580929_ธรรมาธรรมะสงคราม ทิฏฐิ ๖๒ และ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580929_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ทิฏฐิ 62 และ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2558 แรม 2 ค่ำเดือน 10 ปีมะแม ที่ราชธานีอโศก สิ้นเดือนกันยายนนี้ ก็เป็นอันจบ ข้าราชการเป็นกุรุสเลย ตบแถวออกไปพัก ปลดเกษีย ณ มนุษยชาติก็มีปัญญาจะอยู่กันอย่างเป็นระบบระเบียบ อยู่กันได้อย่างดี ยิ่งจิตใจดี ลดละความเห็นแก่ตัว ทำลายกิเลสไปได้จริง อาตมาเห็นว่าความรู ้ อันนี้ ของพระพุทธเจ้ามันเป็นจริง แล้วก็ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย แต่เมืองไทยเมืองพุทธทำไมมองเมิน หรือเอาของไม่จริงมากลบของพระพุทธเจ้าไป บาปกินหัวเยอะ
ก็น่าสงสารมวลมนุษย์โดยเฉพาะคนไทย ที่มีทฤษฎี สัมมาสิกขา หรือ สัมมาสัมพุทธะ ซึ่งเป็นสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นญาณที่มีความรู้รอบ ซึ่งสามารถเข้าใจเรื่องโลกกับอัตตา สองอย่างนี้เป็นเรื่องใหญ่ อาตมาก็จำเป็นต้องอธิบายวนเวียนกับโลกและอัตตา จนกว่าจะสามารถไม่เป็นทาสส ิ่ งเหล่านั้น อยู่กับ สิ่งเหล่านั้นได้ มีชีวิตเราก็อาศัยโลก อาศัยอัตตาที่เป็นตัวตน
ตัวตนคือธาตุจิตวิญญาณทั้งหมด และมีที่มีประสิทธิภาพ มีทั้งจิตตัวดีเรียกว่า กุศลจิต และจิตตัวไม่ดีเรียกว่า อกุศลจิต
พลังงานที่มีสองแบบ จะมีความสมดุลอย่างไร จะมีแบบควบแน่นมากก็เอาไปใช้ไม่ได้ หรือกระจายมากก็จับยาก จิตวิญญาณคนก็เป็นเช่นนั้น ไปหลงผิดสิ่งที่ควบแน่นเกินกับกระจายมากไป ก็เสียพลังงานเปล่า แต่สมดุลที่สุดก็จะมีประสิทธิภาพสูงสุด พลังงานไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว มันจะมีปฏิกิริยากับสิ่งรอบข้าง มันก็จะทำให้ไม่สมดุลได้ง่าย เราต้องเสริมให้เกิดความสมดุล หรือต้านทานให้ได้ เราไปบังคับพลังงานภายนอกไม่ได้ เราต้องทำตัวเราให้รับได้ จึงมีส่วนกองพลังส่วนเก็บไว้ส่วนตน เรียกว่าพลังงานพิเศษของตนที่จะเอาไปใช้ ถ้าไม่เช
อ่านต่อ
่นนั้นก็มันไม่เที่ยงเลย แล้วก็จะเป็นแบบนี้
ถ้าไม่ใช่แบบพุทธก็หนีเข้าป่าไปเลย หยุดมันลูกเดียว การเรียนรู้อัตตาคือเรียนรู้พลังงานในตัวเรา เมื่อมันทำงานก็มี ธรรม 2 พลังงานเราเองเราก็จัดสรรดูแลให้ได้ ให้มีประโยชน์ มีทั้งรู้ สามารถคำนวณถูกแล้วทำให้ได้ตามที่รู้ มีพลังเจโตและปัญญา เราจะรู้พลังงานนี้ได้จนกระทั่งจิตนิยามไปก่อกรรม
กรรมคือพลังงานสองที่สังขารกัน แล้วก็ทำให้เป็นพีชะ เป็นปุงลิงค์ เป็นเพศเอก ทำได้ประเสริฐทำได้ดี แม้ที่สุดไม่ทำอะไรเลย เป็นนปุงสกลิงค์ ไม่ให้มีพลังอะไรเคลื่อน โดยตนไม่ได้เลิกไม่ได้ตาย พลังงานนี้ก็ใช้ได้ ท่านให้เรียนรู้ของตนก่อนทำให้หมดความเห็นแก่ตัว เมื่อหมดความเห็นแก่ตัวจะมีพลังงานธาตุรู้ ที่พึ่งตนเองได้เหมือนสัตว์ทั้งหลาย เป็นคนก็ทำได้ แต่คนไปโง่กว่าสัตว์ เลี้ยงตัวเองไม่ได้ก็มี แย่กว่าสัตว์ อย่างบางประเทศ คนประเทศนั้นถูกหลอกไม่ให้พึ่งตัวเอง จนรอความช่วยเหลือเหี่ยวแห้งตาย คนไม่รู้จะหาอะไรกิน ไม่รู้ทำมาหากิน บทจะโง่ก็โง่ได้ถึงขนาด พระพุทธเจ้าสอนคนไม่ได้หาคนโง่ขนาดนั้นมาเรียนหรอก
ให้เรียนรู้ลดพลังงานไม่ดีที่จะไปทำแก่คนอื่น จนไม่ทำพิษภัยกับใครเลย แม้ใครจะมาทำกับเราก็ยอมรับ แม้ที่สุดเขาจะมาฆ่าก็ยอมตาย ไม่ไปทำร้ายตอบเลย เพราะธาตุจิตวิญญาณเป็นธาตุรู้นั้นรู้ว่า เราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ถ้าเราไม่เป็นอรหันต์ยังเลิกไม่ได้ ก็เลิกไม่ได้ แต่ถ้าเป็นอรหันต์จะเลิกหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าไม่เลิกก็มีแต่ไม่ทำบาปเพิ่ม แล้วก็ทำแต่กุศลเพ ิ่ มเรื่อยๆ พลังงานมันก็เลยมีพลังงานกุศลที่กั้นวิบากได้ หรือกั้นไม่ได้ก็ยอมรับวิบาก หมดแล้วก็เบาลงๆ สร้างแต่กุศล นี่คือวิธีการที่พระพุทธเจ้าสร้างคนประเสริฐแก่โลก พระพุทธเจ้าสร้างคนให้เป็นประโยชน์แก่โลกถ่ายเดียว ไม่มีพิษภัยต่อโลกเลย
คนเองจะรู้ดีว่าทำงานให้แก่ชีวิตคนอื่นดีกว่า แล้วไม่ต้องกังวลเลี้ยงตน คนอื่นเขาจะเลี้ยงไว้เอง แต่ทฤษฎีพุทธปัจจุบันหนีเข้าป่า เอาตัวรอดแต่คนเดียว ก็เลยทำให้บ้านเมืองสังคมไม่มีคนที่เป็นอาริยบุคคลไปบริหารประเทศ มันน้อยจนกระทั่งไม่พอ อย่างในหลวงเราเป็นอาริยบุคคลเป็นโพธิสัตว์ แต่เขารับลูกไม่ได้ แบบพอเพียงหรือแบบคนจน
ความรู้ที่แบบไม่เห็นแก่ตัว ถอดถอนตัวตนแบบนี้มีจริง ในศาสนาอื่น เขาก็มีการแสดงตัว เช่น คานธี ไ อน์ สไตน์ ก็กล่าวมานาน แม้แต่ขณะนี้ โป๊ปพระองค์นี้ Francis ก็กล้าหาญ ยังไม่เคยมีปรากฎว่า โป๊ป ประสงค์จะแสดงธรรมในการประชุมใหญ่ของโลก แล้วเข้าไปแสดงหมัดเด็ดด้วย เป็นพฤติการสังคมที่เกิดขึ้นอย่าง บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์โลก เล่นเอาประธานสภาของประเทศมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลก ร้องไห้น้ำตาไหล ลาออกเลย เป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นนิมิตหมายที่ประเสริฐของโลก ก็พอดี ประเทศไทยก็มี ผู้แทนไปร่วม กระทบไหลเขาก็ดูดีมากเลย เป็นที่หวังได้
อัตตาที่เราเห็นแก่ตัว มันได้อะไร มันได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้เสพกามคุณ 5 แล้วได้บำเรออัตตา โลกธรรม หรือกามก็เป็นอัตตา อะไรที่เป็นความประสงค์นอกเหนือนั้นก็เป็นอัตตา เห็นแก่ตัวกูของกูอย่างเดียว อัตตาก็คือเรา โลกก็คือทั้งหมด ที่จะต้องให้ได้อำนาจ แต่สัจจะอย่างหนึ่ง คนที่ไม่ต้องการมาเป็นเราเป็นของเรา อันนั้นมันจะมาเป็นเราเป็นของเรา เป็นสัจจะอันประหลาด จริงหรือไม่จริงสัจจะมันรู้ตัวมันเองมากกว่าตัวเรา ถ้ามันจริงแล้วไม่ต้องห่วงเลย อย่างในหลวงเราตรัสสัจจะ ว่า ที่เราเสียไปนี่แหละคือเราได้มา ก็ภาษาไทยนะ ในหลวงอายุ 88 แล้วนะ
อาตมาถ้าเปรียบ คือหัวหน้าคณะรำวงบ้านนอกคณะหนึ่งเล็กๆ ว่อนไปทั่วประเทศก็มีสิทธิ์เท่านั้นปางนี้ ได้ผลบ้าง เก็บเบี้ยใต้ถุนร้านไป ใครกล้าตัดตัวเข้ามาอยู่กับสังคมอโศก ทำงานจริงใจสุดความสามารถในนี้ รับรองว่าอยู่รอด แล้วจะสุขสบายด้วย เป็นคนไม่เอาตัวตนเลย มีอะไรก็ทำในสังคมนี้ เขามีอะไร ทำอะไร ก็ทำไป ที่นี่มี เสนาสนสัปปายะ ก็มีบุคคลสัปปายะ แล้วเราก็ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ไม่ต้องกลัวเลย รับรองว่าความซื่อสัตย์สุจริต สำหรับสังคมอโศกนี่ สัจจะเหล่านี้เที่ยงตรง พึ่งพาได้ ขอให้เราตรงจริง ไปรอดอยู่สบายไร้กังวลด้วย อาตมาพูดไปนี่ ถ้าอาตมามีความเชื่อถือทางสังคม คนจะกรูเกรียวเลย แต่อาตมาไม่เป็นที่เชื่อถือทางสังคมพูดไปแล้วก็เขาก็ว่าเชื่อเอง อาตมาพูดก็ไม่ได้น้อยใจแต่พูดความจริงที่อาตมาจะพิสูจน์ธรรมะ เป็นยถาวาที ตถาการี ใช้เวลาทำไป จนกว่าจะตกผลึกมีมวลครบ ถึงเต็มรูปที่จะมีพลังงานแตกตัวเป็น critical point จุดเปลี่ยนสถานะได้ มันต้องถึงจุดนั้นสักวันไม่ท้อถอย ใครจะมาช่วยก็มา จะได้ถึงเร็วขึ้น ไม่ง้องอน ไม่เสนอตัว ให้ทำแต่เนื้อแท้ ทำแล้วก็วาง ใครมีดวงตาเห็นก็เก็บเอา คนไม่เห็นก็เหยียบย่ำ อาตมามั่นใจว่าไม่หายจากภิภพแน่ แต่อาตมามั่นใจว่าอยู่ คุณทำชั่วก็อยู่ ทำดีก็อยู่ อาตมาเชื่อกฏแห่งกรรม
มาดู SMS
_ 0893867xxx นมก.พ่อครูฯ สณ. สม.วันพระนี้มาทำบุญที่ศาลี ฟังพ่อครูฯ เทศน์ ผ่านจอบุญนิยม ณ.ศาลาธรรมกับ ญตธ. ศาลีอโศก! _ 0857308xxx ในพระไตรปิฎกฉบับประชาชนบอกว่า กินเนื้อสัตว์ได้ ถ้าไม่รู้ไม่เห็นการฆ่า มหาเถรฯ รับรองแสดงให้เห็นความเฉโกของผู้มิจฉาทิฎฐิ พ่อครูว่า… ศีล ข้อที่ 1 ห้ามฆ่าสัตว์ แล้วก็มี มิจฉาวณิชชา ห้ามค้าขายเนื้อสัตว์ สองข้อนี้ก็ไม่มีให้กินแล้ว แต่คนก็เลี่ยงไปว่า เราไม่ได้ฆ่าไม่ได้ขาย แต่เราไปซื้อได้ นี่คือเจตนาไม่ซื่อ การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) "ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังทรงฉัน เนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำดังนี้ ชนเหล่านั้นจะชื่อว่า กล่าวตรงกับที่เรากล่าวก็หามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่จริง
เรากล่าวเนื้อสัตว์ว่า เป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ 3 ประการคือ เนื้อสัตว์ที่ตนไม่ได้เห็น (ว่าเจาะจงฆ่ามา) เนื้อสัตว์ที่ตนไม่ได้ยิน (ว่าเจาะจงฆ่ามา) เนื้อสัตว์ที่ตนไม่ได้รังเกียจ (ว่าเจาะจงฆ่ามา)
และเรากล่าวเนื้อสัตว์ว่า ไม่ควรเป็นของบริโภค ด้วยเหตุ 3 ประการคือ เนื้อสัตว์ที่ตนเห็น (ว่าเจาะจงฆ่ามา) เนื้อสัตว์ที่ตนได้ยิน (ว่าเจาะจงฆ่ามา) เนื้อสัตว์ที่ตนรังเกียจ (ว่าเจาะจงฆ่ามา) (พระไตรปิฎก เล่ม 13 "ชีวกสูตร" ข้อ 57)
เมื่อไม่ฆ่าไม่ขายแล้วจะเอาที่ไหนมากิน จะไปแย่งสัตว์กินหรือ ? คนไม่มีปัญญาแค่นี้เอง แล้วอีกประเด็น ก็ในสีหสูตรหรือ ชีวกสูตร 1 . ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า " ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา " (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2 . สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3 . ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า " ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ " 4 . สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5 . ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล. 13 ข. 60
หรือในสีหสูตร ที่อเจลกะกล่าวตู่ว่าพระพุทธเจ้าจะฉันเนื้อสัตว์ ก็จะกล่าวตู่ทำไม หากพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์ ก็ถ้ากล่าวตู่ก็แปลว่า พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติต่างหาก
_ 0893867xxx อาวุธมีไว้ฆ่าเพื่อนมนุษย์จริง ถ้าคนถืออาวุธเป็นโจรฤาคนชั่ว! แต่อาวุธก็มีไว้เข่น ฆ่าปชช.จริง ถ้าคนถืออาวุธ เป็นจนท.ในเครื่องแบบที่ดี ที่ตกอยู่ใต้อำนาจผู้นำชั่ว! ไม่มีใครหยุดคนถืออาวุธที่กระหายการฆ่าคนได้ดีเท่าคนถือกฎม. ด้วยความถูกต้ องชอบธรรมที่มีจิตใจซื่อตรงเที่ยงธรรมที่สุด! _ 0893867xxx ยุติความรุนแรงทั่วโลกจากการใช้อาวุธทีให้โทษ ด้วยการใช้กฎม. ที่ให้คุณนำสัน ติสุขคืนสู่โลก! พ่อครูว่า… อาตมาแต่งเพลงสันติภาพมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยัง เปิดอยู่
ณ กาละนี้หากไม่จัดการศาสนาที่ผิดเพี้ยนแล้ว ยังกลัวเสียงเขาที่ร้องออกมา หากไม่กล้า มันใหญ่กว่านี้แน่ แล้วก็จะขึ้นมาครอง อาตมาแต่งเพลงสันติภาพ ให้เป็นเพลงกลางๆ แล้วสันติภาพผีก็บ่งบอกสันติภาพผีหลอก แล้วก็มีสันติภาพประกาศิตที่จะบอกว่าให้ลดกิเลส จึงแก้ได้
อาการทุกข์รู้ได้ง่าย แต่อาการไม่เที่ยงและไม่มีตัวตนรู้ได้ยาก?.. ทำไม เพราะไม่ตั้งใจศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้สัมมาทิฏฐิ เลยไม่เข้าใจ พระพุทธเจ้าท่านเอาทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ หรือทิฏฐิที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ 62 มาตรัส แล้วโบราณาจารย์บันทึกไว้ในพระไตรฯ ประการแรกคนไม่รู้ว่าสิ่งจริงมีแต่ปัจจุบัน แต่อดีตกับอนาคตไม่มีจริง ปัจจุบันที่ไม่ใช่อดีตต้องมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือกามคุณ 5 นี่แหละตัวดี กระทบสัมผัสแล้วเกิดกิเลส ในกาม ในโลกธรรม ที่ได้สัมผัส สัมผัสแล้วก็อยากได้ อยากได้ก็มีกิเลสแส่หา ตัณหา
พระพุทธเจ้าย้ำใน พรหมชาลสูตร ว่าตัวดีคือตัวแส่หา เมื่อไม่เรียนผัสสะไม่มีปัจจุบัน เว้นผัสสะแล้วไม่มีฐานะที่จะมีได้ ที่จะเป็นกรรมฐาน สติปัฏฐาน ไม่สามารถเอามาฝึกฝนได้หรอก ผู้ไม่เข้าใจทิฏฐิ 62 ที่ท่านตีทิ้งหมดเลย ต่อให้รู้อดีต อนาคตก็รู้อยู่ในนี้แหละ อนาคตมีคิดเองแถม เป็น 44 อย่าง รวมเอาปัจจุบัน ไปด้วย เป็นปัจจุบันที่ไม่ได้เปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นการนั่งหลับตาปฏิบัติ นึกตรึกเอาเอง ค้นคิดเอาเอง ท่านเรียกว่า พวกตักกี กับวิมังสี คือพวกมโน
ในทิฏฐธรรมนิพพาน 5 ถ้าเร ิ่ มหลับตาปฏิบัติก็จมภพแล้ว ไม่มีกามคุณ 5 มาผัสสะเพื่อจะเรียนให้ครบนอกและใน ปิดประตูเลย แค่สูตรแรกก็มิจฉาทิฏฐิแล้ว เต็มโลก ว่าให้ปัญญาเกิดเองเป็นเองหมด เขาเรียกภาษาของพวกโมเมชั่น แค่นี้ก็ชัดว่าศาสนาพุทธหมดเชื้อแล้ว ได้แต่อยู่กับความฝัน
ถ้าเข้าใจในทิฏฐิ 62 ในข้อสุดท้ายที่ท่านไล่เรียงมา ว่ากามและอัตตาเกิดจากจิตที่แส่หา แล้วต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีฐานะที่จะเป็นได้ เกิดองค์ประกอบครบ 3 ก็เกิดเป็นเวทนา สร้างนิยายกันมาอยู่มากมายมหาศาล ท่านให้เรียนรู้โลกกับอัตตา
ทิฏฐิ 62
ปุพพันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องต้น, 18 ลัทธิ) อปรันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องปลาย, 44 ลัทธิ) ว่าด้วยเรื่องโลกกับอัตตา - สัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ พวกสัญญีวาท ( 16 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าเที่ยง - เอกัจจสัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ พวกอสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง - อันตานันติกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ พวกเนวสัญญ า นาสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด - อมราวิกเขปิกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ พวกอุจเฉทวาท ( 7 ลัทธิ) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล - อธิจจสมุปปันนิกะ มี 2 ลัทธิ พวกทิฏฐธรรมนิพานวาท ( 5 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ
ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นหรือทฤษฎีของพวกที่กำหนดขึ้น อาศัยส่วนของขันธ์ (เบญจขันธ์) อันเป็นอดีต
( 1 ) หมวดเห็นว่าเที่ยง (สัสสตทิฏฐิ) 4 1 . เห็นว่า ตัวตน (อัตตา) และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ 2 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้เป็นกัปๆ ตั้งแต่กัปเดียวถึงสิบกัป 3 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มากกัป ตั้งแต่สิบกัปถึง สี่สิบกัป 4 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง
( 2 ) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ) 4 5 . เห็นว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง 6 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษ เพราะเล่นสนุกสนาน (ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง 7 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง 8 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง
( 3 ) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด (อันตานันติกทิฏฐิ) 4 9 . เห็นว่าโลกมีที่สุด 10 . เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด 11 . เห็นว่าโลกมีที่สุด เฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้าง หรือด้านขวาง ไม่มีที่สุด 12 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่
( 4 ) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ) 4 13 . เกรงว่าจะพูดปด จึงพูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ มิใช่ (อะไร) ก็ไม่ใช่ 14 . เกรงว่าจะยึดถือ จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 15 . เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 16 . เพราะโง่เขลา จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย
( 5 ) หมวดเห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ) 2 17 . เห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ 18 . นักเดา เดาเอาตามความคิดคาดคะเนว่า สิ่งต่างๆ มีขึ้นเองโดยไม่มี
อปรันตกัปปิกวาท ผู้ปรารภเบื้องปลาย ได้แก่ส่วนที่เป็นอนาคต มี 5 กลุ่ม แบ่งย่อยออกเป็น 44 สำนัก ( 1 ) กลุ่มสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตา หลังตายแล้วมีสัญญา ( 16 ) ( 2 ) กลุ่มอสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว ไม่มีสัญญา ( 8 ) ( 3 ) กลุ่มเนวสัญญ า นาสัญญี พวกเห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ( 8 ) ( 4 ) กลุ่มอุจเฉทวาท เห็นว่าสัตว์ตายแล้วสูญ ( 7 ) ( 5 ) กลุ่มทิฏฐิธรรมนิพพานวาท เห็นว่าสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน ใน 5 กลุ่มของนักคิด สามกลุ่มแรกเห็นว่า อัตตา (อาตมัน) หรือวิญญาณ หลังตายแล้วยังมีอยู่ (อุทธมาฆาตนิกา) ในลักษณะเป็นทรัพย์ ( Substance ) เป็นตัวรองรับคุณสมบัติต่างๆ เป็นตัวไปเกิดใหม่ สืบภพชาตินิรันดร (อโรคะ)
( 1 ) หมวดเห็นว่ามีสัญญา (สัญญีทิฏฐิ) 16 19 . อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 20 . อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 21 . อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 22 . อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 23 . อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 24 . อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 25 . อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 26 . อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 27 . อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา 28 . อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา 29 . อัตตาที่สัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา 30 . อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา 31 . อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 32 . อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 33 . อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา 34 . อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา ตนทั้ง 16 ประเภทนี้ ตายไปแล้ว ก็มีสัญญา คือความจำได้หมายรู้ทั้งสิ้น
( 2 ) หมวดเห็นว่าไม่มีสัญญา (อสัญญีทิฏฐิ) 8 เห็นว่าตั้งแต่ข้อ 35 ถึงข้อ 42 ข้างต้น คือตนมีรูปจนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง 8 ประเภทนี้ ตายไปแล้วก็ไม่มีสัญญา คือไม่มีความจำได้หมายรู้
( 3 ) หมวดเห็นว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ) 8 เห็นว่าตั้งแต่ข้อ 43 ถึงข้อ 50 ข้างต้น คือ ตนมีรูป จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง 8 ประเภทนี้ ตายไปแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ทั้ง 3 หมวดนี้ รวมเรียกว่า อุทธมาฆตตนิกา แปลว่า พวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้ว จะเป็นอย่างไร
( 4 ) หมวดเห็นว่า ขาดสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) 7 51 . ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์ 52 . ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป กินอาหารหยาบ 53 . ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป สำเร็จจากใจ 54 . ตนที่เป็นอากาสานัญจายตนะ 55 . ตนที่เป็นวิญญา ณัญจา ยตนะ 56 . ตนที่เป็นอากิญจัญญายตนะ 57 . ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ทั้ง 7 ประเภทนี้ เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ขาดสูญ ไม่เกิดอีก
( 5 ) หมวดเห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ) 5 58 . เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ 5 เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน 59 , 60 , 61 , 62 เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน.
พวกนั่งหลับตานึกว่ามีฌาน แต่ก็จมอยู่ในอดีตกับอนาคต
สรุปว่าโลกกับอัตตา เป็นพลังอำนาจ หากไม่เป็นพลังงานดีก็เป็นอำนาจเลว ไปเบียดเบียนทำร้าย บังคับ เกิดเสียหายในโลก แล้วซับซ้อน ร้ายอย่างที่หลอกชาวบ้านว่าฉันดีด้วย เป็นนักเสแสร้งที่ยิ่งใหญ่ โป๊ปท่านตอกหน้ามาไม่กี่วันนี้ จะรู้สึกไหมนะ
ในประไตรฯ ล. 9 ข้อแรก นั้นมีเรื่องของพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก กับอาจารย์คือสุปปิยปริพาชก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดย ความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้น จะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือ ชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ใน เราทั้งหลาย.
จุลศีล [ 2 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด นั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน?
[ 3 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1 . พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. 2 . พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่. 3 . พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน.
[ 4 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 4 . พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก. 5 . พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้น แล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน. 6 . พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ. 7 . พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำ ที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร.
[ 5 ] 8 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม
พ่อครูว่า… ดินก็มีดินเป็นกับดินตาย หากดินเป็นไม่ได้ แต่ดินตาย คือไม่มีชีวะอยู่ คือดินที่คนคุ้ยเขี่ยขุดมาแล้วนั่นเอง สรุปคือไม่ให้พรากชีวะคือพีชนิยามกับจิตนิยาม สรุปคือท่านไม่ให้พรากพืชด้วย ที่จริงพืชไม่มีเวทนา ไม่รู้สึกสุขทุกข์ไม่ชอบหรือชัง พืชมีหน้าที่เลี้ยงตัวเองเท่านั้น พระพุทธเจ้ารู้ว่าพรากพืชไม่มีบาปหรือบุญอะไร แต่ที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ภิกษุพรากพืช นั้นเพราะท่านห้ามโดยสังคมศาสตร์ ไม่ใช่สัจจศาสตร์ คือพระนี่ถ้าปล่อยให้ตัดพืชได้ ปลูกเองตัดเองได้ พระก็ปลูกพืชได้ไม่พึ่งคน พระพุทธเจ้าให้พระพึ่งฆราวาส แล้วฆราวาสพึ่งพระ จึงมาบวชแล้วไม่บาป แต่อย่าตัดพรากพืช
[ 6 ] 9 . พระสมณโคดม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล. 10 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่น อันเป็นข้าศึกแก่กุศล. 11 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงประดับและตบแต่งร่างกาย ด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องประเทืองผิว อันเป็นฐานแห่งการแต่งตัว. 12 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่ง ที่นอนอันสูงใหญ่. 13 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทองและเงิน. [ 7 ] 14 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับธัญญาหารดิบ. 15 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับเนื้อดิบ. 16 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสตรีและกุมาร. 17 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับทาสีและทาส. 18 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ. 19 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร. 20 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา. 21 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไร่นาและที่ดิน.
ศิลปะคือมงคลอันอุดม ศิลปะอาตมาแบ่งเป็น 5 ชั้น คือลามก ราคะ สาระ ธรรมะ โลกุตระ แบบลามกกับราคะนี้ไม่ใช่ศิลปะแต่มีเยอะ สาระ การทำสาระให้เป็นศิลปะนั้นยาก ถ้าทำไม่เป็นก็เป็นสารคดี ต้องมีศิลปะไม่ทำให้เป็นราคะหรือลามกแต่เป็นสารคดี
[ 8 ] 22 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการประกอบทูตกรรม และการรับใช้. 23 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการซื้อการขาย. 24 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการโกงด้วยตราชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกงด้วยเครื่องตวงวัด. 25 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับสินบน การล่อลวงและการตลบตะแลง. 26 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น และการกรรโชก. จบจุลศีล.
มัชฌิมศีล
[ 9 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า 1 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคามและภูตคาม เช่น อย่างที่ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังประกอบการพรากพืชคาม และภูตคาม เห็นปานนี้ คือ พืชเกิดแต่เง่า พืชเกิดแต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive