580421_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง ความแตกต่างระหว่างฌานกับสมาธิ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580421_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู สันติฯ เรื่อง ความแตกต่างระหว่างฌานกับสมาธิ

พ่อครูว่า … วันนี้ วันอังคารที่ 21 เมษายน 2558 ที่สันติอโศก ไม่กี่วันก็หมดเดือนแล้ว อาตมาก็เร่งงานเครื่องร้อน จะไปรอดหรือไม่? จะไอกลางทาง จะบรรยายไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ก็ไม่รู้ก็ไม่เป็นไร อาตมาก็ทำเป็นชีทไว้แล้ว

วันนี้จะพูดถึงเรื่อง ความแตกต่างระหว่าง ฌาน กับ สมาธิ ...... เรากำลังพูดถึงประเด็นที่สำคัญมีนัยลึก มันละเอียดซับซ้อนอย่างยิ่ง นั่นคือ ประเด็นที่ว่า "ฌาน 4 " ที่ "ได้โดยความยาก" (กิจฉะ) " ได้โดยความลำบาก" (กสิระ) กับ "ฌาน 4 อีกชนิดหนึ่งที่เป็น "ฌาน 4 " ของพระพุทธเจ้าที่ทรงยืนยันว่า "ได้โดยไม่ยาก" (อกิจฉลาภี) " ได้โดยไม่ลำบาก" (อกสิรลาภี)”

ถ้า "ฌาน" ที่แพร่หลายกันอยู่ทั่วไป ซึ่งปฏิบัติในแบบ meditation หลับตาสะกดจิตเข้าไปอยู่ในภวังค์กันอยู่นั้น นั่นแหละเป็น "ฌาน 4 " ที่มิจฉาทิฏฐิ คือมีความเห็นไม่ตรงตามพุทธศาสนา จึงเป็น "ฌาน 4 " ที่ได้โดยยาก (กิจฉะ) ได้โดยลำบาก (กสิระ) ซึ่งต่างกันอย่างมีนัยสำคัญยิ่งกับ "ฌาน 4 " ที่ปฏิบัติอย่าง "สัมมาทิฏฐิ" ของพุทธ ซึ่งเป็นฌาน 4 ที่ได้โดยไม่ยาก (อกิจฉลาภี) ได้โดยไม่ลำบาก (อกสิรลาภี) ซึ่งเป็น Supra concentration Supra concentration ย่อมมิใช่ meditation แน่นอน ซึ่งเป็นภาวะจิตที่มี "ทิฏฐิ" คนละอย่างหนึ่งจึงเรียกว่า "มิจฉาทิฏฐิ" ส่วนอีกอย่างหนึ่งจึงเรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ"

แม้จะเป็นชาวพุทธด้วยกัน แต่ก็มี "ทิฏฐิ" แตกต่างออกไปจาก "สัมมาทิฏฐิ" ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้แต่เดิม เพี้ยนผิดออกไปเป็นมิจฉาทิฏฐิ ได้แน่นอน และได้เป็นมิจฉาทิฏฐิ กันจริงมากกว่ามาก แทบจะหมดวงการศาสนาพุทธไปปานนั้นเลย

การปฏิบัติเพื่อเกิด "ฌาน" ก็ดี หรือเกิด "สมาธิ" ก็ดี ตาม

อ่านต่อ

วิธี meditation คือแบบหลับตาสะกดจิตเข้าไปอยู่ในภวังค์แล้วก็ "ทำใจในใจ" (มนสิกโรติ) ตามทฤษฎีของตนๆ ซึ่งแม้ "มิจฉาทิฏฐิ" นี้ก็ยังมีแตกต่างกันออกไปอีกหลากหลายสำนักอาจารย์

ส่วนการปฏิบัติเพื่อเกิด "สัมมาฌาน" ก็ดี หรือเกิด "สัมมาสมาธิ" ก็ดี ตามวิธี Supra concentration คือแบบลืมตาเปิดจิตอยู่กับ "ภพ" ทุกภพ (กามภพ รูปภพ อรูปภพ) ไม่ต้อง "ปิดภพ" หรือ "หนีภพ หลบภพ หลับภพ" แต่มีวิธีวิเศษที่สามารถดับ "ภพ" เฉพาะส่วนของตนในตนได้โดยอยู่กับ "ภพ 3 " นั้นอย่างรู้เท่าทัน "ภพ" นั้นด้วย "ทฤษฎีพิเศษ" (สัมมาทิฏฐิ)

สามารถรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง ของ "กาย" ที่เป็น "กายในกาย" อีกที รู้จักรู้แจ้งรู้จริงของ "เวทนา" ที่เป็น "เวทนาในเวทนา" อีกที รู้จักรู้แจ้งรู้จริงของ "จิต" ที่เป็น "จิตในจิต" อีกที รู้จักรู้แจ้งรู้จริงของ "ธรรม" ที่เป็น "ธรรมในธรรม" อีกที จนกระทั่งสามารถ "ดับกายในกาย ดับเวทนาในเวทนา ดับจิตในจิต ดับธรรมในธรรม" ได้อย่างวิเศษวิสุทธิ์ยิ่งเยี่ยมจริงๆ

ซึ่งไม่ใช่ "ดับเวทนา ดับจิต" กันชนิดที่ "ดับเวทนาหรือดับจิต" ก็พาซื่อพาลไป "ดับเวทนา ดับจิต" ให้หมดสิ้นความรับรู้ทั้งเวทนา ทั้งจิตอย่างไม่ให้เหลือ "ความรู้สึก" เลย

แล้วหลงว่า "ความดับเวทนาทั้งเวทนา" (ไม่ใช่ดับจิตในจิต) กันในขณะแต่ละขณะนั้นคือ "นิโรธ" (ความดับ) ที่หลงเลยเถิดผิดเพี้ยนไปว่า เป็น "สัญญาเวทยิตนิโรธ" ไปโน่นเลย

ซึ่งทฤษฎีเฉพาะของพระพุทธเจ้านั้น คนที่เป็นชาวพุทธด้วยกันเองแท้ๆ ก็ยังมี "มิจฉาทิฏฐิ" ได้หลายแบบเลย

มีทั้ง "วิธีปฏิบัติ" ที่ผิดเพี้ยนแตกต่างออกไป มีทั้ง "ผล" ที่ผิดเพี้ยนแตกต่างออกไป เพราะปฏิบัติ "การทำใจในใจ" (มนสิการ) แบบพุทธไม่เป็น หรือแม้จะหลงผิดว่า ตนทำเป็นเช่น แบบหลับตาเข้าไปในภวังค์ "ทำใจในใจ" ตนอยู่ในนั้น แต่ไม่มี "กาย" ให้ศึกษา ก็ไม่เป็น "ฌาน" ไม่เป็น "สมาธิ" ที่ถูกต้องตรงตาม พระวจนะของพระศาสดา

ดังนั้น จึงต้องศึกษากันอย่างสำคัญจริงๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "พุทธธรรม" ของพระองค์นั้น "คัมภีรา (ลึกซึ้งยิ่ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (รู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบอย่างพิเศษ) ปณีตา (สุขุมยิ่งเยี่ยม) อตักกาวจรา (รู้ด้วยเหตุผลหรือจากการขบคิดไม่ได้ ) นิปุ ณ า (ละเอียดขั้นนิพพาน) ปัญฑิตเวทนียา (บัณฑิตแท้เท่านั้นจะรู้ได้)

จะกำหนดรู้แค่ผ่านๆ ไม่ถ้วนรอบเต็มไม่ได้ เนวสัญญาไม่ได้ไม่รู้ไม่ได้ต้องรู้หมด ใน นาสัญญา ไม่ว่าสัญญาใดๆ ทุกอัน จึงพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ มีการปฏิฆสัมผัสโส แม้บางทีสัมผัสกัน แต่อายตนะไม่เกิด ถ้าอายตนะไม่เกิด ไม่มีนามรูป

ปรมัตถธรรมต่างๆ อุตริมนุสสธรรมทั้งหลายจึงไม่ใช่เรื่องตื้นๆ แต่ลึกยิ่ง (ลึก ลาด ลุ่ม เรียบเป็นลำดับเหมือนมหาสมุทร) ไม่ใช่หยาบๆ แต่ละเอียดยิ่ง ไม่ใช่ผิวๆ แค่ชั้นเดียว หรือแค่สองชั้น แต่มีการเลิกละสูงขึ้นไปตามลำดับ หลายชั้นทวนไปทวนมาซับซ้อนเป็นชั้นๆ หมุนรอบเชิงซ้อน (ปฏินิสสัคคะ) จนถึงที่สุด เหมือนก้นหอยวนแล้วมีรอบสูงขึ้นๆ ไม่ใช่ว่าวนไปวนมาแค่ชั้น มันไม่ใช่สวรรค์แต่สูงกว่าสวรรค์อีก นิสสัคคะ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนลึกซึ้ง

ผู้สัมมาทิฏฐิได้ปฏิบัติมีมรรคมีผลเอง จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า "ฌาน" หรือ "สมาธิ" แบบ "มิจฉาทิฏฐิ" ปฏิบัติหลับตา "เข้าฌาน" ได้สมาธิ กับแบบ "สัมมาทิฏฐิ" ปฏิบัติ "มรรค 7 องค์" " ลืมตา" เข้าฌาน ได้สัมมาสมาธินั้น มันมีความเป็น "กาย" (องค์ประชุมของรูปกับนาม) กันคนละอย่าง เพราะมี "สัญญา" (การกำหนดรู้หรือการสำคัญมั่นหมาย) กันคนละอย่าง

เพราะ "ทิฏฐิ" (ความเห็น,ความเข้าใจ) แตกต่าง การได้ "กาย" หรือการมี "สัญญา" จึงแตกต่างกัน เช่น กำหนดหมาย (สัญญา) ความเป็น "โลก" ต่างกัน กำหนดหมายความเป็น "อัตตา" ก็รู้จักรู้แจ้งรู้จริงต่างกัน

ซึ่งความเป็น "โลก" ก็ดี ความเป็น "อัตตา" ก็ดี ต่างก็คือ "สังขาร" ทั้งนั้น ที่ผู้ยัง "อวิชชา" ย่อมไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงแน่

หลายคนพาซื่อว่า พระอรหันต์ดับสังขารแล้วทำไมยังมีสังขาร ขันธ์ 5 ก็มี แต่อุปาทานในขันธ์หมดสิ้นแล้ว เป็น รูปที่สะอาด เวทนาที่สะอาด สัญญาที่สะอาด สังขารก็สะอาด วิญญาณก็สะอาด

ความเป็น "สังขาร 3 " ได้แก่ "กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร" นั้น ทั้งโลก ทั้งอัตตา ของความเป็นเป็น "มนุษย์" ต่างก็มีความเป็น "กาย" เป็น "จิต" ที่ผู้ศึกษาปฏิบัติต้องรู้จักรู้แจ้ง รู้จริง และต้องศึกษาปฏิบัติแยก "กาย" แยก "จิต" ได้ ด้วยฌานทัสสนะวิเศษ ซึ่งจะสามารถ "กำหนดรู้" ความเป็น "กาย" เป็น "จิต" ได้ด้วยสัญญา กระทั่งเป็นปัญญาขั้นญาณทัสสนะวิเศษ

การแยกกายแยกจิตของพระพุทธเจ้า คือการแยกกุศลจิตออกจากอกุศลจิต ดับอกุศลจิต เหลือแต่กุศลจิต แล้วก็ยังมีรูป นามขันธ์ 5 อยู่

พระพุทธเจ้าตรัสความเป็น "กาย" กับ ความเป็น "สัญญา" ไว้ใน "สัตตาวาส 9 " ซึ่งจะต้องศึกษาความเป็น "สัตว์" ที่เป็น "โอปปาติกะสัตว์" นี้ ในขณะมี "วิญญาณฐีติ 7 อายตนะ 2 " โดย "การสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่" จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในความสิ้นอาสวะด้วยปัญญาสัมบูรณ์

ความเห็นอันถือเอาที่สุด , ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง ที่บาลีว่า "อันตคาหิกทิฏฐิ" นั้นมี 10 เรื่อง ได้แก่

โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โ ลกไม่มีที่สุด

ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง

อัตตา (สัตว์,ตถาคต) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (ย่อมมีอยู่)

อัตตา (สัตว์,ตถาคต) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมไม่เป็นอีก (ย่อมไม่มีอยู่)

อัตตา (ตถาคต,สัตว์) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) ไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี)

อัตตา (ตถาคต,สัตว์) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็มิใช่ ( ก็หามิได้) ย่อมไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) (ในพระไตรปิฎกมีอยู่มากแห่ง เช่น เล่ม 13 ข้อ 147 , เล่ม 18 / 88 , เล่ม 24 / 193 , เล่ม 31 / 337 ,เล่ม 35 / 1032 ) (และคำว่า "อัตตา" ในที่นี้ อรรถกถาบางแห่ง หมายถึง สัตว์ก็มี ว่า "ตถาคตหรืออาตมัน" ก็มีว่า พระพุทธเจ้าก็มี)

เรื่อง "โลก" และ "อัตตา" นี้ เป็นเรื่องถกเถียงมาแต่ไหนแต่ไร เรามาอ่านที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้กันดูอีกที

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ( 1 ) ดูกรมาลุงกยบุตร ก็เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ข้อนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่า ที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตร ความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ ( 2 ) [792 ] พ ระพุทธเจ้า ดูกรวัจฉะ พวกปริพาชก ผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็นจักษุ ว่า นั่นของเรานั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็น หู... จมูก... ลิ้น...กาย... ใจ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อพวกปริพาชก ผู้ถือลัทธิอื่นถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูกรวัจฉะ ส่วนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมทรงพิจารณาเห็นจักษุ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ย่อมทรงพิจารณาเห็น หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้นเมื่อตถาคตถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงไม่ทรงพยากรณ์อย่างนี้ ว่า โลกเที่ยงก็ดี ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่ เกิดอีกก็หามิได้ก็ดี ฯ

ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์นั้น ก็เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

แต่ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ศึกษาปฏิบัตินั้น คือ จะต้องมาเรียนรู้ "ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ" ของเรานี่เลย ที่จะต้อง "สัมผัส" สัมพันธ์กับ "โลก" แล้วมี "เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย" เกิดทุกข์ เกิดสุขกันอยู่ใน "วัฏฏะ" ก็เพราะไม่รู้ "โลก" ไม่รู้ "อัตตา" นี้แล

ก็ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า … ย่อมพิจารณาเห็นจักษุ ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา...เห็นคำว่า "เป็นเรา ตัวตนของเรา" มั้ยล่ะ?

ก็นี่แหละเรื่อง "อัตตา" แท้ๆ ใช่มั้ย? จึงต้องเรียนรู้ความเป็น "อัตตา" ตั้งแต่เริ่มกำหนดให้มาเรียนรู้ "กาย" เรียนรู้ "จิต" หรือ "โลก" หรือ "สังขาร" ฯลฯ ที่อยู่ในตัวเรา จริงๆ นี้ ไปตามลำดับ

มาเรียนรู้ใน "ขนาดจำกัด ทีละขนาด เริ่มทีละน้อย ไม่ต้องมากเกินที่ควรแก่เราเองไปตามลำดับ (ขนาดจำกัด นี้พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ ท่านแปลมาจากคำว่า "ปริตตัง")

หรือมาเรียนรู้ใน "กามมาวจร" ของเราเองตั้งแต่ขั้นต้นไปตามลำดับ ( " กามมาวจร" นี้ในพระไตรฯ ฉบับหลวง ท่านก็แปลจากคำว่า "ปริตตัง " )

ก็คือเรื่อง "โลก" กับเรื่อง "อัตตา" นี้เอง

มิใช่ว่า "โลก" ไม่มีให้ศึกษา "อัตตา" ไม่มีให้ศึกษา หรือว่าไม่ต้องศึกษาความเป็น "โลก" และความเป็น "อัตตา" ก็หาไม่

ก็ความเป็นโลก กับความเป็นอัตตา นี้แหละ คือตัวแท้ ที่ประกอบด้วยประโยชน์เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

ที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ นั้น คือไม่ไปเสียเวลาอธิบายอยู่แต่ว่า "โลก" คืออะไร "อัตตา" คืออะไร เที่ยงหรือไม่เที่ยง ใช่หรือไม่ใช่ ตายไปแล้วจะมีหรือไม่มี ตายแล้วจะเกิดอีกหรือไม่เกิดอีก อะไรต่างๆ นั้น

ถ้าศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิ และศึกษาอย่างเป็นลำดับ ก็จะเริ่มรู้จักรู้แจ้ง รู้จริง ความเป็นโลก ตามเป็นจริง และความเป็น "อัตตา" ตามเป็นจริงอย่างชัดแจ้งบริบูรณ์

" อัตตา" ที่พระพุทธเจ้าทรงให้เราเรียนคือ อัตตา 3 (โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา) พระไตรฯ ล. 9 ข้อ 302

มิใช่ว่า พอไปได้เข้าใจได้อย่างซาบซึ้งว่า "ทุกสรรพสิ่ง ไม่ใช่ตัว" (สัพเพธัมมา อนัตตา) แล้วก็เห็นไปว่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแล้วไงว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่อัตตา ตัวตนไม่มี ไม่มีตัวตนในที่ไหนทุกสรรพสิ่ง" แล้วจะยังไปมัว เห็นว่า เป็นตัวตนกันอยู่ที่ไหนกันอีก ก็ในเมื่อ มันไม่ใช่ตัวตน จะไปงมหาตัวตนมาจากไหนกันเล่า?

ที่จริงแล้วความเป็น ตัวตน นี่แหละ คือตัวการใหญ่ที่มันยังมีทุกข์ มีสุข มีกิเลส ไม่จบ ต้องเรียนรู้ จึงต้องละล้างโดยการปฏิบัติกำจัด "ตัวตน" ให้หมดสิ้นไป จาก "ตน" ให้เกลี้ยงสนิทสัมบูรณ์ให้ได้

ไม่ใช่ไปหลงสุดโต่งว่า "อัตตาไม่มี ให้เป็นอุจเฉททิฏฐิ" หรือเลยเถิดไปอีกทางหนึ่งว่า "อัตตา หรืออาตมัน หรือปรมาตมัน" มีอยู่นิรันดร นั่นก็ สัสสตทิฏฐิ สุดโต่งอีกฝ่าย

ทีนี้ความเป็น "โลก" บ้าง ก็ยิ่งมากมาย หลากหลาย ที่ต้องศึกษา ตั้งแต่ "โลก 2 " ได้แก่ เอกภพ (หนึ่งเดียวของทุกสรรพส ื่ ง) โลกจักรวาล (ทุกสรรพสิ่งในโลกหนึ่งเดียว)

" โลก 2 " ได้แก่ โลกที่ไม่มีภาวะของชีวะ (อชีวิตินทรีย์) โลกที่มีภาวะของชีวะ (ชีวิตินทรีย์)

" โลก 2 " ได้แก่ โลกชีวะที่ยังไม่ถึงขั้นวิญญาณ มีแค่ รูป สัญญาและสังขาร (พีชนิยาม) โลกชีวะ ที่ถึงขั้นวิญญาณ มีรูป เวทนา สัญญา สังขารและวิญญาณ (จิตนิยาม)

“โลก 2 " ได้แก่ โลกียชน (ปุถุชน,กัลยาณชน) โลกุตรชน (อาริยชน)

" โลก 2 " ได้แก่ โลกนี้ (อิธโลก,อยังโลก,อิมัญจ โลกัง) โลกหน้า (ปรโลก,ปโรโลโก,ปรัญจโลกัง, สัมปรายิกะ)

" โลก 2 " ได้แก่ โลกสมุทัย (มีเหตุแแห่งทุกข์) โลกนิโรธ (ดับเหตุแห่งทุกข์)

" โลก 2 " ได้แก่ โลกที่ไม่สุขไม่ทุกข์แบบปุถุชน (เคหสิตอุเบกขา) โลกที่ไม่สุขไม่ทุกข์แบบโลกุตระชน (เนกขัมสิตอุเบกขา)

" โลก 2 " ได้แก่ " กามโลก" กามภพ (โลกภายนอก) " ภวโลก " (โลกภายใน) = รูปโลก ,อรูปโลก

" โลก 3 " ได้แก่ กามโลก รูปโลก อรูปโลก

" โลก 3 " ได้แก่ สังขารโลก สัตว์โลก 3 . โอกาสโลก (โลกอันมีในอวกาศ,จักรวาล,โลกอันกำหนดด้วยโอกาส ซึ่งได้แก่โอกาสที่เป็นสังขารอันมีวิญญาณครอง หรือ ได้แก่ โอกาสที่เป็นสังขาร อันไม่มีวิญญาณครอง)

" โลก 3 " ได้แก่ มนุษยโลก (โลกที่มีร่างกายของสัตว์คนและจิตวิญญาณ) เทวโลก (โลกโดยเฉพาะของจิตวิญญาณที่เป็นสุขโลกีย์หรือสุขโลกุตระ) พรหมโลก (โลกโดยเฉพาะของจิตที่ทำให้ไม่มีกิเลสได้ ทั้งที่เป็นโลกียะ และทั้งแบบโลกุตระ ซึ่งมีลำดับหรือขนาดต่างๆ หรือแบบต่างๆ )

" โลกที่เป็นวัฏฏะ 3 " ได้แก่ โลกที่วนเวียนอยู่ด้วยกิเลสวัฏฏะ (วงจรกิเลส) โลกที่วนเวียนอยู่ด้วยกรรมวัฏฏะ (วงจรกรรม) โลกที่วนเวียนอยู่ด้วยวิปากวัฏฏะ (วงจรวิบาก)

" โลกที่มีญาณ 3 " ได้แก่ 1. โลกที่สามารถระลึกรู้ภาวะอันเคยอาศัยอยู่มาก่อนได้ (ปุพเพนิวาสานุสติญาณ) 2 . โลกที่สามารถกำหนดรู้ "การตาย" (จุติ) และ "การเกิด" (อุบัติ) ได้ (จุตูปปาตญาณ) 3 . โลกที่สามารถหยั่งตรวจสอบรู้แจ้ง ความหมดสิ้นอาสวะในจิตตนได้ (อาสวักขยญาณ)

" โลก 6 " ได้แก่ อบายโลก มนุษยโลก เทวโลก ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก (พระไตรฯ ล. 29 ข้อ 14 )

1 . อบายโลก คือ ภาวะที่ชีวิตินทรีย์ ในจิตยังเป็นรสสุขรสทุกข์เวียนวน อยู่กับอบายมุข หรืออบายอื่นๆ หยาบสูงสุดสำหรับตน และอบายที่หยาบรองลงไปเป็นลำดับได้แก่ ความต่ำทราม ความทุจริตอกุศล ความโกง ความหลอกลวง การพนัน ความเสื่อมเสีย ความเสียหาย ความหยาบ ความรุนแรง ความจัดจ้าน ความมากความใหญ่ ความหรูหราเกินเหมาะเกินควร ความหลงในทรัพย์สมบัติมาก หลงในความมีอำนาจบาตรใหญ่ที่เสียมากกว่าได้

2 . มนุษย์โลก คือ ภาวะที่เป็นคนมีชีวิตอยู่บนโลก ชีวิตินทรีย์อยู่นั้นยังเป็น "มนุษย์โลกีย์" อยู่ ทั้งที่เป็นปุถุชน และเป็นกัลยาณชน หลงเสพ "สุขขัลลิกะ" (สุขเท็จ) ซึ่งเป็นสุขโลกีย์ เป็น "เทวดาดาวดึงส์" และเสพทุกข์โลกีย์เป็นสามัญ หลงสร้างอุปาทานของตนเป็นวิมานขึ้นได้สำเร็จ และใฝ่เสพภูมิความเป็น "มนุษย์ชั้นสูง" หรือได้เสพ "โลก" เสพ "อัตตา" ที่หลงว่ามาก ว่าใหญ่ว่าสูง เป็นลำดับ จนที่สุดได้เป็น "มนุษย์อารยะและมนุษย์อริยะ" (ยังมิใช่อาริยะ) ตามทิฏฐิของแต่ละสำนัก สำเร็จสูงสุดตามทิฏฐิที่ตนยึดว่าจริง และประพฤติได้ผลนั้นๆ ให้ชีวิตอาศัยเป็นอยู่ไปจนตาย แล้วมีวิบากเป็นนรกกันมากกว่ามาก

หากเป็นคนที่มี "สูรภาโว สติมันโต" ก็จัดเป็น "มนุษย์ชมพูทวีป" เพียงแต่ว่า ไม่สามารถใช้ความเป็น "มนุษยโลก" ที่ตนมีความเป็น "โลก" ที่ได้ "สูรภาโว สติมันโต" นี้ (อิธ) ให้ปฏิบัติตนให้บรรลุ "พรหมจรรย์"

เพราะผู้มีความเป็น"มนุษยโลก" ที่มี "สูรภาโว สติมันโต" ครบพร้อม ก็ในความเป็น "โลกนี้" (อิธ) แหละ ไม่มี "โลกอื่น" ที่สามารถจะปฏิบัติให้บรรลุถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ได้ (อิธ พรหมจริยวาโส) (พระไตรฯ ล. 23 ข. 225 )

แต่ถ้ายังไม่สามารถพัฒนาตนให้จิตใจมีภูมิบรรลุ "อาริยธรรม" ได้ ก็ชื่อว่าเป็น "มนุษย์โลกีย์" อยู่ เพียงแต่บรรลุ "กัลยาณธรรม" ได้

" มนุษย์โลกีย์" ระดับนี้ ยังไม่รู้ (อวิชชา) ความเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดาดาวดึงส์ ถ้าผู้ใดอวิชชาก็เสพแต่อาการที่ 33 เสพสบาย เพลิดเพลิน เสพสุขอย่างจัดจ้าน สุขจริงๆ อย่างไปดูชกมวยนี่เสียเงินเป็นหมื่นๆ ซื้อตั๋วดูมวย อย่างเจ้าปาเกียว ตั๋วมันใบหนึ่งเป็นเงินไทยไม่รู้เท่าไหร่ชกไฟท์เดียวนะเขาได้เท่าไหร?

ดาวดึงส์เรียกว่านรกปหาสะ ชื่นใจสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการละเล่น ดารา บันเทิงเริงรมย์ หรือเสพสุขใดๆ กินอาหารอร่อย พวกอวิชชานี้น่าสงสาร น่าเสียดายที่เกิดมามีร่างครบ 32 อาตมาแปลว่า ชิงหมาเกิด เสียดายร่าง ก็ขออภัยที่เหมือนพูดด่าเขา

เขาได้ดาวดึงก็คือเขาได้รับสัมผัสทางทวาร 6 แล้วเป็นสุข บัดใดก็บัดนั้น เขาก็จะหลงตัวรสอร่อย เป็นเทวดาดาวดึงส์ที่เป็นอาการที่ 33 (ดาวดึงส์) เขาไม่รู้จักโลก ความวนที่ต้องเสพอันนี้เป็นกามภพ เขาจะไม่รู้ความเป็นเทวดาและสัตว์นรก ในตน ซึ่งเทวดากับสัตว์นรกนั้นตัวเดียวกัน สัตว์นรกแปลงเป็นเทวดา ได้เสพแล้วก็จำไว้อีก จะเอาอีกทีหลัง คนติดดาราคนไหนก็ติดตาม เขาเตะเข้าโกลก็ดีใจ ก็ดาราคนนั้นแหละ ก็สุขทุกข์วนเวียนเช่นนั้น แล้วปรุงแต่งมอมเมากันไป เดี๋ยวนี้มากมาย กว่ายุคก่อนๆ พวกนี้ไม่รู้จักสัตว์นรก หรือสัตว์เทวดาเก๊

เรามารู้สัตว์เบื้องต้นตั้งแต่กายในกาย เราจำกัดของเขตปฏิบัติของตน เป็นปริตตังของใครก็ของมัน ว่าเราควรเลิกละอะไรตามของเขตที่ตนทำได้ ให้พ้นสังโยชน์ ข้อที่ 1 ในความเป็นสัตว์ที่ถูกผูกไว้ คือสังโยชน์ แม้แต่สังโยชน์ข้อแรก ก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิ

มนุษย์โลก ที่เป็นโลกุตรภูมิก็จะสามารถเข้าสู่อาริยภูมิ ลดกามลดอัตตาไปตามลำดับ เป็นอาริยะสูงขึ้นจนเป็นอรหันต์

เทวโลก คือภาวะที่ชีวิตินทรีย์ เป็นเทวดาดาวดึงส์ ทั้งที่เป็นปุถุชนที่เสพโลกีย์ทางจิต ถ้าสัมมาทิฏฐิปฏิบัติมีผลก็จะเป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป เป็นอาริยะชนไปตามลำดับ ลด ละ โลกียสุขเกิดอุบัติเทพ จนเป็นวิสุทธิเทพ ก็เป็นเช่นนั้น มนุษย์โลกที่เป็นเทวดาเสพดาวดึงส์ก็เป็นอวิชชาไปตลอด

4 . ขันธ์โลก คือภาวะที่รวมตัวกันของ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือกลุ่มกองที่รวมกันของธาตุต่างๆ ที่เป็นสมุทัย ที่ต้องศึกษาแล้วดับสมุทัยก็จะเข้าสู่โลกนิโรธไปตามลำดับ

5 . ธาตุโลก คือธรรมชาติที่แยกไม่ได้แล้ว สิ่งที่เป็นธรรมชาติสมส่วนที่ยึดอย่างแยกไม่ได้แล้ว เช่น ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ หรือแม้แต่วิญญาณ ที่เกิดเป็นรูปธาตุก็มี เป็นกามธาตุ หรืออรูปธาตุก็ได้ แม้จะเป็นนิพพานธาตุก็มี เป็นธาตุที่เที่ยงแล้ว ยิ่งเป็นอรหันต์มีอมตธาตุก็มี

6 . อายตนโลก คือภาวะวงจรของรูปและนาม ในขณะมีรูปกับนามกระทบกัน ปฏิฆสัมผัสโส สัมผัสโดยมีการกระทบกันแตะกัน แล้วภาวะที่เกิดจากการเชื่อมต่อ ต้องมีนามร่วมด้วยนะ ถ้าไม่มีนามร่วมด้วยไม่เกิดอายตนะ และนัยสำคัญคืออายตนะไม่ตั้งอยู่เป็นธาตุ อายตนะจะเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดการกระทบกันของรูปกับนาม หรือนามกับนามในภายใน เมื่อหมดการกระทบสัมผัส อายตนะก็หายไป อายตนะไม่เป็นธาตุที่ตั้งอยู่นานเกินกาลกว่าการสัมผัส หากขาดสัมผัส ณ สมัยใด อายตนะนั้นก็หายไป อายตนะไม่เหลืออยู่ในที่ใด ไม่ตั้งอยู่ในที่ใด ผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นโลก และเข้าถึงความเป็นโลกได้จริง ก็จะไม่สงสัย ไม่สับสนอวิชชาในว่าโลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุดหรือไม่มีที่สุด เราทำโลกอบายของเราหมดแล้ว สูงสุดแล้วหรือยัง เป็นอรหันต์ก็สูงสุด ผู้ทำได้แล้วก็ไม่สงสัยหรอก เหมือนที่ว่า คนถูกศรเสียบมา บอกว่าไม่ให้ผ่าต้องรู้ก่อนว่าใครยิง เป็นลูกใครฯ อย่างนี้ตายก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าก็ว่าไม่ต้องพอพยากรณ์หรอกว่าโลกเที่ยงหรือไม่ โลกมีที่สิ้นสุดหรือไม่? ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องอธิบาย

ผู้บรรลุธรรม ทำสมุทัยในโลกได้หมด จึงมีโลกนิโรธ จึงรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นโลกด้วยสัจธรรมของความเป็นโลกุตระแท้ จะแจ้งชัดได้ดี ไม่หลงผิด แม้แต่ชีวะก็อันนั้น ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง เราจะรู้ชีวิตินทรีย์ของสัตว์อบาย สัตว์รูปโลก สัตว์อรูปโลก เหลือนิดหนึ่งน้อยหนึ่งเป็นอากิญจัญฯ ก็ทำให้สิ้นเกลี้ยง

อัตตา (ตถาคต,สัตว์) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) ไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี)

อัตตา (ตถาคต,สัตว์) เบื้องหน้าแต่ตายย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) ย่อมไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้)

เราก็จะรู้แจ้งรู้จริงได้ แต่หากไม่ได้ปฏิบัติจนมีผลเพียงพอก็ยากจะพูดกันรู้เรื่อง พระพุทธเจ้าจึงให้ไปปฏิบัติก่อน แล้วค่อยพยากรณ์ตามสมควร หรือพูดภาวะที่เหมาะควรสู่ฟังตามลำดับ พระพุทธศาสนานั้นมีการปฏิบัติลาด ลุ่ม ลึก เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไปตามลำดับ

โลกธรรม คือโลกที่คนติดหลงวนเวียนไม่มีภาวะเป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) จึงยังมีภาวะสอง ที่มีอารมณ์สุข ทุกข์ หากจะไม่สุขไม่ทุกข์ก็แค่ชั่วคราว เป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา หากจะให้เป็นแบบไม่สุขไม่ทุกข์แบบสิ้นเหตุแห่งทุกข์อย่างไม่เปลี่ยนแปลงอีก ไม่มีอะไรหักล้างได้อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เราจะรู้โลก รู้อัตตา รู้ฌาน รู้สมาธิ ทำได้อย่างถาวรแบบปฏิบัติมรรค 7 องค์ ลืมตาปฏิบัติ รู้ว่าฌานแบบพุทธ กับฌานแบบหลับตานี่ต่างกัน

อาตมาไม่ได้ตอบว่า ได้โดยยากได้โดยลำบาก กับได้โดยไม่ยากไม่ลำบากนั้นต่างกันอย่างไร? จิตที่ได้ฌาน 4 ไม่มีกิเลส แล้วจะอนุโลม มีสัจจานุโลมมิกญาณ ได้อย่างไร เราจะยินดีด้วยกับเขาอย่างไรได้ ปรุงไปกับเขาได้อย่างไร ขนาดไหน เราจะเอื้อไปเป็นตุ๊กตาท้องกับเขาได้ขนาดไหน คนที่ทำได้โดย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน