กายกับสัญญาในวิญญาณฐิติ 3 ข้อแรก.docx
เนื้อหาในไฟล์
กายกับสัญญาในวิญญาณฐิติ 3 ข้อแรก วิญญาณฐีติ 7 ข้อที่ 1 ถ้าเข้าใจคำว่ากายต่างไปจากผู้สัมมาทิฏฐิ เข้าใจผิดหรือสัญญากำหนดผิดต่างไปจากผู้ที่สัมมา ฉะนั้นพวกนี้ก็จะเห็นความเป็นมนุษย์ก็ดี เห็นพวกเป็นเทวดาก็ดี เห็นเป็นสัตว์นรกก็ดี ต่างกัน เห็นต่างกัน นี่แหละตาไปกระทบมนุษย์ด้วยกัน ที่จริงเป็นสัตว์นรกเป็นเทวดาก็อยู่ในมนุษย์นี่แหละ ร่างกายมีจิตอันแยกไม่ออก ทำงานอยู่ด้วยกัน เมื่อมันปรุงแต่งเป็นความต่ำ ความบาป ความอกุศล มันก็เป็นสัตว์นรก ถ้ามันปรุงแต่งเป็นกุศลมันก็ดี ก็เป็นเทวดา แต่แม้เป็นเทวดาแล้วยังแยกเป็นสองเทวะ ถ้าโลกีย์ก็ดีอยู่แค่ในสมมุติเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นโลกุตระไม่ได้เป็นปรมัตถสัจจะ คุณก็ดีสะสมดี จนได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แต่จะได้เป็นศาสดาสมัยที่สองนั้นยากมาก เพราะศาสดาของเทวนิยมนั้นแข่งกันไม่ห่างกัน ชิงตำแหน่งกันจะได้เป็นแชมป์ 2 สมัยนั้นยากมาก ส่วนมากก็ได้เป็นสมัยเดียวแล้วก็เสื่อมลงคนอื่นก็ขึ้นมาแทนหมุนเวียนกันอยู่อย่างนั้นเพราะเขาไม่รู้จักจิตไม่รู้จักกรรมวิบาก ไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดอย่างละเอียดลออเหมือนของพุทธ ในจิตเจตสิกรูปนิพพานอย่างละเอียดลออ แยกอาการ ลิงค นิมิต โดยได้ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์ แยกอาการกับนิมิตต่างๆของอาการจิตในจิตตั้งแต่ พัฒนาในเวทนาจิต จิตในจิต แค่แยกโลกุตระกับโลกียเบื้องต้นเขาก็แยกไม่ออกเพราะเขาไม่รู้จักโลกุตระ กายของเขาเป็นโลกิยะการกำหนดของเขาก็ยังเป็นโลกิยะทางกายทั้งสัญญา เขาแยกเป็นโลกุตระไม่ออก พูดไปแล้วก็นึกถึงศิลปินแห่งชาติ ที่ไปดูเราแสดงศิลปะโลกุตระแล้วเขาก็อุทานว่าศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ นี่น่าสงสาร เรียนพยัญชนะ แต่งกวีเก่ง เอาพยัญชนะมาร้อยเรียงเก่งแต่เข้าถึงสภาวะธรรมโลกุตระไม่ได้แยกไม่ออกไม่รู้เรื่อง น่าสงสาร ฉะนั้นในเรื่องของ กายกับสั
อ่านต่อ
ญญา 2 อันนี้ถ้าไม่คมแม่นชัดคุณไม่พ้นความเป็นสัตว์ สัตตาวาส 9 ยิ่งไปนั่งสะกดจิตดับสัญญาเป็นอสัญญีสัตว์ ปิดประตูนิพพาน ปิดเลย แม้สัตว์ข้อที่ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน คุณก็กายต่างกับสัมมาทิฏฐิ สัญญาก็ต่างกับสัมมาทิฏฐิคุณก็เป็นสัตว์สารพัดสัตว์พระพุทธเจ้าย่นย่อไว้ทั้ง 9 สัตว์คุณก็เป็นได้ทั้ง 9 สัตว์ปนกันอยู่อย่างนี้ซับซ้อน ถ้าคุณสามารถเริ่มกำหนดได้ว่า ถ้าสัญญากำหนดหมายจิตให้เป็นจิตพรหม ให้เป็นจิตไม่มีนิวรณ์ไม่มีกาม ไม่มีปฏิฆะ ไม่มีถีนมิทธะ ไม่มีอุทธัจจะกุกกุจจะ ไม่มีวิจิกิจฉาฯ คุณทำจิตให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้คุณก็พ้นความเป็นสัตว์ในข้อ 2 ทีนี้ผู้ที่มิจฉาทิฏฐิเขาก็ทำได้เหมือนกัน จึงเรียกว่ามีสัญญาอย่างเดียวกัน แต่กายต่างกัน เห็นไหม สัตตาวาสข้อที่ 2 หรือมิจฉาทิฏฐิข้อที่ 2 กายต่างกันสัญญาอย่างเดียวกัน สัญญาว่าไม่มีนิวรณ์ 5 เขาหลับตาสะกดจิตก็ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้ ลืมตาไม่ต้องสะกดจิตไม่มีนิวรณ์ก็สมบูรณ์แบบกว่าแต่ไม่มีนิวรณ์เหมือนกันสัญญาตรงกันแต่ก็กายต่างกัน คนหนึ่งตาเห็นอะไรทั้งหมดแต่ก็ไม่มีนิวรณ์อีกคนนึงอยู่ในที่มืดจะต้องสะกด หรือแม้แต่จะลืมตาสะกดจิตเรียกว่าสะกดจิตได้แบบลืมตา คุณก็ลืมตาสะกดได้ไม่ให้มีนิวรณ์ได้ เก่งได้ด้วยนะ พวกที่รู้นิ่งเฉยๆ นิ่งนะ ฝึกแคล่วคล่องเหมือนกันนะนิ่ง แต่ไม่ได้รู้จักตัวกิเลสอาการกิเลสอย่างไร สร้างพลังงานปัญญา พลังฌาน มาสลายกิเลสไปด้วยความรู้มาล้มล้างความยึดติด ไม่ใช่ไม่รู้เรื่อง ทำไม่เป็น เป็นสมถะเหมือนกันแต่เป็นสมถะแบบลืมตา เพราะฉะนั้นอันที่ 2 ก็ยังมีนัยยะซ้อนต่างกันอยู่ว่า คุณทำให้ไม่มีนิวรณ์ได้แต่ก็เป็นมิจฉาทิฐิอยู่บ้างเพราะฉะนั้นต้องทำอย่างสัมมาทิฏฐิลืมตาอ่านทุกอย่าง ไม่มีนิวรณ์ อย่างลืมตาต้องโต้งๆ กามเป็นอย่างนี้ พยายาทเป็นอย่างนี้ ถีนมิทธะ มันไม่เต็ม100 หรือว่ามันเกิน 100 ไปเป็น 105 110 120 ถึงสติ 200 ก็เอาแค่ 100 พอ สติ 200 มันไม่ไหวแล้วพวกไฮเปอร์ สรุปแล้ววิญญาณฐีติอันที่ 2 หรือสัตตาวาสอันที่ 2 สัญญาอย่างเดียวกัน แต่กายต่างกันรูปนามต่างกัน คุณหัดจำอย่างนี้ 1. กายสัญญาต่างกัน 2. เอากายข้างนอกต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน 3. กายต่างกันสัญญาต่างกัน ข้อที่ 4. กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน
อันที่ 3 สัตว์มีกายอย่างเดียวกันแต่สัญญาต่างกัน เช่นพวกที่เป็นเทพอภัสรา ตกลงความใส ใสสว่างลืมตาก็สว่างหลับตาก็สว่าง ก็หลับตามันก็มืดจะไปสว่างได้อย่างไร ไม่มีแสงอาทิตย์ อาโลก คุณก็ไปทำนิมิตสร้างแสงภายใน คุณก็ได้กายของคุณใหม่ กายของคุณได้แสงสีม่วงก็หลับตาไปเห็นแสงสีม่วง เห็นแสงสีเขียว เห็นแสงสีใส แล้วยังเล่นความใกล้ความไกล เล่นการขยายออกเล็กขยายให้โต ได้เยอะแยะพวกพระกรรมฐานเขาพูดกัน อย่างสู่แดนธรรมเคยเรียนกรรมฐานมาหลายอาจารย์ก็จะเล่นกันอย่างนั้น เขาเรียกฌานกีฬา เล่นอยู่อย่างนั้น พวกฌานโลกียบุคคล จะเป็นอย่างนั้นแต่จะเป็น ฌาน อย่างมิจฉาทิฏฐิ อุปทานทั้งนั้น พวกที่มีกายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน อย่างพวกอาภัสรา พวกติดแสงสว่างพวกใส ใส ก็แปลว่าสะอาด แต่ไม่ได้สะอาดจากกิเลส คุณไปติดแค่อาการใสสว่างของจิตใส มันก็เป็นรูปชนิดหนึ่งเป็นตัวตนชนิดหนึ่งที่คุณปั้นมายึดตัวตนอันนั้น ลืมตาก็ใสหลับตาก็ใส พวกลัทธิธรรมกายเล่นอภัสรากันทั้งนั้น ลืมตาก็ใสหลับตาก็ใส แล้วก็ไปกำหนดใสอย่างนี้เป็นพระโสดาบัน ใสอันนี้เป็นพระสกิทาคามี ใสอันนี้เป็นของพระอนาคามี ใสอันนี้เป็นของพระอรหันต์ก็กำหนดของใครของมันเอง เป็นนิรมาณกาย กายปั้นรูปนั้นมาเอง ตามเรื่อง นี่พวกใส
640502_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนรู้วิญญาณฐิติ 7 ให้ถึงอรหันต์