580403_เทศน์ปิดค่าย ยอส. บ้านราชฯ เรื่อง อย่าทิ้งธรรมอย่าทิ้งคนดี .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580403_ เทศน์ปิดค่าย ยอส. โด ยพ่อครู บ้านราชฯ เรื่อง อย่าทิ้งธรรมอย่าทิ้งคนดี
พ่อครูว่า...วันนี้ 3 เมษายน 2558 วันศุกร์ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ที่บ้านราชฯ วันนี้ วันพระใหญ่ วันพรุ่งนี้จะมีจันทรุปราคาเต็มดวงด้วย ตั้งแต่หัวค่ำนี้ จะไปเห็นตอนที่มันออกแล้วตอนทุ่มกว่าๆ ก็เป็นเรื่องที่หมุนเวียนกันไปในธรรมชาติ คนเราก็มีการหมุนเวียน เวียนเกิดเวียนตายกันไป เวียนมา ใช้วิบาก สร้างวิบาก รับวิบาก ก็คือชีวิตเรามีประสพการณ์อยู่ในสังคม คนที่มีปัญญา มีความรู้ ฉลาด ก็สามารถควบคุมกรรม ให้รับกับวิบาก ทุกคนมีวิบาก และทุกคนก็สร้างกรรมตนเองให้รับกับวิบาก
บางทีเราต้องการควบคุมตัวเราให้ทำกรรมที่ดีมากๆ ก็ได้ดีประมาณนั้น เป็นต้น มันสุดฝืนมันยาก บางคนก็ตั้งใจทำกรรมที่เป็นกรรมชั่ว เป็นกรรมเลว กรรมบาป ซ้ำเข้าไปอีก โดยที่ไม่เชื่อกรรมวิบาก มีเยอะ แต่โดยสามัญสำนึกมีรู้ว่า ถ้าเราทำกรรมไม่ดีก็มีผลกับตัวเรา ก็พอรู้ ป ระชาชน ทั่วไปมนุษยชาติไม่ว่าศาสนาไหนก็พอรู้ ว่าถ้าเราทำไม่ดี ไม่ต้องดูที่วิบากก็ได้ ถ้าทำไม่ดีก็ติดคุกได้ ถูกคนที่เขาเห็นว่าไม่ดีเขาก็ ตอบ โต้ หวดเอาบ้างก็ได้ จึงมีความรู้โดยสามัญปริยายว่า การทำกรรม กาย วาจา ใจ แม้ไม่มีใครรู้ใจเราว่าถ้าคิดไม่ดี พูดไม่ดี ทำไม่ดี มันเป็นสิ่งไม่น่าทำก็พอรู้กัน คนก็มีความระมัดระวัง โดยสามัญอยู่บ้าง ยิ่งผู้ใดได้มีสำนึกเชื่อกรรมวิบาก เชื่อว่ากรรมที่เราทำปัจจุบัน อาจถูก ตอบ โต้ไม่ดี ยังมีกรรมเป็นผลวิบากที่ติดต่อเชื่อมโยงไปอีกในชาติต่างๆ ต่อไปอีกก็ได้ด้วย ศาสนาพุทธเราสอนเรื่องนี้และมีหลายศาสนาที่สอนว่ามีชาติต่อๆ ไป แต่ก็หลายศาสนาไม่สอนชาติต่อไป สอนแต่ว่าตายแล้วไปนรกหรือสวรรค์ ถูกลงโทษหรือไปอยู่กับพระเจ้า หลายศาสนาสอนว่าเวียนกลับมาเกิดใหม่ หลายศาสนาเรีย
อ่านต่อ
นว่า ตายแล้วก็ไปรับผล สวรรค์หรือนรกเท่านั้นไม่ได้เวียนกลับมาเกิดอีก คนเหล่านั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร เพราะเป็นคน ตายแล้วไปไหนขึ้นสวรรค์ตกนรกก็ไม่รู้ในปัจจุบัน
เขาก็เอาแค่ว่าปัจจุบันสมใจสุขสบายก็พอแล้วตายแล้วก็ช่างมัน ก็จะไม่ค่อยระมัดระวังกรรม แต่ศาสนาพุทธสอนว่าที่เวียนกลับมาต้องรับกรรมวิบาก วิบากตามมาเกิดเป็นผลกับปัจจุบันหรือสั่งสมข้ามชาติได้ ต้องมารับผลวิบากไม่เท่าเทียมกัน
ศาสนาพุทธเราสอนกันมา ว่ามีเกิดมีตายเวียนกันไป อย่างหลวงปู่นี่รู้เลยว่าตั้งแต่เกิดมาก็ไม่ได้ไปเลวร้ายอะไรมากเกิน ไม่ทุจริตเลวร้ายอะไร ยิ่งมาบวชก็รู้ว่ากรรม กาย วาจา ใจอย่างไรที่ไม่ดีเราก็ดู ตั้งแต่มันเร ิ่ มออกมาเป็นบทบาททางใจ ทางกาย เราก็ดูแลมัน ก็เห็นว่าจิตใจที่เราได้ดูแลมานั้น เราได้ทำมาแล้ว ส่งผลมาเป็นแรงทางกาย วาจา และจิตเราด้วยได้ผลนั้นมาโดยสามัญคนธรรมดาเป็นไม่ได้เราเป็นได้ คนบางคนรู้ไม่ได้แต่เรารู้ได้ อย่างหลวงปู่รู้อะไรหลายอย่างที่คนอื่นไม่รู้ได้ ที่เล่านี้ให้รู้ว่า ทำดีก็ออกมาดี ทำไม่ดีทำชั่วก็ได้ผลชั่วส่งผลชั่ว ส่วนความดีที่มีดีถึงสามัญมนุษย์ในสังคม กับดีแบบลดกิเลส ดีแบบอ่านจิตใจตนลดกิเลสได้ มีความสามารถความรู้ทำให้กิเลสลดได้ ตายได้ ทำให้สูญไปจากจิตไม่เกิดอีกได้ นั่นคือ ดีโลกุตระ
ที่หลวงปู่พูดไปไม่ใช่โม้ โชว์ อวด เพื่อให้คนได้ยินแล้วทึ่ง เห็นว่ามีอำนาจ ฤทธิ์เดช เหนือคนธรรดาแต่อย่างใดไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น แต่พูดเปิดเผยสู่กันฟัง ไม่ใช่เพิ่งพูด แต่พูดนี่เห็นว่าเป็นความรู้ที่ควรรู้ เพื่อยืนยัน หลายคนอยู่กับชาวอโศก รู้จักหลวงปู่แต่ก่อนมาเรียน จนเรียน 6 ปี บางคนอยู่มาแต่เกิดจนบัดนี้ ก็จะรู้ว่าหลวงปู่มีพฤติอย่างไร ก็ดูได้ จะทำอย่างคนโลกๆ เขาไหม ทำงานแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ หรือหาเวลาไปเสพ กามคุณ 5 หรือว่าชีวิตนี้ ถ้าเข้าใจอัตตา ว่าหลวงปู่ประพฤติตนสร้างอัตตาใส่ตนหรือไม่ แต่เรื่องอัตตานี้ยาก เพราะหลวงปู่มีสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนหลายอย่าง ถ้าเรียกว่ามีเจตนาก็ใช้ แต่ไม่ได้อยาก จะเรียกว่าต้องการให้เกิดอย่างนั้นอย่างนี้ก็ใช้ แต่คนไม่รู้ว่าเราต้องการเพื่อบำเรอตนหรือว่า เพื่อส่วนรวม หรือเพื่อคนอื่น ตนเองไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ มันเป็นภาวะย้อนแย้ง คนเข้าใจยากก็ไม่ค่อยเชื่อ คนมารู้ใจหลวงปู่ไม่ได้แน่ ว่าทำบริสุทธิ์แค่ไหน เขาไม่เชื่อเพราะยาก ก็ไม่สงสัยอะไร ไม่ง่ายนัก หลวงปู่จะประมาณเอา
ทำงานมา 40 ปีก็ทำตามที่ตนรู้ หลายอย่าง คนเขาหาว่าทำเพื่อหมู่ฝูงตนเอง แบบนี้มันเป็นความอยาก ความต้องการอยู่ เป็นกิเลสตัณหาอยู่ เขาเข้าใจคำว่าตัณหาไม่ได้ คำว่าตัณหา มันเป็นมโนสัญเจตนา มนุษย์ทุกคนก็มี พระพุทธเจ้าก็มี มโนสัญเจตนา หรือเรียกว่าความต้องการ ที่เรียกว่า วิภวตัณหา
คำว่าตัณหาที่คนเขาเข้าใจไม่ได้หรอกว่า คืออะไรบ้าง คำว่าวิภวตัณหาก็ไม่เข้าใจได้หรอก ผู้ที่ไม่มีกามตัณหา ภวตัณหา แต่ท่านมีชีวิตอยู่อย่างมีวิภวตัณหา มีมโนสัญเจตนาเพื่อทำงานทำประโยชน์แก่โลก แก่สังคมได้ เป็นเรื่องวิเศษที่คนเข้าใจยาก แต่อย่างหลวงปู่นี่ ทำไปก็เข้าใจว่าทำไมเขาไม่เข้าใจได้
วันนี้วันสุดท้าย ค่าย ยอส. ก็ให้หลวงปู่มาพูดให้แง่คิด
พวกเราก็ไม่เกินกว่าที่หลวงปู่พูดไปนี่ มีชีวิตหากไม่เชื่อกรรมวิบากก็สั่งสมกรรมชั่ว วิบากชั่วก็ไม่ดี ก็ต้องมาศึกษา ทีนี้ในกลุ่มชาวอโศกที่นี่สอน อบรม แนะนำ สร้างพวกเราให้เป็นคนเข้าใจสิ่งที่ดีให้พัฒนาปรับปรุงตน เท่าที่เราสามารถ ด้วยการสั่งสอนอบรม พาฝึกฝน เท่าที่จะมีเวลาอยู่กันไป 6 ปี อย่างคนที่มาแต่ ม. 1 บางคนอยู่มาแต่ประถม บางคน 12 ปี หรือมากกว่า ก็แล้วแต่ อบรมเพื่อให้เป็นพลเมืองดีของสังคมของโลก
เรื่องสร้างพฤติกรรมให้มีกาย วาจา ใจให้ดี ไม่ได้เปิดโรงเรียนมาเพื่อหาบริวาร หรือเพื่อหารายได้ เราผลิตเด็กออกไป 20 กว่ารุ่น เด็กจบออกไปเป็นพันแล้ว จะอยู่ในสังคมชาวอโศก แต่ละชุมชน เป็นสมาชิก จะเป็นเด็กที่อยู่ในนี้ก็ตาม ก็ทำงานฟรีทั้งนั้น เราไม่ได้ว่าจ้าง ให้ทำงานช่วยเหลือหมู่ ช่วยเหลือ ประชาชน เลี้ยงดูกันเอง เป็นสังคมสาธารณโภคี มีทรัพย์สินส่วนกลาง เราไม่ได้เจตนาเป็นสังคมที่สะสมทรัพย์สิน เราจะมีอสังหาริมทรัพย์ ย้ายไม่ได้ จะก่อกอบขึ้นไม่ว่าที่ดิน พื้นดิน ก็จะมากขึ้นๆ หรือทรัพย์สินอื่นๆ ที่เป็นรูปร่าง ยืนตัวให้เห็น แต่เป็นของส่วนรวม เช่นสังคมชาวอโศก อย่างบ้านราชฯ มีสมาชิกหลายร้อยคน ไม่ถึงพัน ไม่ถึงห้าร้อยดี แต่สถานที่เยอะแยะ ส่วนกลาง แม้ใครจะมาปลูกส่วนตัวก็ให้ส่วนกลางใช้ได้หรือต่อไปก็เป็นของส่วนกลาง
มันก็เลยดูว่ากองกลางเป็นกองใหญ่ อย่างคน ห้าร้อยหรือพันคนในที่นี้ ถ้าไม่ใช่สาธารณโภคี มี 300 ครอบครัว ถ้าแต่ละบ้านมีรถก็ต้องมีรถมากกว่า 300 คัน แต่อยู่บ้านราชฯ มีรถส่วนกลาง ไม่ถึง 100 คัน แต่ถ้าแยกไปแต่ละบ้านก็จะมีรถกันมากบ้าง บ้างมีถึงหลายคันได้ แต่เฉลี่ยแล้วก็จะมีรถเยอะมาก ถ้าเป็นชุมชนคนทั่วไปแบบโลกๆ ก็จะมีรถ 200 - 300 คันเลย แต่นี่เราติดป้ายรถเป็นของส่วนกลางก็เป็นของทุกคน แต่ไม่ใช่ของใครเลย เป็นของส่วนกลางก็ดูเหมือนมีเยอะมาก แต่ไม่ใช่
หรือเงินของหมู่บ้านทั่วไป แต่ละคนก็สะสมเงิน แต่ของเราเอามารวมกัน รวมแล้วมีไม่เท่าไหร่แต่มากองรวมก็เลยดูเหมือนเยอะ แต่ไม่เยอะเท่าข้างนอกรวมกันหมดหมู่บ้านแน่
เราอยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียงพอหมุนเวียนได้ไม่สะดุด ขาดตอนจนต้องเป็นหนี้เราก็รักษาสภาพนั้น ไม่มีเงินกอบกองไว้มาก แต่สิ่งที่หมุนเวียน เป็นสังหาริมทรัพย์จะไม่มาก ส ิ่ งที่มากคืออสังหาริมทรัพย์
สังคมแบบนี้ ระบอบแบบนี้ ที่เราเรียกว่า ระบอบบุญนิยมเป็นอย่างนี้ ไม่เหมือนทุนนิยมที่สั่งสม โลภเอา แย่งเอาได้มากเท่าไหรจะทำ แม้ทุจริต แต่ที่นี่ไม่โกงไม่ทุจริต มีแต่แจกจ่ายเจือจาน คนละเรื่องกับโลกีย์
อาตมาพูดนี่มา 40 ปีแล้วก็ได้ฟังเช่นนี้ เด็กทุกรุ่นก็ได้ฟัง ว่าที่นี่สอนให้คนเป็นเช่นนั้น ถ้าเด็กคนไหนฟังแล้วว่าดี ก็จะอยู่ แต่นี่เปิดมา 40 กว่าปีแล้ว มีไม่กี่คนที่อยู่กับสังคมนี้ มีปัญญามาอยู่นี้น้อย แต่ก็รู้ว่ายากที่จะเข้าใจและทำได้
หลวงปู่ให้คิดให้ดี ว่าคนเราเจริญแบบนี้ ไม่มีสะสมเป็นของตัวของตน อยู่กับหมู่กลุ่มทำงานไปแบ่งกันกินกันใช้แบบนี้ สังคมเลี้ยงเราไว้ เราทำงานอย่างซื่อสัตย์ ทำงานกับสังคม ถ้าจะคิดค่าแรงเราก็มากกว่าที่เรากินใช้ คิดแล้วเหลือ เกิน เราให้คนอื่นมากกว่าเราเอา เป็นคนเสียสละ มีค่า มีบารมี มีกุศล ชีวิตมีแต่เสีย ชีวิตมีแต่ขาดทุนชีวิตจึงมีแต่กำไร อย่างที่ในหลวง ร. 9 ตรัสไว้
เราเสียนี่แหละคือเราได้ คนที่จะมีภูมิปัญญา แล้วมาเป็นคนเสีย นั่นแหละคือเราได้ เราขาดทุนคือเรากำไร มีชีวิตเช่นนี้ได้สบาย เป็นสังคมกลุ่มมีระบบแบบนี้ มีทรัพย์สินส่วนกลาง พากันขาดทุนให้แก่กลุ่มอื่นต่อ หรืออยู่ในนี้เราก็ทำงานขาดทุนให้เพื่อนฝูง เราทำให้มากว่าที่เราใช้ แต่ละวันๆ จนตาย เราก็มีชีวิตขาดทุนไปจนตาย เราขาดทุนของเราคือเราได้ของเราอย่าง ในหลวงตรัส
โดยส่วนตัวแล้วไม่รวยแต่อยู่กินอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่มีสะสมหนี้บาป ไม่เป็นบาปเวรภัย มีแต่จะง่ายสะดวกขึ้นดีขึ้น จะมีส่วนง่ายขึ้นดีขึ้น ย ิ่ งให้ไปยิ่งได้มาก ไม่ต้องอยากเลย ถ้าเราทำถึงไม่อยากได้จะได้ แต่ถ้าเราทำแล้วไม่ดีถึง แต่เรามีใจอยากได้มากกว่าที่เราทำนั่นคือขาดทุน แต่เราทำกาย วาจา ใจแล้วคิดค่าเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีหน่วยค่าที่เราทำกรรมไป ให้ไปนั้นมันยังน้อยกว่าพลังงานทางจิตที่เรายึดไว้ ต้องการให้ได้รวยกว่านี้ ชาติหน้าต้องการมากกว่านี้ พวกนี้ขาดทุนแหลกราญเลย ขาดทุนหนักชีวิตมีแต่จม บางทีทำทานทีละ ร้อยล้าน แต่ว่าตั้งภพ ชาติได้มากว่านั้นตะกละมากกว่าอีก เป็นกรรมจริง เขาทำใจในใจไม่เป็น ครูบาอาจารย์ไม่สอนเขา เขาก็ทำใจไม่เป็น ทำแต่กรรมตะกละซึ่งมโนก็เป็นกรรมอย่างหนึ่ง แล้วแรงด้วย เพราะมโนเป็นต้นทางเลย คุณสั่งสมทรัพย์วัตถุไปเท่าไหรก็เอาไปไม่ได้ แต่สะสมจิตโลภนี่ติดอัตภาพไปนี่เต็มๆ เลย มีแต่ตัวกูของกู มีแต่ความจำว่าเป็นเราเป็นของเรา กิเลสที่อยากเป็นอนุสัยใส่จิต ที่ว่าตัวกูของกู นี่แหละ ไม่เปล่าๆ นะ อยากได้กิเลสที่จะเอาให้ได้เป็นของตนอีกนี่แหละ คือสะสมกิเลสในอนุสัย เป็นพลังงานที่คุณไม่รู้ อวิชชาก็ทำต่อไป นี่คือเรื่องจิต ที่หลวงปู่พูดให้ฟัง อย่าไปสร้างจิตแบบนี้เลย อยู่กับชาวอโศกกี่ชาติๆ ถ้าเข้าใจแล้วชีวิตจะเจริญสบาย ย ิ่ งทำไปย ิ่ งมีบารมีสูง เกิดเองโดยไม่สร้างจิตซับซ้อนเป็นวิบากแก่ตนเดือดร้อนวุ่นวายอีก เป็นอจินไตย กรรมวิบาก
พวกเรามีชีวิตที่ยังคิดไม่ถึง ยังไม่ได้ออกไปต่อสู้กับภายนอก อยู่ในนี้ก็ไม่ได้เป็นเราเป็นของเรามีอัตตาอยู่ ไปข้างนอกจะได้สะสมเป็นของเราได้ อยู่ในหมู่นี้ก็จะไม่ได้เป็นของเรา นี่คือความไม่รู้ แต่อยู่ในนี้ก็พอได้เสพนะ ไม่ใช่ว่าไม่มีเสียเลย แต่ไม่มากไม่จัดจ้านเหมือนโลก เพราะไม่หนัก ถ้าไปติดยึดอย่างภายนอกนี้หนัก ผู้รู้นี้เห็นแล้วก็ เออ ออ ไปกับเขาก็ได้ แต่เรามีสำนึกไม่ติดกับเขา เขาจะสนุกก็สนุกกับเขานิดหน่อย แต่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ ในชีวิตเราไม่เหี่ยวแห้งหรอก ไม่ได้หนีเข้าป่าเขาถ้ำ มีแต่สิงสา ร าสัตว์ แต่ไม่มีอบายมุขมอมเมา มีแต่ขี้ให้ดม มีเหม็นสาบสัตว์เท่านั้น ก็ไม่เหมือนอยู่กับสังคม แต่อย่างของพุทธนี่อยู่กับสังคม เขาก็มีบันเทิงเราก็เห็นอยู่ ไม่เหี่ยวแห้ง แต่จิตเราเสพติดอยู่หรือไม่ จะเออ ออ ไปกับเขาได้ สนุกกับเขาได้ ดีไม่ดีเรามีพอสมควรก็อาศัยกัน ช่วยกันทำขึ้นให้อาศัย
เหมือนกับเราสร้างเฮือนน้อยให้ลูกเล่น ก็สร้างทำตุ๊กตาเล็กๆ ให้ลูกเล่นไป เล่นๆ คล้ายๆ นั้น แต่ใจเราไม่มีปัญหา เราอยู่กับสังคม มีทุกอย่างไม่เหี่ยวแห้งเหมือนคนเข้าป่า แต่จิตนี่ย ิ่ งใหญ่ไม่ติด ไม่เสพ ไม่แอบเสพ กิเลสล้างเกลี้ยงจิตรู้เท่าทัน ว่าถ้าเสพก็ไม่สะอาด จิตไม่ตะกละ รู้แล้วว่าของปลอม จะสนุกอย่างไรก็โลกียรส มีปัญญารู้ ว่าไม่มีค่าอะไร จำได้ก็เข้าใจ นี่คือจิตโลกุตระ แล้วไม่เป็นพิษภัยนี่สำคัญ
คนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่ต้องหนีเข้าป่าเขาถ้ำ ปฏิบัติในสังคมเป็นหลัก ทำไปตามลำดับ ต่ำไปสูงก็อยู่กับสังคมนี่แหละ เขาจะมีอย่างไรก็อยู่ได้ ถ้าสังคมเขาไม่เลิกก็เห็นก็รู้ด้วย เหมือนทุกคนรู้ เราก็รู้แล้วว่าคือโลกปรุงแต่งกันในโลก เราก็ได้สัมผัส เห็นรู้ ได้ยิน ได้กลิ่นได้รสเหมือนเขา แต่ปัญญาจะชัดเจนว่าไม่ต้องเสพติดอะไรแล้ว ล้างได้เป็นสัจจะแล้ว สัมผัสก็รู้ความจริงเท่านั้น เดาเอาไม่ได้สำหรับปุถุชน จิตหลุดพ้นแล้วมีโลกุตรจิต เป็นจิตอุตตมะเป็นเช่นนี้จะรู้ความจริงในจิต นี่คือสัจจะยิ่งใหญ่ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ว่ามีปัญญาล้างกิเลสได้จริง มีโลกุตระ โลกวิทู โลกานุกัมปายะ เรารู้โลกนะ แต่เราไม่ติด เราจะช่วยเขาได้ขนาดไหนก็ตามเราสามารถทำได้
ฝากไว้ว่า ถ้าคิดจะอยู่ฝึกฝนกับคนกลุ่มนี้ พี่ป้า น้าอา ที่อยู่ที่นี่ หลายคนเขาเข้าใจแล้วว่าข้างนอกเป็นอย่าไร เขาไม่เอาแล้วก็มาอยู่กับทางนี้ ส่วนเด็กที่ไม่เข้าใจจะออกไปก็จะได้จำได้ว่ามีสังคมแบบนี้ อย่ารีบลืมชาวอโศกเร็วนัก หรือใครจะอยู่ด้วยก็เป็นกุศล หลวงปู่ไม่ได้ขอร้องนะ แต่ก็เข้าใจว่าหลวงปู่อยากให้พวกเราอยู่นะ...แต่จะอยู่ไหม?....ไม่อยู่ ก็ดี พ่อครูว่า ตรงๆ หลวงปู่ก็รู้แต่จะอยู่ก็ดี
ยิ่งปีนี้เราเปิด รร.อาชีวะต่อเรือ พวกเราคงรู้ว่าที่นี่มีเรือ ลำใหญ่ลำเล็ก เรามีน้ำท่วม มีน้ำตกด้วย จะมีน้ำมากกว่านี้อีก เราเป็นบ้านราชฯ เมืองเรือ บ้านไม้เมืองหิน บ้านดินเมืองน้ำ บ้านงามเมืองพุทธ บ้านพิสุทธิ์เมืองอมตะ
ตอนนี้เราเป็นบ้านราชฯ เมืองเรือ กำลังต้องการกำลังช่วย สมณะพอแล้ว ที่จะมาช่วยดู เรือโคกใต้ดิน ที่จะออกแบบทำเป็นเรือที่ลอยบนคลื่น มีพญาครุฑอยู่ที่หัวเรือ จะอนุรักษ์เรือไม้ เอี้ยมจุ๊นหรือเรือฉลอมนี่ ลำใหญ่ เป็นเรือที่เรารวมใจกันลากขึ้นมาบนเนินนี้ แต่ก่อนเนินนี้สูง แต่ตอนนี้เป็นเนินต่ำไปแล้วใช้จิตวิญญาณลากกันมา เราก็จะทำให้เรียบร้อย
โคกใต้ดิน สินในสูญ ก็เป็นชื่อเรือที่เรามีอยู่ รอการซ่อมแซม เราทำอย่างคนจนด้วย ยังไม่พร้อมก็ค่อยๆ ทำไปช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร อยากให้พวกเรารู้ว่าเรากำลังตั้งโรงเรียนต่อเรือ เรามีแม่น้ำมูนเป็นสมบัติธรรมชาติ ไม่นานมานี้ ท่านนายกฯ ก็ปลุกคลองผดุงกรุงเกษมเป็นตลาดน้ำมาแล้ว แม่น้ำมูนก็เช่นกัน เราจะทำให้เกิดพฤติกรรมสังคมเลี้ยงชีพได้อีกเยอะเลย แต่ก่อนมีคมนาคมทางน้ำเยอะ แต่เดี๋ยวนี้ลดลงมาก เราจึงตั้งโรงเรียนซ่อมเรือสร้างเรือทำเรือกัน เด็กคนไหนเรียนจบ ม. 3 ม. 6 จะมาเรียนต่อก็ขอบอกไว้ เป็นเรือที่ที่อื่นเขาไม่มีแล้วแต่เราจะมีเพื่ออนุรักษ์ไว้
เราจะสร้างเรือไม้ เรือเหล็ก แพขนานยนต์ด้วย ถ้าเรียนรุ่นแรกจะได้ช่วยบูรณะสร้างต่อ เรียนแล้วมีความรู้จริงด้วย ไม่ใช่ได้แต่ท่องจำได้ใบประกาศ แต่ที่นี่เรียนแล้วทำได้จริงด้วย ถ้ามีเวลาแรงงานจะทำได้เยอะ
ต่อไปเป็นการ พ่อครูว่า ประเด็น
_ดญ.สุดคำฟ้า (เมย) ... ทำไมคนเราถึงมีความรัก? พ่อครูว่า . .. 1 . ไม่มีปัญญา 2 . มีปัญญา ความรักเป็นพลังงานของจิตชนิดหนึ่ง เป็นความรักที่ก่อทุกข์ภัยโทษก็ได้ แล้วเป็นพลังงานความรักที่ก่อคุณค่าประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติก็ได้ เป็นพลังงานของมนุษย์ที่ยิ่งกว่าเดรัจฉาน ความรักที่ก่อภัยโทษเห็นแก่ตัวเลวร้ายก็มี แต่คนเราหากมาเรียนรู้ เข้าใจ ล้างพลังงานที่พาทำความรักไม่ดี เปลี่ยนมาทำความรักที่ดีให้แก่โลก แ ก่ คนอื่น เป็นรักไม่เห็นแก่ตัวนี่ดี
_ดญ.เพชรเพียงพุทธ นิยมพุทธ... คนลืมเป็นบาปไหม? พ่อครูว่า . .. ลืมจะเรียกว่าบาปไหม? บาปแปลว่ากิเลส ลืมจริงๆ แล้วจะบอกว่ากิเลสมันก็ไม่ใช่ แต่มันเป็นส ิ่ งที่บางทีบางอย่าง ถ้าเราลืมเสียได้มันก็สบายอย่างลืมทำชั่วแต่ก่อนทำเก่ง แต่เดี๋ยวนี้ลืมทำไม่เป็นอย่างนี้ดี ไม่บาป เจริญด้วย การจะจำอะไรได้หรือไม่ก็ไม่เชิงบาปหรือกุศลอะไร เราต้องรู้ว่าอะไรควรจำก็จำไม่เป็นบาป อะไรไม่ดีก็ไม่ควรจำ เป็นบาปก็ไม่ควรจำเลย
_ดช.เพชรแสงธรรม ... บุญแปลว่า ชำระกิเลส กุศลแปลว่าคุณงามความดี แล้วยิ่งกว่าบุญคืออะไร? พ่อครูว่า ...ย ิ่ งกว่าบุญก็คือกรรม ผู้หมดบุญหมดบาป อย่างเป็นอรหันต์ ล้างกิเลสหมดก็ไม่ต้องทำบุญ ถ้าชำระกิเลสหมดแล้วก็เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป บาปคือพลังงานจิตที่เลว เราล้างบาปหมดแล้วในจิตเรา ก็เหลือแต่กรรมที่ทำดีทำกุศลเพื่อผู้อื่นได้ นี่คือสิ่งประเสริฐสุด
_ถ้าเราลดละบางอย่าง เช่นเราอดขนม 1 เดือน มันจะล้างกิเลสได้หรือไม่? ถ้าอดขนมต่อไปเรื่อยๆ พ่อครูว่า… ถ้าเรากดข่มเฉยๆ ไม่มีการอ่านจิต ไม่เกิดปัญญาว่า กิเลสมันพาเราเป็นภาระอย่างไร หากเราทนได้ไม่กินก็ไม่เป็นภาระ เรากินอย่างอื่นที่ดีกว่าขนมก็มีเยอะ เราจะเห็นโทษภัย ภาระ ขนมมันเราติดรส รสนั้นมีตามธรรมชาติ หวานเปรี้ยวเค็ม นี่หอม เหม็นก็มีธรรมดา ตามธรรมชาติ หากเราจะกินเพื่อเป็นประโยชน์ก็กิน ถ้าเราเรียนรู้แล้วล้างจิตยึด จิตอุปาทานติดรสอร่อยเราก็ไม่ติดขนมนี้ เรากินอย่างอื่นที่มีสารอาหารแทนขนมนี้ก็ได้ แต่ถ้าไม่มีปัญญากดข่มไปอีกกี่ชาติก็ติดขนมต่อไป
_ดญ.แก้วกลั่นพร (โมกข์)...การที่เราทำบุญโดยรู้ว่า บุญคือการชำระจิตสันดาน แต่เราทำบุญแบบที่เราไม่รู้ว่าเราชำระอย่างไหนได้บุญกว่ากัน พ่อครูว่า… ก็ต้องแบบรู้ รู้ว่ามีกิเลสอยู่รู้ว่าลดได้ กิเลสหมดก็รู้ รู้ธรรมรสว่า กิเลสหมดมันบางเบาได้อย่างไร แต่ถ้าเราชำระกิเลสได้โดยเราไม่รู้ว่ากิเลสหมดหรือไม่ ธรรมรสอย่างไรก็ไม่รู้ มันก็เวียนกลับมาได้ เพราะบางอย่างมันลดได้ หรือคนสะกดจิตไปมันก็ลืม ลดได้แต่ไม่มีปัญญารู้ว่าลดอย่างไร มันเบาภาระอย่างไร สบายอย่างไร มีประโยชน์คุณค่าอย่างไร ดีกว่าที่กิเลสลดแล้วไม่รู้
_แลเลื่อนฟ้า (ดูแล) ... บุญก็เหมือนกับน้ำ บาปก็เหมือนกับโคลน สมมุติว่าเราทำบาป บาปก็เหมือนกับโคลนติดตัวเราไป ถ้าเราทำบุญ บุญก็เหมือนกับน้ำ แล้วน้ำมีขันเดียว เราต้องทำน้ำเพิ่มขึ้นใช่ไหม? พ่อครูว่า . ..ใช่ ล้างให้เกลี้ยงซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ
_ตลาดอาริยะคือพวกเราเป็นคนขาย เพราะเราขายของต่ำกว่าทุน แล้วคนมาซื้อได้บุญกับเราอย่างไร พ่อครูว่า ...เราก็สอนเขาว่าอย่าโลภ อย่ามาเวียนเทียน คนเราตามธรรมดาจะโลภ ย ิ่ งได้ของราคาต่ำก็จะโลภ ก็ให้เขาฝึกจิตเขาอย่าทำโลภ อย่าเห็นแก่ตัว เผื่อแผ่คนอื่นได้ เราทำกับเขานี่มันซ้อน เราทำเสียสละนี่เขารู้นะว่าเราขาดทุนให้เขา เขาก็จะสำนึก ว่าเราจะต้องอยู่กับคนเสียสละอย่าเอาเปรียบมากนัก เป็นจิตวิทยาสังคม พวกนี้จะได้บ้าง ถ้าใครมีปัญญาดีๆ จะรู้จิตวิทยาสังคม ย ิ่ งเราเสียสละเป็นหมู่ใหญ่เลย เราทำทุกปีเขาจะรู้ว่าเราไม่ได้ทำแบบตลาดๆ หลอกล่อแอบแฝง โกหก เราไม่ทำเราซื่อสัตย์จะต่างกัน เรามองตื้นๆว่าทำให้คนอื่นโลภ จริงเขาจะเกิดกิเลส แต่เมื่ออยู่กับคนพฤติกรรมจริงใจ แล้วก็เป็นองค์รวมสนามแม่เหล็กตลาดอาริยะทุกคนมาตั้งใจเสียสละ มีพฤติกรรมจริง เขาจะได้สัมผัส การสร้างองค์ประกอบศาสตร์และศิลป์นี้จะมีผลสูง
_ทำไมโลกนี้มีหลายศาสนา พ่อครูว่า ...คนเราเกิดมาทำไมไม่เหมือนกันทุกคน แล้วความคิดของแต่ละคนทำไมมีหลายความคิด ศาสนาก็จึงต้องมีหลายศาสนาได้ คนก็เชื่อไปต่างๆ นานา ถ้าคนเชื่ออย่างเดียวกันหมด สมมุติว่าเชื่ออย่างเดียวกันแล้วไม่ดีด้วย จะบรรลัยไหม? แต่เราจะบังคับให้คนเชื่อส ิ่ งดีอย่างเดียวเป็นไปไม่ได้ เราก็ได้แต่บอกให้คนมาเชื่อสิ่งดีให้ได้มากๆ เท่านั้น หลายศาสนาก็มีวิธีหารบริวาร แต่ศาสนาพุทธไม่หลอกคน มีแต่เปิดเผยสิ่งดีงามสิ่งดีให้คนรู้ คนมีปัญญาเห็นรู้ก็จะมาเอาเอง ก็จะได้คนจริงหมู่ที่แน่นอยู่ไปได้นาน สรุปว่า แม้แค่ศาสนาเดียวกันยังเห็นต่างกันได้เลย
_ใบฟ้า...คนจะเป็นโมฆะนักเรียนเป็นอย่างไรแล้วเขาจะไปอย่างไร? พ่อครูว่า ...จะไปอย่างไรนั้ น หลวงปู่ว่า ไม่ได้ แต่เด็กที่เรียนออกไปจากที่นี่ เขาจะไม่ได้อะไรเลย แต่อาจจำได้บ้างแม้จะลืมไปแต่คงไม่เกลี้ยงเสียทีเดียวเลย คงมีอะไรเหลือบ้าง โตขึ้นจะรู้โดยปริยายว่าอะไรดีหรือไม่ดีหรือลึกไปกว่านั้นอะไรทุกข์อะไรไม่ทุกข์ก็จะรู้ อะไรเป็นโลกอะไรเป็นโลกุตระ ถ้าเขามีปฏิภาณได้ไปบ้าง คนที่ได้แยกแยะได้ มีเชื ้ อแยกแยะได้โลกียะกับโลกุตระได้ ไม่ยินดีกับโลกธรรมแล้ว แม้กิเลสจะมีอยู่ก็พยายามลด นี่คือทิศทางเป็นการรู้จริง ว่า ไม่เอาโลกียะที่เป็นทุกข์เป็นภาระ ยิ่งจำได้แล้วเอาไปปฏิบัติได้ลดได้ จนมีเหตุปัจจัยประสพการณ์มากขึ้น เห็นชัดมีปัญญาสูงขึ้น ถ้าเชื้อโลกุตระหรือชิป มี แล้วบ่มเพาะได้ ถึงขีดเขาไม่ตายเสียก่อนก็จะมา
ที่นี่สอนโลกุตรธรรม คือจิตไม่ยินดีแบบโลกๆ กามคุณโลกธรรม อัตตา ให้แก่ตนแล้ว แต่ทีนี้มันจะเป็นผู้มีมรรคผลคือต้องรู้แล้วปฏิบัติได้ด้วย จะอยู่ข้างในนี้หรืออยู่ภายนอกก็ตาม โลกุตระคืออ่านจิตเป็นรู้กิเลสตน อ่านออกแล้วเห็นกิเลสตนจางคลายเล็กลงได้จริง นั่นคือเนกขัมมะโกลุตระจริง ยิ่งสัมผัสธรรมรสที่กิเลสหมดได้จริงก็จะรู้ แล้วอยู่กับโลกได้ อย่างโลกไม่มีฤทธิ์เดชกับเราได้จริง เห็นมีแต่ธรรมรสไม่มีโลกียรสได้จริง
_หนูเป็นคนเอาแต่ใจตัวเองมากๆ เวลาอยู่กับแม่หนูจะชอบว่าแม่ ในข้อบกพร่องของแม่ หนูรู้ว่ามันไม่ดี แต่พอหนูเผลอหนูก็พูดทุกที จะแก้อย่างไร พอว่าแล้วก็ค่อยสำนึกตาม ภายหลัง หนูจะบาปและมีวิบากอย่างไร? หนูจะจัดการตนเองอย่างไร? หนูเสียใจกับพฤติกรรมตนเองมาก? พ่อครูว่า ... ดีแล้วที่รู้ว่าสิ่งที่ทำไม่ดี แต่ที่ว่านี้ ไปว่าโดยไม่มีสัมมาคารวะ หรือศิลปะ แต่ธรรมดาเขาไม่ให้ว่าหรอก เขาจะยกให้แม่ อย่าไปว่าแม่เลย จะอย่างไรก็ต้องเคารพนับถือบูชาก็เป็นเช่นนั้นสำหรับคนทั่วไป ก็ดีที่มีวุฒิภาวะแบบนี้ เราจะว่าแม่ถ้าเราพิจารณาจริงว่าเป็นข้อบกพร่องของแม่ แล้วเราก็ว่าไม่อยากให้แม่ทำ เราก็ต้องสำนึกว่า เราเป็นลูกต้องอ่อนน้อมถ่อมตน ก็ต้องหาโอกาส แล้วจะบอกแม่ให้รู้ หรือจะหาวิธีพูด นี่แหละเป็นประเด็นสำคัญไม่ให้แม่รู้สึกว่าเราว่า แต่เราบอกความไม่ดีของแม่อย่างสัมมาคารวะ เคารพในการบอก ต้องมีเวลาวาระอันควร แล้วต้องใช้โวหารสำนวนให้อ่อนน้อมถ่อมตน ลีลาอย่างไรให้อ่อนน้อมถ่อมตน ก็พยายามถ้าจะว่าทีหลังก็ต้องสังวรสำรวมอย่าให้รีบว่า เห็นแล้วก็ดี อย่ารีบว่าไตร่ตรองก่อน โอกาสไหนดี ก็ค่อยทำหรือไม่ก็ยกไว้ หากเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ยกไว้ได้
_วิบากกรรม รับแทนกันได้ไหม? พ่อครูว่า… ไม่ได้เลยไม่ต้องขยายความเลย กัมมสกะ (กรรมเป็นของเรา) กัมมทายาโท (เราเป็นทายาทของกรรมเราเอง)
_บุญกุศลให้กันได้ไหม? พ่อครูว่า . ..ไม่ได้ มีแต่บอกวิธีให้ได้เแต่เขาจะทำไหม? ทำถูกไหม? ก็อยู่ที่เขา
_อาริยะหมายถึงอะไร? พ่อครูว่า… ความประเสริฐความดีงามของมนุษย์ ในกรรม 3 กาย วาจา ใจ
_งานตลาดอาริยะจัดเพื่ออะไร? พ่อครูว่า… งานตลาดอาริยะเพื่อประโยชน์สังคม เพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ แม้คนจัดก็ได้ฝึกเสียสละ ลด ละกิเลส ต้องมาช่วยกันทำให้เป็นสนามแม่เหล็กตลาดอาริยะ ปีนี้ เราจะจัดร่วมกับทางจังหวัดด้วย จะเกิดพลังงานสนามแม่เหล็ก แห่งการสร้างสังคมเสียสละเอื้อเฟื้อเจือจานได้มาก
_ถ้าเรารู้สึกว่าเราควบคุมน้องๆ ไม่ได้ เราจะทำอย่างไร พ่อครูว่า… ก็หาวิธีอื่นหรือปรึกษาผู้รู้
_หลวงปู่คิดว่าอย่างไร ใครสวยสุดในโลก? พ่อครูว่า… มันเป็นสมมุติ แล้วแต่คนสมมุติกันไปน่ะ คนผิวดำหรือผิวขาวก็แล้วแต่ใครเห็นว่าสวย ถามว่าใครสวยที่สุดในโลก ...ก็อุปาทานสวยที่สุดในโลก คนมีเมียขี้เหร่แต่เขาก็ว่าสวยที่สุดในโลก ข่าววันนี้ สามีอายุ 76 ปี เมียอายุ 82 ปี เมียตายแล้วไม่เอาไปเผา จนเน่าเลย เมียตนดีที่สุดในโลก
_การเข้าค่าย ยอส. มีทั้งผลดีผลเสีย ...ข้อดี ชายหญิงแยกกัน ทำใบศีลทุกวัน ทำวัตรเช้า_เย็นทุกวัน แต่ข้อเสียหนูก็ว่ามี ชายหญิงก็ไม่ค่อยสัมพันธ์กัน แยก ม. ทำให้ไม่รู้จักกับ ม.อื่น สันทนาการน้อย น่าเบื่อ มีแต่เรียน หลวงปู่เห็นว่าอย่างไรคะ พ่อครูว่า… หลวงปู่ไม่ได้ประเมิน แต่ หลวงปู่ว่า ไม่ได้ว่าครั้งนี้เป็นอย่างไร ก็ฟังรายงานผล ก็จะรู้ทีหลังแต่พวกเราก็ช่วยดูแลอยู่แล้ว เราเจตนามุ่งหมาย ที่จะให้ดี มันทำได้ประมาณไหนก็อนุโมทนา ในข้อดีข้อเสียที่พูดมามีส ิ่ งถูกและไม่ถูกพอๆ กัน จริงๆ แล้ว เราจะสัมพันธ์หรือแยก เราไม่ทำสุดโต่ง แต่ไม่สัมพันธ์จนเสียสภาพ เราจะมีสัมพันธ์และคลุกคลีกันพอเหมาะ เรื่องศีล ทำวัตรเช้าฟังธรรมทั้งวันนี่พูดประชดหรือเปล่า เรื่องชั้นปีก็จัดให้เพ ิ่ มเอง จะรวมชั้นหรือแยกก็ไม่เที่ยง แล้วแต่บางปี ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย เราก็พยายามอยู่แล้ว สันทนาการน้อย การมารวมกันเราจะสันทนาการกันพอสมควร แม้ในเวลาสามัญ พวกเราก็ไม่ไปรื่นเริงมากนัก ก็สันทนาการพอควร คือได้พักผ่อนพอได้ เพราะมันเสียเวลา มันสุขหลอกบำเรอตนเองเท่านั้น
_เพชรแสงธรรม...มีคนบอกว่าให้แม่ไปงานปลุกเสกฯ บ้าง วันๆ มัวแต่หาเงินไม่ได้มาปฏิบัติธรรม น่าจะมาทำบุญบ้าง แล้วเราจะโกหกให้แม่มาก็ไม่ได้ แล้วการโกหก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive