กายกับสัญญาในวิญญาณฐิติข้อที่ 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.36 KB
วันที่แก้ไข2 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

กายกับสัญญาในวิญญาณฐิติข้อที่ 4 อันที่ 4 เป็นพวกมืด สัตว์มีกายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพชั้นสุภกิณหา สุภะ คือน่าได้น่ามีน่าเป็น กิณหะคือความมืดความดำ ความมืดความดำที่จริงมันไม่ใช่ความดับสนิทของกิเลส แต่มันดับสะกดจิต เพราะฉะนั้นคำว่า “ดับ” ก็รู้ความต่างกันตรงที่ว่า ดับแบบสะกดจิตกับดับเพราะเผากิเลสให้จางคลายจนหายเกลี้ยงไม่เหลือกิเลส อันนั้นดับสนิทอย่างชัดเจน ไอ้ดับยังไม่มีอาการนิวรณ์ เขาก็ดับได้อย่างสะกดจิตเอาเก่งกันได้นาน เป็นอาฬารดาบส อุทกดาบสไป เป็นฌาน 7 ฌาน 8 เพราะฉะนั้นต้องรู้จักสภาวะของ กาย ที่ว่ามืดหรือดำ ผู้ที่สัมมาทิฏฐิก็รู้ว่าพวกที่หลงความมืดความดำโดยทำความมืดความดำแล้วหลงว่าเป็นภพนิโรธ หลงว่าเป็นภพดับ หลงว่าตัวเองทำกิเลสดับที่จริงมันแค่มืดดำ ผู้ที่มีปัญญาชัดเจนก็จะรู้ว่าพวกนี้เขายินดีในภพมืดดำที่เขาได้ ทำได้เขาก็ยินดีของเขา ส่วนพวกสัมมาทิฏฐิก็รู้ว่าความมืดความดำเป็นสภาพธาตุรู้ที่เรารู้ว่า ถ้ามันไม่มีแสงสว่าง ไม่มีอาโลก ก็ไม่ต้องมีอุปาทานข้างในหลับตาเข้าไปมันก็มืด ตอนนี้ที่นี่ ถ้าไม่มีแสงสว่างเป็นกลางคืนมืดๆ ส่วนวิญญาณที่ล่องลอยเป็นวิญญาณสัมภเวสี ไม่มีที่ตั้งที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสบริภาษพระภิกษุสาติ ต้องมาอยู่กับที่มีตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯ มีแสงสว่าง มีสติเต็ม อยู่ตรงกันหมดใครที่มีสติเต็มกำหนดรู้เหมือนกันหมดเลย เช่น มะม่วงลูกนี้รูปร่างเป็นอย่างนี้มันก็มีสีหลายสีรวมกัน อย่างเช่น มะม่วงลูกนี้ถ้าคนที่สัมผัสแล้วก็ไปคิดต่ออีกว่าเนื้อมันจะหวานอร่อยไหมหนอ ก็มีอะไรที่ติดยึดในรสชาติต่างๆนานา นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สู่แดนธรรม…แม้เราจะมาเรียนรู้อย่างลืมตา แต่เราต้องไปเรียนรู้สิกขา 3 รู้ ที่ตั้งอยู่ของวิญญาณ รู้คุณรู้โทษรู้อุบา

อ่านต่อ

ยเครื่องออกในคุณและโทษนั้น พ่อครูว่า…ข้อที่ 4 สัตว์ที่มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน ได้แก่พวกเทพ ชั้นสุภกิณหะ นี้เป็นวิญญาณฐิติที่ 4 คนที่หลงความมืดความดำเป็นภพชาติเก่าก็ต้องมีภพชาติ แต่ถ้าเขาสัมมาทิฏฐิตรงกับพระอรหันต์แล้วเขาก็จะรู้ว่า ภพ ก็เป็นที่อาศัยเฉยๆ ถ้าจะภพมืดดำก็มืดดำ ภพอาภัสราก็สว่าง ไม่ได้หลงผิดไปจากความมืดและสว่างแต่อย่างใด แต่ถ้าไปหลงผิดว่าความมืดคือนิโรธ มืดนี่แหละคือนิโรธมืด นี่แหละคือจิตดับจากกิเลส อันนี้แหละสัญญาวิปลาส กำหนดผิดแน่นอนมีทิฐิผิดแน่นอนมีจิตที่วิปลาสแน่นอนในวิปลาส 3 จิตไปใหญ่เลยเป็นโรคจิตอย่างสำคัญเป็นโรคอวิชชา จิตวิปลาสเป็นโรคจิต ไม่ถึงขั้นโรคจิตแต่ความเห็นความเข้าใจยังไม่วิปลาสยังพอแก้ แม้ทิฏฐิวิปลาสก็แก้ได้แล้ว แต่สัญญาบางครั้งบางคราวก็กำหนดพลาด โพธิรักษ์ก็ยังมี แต่ไม่ได้เป็นคนจิตวิปลาส แต่สัญญาวิปลาส สู่แดนธรรมว่า...พ่อครูไม่ได้มีสัญญาวิปลาสตามพระพุทธเจ้าหมายแต่เป็นสัญญาวิปลาสตามที่ใครๆเขาก็มี พ่อครูว่า…ไม่ได้มิจฉาวิปลาส แต่เป็นวิปลาสเป็นครั้งคราวที่มันกำหนดผิดได้ สำคัญมั่นหมายผิด จะพูดอันนี้แต่ไปพูดอีกอันหนึ่ง มันสลับไปสลับมาได้ โดยพยัญชนะกับสภาวะสลับกันนิดหน่อย ไม่ตรงกันทีเดียว เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นสัมมาทิฐิต้องเอาสัมมาทิฏฐิเป็นหลัก ใครต่างจากสัมมาทิฏฐิก็จะเป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดกายต่างกัน สัญญาต่างกันกับสัมมาทิฏฐิ คุณผิด

640502_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ เรียนรู้วิญญาณฐิติ 7 ให้ถึงอรหันต์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน