เรียนรู้คำว่า กาย ให้สัมมาทิฏฐิ.docx
เนื้อหาในไฟล์
เรียนรู้คำว่า กาย ให้สัมมาทิฏฐิ วิจัยคำว่า กายเบื้องต้นให้ฟังก่อน คำว่า กาย ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่เบื้องต้นจนจบ พระพุทธเจ้าท่านมีวินัยสำหรับพระอุปัชฌาย์เมื่อบวชให้ก็จะต้องสอนคำว่าแยกกายแยกจิตให้แก่สัทธิวิหาริก สอนในตอนนั้นเลยตอนที่บวชได้ยิ่งดี ถ้ายังไม่มีโอกาสก็ต้องรีบพยายามสอนให้เขารู้ ไม่อย่างนั้นมันจะผิดพลาดไปหมด เพราะว่าการแยกกายแยกจิตไม่เป็นไม่มีทางรู้ความรู้สึกสุขแล้ว ยังลืมตาเป็นเป็น มีสติเต็มร้อยกระทบสัมผัสสิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่จริง คือตามสมถะ แล้วจิตของคุณก็ไม่รู้สึกทุกข์ ไม่รู้สึกสุข ไม่มีเวทนา ผลักดูดไม่มี เฉยๆ แล้วก็รู้ความเฉยๆนี่เพราะเราทำด้วยปัญญาไม่ใช่เฉยๆเพราะสะกดจิต ที่เป็นแบบสมถะของฤาษีเดียรถีย์ต่างกันตรงนี้ คุณทำได้จิตของคุณก็รู้ว่าจิตของคุณเป็นพีชะแล้ว ก็เหลือแต่จะแยกให้มันเป็นอุตุ เป็นพีชะ ก็สบายแล้ว ไม่ทุกข์ไม่สุข ถ้าสุดท้ายเก่งจริงๆแยกได้ละเอียดถึงขั้นอนุสัยหรืออาสวะ คุณก็จะหมดเป็นอุตุไปได้
ถ้าคุณไม่มีความรู้เรื่องกายอย่างสัมมาทิฏฐิ และกายนั้น ต้องรู้หทยรูป รู้อาการจิตของตน เวลาปฏิบัติสัมผัสก็ต้องอ่านอย่างถูกต้อง ว่านี่คือเวทนานะ มันผลักมันดูดอย่างไร สัญญากำหนดหมายให้รู้ภายนอกภายใน แล้วก็ทำภายนอกนั่นแหละมาก่อน จนอยู่เหนือภายนอกทั้งหมดจนเหลืออรูปอัตตา คุณก็ลืมตาสัมผัสภายนอกอยู่นั่นแหละ แต่กิเลสมันหยาบกามจรมันหมดแล้ว เหลือแต่รูปาวจร อรูปาวจรดำเนินอยู่ในขั้นอรูป ต้องเรียนตอนอวจร ไม่ใช่ไปเรียนตอนมันดับสัมผัส ต้องอวจร คือดำเนินอยู่ในอว หรืออวกาศ หรือ ไม่มีอาการศึกษาไม่ได้ ต้องมีสัมมาทิฏฐิพ้นสังโยชน์ข้อ 1 เมื่อพ้นแล้ว ต้องเรียนศึกษาไปแล้วต้องมาเรียนการศึกษาศีลพรต พ้นอย่างไม่มีอาการลังเลสงสัยสมบูรณ์แบบ คนที่ยังไม่คมชัดจริงๆก็ยังจะไม่สมบูรณ์แบบหรอก ยังมีวิจิกิ
อ่านต่อ
จฉาอยู่ในสังโยชน์ ยิ่งไปในวิจิกิจฉานุสัย ก็ยิ่งละเอียด วิจิกิจฉาฯกับทิฏฐานุสัย ทิฏฐานนุสัยหยาบกว่า และวิจิกิจฉาเป็นตัวกลางเลย อนุสัยต้น มี กามานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และ ปลายมี มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย
วันนี้ตั้งใจพูดเรื่องกาย 1. ต้องรู้กายอย่างสัมมาทิฏฐิ ก่อน ต้องรู้สัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิของผู้ที่เป็นอรหันต์แล้วตรงกันหมดไม่เป็น 2 กาย ถ้าเป็นพระอรหันต์ด้วยกันตรงกันหมด พวกที่อรห้อย อรเหิน อรหก อรเหว ต่างๆ จะต่างกันไปอีกเยอะ ต้องพระอรหันต์ที่สัมมาทิฏฐิตรงเป็นหลัก เพราะฉะนั้นมิจฉาทิฏฐิในคำว่า กาย มีเยอะเลยต่างกันได้เป็น 108 เมื่อพ้นมิจฉาทิฏฐิในคำว่ากายแล้ว พ้นมิจฉาทิฏฐิในคำว่าศีลพรต ในการปฏิบัติ ในสัตตาวาส 9 วิญญาณฐีติ 7 คำกล่าวเดียวกัน ต้องทำจิตนิยามไม่มีกาย หากจิตนิยามไม่มีกายได้ก็พ้นทุกข์พ้นสุข นับว่าเป็นอรหันต์ได้ แม้ได้ด้วยแค่ปัญญาขณะกระทบสัมผัส คุณก็ไม่ทุกข์ไม่สุขแล้วในกระทบสัมผัส ยิ่งจิตเจโต เข้าใจแล้วจัดการกระบวนการจิตไม่มีสุขมีทุกข์ได้ในจิตเป็นอุภโตภาค ก็ยิ่งสมบูรณ์แบบ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นอรหันต์ระดับปัญญาวิมุติตายไปแล้วยังอยู่ในภพ สุทธาวาส 5 พระอรหันต์นี่แหละ ตายแล้วเจโตยังไม่ดับสนิทยังไม่สะอาดสมบูรณ์ จิตมันยังไม่สะอาดสมบูรณ์คุณรู้แล้วด้วยปัญญา ไม่กลับกำเริบแล้วด้วย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) เพราะฉะนั้นอรหันต์ระดับปัญญาวิมุติจึงถือว่าสูญได้แล้ว ตายไปแล้วแม้จะตกอยู่ในภพภูมิอีก 5 อนาคามี 5 เป็นสัตว์ 5 ชนิด สัตว์ที่ยังหยาบอยู่ อวิหา หลงวิมาน อตัปปะหลงตัวตน สุทัสสา หลงความฉลาดสุทัสสีก็หลงความฉลาด(ลดลงไปได้อีก) อกนิฏฐา เหลือเล็กที่สุดน้อยที่สุดไม่เป็นน้องใคร เรียกว่ามีภูมิสูงกว่าเพื่อน สูงกว่าสุทัสสี สุทัสสา อตัปปา อวิหา นี่คือสภาพของอาการของจิตที่เราค่อยๆเรียนรู้สภาวะแล้วเรียนรู้พยัญชนะไป ที่ท่านแปลมาอาตมาไม่ค่อยจะได้อ่าน อาตมาแปลตามสภาวะอาตมา ท่านแปลกัน สุทธาวาส 5 (พวกมีที่อยู่อันบริสุทธิ์ หรือ ที่อยู่ของท่านผู้บริสุทธิ์ คือ ที่เกิดของพระอนาคามี — pure abodes) คือ 1) อวิหา (เหล่าท่านผู้ไม่เสื่อมจากสมบัติของตน หรือผู้ไม่ละไปเร็ว, ผู้คงอยู่นาน — realm of Brahmas who do not fall from prosperity) 2) อตัปปา (เหล่าท่านผู้ไม่ทำความเดือดร้อนแก่ใคร หรือผู้ไม่เดือดร้อนกับใคร — realm of Brahmas who are serene) 3) สุทัสสา (เหล่าท่านผู้งดงามน่าทัศนา — realm of Brahmas who are beautiful) 4) สุทัสสี (เหล่าท่านผู้มองเห็นชัดเจนดี หรือผู้มีทัศนาแจ่มชัด — realm of Brahmas who are clear-sighted) 5) อกนิฏฐา (เหล่าท่านผู้ไม่มีความด้อยหรือเล็กน้อยกว่าใคร, ผู้สูงสุด — realm of the highest or supreme Brahmas) ผู้หลงความรู้ว่าดีสุภะ หรือสุ น่ามีน่าได้น่าเป็นก็ไปยึดความรู้นั้น สุทัสสี ก็มีทัศนะที่ดี สูงกว่าอันที่ 3 ละเอียดลึกซึ้งกว่า อันที่ 5 อกนิฏฐา พ่อครูเคยบอกว่าจะไม่ไปเกิดที่สุทธาวาส พ่อครูว่า…ก็พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ไปเกิดในสุทธาวาส ท่านมีปรินิพพานเป็นปริโยสานเหมือนพวงมะม่วงหล่นจากขั้วแล้ว แตกกระจาย รวมตัวเป็นพวงมะม่วงเดิมไม่ได้แล้ว ท่านอธิบายให้หยาบ มีมะม่วงที่พวงนี้เป็นล้านลูก หล่นมากระจาย รวมเป็นพวงมะม่วงไม่ได้แล้ว ถ้าปฏิบัติตามวิญญาณฐิติ 7 พ้นไปตามลำดับพ้นไปถึงขั้นที่ 5 ที่ 6 ที่ 7 ก็สบายแล้ว ถ้าถึงขั้นที่ 6 ที่ 7 อธิบายปลายก่อน ขั้นที่ 7 เป็นขั้นที่จบเลย อากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนะเป็นอย่างไร ผู้ที่สามารถสิ้นอากิญจัญญายตนะในฌานของเราเผากิเลสให้เกลี้ยง ที่ตั้งของเรา ตากระทบแล้วก็รู้ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นมาจากอันนี้เหตุจากมะม่วงจากดอกแค เราก็เกิดอาการอยู่ที่จิตปรุงแต่งชอบหรือไม่ชอบอยากได้หรือไม่อยากได้คุณก็ต้องรู้ตัว ชังหรือชอบ อะไรอย่างนี้ คุณอ่านจิตได้ว่ากลางไม่มีอันตา ไม่มีปลายของขั้วชอบหรือไม่ชอบ อันตา แปลว่าปลายส่วนเหลือข้าง ไม่มีเลยอันตาไม่มีฝ่ายไม่มีข้างใดอย่างนี้เป็นต้น เป็นผู้รู้อาการของจิตอย่างละเอียดดีเมื่อไม่มีแล้วคุณก็จบได้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ 7 เคยอธิบายแล้วว่าผู้ที่ปฏิบัติอย่างสัมมาทิฏฐิบริบูรณ์ตั้งแต่ 1 2 3 4 5 6 7 จบเลย เพราะผู้นี้ไม่มี ข้อ 1 ไม่ไปหลงอยู่ไหน อสัญญีสัตว์ ข้อ 2 มีสัมมาทิฏฐิที่ครบถ้วนบริบูรณ์ สามารถมีสัญญาณกำหนดแม่นในอะไรต่างๆใน นานาสัญญา แม่นเพราะไม่มีเนวสัญญา เป็นสัญญาภาคเศธกึ่งๆกลาง แต่สัญญาคมชัดแม่นตรงเด็ดเดี่ยวชัดเจน เพราะฉะนั้นจึงปฏิบัติสัมมาทิฏฐิเรียงลำดับมาอย่างน่าอัศจรรย์ละเอียดลออ คุณก็บรรลุเหมือนฝั่งทะเลราบเรียบมาไม่มีอะไรสะดุด ครบ 7 ขั้นสบาย อสัญญีสัตว์เราไม่ไปหลงทำ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นเดียรถีที่นั่งหลับตากันทั้งหลายแลนั้นคือปฏิบัติวิธีดับสัญญาคุณแยกธาตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คุณแยกไม่ออก แม้แต่จะต้องเรียนให้ครบสูตร ท่านอธิบายวิธีอุบายเครื่องออกคือเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นนาม 5 คุณก็เรียนไม่ได้คุณก็ไม่รู้พูดไม่ถูก โดยเฉพาะ ผัสสะไม่เอาเลย เมื่อผัสสะไม่เอามนสิการก็ไม่มีทำไม่ได้ เวทนา เจตนา คุณหมดสิทธิ์ที่จะรู้เจตนา เจตนาเป็นตัวกรรมตัวการว่าเจตนามันยังเป็น กาม ดับกามแล้วมีเจตนาที่ ภวภพ ดับรูปภพได้แล้วยังเหลืออรูปภพ หมดอรูปภพ จึงหมดเจตนา 3 กามภพ ภวภพ หมดแล้วทัง้รูป อรูป จึงเป็นวิภวภพ ไม่มีภพแล้ว แต่คนยังไม่ตายก็มีสิ่งอาศัยเป็นภพชาติอยู่คุณก็รู้ว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่เพียงเพื่ออาศัยทำประโยชน์คุณค่า คุณรู้คุณรู้โทษก็อยู่ไปแล้วคุณจะดับเมื่อไหร่ก็ดับได้ ดับได้อย่างถูกต้องจริงจังคุณก็เป็นอรหันต์จริงตายแล้วไม่มีนิมิตไม่ตั้งจิตอีก อนิมิต อปณิหิต ตายด้วยสุญญตนิพพาน อปณิหิตนิพพาน สุญญตนิพพาน คุณก็ดับสูญสลายหมด
ทวนอีก 1. คุณต้องรู้ว่ากายนี้สำคัญที่สุด ถ้าคุณทำจิตของคุณให้ไม่เป็นกายได้ เมื่อนั้นคุณพ้นทุกข์พ้นสุข เมื่อนั้นคุณถือว่าอยู่นิพพานใกล้นิพพาน กำลังเข้าหานิพพาน ถ้าคุณสามารถทำได้ขนาดอย่างที่ว่านั้น ถ้าคุณยังไม่เข้าใจเรื่องกาย มิจฉาทิฏฐิคำว่ากายไปตั้งแต่ต้นเลย เช่น เข้าใจว่ากายคือวัตถุเท่านั้นไม่มีจิตเกี่ยวข้องเลย คนนี้ปิดประตูนิพพาน ที่เข้าใจว่ากายไม่มีจิตเลย กายคือวัตถุดินน้ำไฟลมคนอย่างนี้มีเยอะไหม คนที่ไม่สัมมาทิฏฐิทั้งหลายแหล่แม้แต่นั่งหลับตาเอา แม้แต่เรียนจบเปรียญ 9 จบด็อกเตอร์ 10 ใบทางศาสนาพุทธก็ตาม จะไปจบ ฮาร์เวิร์ด stanford อะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ว่าอาตมาไปดูถูก แต่อาตมาเชื่อว่าถ้าพวกใดก็แล้วแต่ที่เป็นอาจารย์สอนศาสนาต่างๆเหล่านั้น ศาสนาพุทธนั่นแหละอยู่ในมหาวิทยาลัยของเขาต่างๆถ้าเขาเป็นอาริยะแม้แต่แค่พระโสดาบันเขาจะเข้ามาเมืองไทย เพราะที่นี่เป็นชมพูทวีป มีมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี มีบุคคลดีมีธรรมะดีมีเครื่องอาศัยดีที่พร้อมจะทำให้เขาเป็นอะไรได้เขาจะรู้เลยเขาจะไปอยู่ไปทำไมอยู่ไปสอนแค่รู้ตัวเองก็ยังไม่บรรลุ เขาต้องการสอนโดยที่ตัวเองไม่บรรลุหรือ อาจารย์ไหนก็อยากจะเป็นผู้บรรลุแล้วมาสอนเขาทั้งนั้นแหละ มีแต่อาจารย์เสล่อไม่ต้องการบรรลุเช่นพวกมหายาน เพราะไปเข้าใจว่าบรรลุแล้วจะต้องตายสูญ เถรวาทเข้าใจว่าเป็นอรหันต์ตายแล้วต้องสูญ เป็นชาติสุดท้ายแล้วชาตินี้ นี่คือมิจฉาทิฐิอย่างสำคัญเลย เพราะฉะนั้นที่อาตมาอธิบาย ถ้าอาจารย์สอนพุทธศาสนาต่างประเทศเขาอยากบรรลุเขามีสัมมาทิฏฐิ เขาจะรีบมาเมืองไทย ดีไม่ดีเขาจะรีบหาโพธิรักษ์ ถ้าเขาสัมมาทิฏฐิจริงๆเขาจะรู้ว่าสัตบุรุษอยู่ที่ไหนต้องเข้าพบและนั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับ ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์แล้วจึงได้มีศรัทธาบริบูรณ์ แล้วถึงจึงไปทำโยนิโสมนสิการที่บริบูรณ์ได้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมอย่างบริบูรณ์คบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ศรัทธาก็จะไม่บริบูรณ์การทำใจในใจก็ย่อมไม่บริบูรณ์ 1. การคบสัตบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ . . 2. การฟังสัทธรรมบริบูรณ์ ย่อมทำศรัทธาให้บริบูรณ์ 3. ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมทำมนสิการโดยแยบคายให้บริบูรณ์ 4. การมนสิการโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ที่จะรู้ทันผัสสะ รู้ทันเวทนา 5. สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้ความสำรวมอินทรีย์บริบูรณ์ 6. ความสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สุจริต 3 บริบูรณ์ คือ กาย วาจา ใจ เลิกทำการงานทุจริต 7. สุจริต 3 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้สติปัฏฐาน 4 บริบูรณ์ 8. สติปัฏฐาน 4 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้โพชฌงค์ 7 บริบูรณ์ . 9. โพชฌงค์ 7 ที่บริบูรณ์ ย่อมทำให้วิชชาและวิมุติ บริบูรณ์ (อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 61)
640502_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนรู้วิญญาณฐิติ 7 ให้ถึงอรหันต์