช่ทำเพื่อได้ส่ิงแลกเปลี่ยน ถ้าทำเพื่อได้แลกเปลี่ยนไม่ใช่ช่วยเขานะ แต่ทำเพื่อส่ิงตอบแทน ได้ สรรเสริญ ได้ลาภ ได้ของแลกเปลี่ยน คือผู้รับใช้

ผู้รับใช้ประชาชน คือไปทำงานกับปชช.แต่เอาส่ิงตอบแทนแลกเปลี่ยน ลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตาก็ยังมีมิจฉาอาชีวะอยู่ ไม่สุจริต ลูกพระพุทธเจ้าต้องทำงานไม่เอาอะไรตอนแทน ไม่เอาลาภแลกลาภ แม้ทำด้วยยากเสี่ยงตายด้วย เขาแบกปืนมายิง เขากลัวอาตมาถูกยิงตาย ที่อาตมาถือโทรโข่งพูดบนเวทีเลย

การทำอย่างพ้นมิจฉาชีพสูงสุดเลย ก็เป็นการอนุเคราะห์เกื้อกูลจริง เป็นสิ่งประเสริฐที่ดีก็ไม่เรียกว่ารับใช้ แต่ผู้ไม่เข้าใจก็ว่าทำไมห้ามกั้น จะห้ามกั้นคือผู้ภูมิไม่ถึง ปัญญาไม่ถึง จะไปทำแล้วก่อความเสียหายไม่มีฝีมือ เหมือนเด็กที่บางงานไม่เหมาะจะทำ แต่ถ้าคุณโตก็จะทำได้อย่างอาตมาโตแล้วก็ทำได้ อาตมาพาทำแล้วก็จนเกิดผลสำเร็จ ถือว่าความสงบสยบความรุนแรง อาตมาว่าพิสูจน์คำสอนพระพุทธเจ้าได้พิสูจน์หนังจีนด้วย เอาความสงบสยบความรุนแรงได้ เอานิทานเรื่องจริงมาพูดนะ เราไปช่วยทำให้เกิดสงบได้จริง เราทนต่อความร้อนความลำบากได้จริง ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากก็เป็นฌาน บางคนก็ทำได้อย่างสบายๆด้วย รู้ว่าร้อน หนาว ก็มี แต่ไม่หงุดหงิดรำคาญเลย คนใดมีลักษณะเช่นนี้ก็ส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน