580423_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ สรีระกับชีวะ โลกกับอัตตา ต่างกันอย่างไร.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580423_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู บ้านราชฯ สรีระกับชีวะ โลกกับอัตตา ต่างกันอย่างไร

พ่อครูว่า …วันนี้ วันที่ 23 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก อาตมาก็บ่นแต่เรื่องเวลา ว่าทำงานไม่ทัน มันเร็วจริงๆ เดี๋ยววันๆ ...ท่านว่ากันว่าคนอยู่สวรรค์นี้มันเร็ว แต่ว่าคนอยู่สภาพนรกนี้ มันดูเหมือนนานเหลือเกิน อาตมาไม่ได้คิดถึงสวรรค์สบายหรือไม่สบาย ก็คิดถึงแต่งานน่ะ ขณะนี้ก็ไม่ค่อยสบาย ก่อนมาก็โด๊ปยากัน ชีวิตอาตมาก็พอเป็นไป ไม่ได้ใช้เงินใช้ทองจ้างมาก มีผู้ดูผู้แล ไม่มีล ู กมีเต้า แต่ก็มีผู้คอยอุปถัมภ์ค้ำชูให้บ้าง

ความเป็นจริงมนุษย์ผู้รู้ เห็น ว่า ชีวิตของคนที่มีคุณค่าประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติจริงๆ เขาก็ต้องการให้มีชีวิตแข็งแรง สบาย สะดวกก็เพื่อมวลมนุษยชาติ เขาก็จะเต็มใจช่วย คนละไม้คนละมือ คนทำกับข้าวให้กินก็เต็มใจทำ คนปัดกวาดเช็ดถูก็เต็มใจทำให้ ไม่ได้จ่ายสตังค์ให้เลย แม้ไม่ได้จ้างได้วานเขาก็มาช่วย พยาบาลก็มี หมอก็มี หมอ ดูอยู่ทางบ้าน ถ้าไม่สบายเขาก็โทรมาถามแล้ว ไลน์มาถามแล้ว สำนวนอีสานว่า เป็นจังบุญ คือมีกุศล เพราะคำว่าบุญมันเพี้ยนไปแล้ว

บุญคือการชำระกิเลสออกไปจากจิตได้ ผู้ทำกิเลสออกไปจากจิตได้ เราจะใช้คำว่าบุญนี้ถูกต้องที่สุด แล้วเกิดเป็นความดีงาม กุศลได้ไหม ก็เป็น ยิ่งเอากิเลสออกได้เกลี้ยงก็เป็นอรหันต์ ก็หมดบุญไปด้วยนะ นั่นล่ะบุญเต็ม ผู้บุญเต็มแล้วสูญแล้วก็คือไม่ต้องทำบุญอีก ครบสมบูรณ์แล้ว ชำระกิเลสเสร็จสิ้นจบกิจแล้ว แต่คำว่าบุญเดี๋ยวนี้เพี้ยนไปไกลแล้ว เป็นการแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธไปหมดแล้ว

ก็เห็นใจกระแสหลักที่ท่านเข้าใจ สืบทอดกันมารู้กันมา แต่ทิฏฐินั้นมันมิจฉาไปแล้ว เขาก็ยึดมาตลอดเวลา นานไกล จนกระทั่ง อาตมานำทิฏฐิที่อาตมาเห็นว่า นี่คือสัมมาทิฏฐิมานำเสนอ ยืนยันว่า อย่างนี้ถูกนะ ยืน

อ่านต่อ

ยันอย่างไรๆ ก็ยากมากทั้งๆ ที่อาตมาก็ยังดี มีโชค คือมีพระไตรปิฎกเป็นหลักฐาน อย่างคำว่าสิ้นบุญ สิ้นบาป หรือได้ส่วนแห่งบุญ ปุญญาภาคิยา

ได้ส่วนบุญหมายความว่า ได้ส่วนที่เราชำระกิเลสไปตามควร เป็นผลแก่ขันธ์ (อุปธิเวปักกา) ขันธ์เราก็สะอาดไปตามลำดับ พระพุทธเจ้ายืนยันใน มหาจัตตารีสกสูตร

ในทิฏฐิที่หลากหลาย ในอัน พระพุทธเจ้าว่าเราไม่พยากรณ์โลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง โลกมีสิ้นสุดหรือไม่? เพราะตอบไปแล้วไม่ได้อะไร แต่ท่านให้มาเรียนรู้โลกที่ละขั้นตอน จะตอบว่า เที่ยงหรือไม่ อัตตา มีหรือไม่ ตอบไปทำไม ตอบแล้วคุณก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา แล้วอัตตาในตัวคุณเป็นอย่างไร ทำให้มันตายได้หรือไม่? ก็ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไม่เป็นไปเพื่อละหน่ายคลาย แต่เป็นการถกปัญญาเพื่อหาคำตอบเท่านั้น อย่างพวกเ ช นนี่ มีมุมตอบเก๋ๆ เท่ๆ เยอะ แต่ได้แต่ความเท่เก๋ แต่ไม่รู้ความจริงเรื่องที่พึงละ ล้าง ลด

คนไม่เข้าใจว่า พระพุทธเจ้ายังไม่พยากรณ์เลย ทำไมโพธิรักษ์พยากรณ์ อาตมาว่าอาตมาไปพยากรณ์ที่ไหน อาตมาก็ได้แต่บอกทางให้ลด ละไปตามลำดับ

วันนี้จะอธิบาย ชีวะ สรีระ ในความเห็นจริง อย่างพระพุทธเจ้าวิปัสสี ชื่อท่านแปลว่าเห็นอย่างยิ่ง สูญ ก็เห็น นิพพานก็เห็น ว่ามีองค์ประกอบ มีสภาพอย่างไร ท่านเดินดินจะมีอะไรว่าไปก่อนไหม?

ส มณะเดินดินว่า ... พ่อท่านเดินเครื่องไปก่อนเลยครับ

พ่อครูว่า … อาตมาจะขยายคำว่า ชีวะ กับ สรีระ ใน อันตคาหิกทิฏฐิ นั้น มี 10 เรื่อง ต้อง มีสัมมาทิฏฐิ 10 เป็นประธาน หากประธานผิด วายามะ ความเพียร หรือสติ ก็ผิด แม้สติ คุณจะพากเพียรปฏิบัติ แต่ก็ไปตามทิ ศ ทางที่คุณเห็น มันออกนอกทาง เพราะมันเห็นผิด เข้าใจทิศทางผิดแล้วก็ไม่ได้เลย ต้องเข้าใจสัมมาทิฏฐิแจ่มแจ้งดี ในคำว่า ชีวะ หรือสรีระ จะเข้าใจได้ด้วยความเป็นกาย หมายความว่า แยกกายแยกจิตให้ชัดเจน ถ้าแยกกายแยกจิตไม่ชัดเจน ก็ปนเปไป ชีวะกับสรีระ

สรีระ เป็น รูป คำว่าสรีระ ไม่เกี่ยวข้องกับนามธรรม ไม่มีนามธรรมเข้าไปร่วมด้วย เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง มันไม่มีความรู้สึก ที่เรียนรู้ให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง ให้เป็นอนัตตา ก็เห็นได้เข้าใจได้ แต่ไม่เข้าเป้า ตรงที่ไม่รู้ว่ามันไม่ใช่กาย มันเป็นส่วนนอกกาย (พหิทา รูปานิ) คือรูปภายนอก เราต้องอ่านรู้เข้ามาสู่รูปภายใน (อัชฌัตตัง) มันซ้อนที่ รูปภายใน ขั้นกามาวจร เป็นสภาพภายนอก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส จมูกได้กลิ่น กายใน ตับไต ไส้พุงก็เป็นสรีระ เป็นกายของเรา แต่ผม ขน เล็บ ฟันหนัง ไม่ใช่กาย จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย คือ จิต คือมโน คือวิญญาณ

ถ้าไปถาม สาวไฮโซ เขารักเล็บไหม? เล็บของฉัน ต้องไว้ยาวทั้งที่ตัดทิ้งไปก็ไม่รู้สึก แต่เขาว่าของฉัน เขารักผมเขานะ แล้วแต่เขายึด ของข้าใครอย่าแตะ ดีไม่ดีก็ประกันไว้ ประกันผิวหนัง ประกันส่วนต่างๆ อย่าง ไมเคิล แจคสัน เขาทำสำเร็จเลย จนผิวตนเองขาว มีลูกก็ผิวขาวด้วย

คนเราแม้แต่ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนังก็หวงแหน เขาได้กาม ได้โลกธรรมมาบำเรอชีวิต ก็คือคนโลกีย์ธรรมดาๆ คำว่า ชีวะ สรีระ อัตตา อนัตตา เขาก็ไม่รู้ กายเขาก็ไม่รู้ ถ้าไม่รู้กาย จะไปปฏิบัติกายคตาสติก็ได้แต่ย่างหนอเดินหนอ ก้าวหนอ แค่นั้น แม้ที่สุด ปฏิบัติธรรมต้องไม่ขาดกาย จะเข้าภวังค์อานาปานสติ เขาก็ไปนั่งดูหายใจเข้าออก เท่านั้น

สมณะเดินดินว่า… ปรัชญาเมื่อวานนี้ ที่พระพุทธเจ้าว่า เราต้องถอดเกือกออกจากเท้าให้ได้ก่อนถอดกายออกจากจิต เวลาอาตมาจะไปที่อื่น เอารองเท้าไปด้วย แต่พอจะลงแล้วก็รองเท้าหายทุกที เพราะไม่คุ้นกับรองเท้า ไม่สำคัญมั่นหมายว่ารองเท้านี้จะสวยหรือไม่สวย เราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่ามันเป็นกาย พ่อครูอธิบายว่า ความเป็นกาย เกิดเมื่อนามธรรมเข้าไปเกี่ยว เอื้อมไปถึง เหมือนกับรองเท้าที่ไม่ได้มีความเป็นเราเป็นของเรา สักแต่ว่าใส่ เราไม่ได้สำคัญมั่นหมายไม่หวงแหนยึดถือ รองเท้าก็สักแต่ว่ารองเท้า แต่ว่า เมื่อไหร่ นามธรรมเราไปยึดว่ารองเท้านี้ ถูกสเปค ก็จะมีความเป็นเจ้าของ คำว่ากาย คำว่าชีวะก็เกิดขึ้น แต่ว่าถ้าสักแต่ว่ารองเท้าก็ไม่เกี่ยวกับชีวะ เหมือนเวลาจะไปวัด จะขอนิพพาน แต่ว่าก็ขออะไรอย่างอื่นมาก ขอให้ร่ำรวยได้ลาภยศ ไปด้วย ซึ่งมันไปไม่ได้กับนิพพานเลย

พ่อครูอธิบายนิพพานจากปัจจัยเล็กๆ เช่นนิพพานจากบุหรี่ เราก็จะไปทำนิพพานกับปัจจัยอื่นๆ ด้วย อย่างวิญญาณที่เสียงมากระทบหู นี่คือวิญญาณที่ควรทำความเข้าใจ ไม่ต้องไปรู้วิญญาณหลังตาย เช่นถามว่าตอนนี้คุณมีวิญญาณหรือไม่ แล้ววิญญาณคุณอยู่ตรงไหน ? เขาก็ตอบไม่ได้ แล้วตอนตายไปจะหาได้อย่างไร? พ่อครูพยายามให้เราเข้าใจกาย เป็นตัวที่ถอดรหัสกายจึงจะเข้าใจอย่างอื่น

พ่อครูว่า … คำว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง จริงๆ พระพุทธเจ้าตอบได้แน่ แต่คนเราเข้าใจคำว่า กาย ไม่ได้ ท่านจึงต้องมาสอนเรื่องกาย แล้วให้ปฏิบัติกาย จึงจะเข้าใจชีวะ กับสรีระ

แม้ดินน้ำไฟลม หรือผมขนฟันหนังเล็บ เพชรนิลจินดาก็ไม่ใช่กาย เราจะแยกชีวะ สรีระก็ได้จะตอบทันทีก็ได้ แต่คุณจบหรือไม่ ได้อะไรขึ้นมา สรีระหรือชีวะ จึงต้องพิจารณาจากคำว่า กาย ทั้งหมด

เริ่มต้นพระพุทธเจ้าให้รู้จักสักกาย ให้ปฏิบัติกายคตาสติ ปฏิบัติ รู้ กายสังขารรังปฏิสังเวที ก็ทำให้สงบรำงับ พวกหลับตาปฏิบัติเข้าใจกายผิด พอไปนั่ง ทำอานาปานสติ ก็ทำกายสังขารัง ปัสสัมภยัง (ทำให้สงบรำงับ) เขาก็ทำให้กายสงบ อย่างที่เขาเข้าใจ แล้วจะดับชีวะก็ทำให้ชีวิตนี้ตาย เมื่อดับชีวะได้ก็หยุด ก็ไม่มีความเกิดในโลก ก็หยุดหมุน แต่ถ้าดับความเกิดของจิตวิญญาณได้แล้ว แล้วจิตวิญญาณร่วมอยู่กับกาย เบื้องต้นที่สุดแห่งพรหมจรรย์คือโลกอบาย โลกต่ำที่สุด ที่รู้จักความจริงด้วยความเป็นจริง เราจะดับชีวะที่ทำให้หมุนเวียนในโลกอบาย คุณดับกิเลส จนกิเลสดับ โลกมันก็ยังมีวนอยู่ แต่โลกนิโรธ คุณดับกิเลสในชีวะของความเป็นโลกได้ เพราะดับสมุทัยได้ แล้วโลกนิโรธก็ยังมี แต่โลกก็ยังมี เป็นโลกสะอาด เป็นโลกโลกุตระ เหนือโลก โลกอบายทำอะไรคุณไม่ได้ คุณก็เห็น เกี่ยวข้องได้

ต่อจากโลกอบายมีโลกต่อๆ มา คุณก็ลืมตาในกามาวจรนี่แหละก็ดับต่อมาอีก เป็นลำดับ ดับอบายหมดแล้ว จนหมดกามมาวจร สิ่งต่ำคืออบายหมดไป คุณก็ยังอยู่กับโลก แต่สัตว์อบายเราตายเกลี้ยงแล้ว คุณมีโลกนิโรธ แล้ว คุณไม่มีแล้ว ย่อมไม่มี แต่คุณก็ยังมี เราดับชีวะของสัตว์อบายได้ เราต้องมีปัญญารู้สัตตาโอปปาติกา ที่มีชีวะ ไม่ใช่ไปหลงในสัตว์นรกที่เป็นตัวตน แต่เข้าไม่ถึงนามธรรม ก็เลยกำจัดความเป็นสัตว์ไม่ได้

เบื้องหน้าแต่ตายแล้วมีอีกไหม? หรือไม่มีอีกไม่เป็นอีก ถ้าเราดับสัตว์นั้นได้ เราจะไม่สงสัยเลย ไม่หลงเลยว่า ชีวะ เป็นร่าง ก็ไม่ใช่ หรือจะไปศึกษาแต่สัญญาภายในก็ไม่ใช่ความจริง เป็นแต่ความจำ ความจริงนั้นต้องมีสัมผัสภายนอก แล้วต่อเนื่องอ่านถึงสัตว์ภายใน เราทำลายสัตว์ภายในได้ ให้มันตาย ตอนเราเป็นๆ มีชีวิตอยู่นี่แหละ ความตายนั้นเป็นความตายที่เป็นได้ยาก แต่คุณทำให้มันตายได้

แต่ถ้าไปนั่งหลับตาให้จิตคุณตาย ดับ แล้วคุณจะไม่รู้จิตเมื่อกระทบภายนอกแล้ว กิเลสตายหรือไม่? แต่ถ้าปฏิบัติอย่างสมาธิลืมตาตอนเป็นๆ ก็จะรู้ได้ทันที อย่างปัจจุบันธรรม แต่ถ้าเอาแต่หลับตาไม่มีผัสสะ จะไม่รู้ได้เลยว่า มันตายจริงหรือไม่ พระพุทธเจ้าให้รู้จากความจริงไม่ใช่เดาตามตรรกะ คาดว่า มันต้องตาย สิ เราสะกดมันได้ขนาดนี้ ไม่ใช่ เราต้องทำให้ตายอย่างวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ 3 กาละ ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคตก็สูญ จะสัมผัส โลกธรรมแรงขนาดไหนก็ตาม ก็ยืนยันได้ว่าตายแน่ๆ ไม่มีการฟื้น อันนี้เป็นคำตอบที่จริงที่สุด แล้วคนอื่นจะรู้ได้ง่าย แต่ว่าถ้าเอาแต่ตนเองไม่เกี่ยวกับใคร ใครจะรู้จะเห็นได้ด้วย

เราก็รู้ว่า ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อย่างนั้น เราก็อ่านรู้ชีวะของสัตว์ว่ามันตายลงไปหมดหรือไม่ เราอ่านที่เวทนา ในธรรมะสอง ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) คำว่า ภวันติคือทำให้เกิดผล ดับเวทนาที่เป็นส่วนที่ควรตัด ควรดับ ให้ไม่มีเพื่อนสองให้ได้ คุณก็จะรู้ว่าชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง เราดับชีวะที่ควรดับได้ก็จะรู้เลย

( 1 ) ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ ข้อนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตรความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ (พระไตรปิฎก เล่ม 13 ข้อ 152 )

( 2 ) ดูกรวัจฉะ พวกปริพาชกผู้ถือ ลัทธิอื่นย่อมตามเห็นจักษุว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็น หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อพวกปริพาชก ผู้ถือลัทธิอื่นถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงพยากรณ์อย่างนี้ ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็ หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูกรวัจฉะ ส่วนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมทรงพิจารณาเห็น จักษุว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ย่อมทรงพิจารณาเห็น หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ ว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อตถาคตถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงไม่ทรงพยากรณ์อย่างนี้ ว่า โลกเที่ยงก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 18 ข้อ 792 )

พ่อครูว่า … เขาไม่ได้ศึกษาปฏิบัติอย่างมีผัสสะ ตากระทบรูป ชอบไม่ชอบ หูกระทบเสียง ชอบไม่ชอบ ลิ้น จมูก กาย กระทบแล้วเกิดอารมณ์หรือเวทนาสองอย่างไร เขาไม่ได้สัมผัส ซึ่งใครก็สัมผัสเหมือนกัน เขาก็รับรู้สึกเหมือนกัน และมีที่ไม่เหมือนกันก็ตรงชอบไม่ชอบ คุณไม่ได้อยากได้สี รูป กลิ่นของมันนะ แต่คุณอยากได้ให้สมอุปาทานว่า มันหอม อร่อยดี ตามอุปาทาน ไม่ใช่เนื้อแท้เลย คุณไม่ได้ต้องการ ที่มีเนื้อหนังนี้ คุณเห็นฟักข้าว เห็นว่ามันแดงดีนะ คุณอยากได้แดงนี้ที่ผิวมัน แต่เมื่อผ่าเอาไปกินก็ไม่รู้ผิวที่มันแดงแล้ว

เวทนาหนึ่งเป็นทิพย์ อีกอย่างเป็นของมนุษย์ คุณไปหลงทิพย์โลกีย์ดาวดึงส์ ที่ความจริงมันไม่มี อาการ 32 สัมผัสแล้วก็เกิดความจริงตามจริง ไม่ได้มีอันที่ 33 หรือจะมีก็ได้ คือธาตุรู้ที่ไม่มีอุปาทาน ไม่ได้มีสิ่งที่หลงสิ่งที่ติดยึดนั้น แต่ถ้าไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา

พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ก็ … เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ถ้าแม้คุณมีบารมี ปฏิบัติขั้นต้นก็จะได้เร็ว พาสชั้นเอง แต่ว่าพวกไม่มีบารมี จะปฏิบัติเบื้องกลาง ปลายเลย อยากได้เร็วลัด มันไม่ได้หรอก คุณเกิดมายุคไหนก็ตาม ไม่ต้องหลงตนว่าบรรลุ ถ้าคุณเก่ง มีบารมีก็จะได้เร็วเอง อาตมาปฏิบัติมาตามลำดับทั้งนั้น

โลกกับอัตตา ต้องมาศึกษา จำกัดขนาด ปริตตัง จึงต้องเรียนรู้ความเป็นอัตตาตั้งแต่เริ่มกำหนดให้มาเรียนรู้กายเรียนรู้จิต หรือโลกหรือสังขาร ฯลฯ ที่อยู่ในตัวเราจริงๆ นี้ ไปตามลำดับ มาเรียนรู้ในขนาดจำกัดทีละขนาด เริ่มทีละน้อย ไม่ต้องมากเกินที่ควรแก่เราเองไปตามลำดับ [ขนาดจำกัดนี้ พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ ท่านแปลมาจากคำว่า ปริตตัง] หรือมาเรียนรู้ในกามมาวจรของเราเอง ตั้งแต่ขั้นต้นไปตามลำดับ [กามาวจรนี้ใน พระไตรปิฎกฉบับหลวง ท่านก็แปลจากคำว่า ปริตตัง]

ต้องกำหนดรู้ว่า เอาขนาดจำกัดต่ำๆ ก่อน เอาศีล 5 จำกัดที่โลกอบายก่อน อย่างพามาไม่กินเนื้อสัตว์นี่ จะมีความลึกซึ้ง ไม่ต้องเอาชีวิตอื่นมาเป็นชีวิตเราก็จะไม่ก่อวิบากแก่กันและกัน พวกเราก็เข้าใจไม่ทำ ก็อื่นๆ ที่จะมาเป็นอาหารมีมากมาย เยอะแยะไป จะเอาเนื้อสัตว์ ที่มีวิญญาณ ถูกฆ่าโดยคน โดยครบองค์ 5 ในการทำบุญแต่ได้บาป 5 ลำดับ ในชีวกสูตร ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า " ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา " (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า " ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ " สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5 . ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล. 13 ข. 60

อาตมาพยายามจะขยายความ แต่ยังไม่ถึง ที่ว่า โลก คือความหมุนวนของรูปกับนาม เรื่องสรีระกับชีวะนี่แหละ มันก็ปรุงแต่งเป็นชีวะ เป็นเหตุ สมุทัย ปัจจัย หมุนวนเวียน ขึ้นสวรรค์ลงนรกไม่รู้จบ ทำอย่างไรเราจะไม่ให้มันหมุนวนไปกับโลก เราจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นโลกต่างๆ นั้น และเข้าถึงความเป็นโลกต่างๆ นั้นได้จริงแล้ว ก็จะไม่สงสัย ไม่สับสน ไม่อวิชชาในความว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด

จะมีโลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งรู้จริงในความเป็นโลกว่า อะไรเที่ยง หรือไม่เที่ยง อะไรมีที่สุด และอะไรไม่มีที่สุด โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยงคืออะไรแท้จริง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุดคืออย่างไรอย่างจริงแท้

เพราะสามารถทำสมุทัยในความเป็นโลกให้ดับ (นิโรธ) ไปได้ จนกระทั่งเป็นโลก นิโรธสำเร็จ จึงรู้จักรู้แจ้งความมี (โหติ,อัตถิ) ความไม่มี(น โหติ,นัตถิ) ในความเป็นโลกต่างๆ ได้ด้วยสัจธรรมแห่งโลกุตระแท้ (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 43 )

แม้แต่ ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง ตถาคตหรือสัตว์หรืออัตตาเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (ย่อมมีอยู่) ตถาคตหรือสัตว์หรืออัตตาเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (ย่อมไม่มีอยู่) ตถาคตหรือสัตว์หรืออัตตาเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) ไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) ตถาคตหรือสัตว์หรืออัตตาเบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) ย่อมไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) ก็สามารถรู้แจ้งรู้จริงได้แจ่มแจ้งชัดเจนพร้อมกันไปด้วย จนถึงที่สุดบริบูรณ์ เช่น โลก 2 คือ เอกภพ นั้น 1 กับโลกจักรวาล นั้นอีก 1

1 . เอกภพ หมายถึง หนึ่งเดียวของทุกสรรพสิ่ง ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า ในมหาเอกภพ (A universe) นั้นคือ หนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง หมายความว่า ทุกสรรพสิ่งที่เป็นความมีทั้งหลายทั้งหมดของมหาจักรวาลรวมกันอยู่ เป็นหนึ่งเดียว..ไม่มีสอง และถ้ามี 2 ภาวะ 1 ก็คือ สูญ กับอีกภาวะ 1 นั่นคือ เกิดหนึ่งขึ้นมาในความมี ดังนั้น สูญก็คือ ภาวะไม่มีนิรันดร

2 . โลกจักรวาล หมายถึง ทุกสรรพสิ่งในโลกหนึ่งเดียว ก็จะเข้าใจได้ทันทีว่า ในโลกจักรวาล (Universal) นั้นคือ ในภาวะหนึ่งเดียวของสรรพสิ่งนั้น หมุนไป เวียนไป เป็นจักรวาล ซึ่งมีทั้งยึดกันอยู่ แยกกันไป มีภาวะทั้งหลายทั้งหมดที่เกี่ยวเกาะวนเวียนสัมพันธ์กันอยู่ด้วยความรวม และความพรากห่าง หรือจากกันไปเป็นความไม่มีในกันและกันที่สุด แม้ความรับรู้หรือธาตุรู้ที่เก่งวิเศษใดๆ ก็ไม่สามารถเห็นหรือไม่สามารถรู้จัก (รับรู้) ได้เลย หรือโลก 2 คือ โลกที่ไม่มีภาวะของชีวะ (อชีวิตินทรีย์) นั้น 1 กับโลกที่มีภาวะของชีวะ (ชีวิตินทรีย์) นั้นอีก 1

โลกที่ไม่มีภาวะของชีวะ หรือที่ภาษาบาลีว่า อชีวิตินทริย์ นั้น ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ในความเป็นโลกหรือองค์ประชุมของสิ่งตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป เคลื่อนตัวเองได้ หรือตั้งแต่ 3 สิ่งขึ้นไป หมุนรอบตัวเองได้ พาตัวเองวนเวียนไปอยู่ในมหาเอกภพ (unit,unification) คือ ในองค์รวมของสรรพสิ่งทั้งหลายอันนั้น ที่ปรุงแต่งกันอยู่เป็นสัดส่วนมีความเป็นตน เป็นของตนแล้ว และพากันหมุนเวียนไปอยู่นั้น ภาวะนี้ยังไม่มีความเป็นชีวะประกอบอยู่ด้วย มีแค่องค์รวม หรือองค์ประชุมของธาตุที่ไม่เป็นชีวะ (อุตุนนิยาม) เป็นอยู่เท่านั้น

ภาวะของอชีวิตินทรีย์นี้ แม้จะมีความร้อนความแรงความมีพลังมีอิทธิเดช มีอิทธิฤทธิ์ในด้านไหนสุดแรงสุดฤทธิ์ปานใดก็ตาม ทว่ายังไม่มีพลังงานของความเป็นชีวิตเลย ในภาวะขององค์ประกอบที่ยิ่งใหญ่นี้ แม้แต่เศษธุลีของละอองอินทรีย์นี่แหละคือ อชีวิตินทรีย์ เป็นอุตุนิยาม ทีนี้โลกที่มีชีวิตินทรีย์บ้าง คือ โลกที่มีภาวะของชีวะ หรือที่ภาษาบาลีว่า ชีวิตินทริย ์ นั้น ก็เข้าใจได้ทันทีว่า ในความเป็นโลกหรือองค์ประชุม ถ้ารวมกันตั้งแต่ 2 สิ่งขึ้นไป หากเคลื่อนตัวเองได้ในระนาบเดียวก็เป็นชีวะขั้นหนึ่ง เคลื่อนตัวไปมาได้แค่ในแนวระนาบ 2 มิติเท่านั้น ที่เคลื่อนตัวได้ในชนิดนั้น แต่ถ้าแม้นมีองศาแห่งมิติที่ 3 คือเริ่มมีภาวะที่ 3 เป็น 3 มิติขึ้นไป เริ่มแยกตัวออกเป็นมุม เริ่มมีองศาจาก 2 มิติ ก็จะเริ่มเคลื่อนเป็นวงวนเพิ่มจากความเคลื่อนที่เป็นแนวระนาบขึ้นมา หมุนรอบตัวเองได้ จะเริ่มเป็นวงรี พาตัวเองวนเวียนไปอยู่ในมหาเอกภพนี้ กล่าวคือ เป็นสิ่งหนึ่งในองค์รวมของสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ปรุงแต่งกันอยู่ ซึ่งเป็นสัดส่วน และมีความเป็นตนเป็นของตนแล้ว พากันหมุนเวียนไปอยู่ ภาวะนี้มีความเป็นชีวะประกอบอยู่ด้วย เป็นองค์รวม หรือเป็นองค์ประชุมของธาตุที่มีชีวะนับเป็นชีวะขั้นพืช (พีชนิยาม) ถ้าชีวะขั้นสูง ขึ้นไปอีกถึงขีดหนึ่ง ก็เป็นสัตว์ (จิตนิยามที่มีวิญญาณครอง และมีกรรมครอง) วิญญาณครองหรือกรรมครองนั้น หมายความว่า แม้จะตายสิ้นชีวิตผ่านแต่ละชาติไป วิญญาณคือพลังงานของความเป็นชีวิตที่ต้องรับสุข รับทุกข์ รับลำบาก รับสบายกันไปอีกของแต่ละชีวิต หรือวิบากกรรมของแต่ละชาติ ก็จะยังอวิชชา หรือโมหะในคนที่ยังไม่หมดสิ้นอวิชชา หรือโมหะ จึงจะโง่จะหลงสะสมติดยึดกันข้ามชาติต่อเนื่องไปมีผลต่อตนเอง หรือต่ออัตตาของสัตว์นั้นๆ ต่อไป ยังไม่สิ้นสุดลงได้ง่ายๆ

ในตัวเลข 1 ถึง 10 นั้น ถ้าเลข 3 สามเส้า จะเป็นแค่พีชะ แต่ถ้าเป็นเลข 4 เมื่อไหร่เริ่มเป็น จิตนิยามแล้ว

ส่วนโลก 2 ที่ได้แก่ โลกชีวะที่ยังไม่ถึงขั้นวิญญาณ มีแค่ รูป สัญญา และสังขาร (พีชนิยาม) กับโลกชีวะที่ถึงขั้นวิญญาณ มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ (จิตนิยาม) โลกชีวะที่ยังไม่ถึงขั้นวิญญาณ มีแค่ รูป สัญญา และสังขาร ที่บาลีว่า พีชนิยามนั้น มีแค่รูป สัญญา สังขาร รูปคือ มันมีภาวะองค์ประกอบของดิน น้ำ ไฟ ลมหมู่หนึ่ง ที่มีพลังงานชีวะระดับปรุงแต่ง หรือสังขารกันอยู่ ชื่อว่าพีชนิยาม เป็นพืชพันธุ์ชนิดหนึ่ง มันก็จะต้องดำรงเผ่าพันธุ์ของมันเองให้เป็นไปได้ รูปเป็นวัตถุธรรม เป็นภาวะที่ให้นามธรรมอาศัยได้ หรือเป็นภาวะที่ให้นามธรรมสัมผัสรู้จักรู้แจ้งได้ แต่รูปเองไม่สามารถรู้อะไรได้ แม้จะเป็นนามรูปก็เป็นแค่เป็นนามธาตุอยู่ในตนเอง ที่ให้ธาตุรู้อื่น เข้ามารู้เอาได้เท่านั้น

มีคนถามว่า ทำไมห้ามพระขุดดิน ตัดพืช.... อาตมา ว่า มันเป็นสังคมศาสตร์ คนเป็นสัตว์โขลงต้องพึ่งพากัน นักบวชศาสนาพุทธอยู่กับสังคม แต่ถ้าขุดดินได้ พรากพืชได้ก็จะอยู่กับป่า แต่ถ้าคุณต้องมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น คนอื่นเขาเลี้ยงคุณไว้ คุณจะอกตัญญูเขาไม่ได้ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของมนุษยชาติ ไม่ใช่ศาสนาฤาษี มีเงื่อนไขที่คุณเอาจากเขาแต่น้อย แต่ทำประโยชน์ต่อเขาให้มากกว่า คุณก็มีแต่กุศลไม่เป็นอกุศล

ใน อัมพัฏฐสูตร ว่า ไว้ ว่าไม่ให้หาอาจารย์ในป่า มันเป็นเรื่องสังคมศาสตร์ เป็นทางเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน และเป็นทางเร็วที่สุดเพราะมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีด้วย แต่ถ้าอยู่แล้วคุณไม่ขี้เกียจ ขยันทำให้เขามาก เขาก็ยกย่องบูชาคุณ แต่ถ้าไม่อยู่กับหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีก็ไม่บริบูรณ์ และคนก็เป็นประโยชน์ต่อคนนี่แหละยอดที่สุด จะไปมีประโยชน์ต่อป่า มันก็ไม่ได้ประโยชน์เท่าการอยู่กับคน เพราะคนเป็นตัวทำลายป่า เรามาช่วยคนไม่ให้ทำลายป่าดีกว่า คนนี่ทำลายอย่างอื่นอีกมากมาย พวกเราสอนไม่ให้ทำลายสัตว์ก็ช่วยได้มากเลย เป็นเรื่องจริงเรื่องสูงเลย ถ้าไม่ทำลายชีวิตสัตว์สังคมก็ไม่เดือดร้อน

พุทธเป็นศาสนาสังคม ต้องอาศัยผัสสะ ในเมืองมีผู้หญิง ผู้ชาย มีจริตจก้านมากกว่าเสือสิงห์กระทิงแรดในป่าเยอะ จึงทำให้เราขุดกิเลสออกมาล้างให้สิ้นเกลี้ยงได้ หมดกิเลสแล้วก็อยู่ในสังคมต่อช่วยเขาต่อ

ส มณะเดินดินว่า ... เราฟังเรื่องโลกต่างๆ สิ่งที่เราจะต้องมาปฏิบัติ ฌานของพุทธ ต้องมาเรียนโลก และอัตตา ที่ต้องล้างโลก ล้างอัตตาที่อยู่ในโลกนี่แหละ อย่างพวกสายปฏิบัตินั่งมาเก่งๆ มาอยู่กับเราก็เห็นว่านั่งพลิกไปพลิกมา แต่พวกเรานั่งฟังธรรมสองชั่วโมง บางคนไม่พลิกเลย นี่คือการมีฌานมีสมาธิลืมตา แต่อย่างสมาธิหลับตา เขาไม่สามารถมาจดจ่อกับอะไรได้ เพราะเขาต้องไปนั่งหลับตาจึงจะได้ฌานฤาษี แต่ที่พ่อครูสอนนี้มาทำไปตามลำดับขั้น ล้างโลก ที่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไปตามลำดับ ส่วนอัตตานั้น พวกเราลดโอฬาริกอัตตามาแล้ว แต่อรูปอัตตา เช่นการยึดดีนั้นยากที่เราจะเข้าใจจะเห็นได้ แต่ก็พอรู้เลาๆ ว่าถ้าไม่ยึดตรงนี้มันสบายกว่า ก็ค่อยมาเรียนล้างโลกล้างอัตตากันไป อยู่กับของจริงไม่ต้องมานั่งเดาเอา เราคิดว่าเราดีนี่แหละ แต่คนมาว่าเราไม่ดี นี่เราก็จะได้เรียนรู้ลดอัตตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน