580420_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก มนุษย์ประเสริฐพัฒนาคือเช่นใด.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580420_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ปฐมอโศก มนุษย์ประเสริฐพัฒนาคือเช่นใด
อ.กฤษฎา … วันนี้วันที่ 20 เมษายน 2558 ที่ปฐมอโศก เป็นที่รู้กันว่า ช่วงปีใหม่ไทยนี้ชาวอโศกจะจัดงานตลาดอาริยะ ซึ่งผมก็จะนำประเด็นจากตลาดอาริยะมาถามพ่อครู ปีนี้ผมดูข่าว อื่นๆ ที่อีสานจะมีงานบุญผะเหวด คืองานฉลองพระเวสสันดรกลับเข้าเมือง ผมดูว่า ทั้งสองงานเป็นสิ่งเดียวกันไหม? คือพระเวสสันดรเป็นชาติสุดท้ายใน ทศชาติของพระพุทธเจ้า ทำให้ผมคิดว่างานตลาดอาริยะคืองานที่ให้เราไปฝึกฝนการให้ใช่หรือไม่?
ปีนี้มันแปลกคืองานตลาดอาริยะใหญ่ขึ้นมีถึงสองฝั่ง ภาครัฐ ภาคท้องถิ่นก็มาร่วมกับเรา เราภูมิใจว่างานใหญ่ขึ้น มีคนมาร่วมมากขึ้น แล้วทำอย่างไรจะให้เป็นความภูมิใจที่เป็นธรรมะไม่ใช่แบบโลกีย์ที่แค่ดีใจว่า มีคนยอมรับเรามากขึ้น แล้วการให้อย่างไรจะนำไปสู่บุญหรือกุศล
ช่วงประเพณีไทย แต่ละบ้านก็ไปทำทานทำบุญแล้วนำภาพแชร์ไปในเฟสบุค แล้วการทานหรือการทำบุญแท้จริงควรเป็นอย่างไร แล้วจะเป็นการขจัดตัวตนได้อย่างไร?
พ่อครูว่า … ฟังคำถามแล้ว ถ้าเราจะไปพูดถึงเรื่องความสำคัญทางสังคม เรื่องของที่เราจัดงานแล้วเกี่ยวกับประชาชน ก็คือเขาก็ควรได้รับการเกื้อกูลช่วยเหลือ จนโยงใยถึงทางจังหวัด ทางรัฐก็อยากจะมาเห็นว่า ดีเหมือนกัน มาร่วมมือ ซึ่งพฤติกรรมสังคมนั้น สำหรับชาวบ้านเขาดีใจพอใจนะ เราก็ได้ช่วยเหลือเขาเท่าที่เราทำได้ มันก็ได้มากขึ้น เติมงานมากขึ้น ปีนี้สินค้าแทบจะเพิ่มกว่าปีที่ผ่านมาถึงสองเท่า หนักเหน็ดเหนื่อย ทางพระ ทางจังหวัดก็เข้าใจเชื่อมโยงมา
อาตมาจะอธิบายภาคของจิตก่อน เราทำตลาดอาริยะมา 36 ครั้งแล้ว เรานับปี อาตมาจำปีแรกได้คือปี 2523 แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ แล้วปี 2524 ก็จัดที่ราชธานีอโศก เราทำตลาดอาริยะเพื่อจะขัดเกลาจิตใจของพวก
อ่านต่อ
เรา อันนี้เป็นประเด็นหลัก แต่ส่วนที่จะช่วยประชาชนเป็นประเด็นรอง ประเด็นหลักคือทำให้เกิดบุญ เราทำทานนี้ให้เกิดบุญ บุญกับทานไม่เหมือนกัน บุญกับกุศลก็ไม่เหมือนกัน
ทาน คือการให้ออกไปจะเป็นแรงงานวัตถุ ความคิด อัตตาตัวตนก็ให้ออกไป
บุญ คือการชำระกิเลส อันนี้เขาเข้าใจคำว่าบุญผิดเพี้ยนไปนานมาก ไม่ได้เข้าใจคำว่าบุญคือการชำระกิเลส แต่ไปเข้าใจว่าบุญคือทาน แล้วได้ผลเป็นกุศล การให้อะไรก็แล้วแต่เขาก็ให้ไป แต่ไม่ได้ให้อัตตา ไม่ได้เอากิเลสออกไปจากตัวเอง นี่คือการทำบุญ การจะมีปัญญาแล้วสามารถทำได้ว่า เราสามารถทำทานแล้วเอากิเลสออกได้ ทานนั้นเกิดบุญ แต่ทานนั้นถ้าไม่เอากิเลสออกก็เป็นกุศล แต่ถ้าทานแล้วไม่เอากิเลสออกไม่เป็นบุญ จะทานมากมายขนาดไหนก็แล้วแต่ ที่เขาบอกว่าทำบุญใหญ่ ยิ่งมากทำทานเป็นร้อยล้านพันล้านนั้นเขาทำทานวัตถุแพงขึ้น แต่ใจเขาไม่ได้สละออกใจไม่ได้ลดโลภ เขาไม่ได้ทำจิตของเขาให้ลดโลภลง คนทำทาน 10 บาท แต่ตั้งจิตเอาแสนเอาล้าน อย่างเจ้าสัวที่เขาว่าไปทำทานกับธรรมกายแล้วจะได้วิมานชั้นฟ้าใหญ่มาก สูงกว่านี้ จิตเขาโลภเพิ่มแน่ ตะกละเพิ่ม ไม่ได้ทำทานเพื่อเสียสละ ลดโลภ เป็นการลงทุนทางจิต ส่วนวิมานนั้นเขาไม่รู้จริง เขาหวังวิมานก็คือเขาได้นรกไปด้วย นรกกับวิมานคืออันเดียวกัน ยิ่งทานมากเท่าไหร่จิตเขายิ่งหวังมากเท่านั้นโลภมากกว่าเก่าอีก ได้แต่บาปคือกิเลสหนาขึ้น เขาทำทานจึงไม่ได้บุญ ไม่มีผลละ ละหน่ายคลายจางกิเลส เพราะผู้สอนมิจฉาทิฏฐิ ไม่รู้แม้แต่ทานที่สัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าตรัสถึงทานว่าต้องมีผลลดกิเลสจึงสัมมาทิฏฐิ แล้วถ้าทำทานแล้วทำใจในใจ หรือมนสิการ ให้ลดอาการโลภ หรือตั้งให้ถูก อฐิษฐาน ว่าให้นะ ตั้งจิตว่าให้นะ แล้วถ้ายิ่งรู้ว่าใจเรามีอาการเอามาเป็นเราไว้ หรือเอาออกไป ถ้าเข้าใจอาการใจแล้วทำได้ถูก ก็โยนิโสมนสิการถูก แต่ไม่ได้สอนให้ทำใจให้ถูก ก็จะทำทานแล้วได้บาปหนักกว่าเก่า ทานทีไรบาปเพิ่ม ชาติหน้าเราต้องได้ อนาคตเราต้องได้มาก กิเลสก็ยิ่งหนาหนักตกผลึกเพิ่ม คือนัตถทินนัง มิจฉาทิฏฐิ ข้อที่ 1
อ.กฤษฎา … เขาก็มักคิดว่า ยิ่งให้ก็ยิ่งรวยขึ้น เจ้าสัวรวยขึ้นเพราะได้ให้ แล้วความเจริญคืออย่างไร?
พ่อครูว่า … การเจริญคือการได้ลดกิเลส แล้วการให้แล้วรวยขึ้นไม่ได้บ่งชี้ความเจริญ ถ้าให้แล้วเจริญคือรวยขึ้น พระพุทธเจ้าก็โง่สิที่ทิ้งทรัพย์สมบัติหมดสิ พระเวสสันดรก็โง่สิที่ให้หมดแม้แต่ลูกเมียก็ให้ไปหมด ดังนั้นสมบัติวัตถุไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ความเจริญ
ความเจริญทางวัตถุไม่ใช่ความเจริญที่แท้จริง ขอกล่าวถึงในหลวงว่า ท่านบอกให้เอาแบบคนจน อย่าไปเป็นมหาอำนาจทางเบ่งข่มด้วยวัตถุ ก้าวหน้าอย่างนั้นในหลวงว่า คือการถอยหลังอย่างน่ากลัว เราไม่เอา ในหลวงเราตรัสตามพระปัญญาธิคุณ เป็นเรื่องที่คนเข้าไม่ถึง โลกแห่งความมีวัตถุสมบัติ ไม่ใช่การชี้บ่งความเจริญก้าวหน้าพัฒนาอะไรเลย
คนที่จะพัฒนาคือต้องมีคุณสมบัติ เช่นนี้ 1 . คนไม่เป็นหนี้ใดๆ ได้เลย สัตว์เดรัจฉานกู้หนี้ยืมสินไม่เป็น คนที่เป็นหนี้เป็นสินโง่กว่าเดรัจฉานทุกคน 2 . พึ่งตนเองรอด คือเราขยันหมั่นเพียร สุจริต เลี้ยงตนรอด โดยไม่กู้ไม่ยืมของใครมา 3 . สร้างผลิตให้เหลือมากกว่าตนกินตนใช้ ได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี 4 . สะพัดสิ่งที่เกินที่เหลือให้คนอื่น
จะขายก็ขายต่ำกว่าทุน การขายมากกว่าทุนเป็นเชิงเอาเปรียบ เราขายขาดทุนได้ เพราะมันเป็นส่วนเกินจากที่เรากินใช้ เราผลิตได้มาก ไม่ต้องคิดราคาตลาด เราจะขายให้ต่ำลง ให้ฟรีได้ยิ่งดี
อ.กฤษฎา... ตอนนี้มะนาวลูกละ 10 บาท เกิดผมปลูกมะนาวได้มาก ก็นำไปให้เขา เขาจะดีใจมาก ความโลภกับจินตนาการคือตัวหลอก
พ่อครูว่า … ความเจริญประเสริฐของมนุษย์ไม่ได้บ่งชี้ด้วยความรวย แต่คนรวยแล้วก็เอาเงินไปออกดอกออกผลให้ได้กลับมามากที่สุด Maximize profit ก็คือได้บาป คนคิดทฤษฎีนี้ก็บาปแต่ต้น แล้วคนเอาไปใช้ทำบาปเพิ่มอีก
คนถ้าไม่งอมืองอเท้า พึ่งตนรอด แล้วไม่เป็นหนี้ ก็คือคนเจริญแล้ว
อ.กฤษฎา...วันนี้คนถูกหลอกด้วย ภาษาคือ GDP
พ่อครูว่า … อันนี้บาปมาก เพราะว่า มันเป็นผลผลิตมวลรวมของประเทศ คือคุณผลิตอะไรได้ก็แล้วแต่ เสร็จแล้ว แม้ว่า GDP จะได้มากแล้วแบ่งกินแบ่งใช้ทั่วประเทศไทยอันนี้เจริญแท้ แต่เขาไม่คิดเช่นนี้ เขาเอาว่า ผลิตได้มากเท่าใดแล้วเอาไปขายประเทศอื่นเพื่อได้กำไรมากขึ้น นี่คือได้ GDP เพิ่ม อาตมาว่าการไปได้เปรียบเขามากเท่าใดแล้วคิดว่าเจริญคือมิจฉาทิฏฐิ
ถ้าสร้างผลผลิตมวลรวมประเทศไทยได้มากๆ แล้ว ก็เผื่อแผ่สู่ประเทศที่เขาขาดแคลน เราก็ให้ฑูต เราไปดูว่าประเทศไหนขาด เราก็เอาไปขายขาดทุนหรือแจกให้ เราไปขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เราเสียนี่แหละคือเราได้นี่คือ GDP แท้
อ.กฤษฎา … ผมนึกถึงเหตุการณ์ซึนามิในญี่ปุ่น ที่คนไทยมีน้ำใจให้คนญี่ปุ่น ทำให้เกิดมิตรภาพมากมาก
พ่อครูว่า … ที่ไหนก็เป็นเช่นนั้น การได้เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันคือสิ่งที่ควรทำ ควรสร้างคนให้เป็นเช่นนี้ ในหลวงว่า เราก็ไม่ต้องไปแข่งรวยกับเขา เราก็พึ่งตนเองรอด มีเหลือกินเหลือใช้ แนวคิดนี้คนถึงรับได้แล้วให้รางวัลในหลวงเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง เราต้องศึกษาเรื่องนี้ ไทยเรามีต้นขั้วของศาสนาที่ดี ในหลวงก็มีพระราช concept ของท่านเช่นนี้ สุดยอดแล้ว แต่คนรับสนองพระบรมราชโองการ ทำไม่ขึ้น เพราะศาสนาพุทธไม่เป็นโลกุตระ เป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้แต่ ทานข้อแรกของสัมมาทิฏฐิก็ไม่ลดโลภ ก็เลยล้มเหลว ไม่ว่าทางรัฐหรือธุรกิจก็ล้มเหลวทั้งประเทศ ไปเป็นทาสทุนนิยม แล้วไปยินดีกับการได้มาก เอาเปรียบได้มาก จนรวยก็ไปยกย่องเชิดชูกันแต่คนรวย คนจนที่ซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบ กลับไม่ยกย่องเชิดชู กลับไปยกย่องอบายมุข บันเทิงกีฬา นี่คืออบายมุขจัดจ้านแรง แล้วนายทุนส่งเสริม เพราะคนเสพมีมาก ไปขูดรีดเงินได้มาก สังคมก็จมด้วยอวิชชา
เขาหลงรวย หลงอบายมุข สนุกเพลิดเพลินว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์ควรได้ กระหน่ำเพื่อครอบงำความคิดมอมเมาอารมณ์ความคิดหนัก พูดไปแล้วเขาชังนะ ที่อาตมาพูดนี่ อาตมาก็ชัดเจนว่าโลกล้มเหลวใกล้กลียุคทั้งโลก เราจะไปตามทำไม เราต้องทำแบบพระพุทธเจ้า แบบในหลวง สอน แม้แต่วงการศาสนาเถรสมาคมก็ไม่ได้พัฒนาโลกุตระ อาตมาเปิดเผยโลกุตระกลับถูกเหยียบย่ำ อาตมาทุกวันนี้ยืนหยัดสัจธรรมแล้ว อยู่ได้ด้วยธรรมรักษา แต่เขาไม่กล้าเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เขายึด ด้วยสีลัพพตุปาทาน มีแต่อัตตวาทุปาทาน ไม่สามารถตามเห็นอัตตา ไม่พ้นอัตตาได้
อ.กฤษฎา.. การรับอย่างไร จึงถือว่าเป็นการรับที่ได้บุญ คนจะสอนกันว่า เวลาเขาให้อะไรเรา เราก็ควรรับอย่างจริงใจบริสุทธิ์ใจ เช่นเวลาพ่อแม่สอนลูก ลูกก็ควรตั้งใจรับ พ่อครูว่า … คำว่าตั้งใจรับนี่ต้องมีปัญญาร่วม ว่าเราเป็นผู้ได้มานี่ เขาให้มานี่ เราเป็นผู้เอานะ เราจะต้องเป็นหนี้นะ นี่ถืงเรียกว่า หนี้บุญคุณ เราต้องระลึกถึง หนี้บุญคุณ แล้วอีกอย่าง ถ้าเราทำจิตใจเราเป็น ถ้าเขาให้มาแล้วเราก็ดีใจ พองใจ ย่ามใจ ชอบใจ หวงแหนขี้เหนียวโดยไม่สำนึกว่าเขาให้เรา เราควรละอายว่า เราควรให้เขาบ้าง การตอบแทนคืนเราก็ควรทำ และที่ดีเราก็ควรตอบแทนเขากลับไปให้มากกว่าอีก เราต้องรู้ว่าเราเป็นผู้รับนี่เรายังไม่ประเสริฐนะ เราจะต้องเป็นผู้ให้บ้าง แต่ถ้าตอนนี้คุณยังให้วัตถุไม่ได้ คุณต้องทำใจให้ โดยเอาความโลภออกไป เรารับมานี่ใจเราควรนึกถึงว่าเราควรให้เขาคืน หรือเราก็เอาสิ่งที่เขาให้ไปให้ต่อในเนื้อนาบุญ ถ้าทำใจอย่างนี้ก็คือเราทำกุศลเพิ่ม
เช่น การจัดตลาดอาริยะ เขาก็ว่าเป็นการทำให้คนโลภมากขึ้นหรือไม่? อันนี้ลึกซึ้งมาก เราทำมา 36 ปี เราสามารถตอบคำถามนี้ได้ ว่าไม่เกิดกิเลสโลภเพิ่ม เพราะจำนวนคนมารับบริการ ไม่ได้มีพฤติกรรมโลภมากขึ้น แต่เป็นการทับทวี ปฏิภาคทวีที่เขามีสำนึกมากขึ้น เขาลดความโลภของเขาบ้างเป็นปีแต่ละปีผ่านไป แต่ถ้าคนโลภมากขึ้นๆ ทำมา 36 ปี เราจะรับไม่ไหวหรอก แต่นี่เราก็จัดได้ดีมากขึ้น เขาซื่อสัตย์สุจริตมากขึ้น
มันเป็นเช่นนี้เพราะอะไร ? … เพราะเรามีมวลแห่งพฤติกรรมต้นทุน คือผู้เป็นพ่อค้าแม่ค้า แสดงความเสียสละด้วยจริงใจ ทั้งวัตถุและพฤติกรรม คนมารับก็พอรู้ได้ คือเราเสียสละทั้งกาย วาจา ใจ แล้วมวลกลุ่มเรามีสนามแม่เหล็กแห่งการเสียสละ รูปธรรมอันนี้มากพอที่เขาจะรับได้ แต่ถ้ากลุ่มอโศกมีน้อยกว่านี้ ผลก็จะไม่ชัด รูปก็จะไม่ชัด หรือชาวอโศกเส ี ยสละจริงเล็กน้อย แต่ว่าอันอื่นไม่เส ี ยสละจริงมาหลอก คนก็จะรับรู้ได้ แต่ไม่ใช่ เพราะชาวอโศกเสียสละจริงทางกาย วาจา ใจ ก็เกิดพฤติกรรมสังคมที่เกิดการให้ เราให้แบบไม่ใช่ประชานิยม คือเราทำจริง และเวลานานแล้ว 36 ปีแล้ว ปีไหนเราจะเอาคืนก็ไม่มี เขาก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งนานปีเราก็มั่นคงเพิ่มขึ้น เรามีการรวบรวมไปเสียสละได้มากขึ้นอีก แล้วคนรับก็มีน้ำใจมากขึ้น
นี่คือพฤติกรรมสังคมที่เราเก็บข้อมูลได้ ถ้าใครมาเก็บข้อมูลตลาดอาริยะของเรา ทำไป 5 ปีเลย ได้วิทยานิพนธ์เศรษฐศาสตร์สำคัญเลย แล้วเรามีตัวอย่างให้เก็บข้อมูลได้เลย แล้วตลาดอาริยะเรามีแบบย่อยอีกหลายที่
พูดไปไม่ใช่เราคุยตัว แต่พูดถึงลักษณะจริงของสังคม เช็คได้เลยว่าเราเสียสละจริงหรือว่าหลอกล่อ ปีนี้นิมิตดีทางจังหวัดร่วมด้วย แต่เขาก็บอกว่าให้เราทำสัปดาห์ละครั้งได้ไหม?...เราก็ว่าไม่ไหวหรอก เราคนจน ไม่ได้สะสมเอาไว้ ในลักษณะที่เราทำจึงเป็นปรัชญา ทฤษฎี ของสังคมที่ยิ่งใหญ่
อ.กฤษฎา... ตลาดอาริยะคือ CSR ที่แท้จริง คือการตอบแทนสังคมที่แท้จริง เพราะตัวสินค้าตลาดคือสินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ก็คือการตอบแทนสังคม ไม่เหมือนกับที่เขาเอาผ้าห่มไปแจกแล้วออกข่าว
พ่อครูว่า … นี่คุณได้รับความนิยมเกินกว่าทุนที่ลงไปแล้ว แต่เรานำสิ่งที่เป็นจริง ไม่มอมเมาไม่เอาผลตอบแทนจากเขาเลย ไม่โฆษณาชวนเชื่อด้วย ของเราที่บอกออกไปไม่ถึงกับโฆษณา เราแค่บอกไปว่าเรามีงานแค่นี้ แค่นี้ก็เพียงพอกับจำนวนคนที่มางานเรา เราไม่จำเป็นต้องโฆษณาปรุงแต่งด้วยวิธีสารพัดให้คนหลงว่า น่าจะได้น่าจะไปรับบริการ แบบนั้นเราก็เข้าใจ แต่เราไม่ทำ เราก็แค่บอกไปว่าเรามีงานวันไหน เวลาไหน ลึกไปถึงจิต คือเราไม่ได้ต้องการเรียกเขามาเชือด แต่เราบอกไปว่าสิ่งนี้คุณควรได้ควรเอาไหม? ถ้าควรก็มาเอา เราจะช่วยให้ เรามีเจตนาแค่นี้ คนไม่เข้าใจมองผิวเผินว่าเราสร้างโทรทัศน์เพื่อโฆษณาตนเอง เพื่อให้ตนเองได้โก้หรู เราไม่ใช่เลย แม้มอตโต้หลักคือ ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง คนมองในแง่ร้ายก็ไม่มองหยั่งถึงสัจธรรม เขาจะไม่เห็นค่าของสัจธรรม
งานที่เราทำแต่ละปีเป็นงานสังคมนะ คนมารับบริการเกิดคุณค่ามากว่างานที่สนุกสนานบันเทิงอีกนะ แต่นักข่าวไม่เคยแยแสเลย กลับไปทำข่าวตลิ๊ดติ๊ดชึ่งมากว่า นี่คือภูมิปัญญาของคนทำข่าว ฤาข่าวอบายมุขน่าสื่อ กว่าข่าวความดีของคนดี
( 1 ) ขออภัยอย่างยิ่งด้วย จริงใจ จักกล่าวต่อนี้ไป ซึ่งถ้อย เป็นคำตำหนิไข จากเจต- นาแฮ หวังเพื่อเพียงถักร้อย หนึ่งน้อยความเห็น ( 2 ) เพราะเป็นยุคสื่อ แท้ เรืองฤทธิ์ ทำมนุษย์ให้วิปริต ซับซ้อน หลงอบายว่าวิศิษฎ์ วิเศษค่า สุดโต่งแต่ลึกย้อน ยั่วย้อมคนหลง ( 3 ) ก็คงมิใช่เชื้อ เจตนา แต่เพราะสังคมพา แน่แท้ ใกล้กลี ยุคยิ่งหนา ด้วยกิเลส จมอบายแอ่นแอ้ ยากล้นจะทนจะทาน ( 4 ) แต่งานสื่อจักต้อง พึงทำ หน้าที่ของสื่อจำ- กัดแล้ ว่าสารใช่อื่นสำ- คัญกว่า สารนั่นคือแก่นแท้ อย่าย้อมมอมเมา ( 5 ) หลงเอาแต่โลกตื้น ตามคน จมกับอบายมุขจน ทุกข์ซ้ำ เอากิเลสเป็นกล กลบแก่น ช่วยขย่มสังคมขย้ำ เพื่อขม้ำประโยชน์ตน ( 6 ) ข่าวคนมีให้เลือก นานา ข่าวกิเลสเต็มอัตรา ชอบย้ำ ข่าวชั่วก็เสาะหา มาสื่อ นักเฮย อบายมุขก็กระหน่ำปล้ำ ข่าวให้หวือหวา ( 7 ) แต่หาข่าวที่ย้ำ ความดี ให้ข่าวคนดีทวี ยากแท้ ไทยด้อยส่วนเสริมศรี ดังกล่าว อบายชนะความดีแพ้ ก็ฉะนี้แลนา.
สไมย์ จำปาแพง 1 ก.พ. 2558 [นัยปก เราคิดอะไร ฉบับ 296 ประจำเดือน มีนาคม 2558 ]
เขาไม่รู้จักเวทนาในเวทนา ไม่รู้จักมโนปวิจาร 18 ที่เป็นเคหสิตเวทนา ก็จะไม่รู้จักเนกขัมมสิตเวทนา เขาแยกไม่ออก เขาท่อง กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมได้ แต่ปฏิบัติไม่เข้าถึงสภาวะจริง ไม่เข้าใจจิต เจตสิก โดยเฉพาะคำว่า "กาย" ก็ไม่รู้ "เวทนา" ก็ไม่รู้ "จิต" ก็ไม่รู้ แม้เขาท่องได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ชัด ไม่รู้สัญญา ไม่รู้ว่าปฏิบัติวิญญาณฐีติ 7 ต้องปฏิบัติโดยกายกับสัญญาก็ไม่รู้ กายสังขารคือองค์ประกอบขนาดไหน ต้องอ่านทั้งนอกและใน อ่านรู้ว่าอารมณ์เคหสิตเวทนาคืออย่างไร ในกามารมณ์ หรืออบายารมณ์ก็ไม่รู้ตัวเองเลย มันไม่ได้เรื่องอะไร เมื่อไม่เข้าใจ พูดกันไม่รู้เรื่องเลย
แม้เนกขัมมะเขาก็รู้แค่โกนหัวออกบวช แต่ไม่รู้จิต เจตสิก รูปนิพพาน ต้องอ่านรูปกาย นามกายให้ชัดก็ไม่รู้ นอกจากไม่รู้แล้วไม่เรียนด้วย สอนให้นั่งหลับตาอย่าไปคิดอย่าไปรับรู้อะไร นี่คือสอนกันผิดๆ เขาจะยอมรับตนเองว่า ไม่ถูกต้องเขาจะยอมรีบได้ไหม? เพราะถ้าทำถูกต้องประเทศไทยต้องมีอรหันต์ ที่ออกมาสอนคนได้ แม้ลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นฆราวาสก็เป็นอาริยะ แล้วไปบริหารประเทศให้ดีได้ ไม่ใช่ว่าอาริยะมีแต่นักบวช แท้แล้วฆราวาสมีอาริยะมากกว่านักบวช แม้อรหันต์ในฆราวาสก็มีมากกว่านักบวชแต่เขาไม่พูดกัน สังคมจึงร่มเย็น แต่ทุกวันนี้หลอกกันจนไม่รู้ว่าอะไรจริงหรือเท็จ
ก็ยังดีมีพระไตรฯ ฉบับสยามรัฐนี้ยังใช้ได้ ถ้าทำได้ตามพระพุทธเจ้า ในหลวงจะสบายพระทัยมากขึ้นนะ ถ้าแก้ปัญหาให้เข้าทางพุทธ ทางที่ในหลวงตรัส ตั้งแต่เศรษฐกิจพอเพียง หรือแบบคนจน หรือ Our loss in Our gain. ยิ่งชัดเจน แต่คนไทยกลับไม่เอางงๆ แต่อาตมาเห็นว่าประเสริฐก็พาทำ มันต้องแก้ตรงนี้
อ.กฤษฎา … สิ่งที่ผมเห็นล่าสุด ผมมีโอกาสเดินตามพระระดับปกครอง เดินบิณฑบาตในตลาดก็ไม่ค่อยพอใจกับสถานภาพที่เปลี่ยนไปมาก แต่ก่อนคนจะหลบหลีกให้ แต่เดี๋ยวนี้ คนเหมือนดูถูกว่าเป็นคนเดินตลาด ไม่ได้รับการเคารพที่พึงมี ผมเห็นแล้วก็วิตกกังวลกับกระแสหลักตรงนี้ สังคมจะเกิดการแก่งแย่งแข่งขันกันมาก กิเลสจัดจ้านมาก
พ่อครูว่า … อาตมาว่าตอนนี้ เราทำพฤติกรรมพยายามส่งเสริม ช่วยคนมาจน ช่วยคนจน แม้แต่คนจนเราก็สอนให้เขามาจนอย่างมีสุขอย่างมีชีวิตที่ดี ไม่ได้ส่งเสริมให้ไปรวย แต่อีกฝ่ายที่ส่งเสริม แม้ผิดก็ไม่จัดการ สมยอมกันอีก แล้วก็ส่งเสริมให้รวย เหมือนประชดเรา ที่เราพามาจน แต่เขาก็ให้รวยๆๆ เหมือนแกล้งประชด แต่ก่อนเขาก็ไม่พูดแรงขนาดนี้นะ อาตมาว่าแต่ก่อนเขาไม่ประโคมหนักนะ อาตมาว่าอย่างน้อยก็น่าจะมีปฏิภาณว่า ส่งเสริมคนมารวยนี่ขัดแย้งกับในหลวงตรัสหรือเปล่า? เราไม่ได้มองว่าคุณไม่เคารพในหลวงนะ แต่ว่ามันทำไปทำไม? เอาเถอะแม้คุณจะไม่รู้ว่าไปรวยนี่มันเป็นความเลวร้าย ทำให้คนมอมเมายึดติดกูจะรวย สังคมก็แย่งชิงกัน ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า ถ้าปล่อยให้ลัทธิเช่นนี้อยู่ในสังคม โดยเฉพาะในศาสนา อาตมาว่าประเทศไทยฉิบหายแน่
อ.กฤษฎา … สิ่งที่ผมเห็นวัดวาอาราม ผมตั้งคำถาม เวลาเห็นปู่ย่าตายยายสละที่ให้วัด สร้างวัด สร้างโรงเรียน อำเภอ ผมก็ว่าท่านไม่คิดถึงลูกหลานตนหรืออย่างไร? แต่เราก็รู้ว่าเขาทำกันมา แต่มาผมได้เรียนรู้เรื่องบุญ คือการเสียสละ แต่ตอนนี้วัดกลับกลายเป็นที่ขายของเป็นพุทธพาณิชย์ไปเสียแล้ว
พ่อครูว่า … จริงไปแล้ว ที่ท่านมีพฤติการกันออกมา ไม่ว่าทางการจะปฏิรูปอะไรออกมา ก็เป็นคลื่นร้อนขึ้นมา มันก็คือ ตัวความล้มเหลวของความเป็นสถาบัน แม้ในสถาบันก็ไม่ห้ามปราม กลับเห็นดีด้วย เห็นว่าใครเสนอมาก็ว่านำหน้า อาตมาว่า ถ้าเผื่อว่าผู้ที่เป็นสมณะมีจิตสงบ ประเสริฐ มีภูมิธรรมเป็นสมณะจริงบ้าง จะยินดีให้ทางผู้จะปฏิรูปที่เป็นธรรมะ ยิ่งขึ้นเลย ถ้าจะปฏิรูปอะไรที่ดีควรก็ให้ทำสิ แต่ถ้าอันไหนเกินบัญญัติพระพุทธเจ้าก็ค่อยปรับติงกันจะดีมากเลย แต่ว่านี่ถือตัวถือดีว่า ศาสนาข้าใครอย่าแตะ และเขาก็ดูถูกว่าฆราวาสไม่มีภูมิธรรมเหนือตน ขออภัยอาตมาว่าฆราวาสที่มีภูมิธรรมมากกว่าพระก็มีนะ อาตมาดูตามภูมิอาตมา เขาเจตนาพากเพียรทำดีอยู่แล้ว แต่นี่แตะก็ไม่ได้ ก็น่าเห็นใจ นายกฯ ประยุทธ พูดแต่ละวันๆ เหนื่อยแทนเลย อาตมาก็เห็น นายกฯ มา อาตมาก็ว่ารู้ไม่ทันนายกฯ คนที่ 1 หรือ 2 แค่นั้น แต่ตั้งแต่ จอมพล.ป. มาก็รู้เห็นพฤติกรรมมาทั้งนั้น ไม่มี นายกฯ คนไหนเลยเหมือน นายกฯ ประยุทธ จันทร์โอชา อาตมาก็วัดตามภูมิอาตมา อาตมาให้คะแนนความจริงใจเลยว่ามีมากพอ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะม ี ความรู้ความสามารถนะ อาตมาให้คะแนนว่าความรู้ สามารถพอนะ เขามีมากจนอาตมาเห็นเลยว่า อาตมานึกไม่ทันไม่ถึงเลย เขารู้ทันรู้กว้างพอเพียง แล้วเจตนาตั้งใจจริงในการทำเลย เหน็ดเหนื่อย แล้วเอามาพูดนี่ ถ้าไม่รู้เรื่องก็ยิ่งกว่าปูนะ อ่านโพยก็ไม่รู้เรื่อง แต่นี่แสดงวิสัยทัศน์ก็ยิ่งดี
ถ้าไม่มาส่งเสริมกันก็แย่เลย คนที่จะต่อต้านก็มีตามธรรมชาติ แต่อาตมาว่า คนที่ต้องการให้ปรับปรุงแก้ไขมีเยอะนะ คนก็ส่งเสริมก็ทำให้เต็มที่เลยไม่ต้องเล่นแง่
ต่อไปตอบประเด็น...
_กว่าหลวงปู่จะบวชผ่านอะไรมาครับ พ่อครูว่า… ตั้งแต่เด็กอาตมาหารายได้เอง ไม่ขอเงินแม่ตั้งแต่ไม่ถึง 10 ขวบ ทำงานเป็นกุลี ทำขายของอะไรมากมาย หลวงปู่ผ่านสิ่งที่ดีๆ มาตั้งแต่เด็ก สิ่งไม่ดี หลวงปู่ไม่เป็นแต่ถูกครอบงำตามโลกบ้าง เช่นเขาว่าดื่มเหล้าเบียร์สูบบุหรี่ดี จีบผู้หญิงดี เล่นไพ่ดี ก็ไปหัดตามเขา แต่ก็ทำไม่เก่ง สู้เขาไม่ได้เป็นหมูสนาม ทำเรื่องไม่ดีสู้เขาไม่ได้ ทำชั่วไม่ขึ้น จริงๆ แล้วหลวงปู่รู้ว่า ชาติปางก่อนผ่านมาหมด แต่ชาตินี้หลงไปตามเขาหลอก เป็นลิงลม อมข้าวพอง (เป็นการละเล่นที่ให้คนผูกตาแล้วจับตัวเขย่าให้เมา แล้วให้ไล่จับคน จับใครได้ให้เป็นลิงลมคนใหม่) สรุปว่า ชีวิตหลวงปู่ผ่านแต่สิ่งดีไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลกด้วย ชนะด้วย ก่อนบวชนี่ อายุ 36 แต่มาปฏิบัติธรรมก็ไม่กี่ปีก็รู้แล้วว่าตนเคยผ่านอะไรมา ก็รู้ว่าตนไม่ได้ติดอะไร ก็เลยมาบวช ผ่านโลกมาก็รู้ว่าโลกไม่มีอะไรเลย มีแต่จะไปแย่งลาภ ยศ หลวงปู่เคยแย่งกับเขาแล้วแย่งได้ด้วย ไม่ได้ด้วยการได้เปรียบใช้แรงงานความสามารถตนเอง อย่างเป็นดารา ได้ค่าตัว 80 บาท หรือ 100 บาทก็ยาก แต่ กำธรนี่ได้แพงกว่าทั้งที่ทำน้อยกว่าเราอีก เขาเป็นดาราดัง อาตมาอยู่หลังฉากทำงานสาระมากกว่า อาตมาต้องเก็บเบี้ยใต้ถุนร้าย แต่ก่อนนายกฯ เงินเดือน 8,500 บาท แต่อาตมาได้เดือนละ 20,000 นะ
_ความสุขโลกุตระคืออย่างไร? พ่อครูว่า ... คือความสุขที่ตรงกันข้ามกับที่โลกเขามี แล้วความสุขโลกุตระสูงสุด คือจิตไม่สุข ไม่ทุกข์ ต้องมาฝึกปฏิบัติจึงได้ จะรู้ว่าสุขโลกีย์คือสุขเท็จ สุขขัลลิกะ แต่ความสุขโลกุตระคือสุขสงบ สุขที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง เป็นปรมังสุขัง
_การทำใจในใจ ทำอย่างไรครับ พ่อครูว่า… ต้องอ่านใจรู้ใจตนเอง ใจตนเป็นอย่างไร? มันไม่มีรูปร่าง เส้น สี แสง มันมีแต่อาการดีใจ ใครรู้จักใจตนตอนดีใจ อ่านออกไหม? มันไม่มีสี สัน รูปร่าง มีแต่อาการเรียกว่าวิญญัติเป็นอาการไหว เราต้องรู้ว่าการไหวเป็นโกรธเป็นอย่างไร มันเคลื่อนไหว แล้วโลภเป็นอย่างไร ถ้าเราอ่านใจรู้ชัดว่านี่คือโลภ แล้วทำใจให้โลภเปลี่ยนไปลดลง จนไม่โลภ อุเบกขา เฉยๆ กลางๆ นั่นแหละคือการทำใจในใจ นี่อธิบายง่ายที่สุดแล้ว นะ เราไปกระทบสัมผัสทางตา เห็นอันนี้ โอโห อยากได้แต่ไม่ใช่ของเรา เราคิดขโมยดีไหมนี่ ต้องอ่านใจให้ออก แล้วอย่าให้อาการใจนี้เกิด เปลี่ยนใจที่อยากได้ของคนอื่น ไปสร้างเองทำเอง หาเงินซื้อเองไม่ใช่ไปขโมยของเขา หรือโกรธอยากชกหน้าเขา ก็อ่านรู้แล้วเปลี่ยนจิตจากอยากชกเขาเป็น ไหว้เขาดีกว่า นี่คือเปลี่ยนกายวาจาใจ นี่คือวิธีปฏิบัติไม่ลึกลับอะไร มนสิกโรติ แต่เขาไม่รู้กันแล้วแบบนี้ การทำใจในใจคือทำใจให้ลดโลภ จนเกิดเสียสละ ผู้ใดทำได้ถาวรไม่เกิดโลภอีกเลย มีแต่ใจเสียสละให้เขานี่จึงประเสริฐ
_ทำไมเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ทั้งที่พุทธเกิดที่อินเดีย พ่อครูว่า… เพราะว่าสมัยก่อนศาสนาพุทธเข้ามาตั้งหลักฐานในแคว้นสุวรรณภูมิ ศาสนพุทธเข้ามาในเมืองไทยก่อน สองพันปีอีก แต่เมืองไทยนี่ตั้งมาไม่กี่ร้อยปีหรอก เพิ่งเริ่มตั้งเมืองไทย คนก็เป็นไทยพุทธเลย เพราะคนพื้นเดิมเป็นพุทธเกิดก่อนประเทศไทยเกิดอีก
_ถ้าเราโมโห แล้วปรับใจตนได้เรียกว่าอะไร? พ่อครูว่า ... ดีมาก แล้วปรับไปทุกทีอย่าให้มันเกิดให้ได้ นั่นคือการทำใจในใจ คือปฏิบัติธรรมเข้าขั้นโลกุตระเลย
_หลวงปู่บอกว่าหลวงปู่บรรลุธรรมตอนเข้าห้องน้ำ แล้วอะไรเป็นตัวที่บอกว่าบรรลุ แล้วความรู้สึกเป็นอย่างไร? พ่อครูว่า .. . หลวงปู่ได้เปิดเผยไปนานแล้ว แล้วเปิดว่าเป็นโพธิสัตว์ แต่เขาก็ไม่ค่อยรู้นัย เถรวาทว่า คนเป็นโพธิสัตว์ต้องไม่บรรลุธรรม แม้โสดาบันก็ตาม แล้วเชื่อว่าเป็นโสดาบันแล้วอีก 7 ชาติ จะเป็นอรหันต์ แล้วเป็นอรหันต์แล้วตายสูญ ก็เลยว่า ใครจะไปเป็นพระพุทธเจ้าต้องเป็นปุถุชนตลอดกาล จะเป็นอาริยะแม้โสดาบันไม่ได้ สรุปคือ หลวงปู่ได้อธิบายมาตลอดแล้วอะไรเป็นตัวบอก ก็คือญาณปัญญา ความรู้ที่รู้จิตตัวเอง อย่างที่บอกว่ารู้จิตโลภ โกรธของตน รู้ในกามภูมิ รู้ในรูปภูมิ อรูปภูมิ หมดตัวสุดท้ายแล้วก็ตรวจด้วยอรูปฌานอีก ด้วยเวทนา 108 ทุกปัจจุบัน จนรู้ว่าอารมณ์นี้มันเต็มแล้ว รู้ทุกข์เป็นเช่นนี้ แก้เหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ได้ ก็ตรวจทุกข์ละเอียดอีกที่เป็นกิลมถะ แล้วก็เหลือแต่ ทรถ ก็รู้ได้ด้วยสภาวจิต ศาสนาพุทธต้องรู้แจ้งเห็นจริงอย่างรู้จิตในจิตอย่างแท้จริง จิตวิมุติจิตจริง
ความรู้สึกในตอนนั้นก็รู้สึกถึงความโล่งโปร่งสะอาดบริสุทธิ์ มีตัวรู้ ว่าโลกที่เราอยู่กับมันมาตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ที่ปฏิบัติมาก็รู้ว่าเป็นอย่างนี้ บอกแทนกันไม่ได้ บอกไม่ได้ง่ายเปรียบกับอะไรไม่ได้ นัตถิอุปมา แรกที่รู้สึกว่าเราบรรลุมันมีปีติเหมือนกันแต่ไม่แรง ไม่บอกใครด้วยแต่ก็บันทึกไว้ เขียนเป็นหนังสือไว้ ความรู้สึกไม่หวือหวา
_ทำไมสังคมวัฒนธรรมสงกรานต์เดี๋ยวนี้จึงมีคนเต้นแร้งเต้นกา ฉีดน้ำใส่กันอย่างไม่อายเลย แต่งตัวโป๊ด้วย พ่อครูว่า… คือความเสื่อมของสังคม การสาดน้ำนี่ทุกวันนี้เป็นเรื่องผิดไปจากประเพณีเดิม การสาดน้ำในหน้าร้อนถือว่าน้ำเป็นสิ่งขาดแคลนกันถือว่าทำความฉิบหาย สมัยก่อนหน้าแล้งถือว่าน้ำหายาก เราจะตอบแทนผู้ใหญ่ที่เราเคารพก็อยากให้ท่านเย็น ควรได้อาบน้ำ เพราะหาน้ำยาก ก็เลยมีการคิดด้วยวิธีแชร์ แบ่งกันเอาน้ำมากันคนละน้อยคนละจอก แล้วมาเทรวมกันในตุ่ม เพื่อให้ผู้ใหญ่ที่เราเคารพได้อาบหรือไม่ก็รดกัน นี่คือการรดน้ำดำหัว ใครได้รับการรดน้ำดำหัวคือผู้ใหญ่มีเกียรติมีค่าในสังคม ต่อมาคนก็มีกิเลสมาก อยากให้ตนได้รับความเป็นคนมีเกียรติบ้าง เราก็อยากให้คนรดตนเองบ้าง คนได้รับการรดน้ำถือว่าเป็นเกียรติ เขาก็แย่งกันสิ แย่งกันต่อมาก็กลายเป็นการเล่น เป็นการสาดกัน เล่นก็เลยลามกขึ้น น้ำ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive