580422_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ สมาธิพุทธกับสมาธิทั่วไปต่างกันอย่างไร .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580422_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู บ้านราชฯ สมาธิพุทธกับสมาธิทั่วไปต่างกันอย่างไร

พ่อครูว่า...วันนี้ วันพุธที่ 22 เมษายน 2558 ขึ้น 5 ค่ำเดือน 6 ปีมะแม รายการธรรมาธรรมะสงคราม จากบ้านราชฯ ไม่มีวินาทีใดที่ไม่ควรเปิดเผยธรรม ทุกวินาทีเป็นวินาทีแห่งธรรม อาตมากล่าวคำนี้มานานแล้ว เพราะว่าธรรมะ ยิ่งใหญ่ ธรรมาธิปไตย เราก็พยายามที่จะให้เกิดธรรมาธิปไตยในมนุษยชาติอย่างแท้จริง เมื่อวานนี้อาตมาก็ได้ชี้แจงอะไรหลายอย่าง วันนี้มีผู้ช่วยอาตมาด้วย ตอนนี้ก็ให้ ท่านเดินดิน ที่ได้ฟังมาแล้วเมื่อวานนี้ สรุปได้อะไรบ้าง มีอะไรซาบซึ้งใจก็ลองพูดขึ้นมาก่อน แล้วอาตมาก็ค่อยเสริม

ส มณะ เดินดิน ว่า… เมื่อเช้าตอนนั่งเครื่องบินมาจากสนามบินดอนเมือง พอมาถึงสนามบินอุบลฯ เขาบอกว่า ตอนนี้กัปตันและผู้ช่วยกัปตันได้พามาถึงจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ เรียบร้อยแล้ว วันนี้ก็คงจะไปถึงสวัสดิภาพ อาตมาก็คอยต่อรองให้พ่อครูได้พัก

เมื่อวานนี้ก็เป็นเนื้อหาที่สำคัญ เห็นพ่อครูเร่งงานมาตั้งแต่อโศกรำลึก ขนาดสมณะหนุ่มๆ ยังเป็นหวัด แต่พ่อครูทั้งเขียนหนังสือ ทั้งออกไปดูงานตากแดด ประชุมอีก เดินทางอีก แต่พ่อครูบอกว่า มันมีเรื่องที่ต้องรีบเขียนต้องบอกพวกเรา แม้อากาศร้อนแต่ก็เป็นเรื่องสำคัญจริงๆ สำหรับมวลมนุษยชาติ

พ่อครูได้แยกแยะระหว่าง สมาธิพุทธ supra concentration กับ สมาธิทั่วไปคือ meditation ...อาตมาก็ได้ทบทวนตัวเองไปด้วย ซึ่งคนเราทั่วไปโดยปกติก็จะพยายามสะกดจิตตน ไม่ต้องไปรับรู้เรื่องวุ่นวายต่างๆ ให้มาอยู่กับตัวเอง ยิ่งเราไม่ต้องรับรู้ยิ่งดับไปได้เลย ใครทำได้ไม่ต้องส่งออกเลย ก็จะยิ่งวิเศษ ถ้าลืมตาขึ้นมาได้เมื่อไหร่ เข้านิโรธได้ 7 วัน ถือว่าเป็นผู้วิเศษ มหาบุญมหากุศลเลย อันนี้เป็นพื้นฐานความเข้าใจชาวพุทธทั่วไป หร

อ่านต่อ

ือคนปฏิบัติธรรมทั่วไป แม้แต่ตัวอาตมาเอง คิดว่าพ่อครูจะล้างมิจฉาทิฏฐิไปได้หมด แต่ก็ล้างไม่หมด แต่ทุกวันนี้เราก็ยอมรับได้สมบูรณ์ได้มากขึ้น เพราะมันมีข้อความใน พระไตรฯ มีหลักฐานในพระสูตรต่างๆ และรวมกันหลายเรื่อง ที่อาตมาอยู่กับพ่อครูมาก็ฟังได้ แต่ฟังได้ทั้งหมดหรือเปล่า แต่ว่าอันนี้ก็พอฟังได้ แต่จะไปด้วยทั้งหมดไหม เราก็ฟังไว้ก่อน แต่พอพ่อครูเอาพระไตรฯ ยืนยัน เราก็ปลดทิฏฐิ ปลดล็อคตนเองก็ได้มากขึ้น แต่ก็เป็นความช้าของตน ที่เรามีทิฏฐิของตน เคยฝังใจของตนมา กว่าที่พ่อครูจะเอาฎีกาแต่ละเรื่องมายืนยัน จนเราเห็นตามก็ต้องใช้เวลา

จิตเรามีความวิเศษ ที่สามารถรับรู้อะไรได้อย่างวิเศษ อย่างอาตมาอยู่กับพ่อครู เห็นเลยว่าพ่อครูทำงานอะไรได้หลายอย่างมากเลย แต่เราหนุ่มกว่ากลับทำอะไรไม่ค่อยได้เท่ากับพ่อครู จะออกกำลังกายก็ไม่มีเวลา จะเขียนหนังสือ พ่อครูก็เขียนมากกว่าเราอีก ไปดูงานก็ไม่ได้เท่าไหร่ เวลาชีวิตเท่ากันแต่พ่อครูทำได้มากกว่า จะเห็นขีดจำกัดเราคือ อยู่กับความชอบไม่ชอบ พ่อครูอยู่กับโทรทัศน์หลายช่องทีเดียว แต่อาตมาแต่ก่อนนี้ ไม่ได้เลย ถ้าจะเขียนหนังสือก็ต้องอยู่กับเรื่องที่เขียน หากมีอะไรปนมาก็เขียนไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ก็ได้เพิ่มขึ้น แต่พ่อครูสามารถฟังไปด้วยเขียนไปด้วย ดีไม่ดี มีงานแทรกด้วยท่านก็ทำได้ ยกตัวอย่าง นี้คือความวิเศษของจิตที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความชอบไม่ชอบ แต่จิตมี ชวนจิต เร็วไวจะไปอยู่กับอะไรก็ได้ แต่ของเราสูญเสียพลังงานไปกับความชอบหรือไม่ชอบ

ถ้าเราเอาจิตมาเรียนรู้เราก็จะทำอะไรได้หลายอย่างกว่านี้ ตัวอาตมาก็มีจิตที่สั่งสมแบบพุทธเถรวาทในเมืองไทยมายาวนาน เราก็จะถูกปลูกฝังให้ดับดิ่งไม่รับรู้ เรามารับรู้แต่ตัวตนของเราก็พอ เราพ้นทุกข์ก่อนให้ได้ แต่พอเราได้ฟังพ่อครูที่เอาหลักฐานอ้างอิง จากพระไตรฯ ที่ว่า สมาธิพุทธ supra concentration มีความต่างกันกับ meditation คือสมาธิทั่วไปแตกต่างกันอย่างไร แม้สายพุทธวจนะ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะ พ่อครูเอาคำตรัสของพระพุทธเจ้ามาอ่านให้ฟัง

พ่อครูเมื่อวานนี้ เน้นฌานของพุทธที่ว่า ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากเป็นอย่างไร แต่อาตมาเห็นเลยว่าเมื่อก่อน กว่าจะสะกดจิตตนเองให้ดับได้นี่ยากนะ ต้องหาสถานที่องค์ประกอบไปนั่งสมาธิกัน แต่ก็เอาไม่อยู่สักเท่าไหร่ พวกเราสมถะไม่ค่อยแข็ง บางคนบอกว่าต้องหมดตัวหมดตน ไปนั่งปากเหวได้เลยยิ่งยอด พ่อครูว่าตกเหวตายไปไม่รู้เท่าไหร่ สมาธิเช่นนั้นได้โดยยากได้โดยลำบาก กว่าจะได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

พ่อครูว่า … คำว่า ได้โดยยาก กับได้โดยไม่ยาก กับได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ประเด็นที่ว่า " ฌาน 4 " ที่ " ได้โดยความยาก " (กิจฉะ) " ได้โดยความลำบาก " (กสิระ) กับ " ฌาน 4 อีกชนิดหนึ่งที่เป็น " ฌาน 4" ของพระพุทธเจ้าที่ทรงยืนยันว่า " ได้โดยไม่ยาก " (อกิจฉลาภี) " ได้โดยไม่บำบาก " (อกสิรลาภี)”

หรือว่า "ได้โดยปรารถนา" (นิกามลาภี) ผู้ได้ฌานของพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แล้วเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไปนั่งเลย มันเป็นฌานในตัวเลย ฌาน 1- 4 คล่องแคล่ว ติดตัวติดตนไปเลย เป็นตถตา เราจะใช้จิตเป็นฌาน 1 คือ มีวิตก วิจาร ตรวจสอบ ไม่ว่าจะตรวจสอบภายนอกหรือภายใน มีวิตก วิจัย วิจาร จิตสัมผัสแล้วเอามาวิเคราะห์วิจัย โดยไม่มีกิเลส ไม่มีนิวรณ์ ฌาน 1 ก็ไม่มีนิวรณ์แล้ว หรือวิจัยแล้วไม่มีสิ่งไม่ดีไม่งามเลย เป็นฌานที่มีโลกวิทู มีโลกุตระ ทำงานสัมผัสสัมพันธ์กับโลก แล้วก็รู้ว่าเราจะร่วมคิดร่วมทำกับโลก โดยไม่ทำให้เกิดนิวรณ์เข้าไปแทรก เพราะการสัมผัสกับภายนอกมีทั้ง โลกธรรม มีกาม มีโกรธ พยาบาทได้ มีทั้งราคมูล โทสมูล เราก็อยู่ได้แข็งแรงไม่มีหวั่นไหว น กัมปติ เราก็คิดร่วมด้วยได้ ทุกคนก็มีเกิด แล้วใช้ความคิดร่วมด้วย เรียกว่า สัจจานุโลมมิกญาณ เป็นพลังงานเหนือ มีปัญญาเป็นอุตระ มีสติเปิดจิตรับรู้ภายนอกภายใน มีสติเป็นใหญ่ เป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ อย่างนักเลงนี่ใช้อำนาจอัตตาเบ่งข่ม แต่อย่างนั้นชาวโลกเขาว่าไม่ดี ก็เลยใช้อำนาจที่เป็นการช่วยเหลือ ใช้การเป็นหนี้บุญคุณมาเป็นอำนาจ แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าเรียนรู้โลก อยู่กับโลก โลกวิทู แล้วล้างอัตตา ตัวตนที่จะใช้อำนาจ โลกธรรม หรือผู้หญิงก็ใช้กามเป็นอำนาจ ในการอยู่เหนือผู้ชาย ให้อยู่ใต้อำนาจกาม อำนาจอัตตา

อัตตา เป็นอำนาจในตัวเรา สามารถเบ่งอำนาจได้ว่า อย่ามาเข้าใกล้นะ ข้ามีความสามารถชกต่อยเก่งนะ นี่ก็เป็นอำนาจภายนอกง่ายๆ แต่ที่ลึกซึ้งคืออำนาจโดยธรรม เราล้างโลก ล้างอัตตา ล้างได้บ้างก็มีธรรมาธิปไตยไปตามลำดับ จนไม่ติดโลกเลย โดยเฉพาะโลกธรรม สุขด้วยกาม สุขด้วยอัตตา ไม่ได้เป็นทาส เพราะฉะนั้นอัตตาที่จะมาบำเรอตน ยึดเป็นตนก็ไม่มี

การได้ฌานคือการล้างโลก ล้างอัตตา เป็นตัวมรรค เป็นภาคปฏิบัติที่จะเผากิเลส ฌานคือไฟกองใหญ่ พลังงานที่สูงส่ง ดับพลังงานไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ มันล้างได้จริงๆ เมื่อผู้นั้นมีอำนาจ มีความยิ่งความใหญ่เหนือโลกกับอัตตาแล้ว จิตทำฌานอยู่

ฌานหลับตาเอามาใช้ไม่ได้กับภายนอก จะใช้ก็ยาก ความยากมันจึงยากมาก แต่ของพุทธทำได้แล้วมีฌานแล้วเอามาใช้เป็นธรรมาวุธเลย เป็น ฌาน 1- 4 ขณะนี้อาตมากำลังใช้ ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 ไม่ปรุงแรงเป็นฌาน 1 ประเดี๋ยวจะเดือด ถ้าปรุงมากเดี๋ยวทำงานไม่ได้ ก็ปรุงแค่ ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 3 ให้มีปีติ เลี้ยงสุขเลี้ยงอยู่พอสมควร ไม่ได้จืดชืดและไม่ได้เสพ ปีติก็อาศัย สุขก็อาศัย วิตกวิจารก็อาศัย ในโลกมีวิตกวิจารเพื่อเอามาเป็นตัวกูของกู ส่วนผู้บรรลุแล้วเอา วิตก (ไตร่ตรอง) วิจาร (พฤติกรรมนามธรรม ของจิตที่สรุปผลแล้ว) เอามาใช้เพื่อประโยชน์ผู้อื่น มีพรหมวิหารอย่างไร มีพลังปรุงแต่ง อภิสังขารเท่านี้ นี่คือพลังงานจิตที่จะใช้มาได้เท่าที่มีบารมี เท่าที่ผู้บรรลุธรรม มีบารมี ใช้สร้างสรรทำเพื่อโลก เพื่อมนุษยชาติ

คำว่า ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก จึงเป็นอัตโนมัติกับไม่เป็นอัตโนมัติ และมีความถ้วนทั่วทั้งนอกและใน ส่วนฌานหลับตานั้นได้แต่ภายใน และต้องหาสถานที่หาเวลาทำ เอามาใช้กับชีวิตประจำวันไม่ได้ เป็นการได้โดยยากได้โดยลำบาก และก็มีส่วนที่มีประโยชน์ได้ยากกว่าฌานแบบลืมตา

ฌานลืมตามีประโยชน์ทันที โดยหลัดๆ ฌานหลับตาไม่มีประโยชน์ตน แต่ไปสร้างรูปภพ อรูปภพ ในปฏิจจสมุปบาทเขาไม่ได้เดินเลย ผัสสะเขาไม่มี ตัวผัสสะตัวเดียวเขาไม่มีก็เจ๊งแล้ว ฌานของพุทธหากไม่มีสัมผัสภายนอก เท่านี้เขาก็เจ๊งแล้ว จึงไม่มีประโยชน์มาก จะได้เป็นประโยชน์คนอื่นก็ไม่เสริมกัน ไม่เป็นไปโดยองค์รวม ไม่เป็นไปโดยร่วมสหาย ร่วมความรู้ คำว่า ได้โดยยากได้โดยลำบาก จึงคือ ยากในการเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย ไม่เป็น โลกุตระ (เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก)

ส มณะ เดินดินว่า … ฌานของพุทธกับฌานหลับตา มีทิศทางปฏิบัติต่างกัน ผลที่ได้รับมีความแตกต่างกันอย่างไร อาตมาตอนงานปลุกเสกฯ ได้ฟังศิษย์เก่าที่อยู่ข้างนอก แล้วถูกหลอกให้กินเนื้อสัตว์ พอกินแล้วจิตเขาเริ่มฟุ้ง ไม่สงบ อยู่อย่างนั้นไม่ได้ทำงานอะไรมากน่าจะสงบ กินเนื้อสัตว์อยู่ในป่า แต่พอกลับมากับหมู่กลุ่มกินมังสวิรัติ ทำงานหนักเตรียมงานร่วมกับหมู่ จิตกลับสงบกว่า ความสงบคือจิตเขาไม่ไปหานิวรณ์

เรามาปฏิบัติธรรมใหม่ๆ ก็มุ่งแต่หาที่ให้จิตตนสงบ แต่ก็ไม่ได้เท่าไหร่ เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสที่ว่า เธอไม่ได้สมาธิแล้วออกป่า ไม่ลอยก็จม เพราะติดหูมาหลายสูตรเลย ที่ว่า พระภิกษุออกจากหมู่อยู่แต่ผู้เดียว ไม่ช้าไม่นานก็บรรลุอรหันต์ จนพ่อครูก็บอกให้ไปเลย... แต่พอพวกเราหลายคนเมื่อก่อนออกไปแล้ว ก็ต้องมาอยู่กรรม เพราะไปต้องอาบัติกามเข้า แต่อาตมาก็ได้ไปอยู่ ที่ๆ หนึ่งเหมือนกัน แต่ก็สังเกตว่า เรานั่งไปนี่หลับกับตื่นมาแยกออกจากกันยากแล้ว แต่ถ้าเราอยู่กับหมู่ เราอาศัยผัสสะภายนอกได้ แต่อยู่คนเดียวนี่มันเงียบ ไม่รู้เลยว่าเราตื่นหรือหลับ แต่อยู่ๆ ไป แล้วรู้สึกว่านิวรณ์ลากไปกินแล้ว ก็รีบกลับมาดีกว่า

พ่อครูว่า … คำว่าอยู่แต่ผู้เดียวนี่ ในบาลี ยิ่งใหญ่มาก คือคำว่า เอกะ หรือเอโก

ผู้ใดได้เอกัคคตา คือความเป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิจะไม่เข้าใจ ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ถ้าไม่เข้าใจเวทนา 108 แล้วไม่เข้าใจ เวทนาในเวทนา ในเวทนา 108 แยกแยะ เนกขัมมะกับเคหสิตเวทนาได้

ความเป็นอยู่แต่ผู้เดียวนี้ ถ้าแปลว่าไม่มีเพื่อนสองแล้วอยู่เดี่ยวๆ คือแปลแย่มาก แต่ควรแปลว่า ไม่มีเพื่อนสองคือไม่มีกิเลสเป็นเพื่อนสอง

ในวิโมกข์ 8 ข้อ 2 . *ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็น รูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี . เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) (*พ่อครูแปลว่า มีสัญญาใส่ใจในอรูป)

คำว่าอัชฌัตตังคือภายใน คำว่าพหิทธาคือภายนอก ก็ต้องใช้สัญญากำหนดรู้ ให้เป็นเอโก คือไม่มีเพื่อนสอง (ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา) แต่เป็นปรมัตถ์ที่หมดกิเลส ท่านได้เป็นเอกะ เป็นเอกบุรุษ เป็นเอกปุริสสะ ในภาคของภาวะสุดท้าย เป็นอุตตมปุริสสะ เป็นเพศชาย แต่แท้จริงคือเพศของผู้สูงสุด แม้ว่าเขาจะร่างเป็นหญิง แต่เขาปฏิบัติได้อรหันต์ก็มีอุตตมปุริสสะได้ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา ผู้หญิงก็เป็นเอกบุรุษ เป็นอุตตมปุริสสะ มีเอกัคคตาจิตได้ สูงสุด

คำว่าเอโก ที่ฤาษีแปลว่า หนีออกป่า อยู่แต่ผู้เดียว ปลีกเดี่ยว ซึ่งพระพุทธเจ้าว่าเข้าป่าไป ไม่จมก็ลอย ถ้าไม่มีภูมิที่เพียงพอ แต่ถ้าภูมิเพียงพอ จะอยู่ไหนก็ดี อยู่ป่าก็ดี อยู่ที่แจ้งลอมฟางก็ดี (อยู่ข้างบ้าน) สมัยพระพุทธเจ้าต้อง อนุโลมปฏิโลมกับโลกมาก เขาเป็นลัทธิศาสนายิ่งใหญ่กว่ามาก ท่านมาปลูกฝังลัทธิใหม่ ท่านเอาของท่านประกาศท่ามกลางแล้วให้ได้ชนะได้มวลพอสมควรก็ไม่ใช่เล่น ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่ใช้ พระไตรฯ เล่มเดียวกัน แต่อาตมามาประกาศ ทิฏฐิที่ถูกต้องท่ามกลางหลายสำนัก ในไทยนี่ยกสำนักที่ยิ่งใหญ่นี้ว่า กระแสหลัก ต้องเป็นเช่นนี้ นับถือกันตั้งแต่เบื้องบนถึงล่าง แล้วอาตมาก็ไม่ได้ยั้งมือเลย ทำมา 45 ปีแล้ว ก็ขอไม่บันยะบันยังนะ สมัยก่อน พระโมคคัลลานะ ก็ถูกทำร้ายถึงตายเลย อาตมาก็หยิบพระสูตรมาอธิบายแล้วก็ปฏิบัติให้เกิดผลเป็นหมู่กลุ่ม ก็เลยเป็นเหตุปัจจัยให้เขามีแนวสัญญาฯ ขึ้นมาว่า ใช่หรือไม่ใช่นะ แต่ก็ดีนะ อาตมาไม่โดนเหยียบ ถ้าเขามั่นใจว่าอาตมาผิด อาตมาโดนเหยียบไปแล้ว นี่คือ ธัมโม หเวรักขติ ธัมมจาริง ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม

คำว่าเอกะ นี่คือเอกัคคตา สุดท้ายเป็นเอกปุริสสะ ทำมาตั้งแต่ มีเวทนาเป็นสัมโมสรณา ต้องมีผัสสะ จึงมีเวทนา แต่พระไตรฯ ฉบับเถรวาทที่เราใช้กัน ผู้สังคายนาคือ พระมหากัสสปะ คือพระค่อนไปสายพระป่าอาการหนัก แล้วก็ค่อนไปทางเจโต แต่เจโตนี้ดี ไม่ฟุ้งซ่าน ถึงรักษาความควบแน่นเสถียรได้นาน อาตมาก็มีหน้าที่ไขความ

ส มณะ เดินดินว่า … อาตมาอยู่กับพ่อครูมาหลาย 10 ปี ก็ยังตั้งจิตอยากเป็นพระกัสสปะ เรียกว่าทิฏฐินี้ล้างไม่ได้ง่ายเลย ส่วนใหญ่ในไตรปิฎก ว่าไว้ เธอหลีกออกอยู่แต่ผู้เดียว ไม่ช้าไม่นานก็บรรลุอรหันต์

พ่อครูว่า … คำว่าหลีกออกจากหมู่ คำว่าหมู่นี้ บาลีคือ สัคคะ หรือคณิกะ คือกอง คำว่ากองนี้คือกองของนามธรรม ซึ่งนามธรรมรวมของปุถุชนคือโลกีย์ สรุปคำว่า คณิกะคือกองโลกีย์ ไม่ได้ให้หนีไปจากมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี หรือสัคคะ คือสวรรค์เท็จ ท่านก็แปลว่าให้หลีกออกจากหมู่

คำว่า หลีกเร้น บาลีว่าคือ สัลลีนะ ไม่ได้หมายถึงเอาร่างนี้หนีไป แต่หมายถึงทำจิตให้หลีกเร้นไม่มีกิเลส ออกจากกองกิเลสต่างหาก

ถ้าไม่เข้าใจปรมัตถ์ ก็เข้าใจเป็นตัวตนบุคคลเราเขา คำว่าสัคคะคือหมู่กอง แท้จริงคือนามธรรม คือกองกิเลสที่เป็นสวรรค์โลกีย์ ให้ทำการหลีกเร้นจนเป็นสวรรค์โลกุตระจริงๆ คือไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก จึงพูดกับคนอื่นที่เขาเชื่อเป็นตัวตนบุคคลเราเขายาก บางอาจารย์ก็พูดบ้างตามวิชาการ แต่อาตมาไม่เชื่อว่าจะมีสภาวะ

ส มณะ เดินดินว่า … พวกเรานั่งกันอยู่อย่างนี้ ถ้าแต่ละคนอยากเป็นอรหันต์แล้ว ก็ออกไปปลีกเดียวก็จะเป็นอย่างไรนะ อยู่สงัดแต่มีเพื่อนสอง

ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยอาการอย่างนี้คือ รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตาอันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ เสียง… กลิ่น... จนถึง ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ (มโนวิญเญยยา ธัมมา อิฏฺฐา กันตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสัญหิตา รชนิยา) ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดความเพลิดเพลิน เมื่อมีความเพลิดเพลิน ก็มีความกำหนัดกล้า เมื่อมีความกำหนัดกล้า ก็มีความเกี่ยวข้อง (นันทิสัญโญชนสัง) ถึงจะเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่าหญ้าและป่าไม้ เงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากลม แต่ชนเดินเข้าออก ควรเป็นที่ประกอบกิจของมนุษย์ผู้ต้องการสงัด สมควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ยังเรียกว่ามีปกติอยู่ด้วยเพื่อน 2 ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อน 2 เขายังละตัณหานั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงเรียกว่า มีปกติอยู่ด้วยเพื่อน 2 (สทุติยวิหารีติ) มิคชาลสูตร ล. 18 ข. 66

พ่อครูว่า … คำว่าเอกะไม่ได้แปลว่าปลีกหลีกอยู่แต่ผู้เดียวไปอยู่ แม้ที่ลมไม่พัด ก็ยังมีเพื่อนสอง คำว่าเพื่อนสองนี่ไม่ได้มีกิเลสอันเดียวตัวเดียวนะ เพราะคุณมีกิเลสเป็นกอง ไม่รู้กี่ตัว กิเลสนี่คือเพื่อนสอง กิเลสเหลือเท่าไหร่ก็คือเพื่อนสอง จนกว่าจะหมดกิเลสก็ไม่มีเพื่อนสองเป็น เอกัคคตา

การอยู่สงัด ไม่ต้องไปอยู่คนเดียว แต่อยู่กับท่ามกลางหมู่ชนได้ เพราะว่า มีสูตรที่ว่า อยู่แต่ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสอง .... ภิกษุมีปกติอยู่ด้วยรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยตา อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ เสียง... กลิ่น... รส... ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ (มโนวิญเญยยา) อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ให้เกิดความรัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดี ไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่หมกมุ่นในธรรมารมณ์นั้นอยู่ ฯลฯ เมื่อไม่ยินดี ความเพลิดเพลินย่อมดับ เมื่อไม่มีความเพลิดเพลิน ก็ไม่มีความกำหนัด เมื่อไม่มีความกำหนัด ก็ไม่มีความเกี่ยวข้อง (น โหติ นันทสัญโยชนสัง) แม้จะอยู่ปะปนกับภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ ในที่สุด บ้านก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่า มีปกติอยู่ผู้เดียว (เอกวิหารีติ) มิคชาลสูตร ล. 18 ข. 67

ส มณะ เดินดินว่า … สิ่งที่อาตมาได้อยู่กับพ่อครูได้มาคือ เราได้ออกจากป่า จากเดิมที่เราคิดว่าจะบรรลุธรรมจะต้องไปอยู่ป่า เร็วๆ นี้ อาตมาไปเจอญาติธรรมที่บอกว่าเกษีย ณ แล้ว จะไปอ่านพระไตรฯ แต่ไปอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ไปอ่านกับคนอื่นก็ไม่รู้เรื่อง จนไปหาอาจารย์ในป่า ก็เลยจมกับป่า จนมาพบพ่อครูได้ฟังธรรมก็เลยบอกว่า อันนี้แหละใช่ อาตมาก็ได้ประโยชน์จากพ่อครู ที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตควรเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่านได้อย่างไร

อีกประเด็นคือสิ่งที่ยาก คือการที่เราจะอยู่กับผัสสะ แล้วอยู่เหนือผัสสะได้ จะรู้ว่าใครแน่ก็ตอนมีผัสสะ ตอนมีคนมาด่าว่าเราสดๆ การอยู่นั่งฟังธรรมนี้ยังไม่ใช่ของจริง แต่เตรียมตัวไว้ก่อน แล้วเวลาคนมาด่าว่าเราแล้วใจเราเป็นอย่างไร

พื้นฐานคนเราก็จะไปทางดับไม่รับรู้ไม่ยุ่งวุ่นวาย แต่พอไปเจอของจริง เป็นอย่างไร? เคยเจอญาติธรรมบอกว่านั่งสมาธิ แล้วลูกมาเคาะประตู เลยโกรธ ก็ออกมาตบลูกเลย ลูกเลยบอกว่าแม่ไม่ได้สมาธิ ส่วนใหญ่ก็จะไปปฏิบัติแบบนี้ทำให้จิตอ่อนแอ แล้วก็มีพวกสุดโต่งไปให้ปฏิบัติไม่เอาภายนอกเลย อยู่แต่กับจิต ให้จิตดับดิ่งลึกเข้าสู่ภวังค์ ไม่เจอองค์ประกอบภายนอกเลย พอมาเจอผัสสะก็หลุดอีก คือองค์ประกอบชีวิตไม่ครบ ไม่มีจิตที่เข้มแข็งต่อผัสสะ

แต่ก่อนอาตมามาอยู่กับพ่อครู พอพ่อครูไม่อยู่ รุ่นพี่ก็พานั่ง บอกว่าวันนี้จะพาเข้านิโรธ แต่นั่งต่อไปจะเห็นว่าคอเริ่มเอียง บางคนก็หลับไปเลย บอกอีกว่าดีๆๆ ซึ่งทำให้จิตอ่อนแอ พอมาเจอผัสสะก็หลุด คืออย่างที่พระพุทธเจ้าว่า มีฤๅษี ที่ไปเข้าฌานแล้วออกมาเจอผู้หญิงอาบน้ำก็ร่วงผล็อยเลย

พ่อครูว่า … คนที่ไม่รู้จักกาย ก็จะเห็นว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่เป็นของเรา ทั้งที่เราจะตัดผม ตัดเล็บ ก็ทำได้ไม่เจ็บ หรือให้คนกรอฟันออกไปไม่ถึงประสาทก็ทำได้ หรือขัดผิวออก อาตมาอธิบายไว้แล้วว่า ผม ขน ฟัน เล็บ ผิวหนัง ไม่ใช่กาย ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราตัดออกไปได้ นามเอื้อมไม่ถึง อันนี้ไม่ใช่กาย แต่ถ้านามเอื้อมไปถึงก็คือกาย

ตาอาตมากระทบผลแตงกวา แตงกวามาเป็นกายของอาตมานะ ถ้าอาตมายึดว่าน่ากิน น่าเอามาเป็นของเรา แต่ถ้าเราสัมผัสแล้วไม่ได้ยึดถือ ใครจะเอาไปก็ได้ เหมือเราตัดเล็บออก ก็ไม่มีเวทนาเลย เราขัดผิวออกไปก็ไม่เจ็บ นี่เป็นวัตถุที่ไม่ใช่เรา ยิ่งสัมผัสธนบัตรกองใหญ่ก็ยิ่งไม่ใช่ของเรา

แม้แต่อยู่ในกายเรา เมื่อเราสามารถรู้ได้ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนังไม่ใช่ของเรา เราจะแยกกายแยกจิตได้ แต่คนที่ไม่ได้เรียนจากครูบาอาจารย์สัมมาทิฏฐิ เขาแยกไม่ได้ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนังไม่ใช่กายเป็นอย่างไร? ความเป็นกายภายนอกที่เราไม่ได้สัมผัสสัมพันธ์เลย จะเป็นข้าวของภายนอกมันไม่ใช่เรายิ่งกว่า คนแยกกายแยกจิตได้จึงไม่ใช่คนธรรมดา

ส มณะ เดินดินว่า... คนทั่วไปแยกกายแยกจิตคือ เห็นจิตออกจากร่างแล้วมองเห็นตนเองนั่งแข็งอยู่

พ่อครูว่า... มีคนที่มาถามพวกเราแต่ก่อนว่าแยกกายแยกจิตได้ไหม? พวกเราบางคนก็ว่า คุณลองไปถอดเกือกออกจากเท้าให้ได้ ก่อนแยกกายแยกจิตก็แล้วกัน

ถ้าไม่เข้าใจว่า กาย คือองค์ประชุมรูปนาม แต่ไปเข้าใจกว่า กายคือร่างภายนอก อันนี้ ผม ก็ว่าไม่ใช่ ผม ขนเล็บ ฟันหนังไม่ใช่กาย เขาก็จะฟังแล้วงง เพราะพระพุทธเจ้า ว่า กายคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง

ส มณะ เดินดินว่า … เมื่อไม่เข้าใจกาย ทำให้เราไม่ชำนาญในการเจอผัสสะ เมื่อเราผัสสะอ่อนต่อผัสสะ เราก็ยึดเป็นเราเป็นของเราทันที อันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่ถ้าไม่ชัดเจน จะไปอีกทางเลย ก็ต้องค่อยมาเรียนรู้ความยึดโลก ยึดอัตตาของเราไปตามลำดับ

พ่อครูว่า … มันมีเวลาอีกไม่ถึงชั่วโมงดี … ตอนนี้มาพูดถึงเรื่อง ความเห็นอันถือเอาที่สุด , ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง ที่บาลีว่า " อันตคาหิกทิฏฐิ " นั้นมี 10 เรื่อง ได้แก่ โลกเที่ยง - โลกไม่เที่ยง - โลกมีที่สุด - โลกไม่มีที่สุด ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง อัตตา (สัตว์,ตถาคต) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (ย่อมมีอยู่) อัตตา (สัตว์,ตถาคต) เบื้องหน้าแต่ตายย่อไม่เป็นอีก (ย่อมไม่มีอยู่) อัตตา (ตถาคต,สัตว์) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) ไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) อัตตา (ตถาคต,สัตว์) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) ย่อมไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) (ในพระไตรปิฎกมีอยู่มากแห่ง เช่น เล่ม 13 ข้อ 147 , เล่ม 18 / 88 , เล่ม 24 / 193 , เล่ม 31 / 337 ,เล่ม 35 / 1032 ) (และคำว่า " อัตตา " ในที่นี้ อรรถกถาบางแห่ง หมายถึง สัตว์ก็มี ว่า " ตถาคตหรืออาตมัน " ก็มีว่า พระพุทธเจ้าก็มี) เรื่อง " โลก " และ " อัตตา " นี้ เป็นเรื่องถกเถียงมาแต่ไหนแต่ไร เรามาอ่านที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กันดูอีกที พระพุทธเจ้าตรัสว่า ( 1 ) ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น

ซึ่ง อาตมาได้พูดกับพวกเราว่า พระพุทธเจ้าท่านให้เราเรียนรู้โลกกับอัตตา เรียนรู้โลกโลกียะ โลกโลกุตระ อย่างเรื่องเวทนา ที่เล็บนี่ เราตัดออกตรงปลายเล็บมันก็ไม่รู้สึกเจ็บอะไร บางคนก็

อะไรคือชีวะ แม้แต่นามธรรม ที่เป็นชีวะของโอปปาติกะสัตว์ ก็จะรู้ได้ แม้พลังงานระดับพีชะก็ไม่มีเวทนา เอาเล็บไปแตะถ้าแต่ตัวเล็บมันไม่รู้สึก แต่ที่รู้สึกเพราะว่า เล็บมันต่อกับนิ้ว เอาผมไปแตะกับแตงโมผมมันไม่รู้สึก แต่มือเรารับรู้สึกได้ เอาปลายผมไปเผาไฟมันก็ไม่รู้สึก เราจะเข้าใจความเป็นชีวะ ว่าเบื้องหน้าแต่ตายแตกไปจะเป็นอีกไหม? ของพระพุทธเจ้าว่า เมื่อเราหมดความยึดเป็นตัวตนเป็นเราเป็นของเราจากอะไรได้ มันก็ไม่เกิดอีก หรือจะเกิดอีกจะเข้าใจแล้ว หากทำความตายความดับได้ อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ปฏิบัติได้แล้วจะรู้ได้ ไม่ต้องอธิบายกันเลย คุณจะรู้ว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง หากเราทำได้อย่าง นิจจัง ทุวัง สัสสตัง แล้วมันเที่ยง ในความไม่มีโลกนั้น เราดับโลกสมุทัยแล้ว มีโลกนิโรธที่เที่ยงแท้แล้ว ปฏิบัติได้แล้ว จะรู้ว่า โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นสรีระ ไม่ใช่ชีวะ ตกลงที่ว่า สรีระก็อย่างหนึ่ง ชีวะก็อย่างหนึ่ง อาตมาพูดกับพวกคุณตอนนี้ คนที่มีภูมิถึงพอเข้าใจไหมว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไม่ใช่สรีระ ไม่ใช่กายเรา

พวกที่นั่งสมาธิบางคนที่ตายไปแล้ว ผมก็ยังงอก ขนก็ยังยาว แล้วเขาก็ไปกราบไหว้กันว่านี่เป็นพระแท้ มีฤทธิ์ตายแล้วไม่ยอมตาย หนังไม่แห้งง่ายเลย ไม่เน่า นี่คือพลังงานที่หลงเหลือจากความยึดถือแรง แล้วทำให้ร่างนี้ต่ออยู่ไปได้อีก

สรุปตรงที่ว่า อันตคาหิกทิฏฐิ คือ เรื่องที่ไม่เข้าใจความรู้สูงสุด ที่ไม่ใช่ว่าเบื้องต้นจะเข้าใจได้เลย แต่ต้องปฏิบัติไปตามลำดับ จึงจะเข้าใจได้ไปตามลำดับ อย่างเรื่องกาย ใครเข้าใจว่า กายคือ ร่างสรีระอย่างเดียวนี้ผู้นี้น่าสงสาร

เรื่องลึกซึ้งถ้าสามารถรู้ โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด คือเรามีโลกุตระแต่เราอยู่กับโลกีย์ เราก็รู้จักโลกทุกอย่าง มีโลกุตระ (เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) จิตมีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตตระ ที่พูดนี้ไม่ได้พูดแต่บัญญัติภาษา แต่พูดถึงกายถึงจิต ถึงรูป ถึงนาม เป็นปรมัตถสัจจะ อันสมบูรณ์แบบทั้งสิ้น คำสอนของพระพุทธเจ้า จึงขอยืนยันว่า " คัมภีรา (ลึกซึ้งยิ่ง) ทุทฺทสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (รู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบอย่างพิเศษ) ปณีตา (สุขุมยิ่งเยี่ยม) อตักกาวจรา (รู้ด้วยเหตุผลหรือจากการขบคิดไม่ได้ ) นิปุนา (ละเอียดขั้นนิพพาน) ปัญฑิตเวทนียา (บัณฑิตแท้เท่านั้นจะรู้ได้) จึงขอให้พวกเราพยายามศึกษา ให้รู้ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม

ส มณะ เดินดินว่า … พระพุทธเจ้าบอกว่า ปกติพระอาริยะท่าน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน