580930_ธรรมาธรรมะสงคราม แจกแจงลึกซึ้งถึงคำว่า อาการ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.27 MB
วันที่แก้ไข19 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580930_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก แจกแจงลึกซึ้งถึงคำว่า อาการ

พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 30 ก ันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก เป็นวันที่ข้าราชการหลายคนก็จะได้พักผ่อน ส่วนอาตมาก็ไม่ต้องพูดเรื่องปลดเกษีย ณ เลย ก็ไม่มีเรี่ยวแรงทำเมื่อไหร่คือปลดเกษีย ณ ยิ่งนานวันยิ่งศึกษา ก็ยิ่งเห็นความจริงเข้าไปเรื่อยๆ ว่าคนเราก็เต้นไปตามโลกเขาไป ผู้ที่เป็นปราชญ์เอกได้ค้นพบ บรรยายเอาไว้ คนเราก็ไม่ค่อยไปเรียนรู้ตาม

คำว่า เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ของพระพุทธเจ้า 4 คำนี้ยิ่งใหญ่ ชีวิตก็ มี 4 อย่างนี้แหละ นักวิจัยเขาใช้ input process output outcome impact ก็มีอยู่แค่นั้น มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย ก็ได้อะไรออกมาอันหนึ่ง เขาก็หลงว่าเป็นความจริง เป็นผลรวม แล้วหลงว่าได้เป็นเรื่องราว มีนิทาน สมุทัย ปัจจัยไปไม่จบ ผู้สามารถเรียนรู้ความจริงได้ครบก็หยุดนิยายได้ แต่ที่จริงเป็นนิยายที่ไม่มีส ิ่ งชั่วร้ายแล้ว ดำเนินต่อไปอย่างมีแต่กุศล

อาตมามาบวชแต่ปี 2513 จนวันนี้ 2558 มาวันนี้ 43 ปี ยาวนานไม่ใช่เล่น ผู้รู้จักอาตมายาวนาน อาตมาเป็นคนที่ไม่มีโทษภัยต่อผู้อื่นต่อสังคม ใครมองอาตมาว่า เห็นอาตมาเป็นโทษภัยอะไรต่อสังคมไหม...ก็ไม่เห็นเลยหรือ? ว่าเขาอยู่ฉอดๆๆ ไม่เป็นโทษภัยต่อเขาเลยหรือ?

การศึกษาที่จะรู้ความจริงดังกล่าวเป็นเรื่องประเสริฐมากในโลก น่าจะทำตนให้เป็นคนไม่เป็นโทษภัยต่อใครเลยได้ แต่ละชาติที่เกิดมา คนที่ยิ่งไม่มีปฏิกิริยากับสังคม หนีเข้าป่าเขาถ้ำ จะบอกว่าไม่เป็นโทษภัยก็พอได้ แต่ว่าไม่เป็นประโยชน์คุณค่าต่อโลก ดีไม่ดีก็กินใช้ของโลกเขาแต่ไร้ประโยชน์ต่อโลก เสียชาติเกิดเปล่าๆ

กาละนี้ยิ่งจำเป็นมากที่จะต้องให้ได้คนเช่นนี้ให้แก่โลก ก็ต้องพยายามให้คนได้ฝึกฝนตนให้มากๆ

มาอธิบายเนื้อหา

อ่านต่อ

สาระกันต่อ _ 0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน มีข้อสงสัยค่ะว่า พระอรหันต์ ท่านจะสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้มั๊ยคะ พ่อครูว่า ...มนุษย์ต่างดาวหมายถึงมนุษย์อยู่คนละดวงดาวคนละโลกหรือ? ในโลกเดียวกันติดต่อกันได้แล้วทั่วหมด แต่มนุษย์ต่างโลก ต่างดาว ตอนนี้เขาก็พยายามติดต่อ บางพวกบางคนก็ว่ามี มีมนุษย์ต่างดาวเข้ามาในโลก มีจานบินมา แต่ก็ยังไม่ชัดเจนหลักฐาน แต่ติดต่อได้ภาษาก็จะสื่อกันไม่ได้ อาตมาก็ว่าไม่ได้น่ะ

0818557xxx กราบนสก.พ่อท่าน เป็นกำลังใจค่ะ ขนาดป้าเจมาทีหลัง3-4เดือนนี้เองยังนึกไม่ถึงเลยว่า พ่อท่านจะลึกซึ้งได้ถึงต่อมสำนึกเลยค่ะ เป็นกำลังใจแด่ทุกๆท่าน ป้าเจลุงโอ 0857308xxx คนทั่วไปเห็นอโศกเป็นของแปลกปฏิบัติได้ยาก ขัดกิเลสเขาเกินจึงเขาจึงไม่สน 0893867xxx โลกธรรมอำนาจเด่นเป็นของปองหมาย,แข่งรวย แข่งอาวุธร้ายกลายเป็นบ้า,คน ทำตนวนจนเกิดความสับสนซ่อนซ้อนเชิงกล, หวาดผวาหลงอวิชชาว่าเป็นความรู้ฯลฯ 0893867xxx บทเพลงสันติภาพในรวมเพลงพ่อท่านฯ ร้องโดยคุณสุทธินันท์กับคุณวัชราภรณ์! ผู้น้อยเปิดฟังทุกวัน! 0893867xxx ต่างแนวคิดโลมหลงจิตต่างฝันสันติธรรม,แย่งกันแยก กรรมซ้ำร้ายทำลายหมู่,เลยกลายเป็นพรางจึงเกิดศึกกลางสันติซ้อนชอนไช, อดสูค้นความจริงดูรู้จริงให้จริง,สันติภาพเอยฯ 0893867xxx เพลงสันติภาพของพ่อท่านฯ บอกเราว่าสันติภาพจักบังเกิดแก่โลก เมื่อมนุษย์โลกมีสันติธรรมในใจตน สร้างสันติภาพให้โลกสันติสุขร่มเย็น!

พ่อครูว่า… ขวัญชนก ชูเกียรติ อ่านเพลงอาตมาแล้วก็บอกว่าคิดคำความได้อย่างไร อาตมาก็เอาภาษาไทย ชัดๆ ง่ายๆ มีคำสัมผัส คล้องจอง ก็เอาภาษามาร้อยเรียงสื่อสภาวะ ก็คิดใช้ภาษาพวกนี้ มันเป็นร้อยกรองที่ยิ่งกว่าร้อยกรอง ร้อยกรองเอาภาษาที่สัมผัสสำเนียงเสียงภาษา แต่ทุกวันนี้อาตมาร้อยเรียงสื่อภาษาธรรมะ ที่ได้เนื้อความเคารพครบครัน ลึกซึ้งก็ได้ประโยชน์

_ 0857308xxxจะเรียนทิฎฐิ62 โลก อัตตาให้ชัดเจนค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า… การศึกษาของโลก ก็มีการศึกษา โลก กับ อัตตา เท่านี้แหละ ของไอสไตน์ก็มีทฤษฎีสัมพัทธภาพ ของพระพุทธเจ้าก็ศึกษา relation คือความสัมพันธ์ของโลกกับอัตตานี่แหละ จะแจกโลกเป็นโลก 1 โลก 2 … โลก 10 อย่างที่จะสัมพันธ์กันต่างๆ นานา เราก็อยู่กับโลกอย่างมีความรู้ ไม่เป็นโทษภัยและเป็นประโยชน์แก่กันและกัน พระพุทธเจ้าสร้างคนชนิดนี้ให้แก่โลก ให้ตนสูญอัตตาเลย นามธรรมตนเป็นต้นเค้า ส่วนร่างกายนี้เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

คนค้นไม่พบพลังงานนี้ก็ยกให้พระเจ้า พระเจ้าคือพลังงานสั่งการของแต่ละคน ไม่ใช่ของอื่นนอกตน คือพลังงานที่ตนควบคุมสั่งการได้ พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้อัตตาจนควบคุมสั่งการอัตตาของตนได้ ไม่ใช่พระเจ้าสั่งหรอก ตนสั่งเอง อัตตาหิ อัตตโนนาโถ แต่ถ้าไม่สามารถ เราก็ถูกพลังงานกิเลส อัตตา สั่งเรา ที่ตนไม่รู้จัก วิธีการศึกษาพระพุทธเจ้าให้ศึกษาโลก เขาอยู่อย่างไรเราก็อยู่กับเขาได้ไม่เป็นโทษ เรารู้ทุกข์จนไม่มีทุกข์ ไม่มีภัยต่อโลก แล้วก็รู้ว่าตนจะอยู่หรือสูญก็ได้

_ 0857308xxx ช่วงที่ผ่านมาสัญญานสื่อไม่ดีมีอุปสรรคเยอะ แต่จะเพียรศึกษาค่ะ _ 0893867xxx พ่อครูเคยสรุปการเมืองคืองานเพื่อปชช.ไม่ใช่งานอาชีพ เพื่อเลี้ยงพรรคพวกครอบครัวตน! แต่คืองานเพื่อบ้าน เพื่อเมืองเพื่อมวลมนุษย์! _ 0893867xxx ท่านเคยบอกว่านักบวชมีหน้าที่จะทำงานเพื่อปชช. รับใช้ปชช.มีชีวิตเนื่องด้วยผู้ อื่นฤาอาศัยผู้อื่นเลี้ยงไว้เหมือนนกม. ที่อาศัยเงินของผู้อื่น! พ่อครูว่า… นักการเมืองกับนักบวช คือผู้ที่ให้ประชาชนเลี้ยงไว้ แล้วก็ทำงานให้ประชาชน หรือจริงๆ แล้ว ทำงานให้ป ระชาชน จริงๆ แล้วเขาจะเลี้ยงไว้ โดยตนไม่ต้องสะสมกอบโกย ไม่ต้องหาอะไรมาให้แก่ตน ตนทำประโยชน์แก่ผู้อื่นไปเถอะ แม้แต่วงเล็กๆ ก็อยู่รอด ยิ่งเก่งสามารถทำวงกว้างมากขึ้น เจริญขึ้นไปอีกก็ยิ่งอยู่สะดวก ยิ่งมีคนช่วยมากขึ้นอีก เชิญพิสูจน์ให้จริง แต่กิเลสคนมันแฝง คนจับได้ก็เลยไม่ชอบ แต่ถ้าไม่มีกิเลสคนก็จับไม่ได้ เพราะไม่มี มีแต่คนจะยิ่งมาช่วยเพ ิ่ มขึ้น เป็นเรื่องจริง

_ 0893867xxx ปรปฏิพัทธาเมชีวิกา คือคนที่ทำงานให้แก่คนในสังคมแล้ว ให้คนในสังคมเลี้ยงดูไว้เรียกว่าชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น! ที่พ่อครูเคยว่าไว้! พ่อครูว่า… เป็นชีวิตประเสริฐงดงาม เราทำงานให้คนอื่น คนอื่นก็ดูแลเราไว้ ถ้าเราสามารถให้ประโยชน์แก่คนอื่นได้ เขาไม่อยากให้เราตายหรอก เราช่วยเขาได้ไม่มีโทษภัยต่อใครเขาไม่อยากให้ตายหรอก มีแต่จะช่วยไม่ให้ตายง่ายๆ แม้ที่สุดมันไม่ตายแต่เป็นมนุษย์พืช เขาก็ให้อยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ให้อยู่เป็นมิ่งขวัญ

_ 0818557xxx กราบนมก.พ่อท่าน ท่านทำถูกต้องแล้วค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปdebateกะใครค่ะ จะโดนรุมจากพวกศีลปลอมๆๆ ซึ่งรู้ทั้งรู้แก่ใจ โยมขำทุกครั้งที่เห็นป้ายหมู่บ้านศีล5 ที่แต่ละวัดจัดให้ชุมชน ตัววัดเองมีรึยัง งงงง...ค่ะ พ่อครูว่า… ก็รู้เอาความจริงก็แล้วกัน มันคิดดำริให้มีศีลก็ดี ถ้าให้สังคมใดใช้ศีลเป็นกฎเกณฑ์จะดี ไม่ต้องร่างร ัฐธรรมนูญ หรือกฎอะไร พระพุทธเจ้าคิดมาแล้วทำศีล 5 ศีล 10 ศีล 26 ให้ได้เป็นลำดับๆ สุดประเสริฐแล้ว เมืองไทยไม่ต้องไปศึกษากฎหมายอะไร ออกกฎศีล 5 ทั้งประเทศเลย ผู้บริหารก็ให้มีศีล 10 รับรองว่าประเทศยิ่งใหญ่เลยจริงๆ ขอยืนยันเลย ผู้บริหารอย่างต่ำ ศีล 8 ได้ไม่แต่งงานไม่มีภาระแล้ว สบาย จะช่วยบริหารสังคมประเทศชาติได้อย่างเยี่ยมยอดเลย ไม่แต่งงานไม่ติดในสิ่งสวยงาม ของใหญ่โตไม่เอาแล้ว พอขึ้นศีล 10 ไม่ต ้อง ชาตรูปรชตะ ย ิ่ งเยี่ยมยอด อนาคามีเป็นต้นไป

คนของพระพุทธเจ้าก็เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่คนของพระพุทธเจ้ามาบวชแล้วก็หนีเข้าป่าเขาถ้ำ ศาสนาพระพุทธเจ้าเลยไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเป็นโทษอีกด้วย ซวยจริงเพราะศาสนาผิดทาง

คำว่า อาการ นี่ทุกอย่างใช้คำว่าอาการเป็นตัวเรียนรู้ มันเกิดความเคลื่อนไหวถึงรู้ได้ แม้แต่ว่ามันน ิ่ งก็เรียกว่าอาการนิ่ง อาการว่าง ไม่เคลื่อนก็เรียกอาการเลย

ภาวะ " กาย " ที่ " ถูกรู้ " จะเป็น " อาการ " ของวัตถุกับนาม หรือนามกับนาม ก็ตาม คือ " รูป " ทั้งสิ้น " อาการ " ของสสารก็ดี " อาการ " ของพลังงานก็ดี " อาการ " ของดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ว่าง นิ่งก็ดี " อาการ " ของรูป (ภาพ) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ดี " อาการ " ของอุตุนิยาม พีชนิยามจิตนิยาม กรรมนิยามธรรมนิยามก็ดี ฯลฯ " อาการ " ที่ " ถูกรู้ " เรียกว่า " รูป " ได้ทั้งนั้น " อาการ คือ ภาวะที่เป็นกิริยาของอะไรต่ออะไรต่างๆ หรือหน้าที่ของอะไรต่ออะไรต่างๆ เป็นภาวะเคลื่อนไหว ตั้งแต่หยาบใหญ่มโหฬารที่สุดแห่งที่สุดแค่ไหนๆ ทั้งปวง และเล็กที่สุดแห่งที่สุดปานใดๆ ทั้งปวง ล้วนเรียกว่า " อาการ " ทั้งนั้น แม้แต่อาการ " นิ่ง " หรืออาการของ " ความว่าง " ก็ " ถูกรู้ " ได้ ผู้จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น " อาการ " ก็อยู่ที่แต่ละคน บางคนไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในสัมผัสในอาการ คนบางคนสัมผัส " อาการ " ได้ และบางคนมีอาการ แต่ไม่สามารถสัมผัส " อาการ " ของรูปกับนามที่ตนเองมี..ได้

" อาการ " ที่คนสามัญไม่สามารถสัมผัสได้ แต่คนที่พยายามเรียนรู้ฝึกฝนกระทั่งสามารถสัมผัส " อาการ " นั้นได้ก็เป็น " วิสามัญ " " อาการ" มีทั้งที่เป็นพลังงาน มากหรือน้อย แรงหรือเบา แม้ที่สุดเป็น " อาการ " ที่ไม่มีพลังงานเลย เป็นอาการเฉยๆ กลางๆ

" อาการ" มีได้ทั้งในวัตถุ และในนามธรรม เช่น กิริยาของสสาร ก็คือ " อาการ " ของสสาร กิริยาของพลังงาน ก็คือ " อาการ " ของพลังงาน กิริยาของดิน ของน้ำ ของลม ของไฟ ของอากาศ ของวิญญาณ ก็คือ " อาการ " ของดินของน้ำ ของลม ของไฟ ของอากาศ ของวิญญาณ กิริยาของคน ก็คือ " อาการ " ของคน กิริยาของสัตว์ก็คือ " อาการ " ของสัตว์ กิริยาของพืช ก็คือ " อาการ " ของพืช

กิริยาของอวัยวะ ก็คือ " อาการ " ของอวัยวะ กิริยาของเซลล์ ก็คือ " อาการ " ของเซลล์ กิริยาของรูปธรรม ก็คือ " อาการ " ของรูปธรรม กิริยาของนามธรรม ก็คือ " อาการ " ของนามธรรม กิริยาขององคาพยพที่ประกอบ กันขึ้นเป็นคน 32 อย่าง ก็คือ " อาการ 32"

หมอแมะนี่แหละคือนักเรียนรู้อาการ โดยการแมะ ส่วนหมอปัจจุบันก็ใช้หูฟังฟัง แต่สู้หมอแมะไม่ได้เขาเรียนรู้มานานกว่า ถ้าคนเรียนรู้อาการดีๆ จะทำให้ได้สมดุลได้ดีกว่า จะอัตโนมัติในการดูแลเลย

กิริยาของพลังงานที่บำบัด " ตัณหา " ในจิตใจ ก็คือ " อาการที่ 33" เรียกว่า ดาวดึงส์

กิริยาของกาย ก็คือ " อาการ " ของกาย กิริยาของเวทนา ก็คือ " อาการ " ของเวทนา กิริยาของจิต ก็คือ " อาการ " ของจิต กิริยาของกรรม ก็คือ " อาการ " ของกรรม กิริยาของธรรม ก็คือ " อาการ " ของธรรม หรือกิริยาของหน้าที่อะไรต่ออะไรต่างๆ

เมื่อมี " กิริยา " เกิดขึ้นต่อเนื่องก็เป็น " พลังงาน " ดังนั้น พลังงานจึงเป็น " อาการ " ให้ " เห็น " ได้ หาก " อาการ " ใดปรากฏอยู่ แล้วใครสัมผัสได้ เห็นได้ รู้ได้ เข้าใจได้ กระทั่งเรียนรู้จนเข้าใจดี ถ้า " อาการ " นั้นเป็นโทษก็จะจัดการกำจัด หรือป้องกันไม่ให้เกิดโทษแก่ตนได้ ถ้า " อาการ " นั้นเป็นคุณค่าประโยชน์ ก็จะสามารถเรียนรู้ " อาการ " นั้นและนำมาทำประโยชน์ได้ จนสามารถจัดการ " อาการ " นั้นให้เป็นไปตามที่เราประสงค์ได้

" อาการ " ของอะไร ก็คือ การเคลื่อนตัว หรือไหวตัวของภาวะนั้นๆ ถ้าไม่มีอะไรเลยใน " ความว่าง " หนึ่ง ก็ไม่มี " อาการ " อะไรใน " ความว่าง " นั้นจากความว่าง (space,empty,zero) พอมีอะไรเริ่มขึ้นใน " ความว่าง " นั้น จากตัวเองก็ตาม เริ่มไม่คงที่ เริ่มไม่เท่าเดิม ก็มีภาวะหนึ่งที่ปรากฏขึ้น ก็เริ่มมี " อาการ " หากเป็นวัตถุรูป แม้จะเป็นขั้น " อรูป " ก็จะมี " อาการ " ของอรูปนั้น

นั่นคือ เริ่มมี " พลังงาน " ของ " อุตุนิยาม " ยิ่งสสารหนึ่งหรือวัตถุหนึ่งเริ่มไม่เป็นอยู่เท่าเดิม เมื่อมี " อาการ " ในตัวเองขึ้น ก็เริ่มมี 2 ก็เริ่มมี " อาการ " เกิดขึ้น ยิ่งถ้าเคลื่อนที่เพิ่มไปอีก ก็คือ พลังงานเพิ่มขึ้นอีก ไปเรื่อยๆ ถ้าเป็น " พลังงานชีวะ " (cell) ก็เริ่มจาก " พลังงานอุตุนิยาม " นี้แหละที่มีพลังงานของ " การจับตัวกันเข้า " เป็น " ตัวเอง " (self) จาก cell ก็เป็น self แล้วพัฒนาขึ้นจาก self เป็น cell ที่มีความสัมบูรณ์ทาง " ฟิสิกส์ " ทั้งความร้อนแสงเสียงแม่เหล็กไฟฟ้า ที่ได้สัดส่วนสนิทเนียนครบประสิทธิภาพสัมบูรณ์ยิ่ง จน " พลังงานทางฟิสิกส์ " ที่มีความเป็นตนเอง (self) รวบรวมได้อย่างเป็นสัดส่วนพอเหมาะนั้นสามารถ " พึ่งตนเอง ช่วยตนเอง สร้างตนเอง " และใช้ความรู้ของตนเองทำให้ตนเองอยู่ได้เองยิ่ง โดยมี " พลังงานแม่เหล็กร่วมยึดตนเองที่สามารถดูดรวม หรือยึดพลังงานอื่น มาร่วมแล้วสร้างเป็นตน หรือสร้างพลังงานอื่นขึ้นในตนเองได้เอง " เป็นอิสระในตนเองไม่ต้องพึ่ง " พลังงานอื่น " ก็ได้แล้ว พลังงานอื่นจะมาร่วมช่วยก็มีความรู้ที่จะรับ หรือที่จะปฏิเสธอย่างมีความรู้ ของตนเองที่จะรักษาความเป็นตัวเอง (self) ได้แล้วอย่างพอตัว

เพราะทำพลังงานตนเองได้ " ครบ " ไม่ต้องมี " พลังงาน " อื่น แต่เป็น " ตัวเองที่มีพันธุ์ของตนเอง " ที่พร้อมจะแตกตัวเองออกไปมีลูก มีผลผู้สืบทอดความเป็น " ตน " เผ่าพันธุ์ของตนต่อไปได้ หรือเป็นชนิดเดียวกันกับตนมีองคาพยพที่เหมือน " ตนเอง " (self) ขึ้นมาได้จาก self นี่เองที่เมื่อกลายเป็น หน่วยแห่ง "พลังงานตัวเอง " ยึดอิสระในตนเอง " พลังงานแห่งตนเอง " ขึ้นมาได้ จึงเรียกว่า cell แห่ง " ชีวะ " เป็นพลังงานที่มีแบบพิมพ์ของเผ่าพันธุ์แห่งตนเอง ที่สามารถแพร่พันธุ์ของตนเองออกไปได้ มีความยึดความเป็นตัวเองต้องเป็นเช่นนี้ ไม่แปลกแยกไปเป็นอื่น ขยายพันธุ์ของตนเองต่อออกไป นี่คือ เริ่มเป็น " พลังงาน " ที่เปลี่ยนฐานะจาก " อุตุนิยาม " มาเป็นขั้น " ชีวะ " ที่เรียกว่า " พีชนิยาม " มีตัวกำหนดรู้ความเป็น " ตัวเอง " เรียกว่ามี " สัญญา " แล้วก็ปรุงแต่งธาตุต่างๆ ขึ้นเป็นตนเองเรียกว่ามี " สังขาร "

" พีชนิยาม " มีพลังงานที่ชื่อว่า " สัญญา " คือ พลังงานกำหนดรู้ธาตุนั้น ธาตุนี้ได้ และสามารถใช้อำนาจแม่เหล็กในตนดึงดูดด้วยสามารถมาให้ตนเอง หรือมาใส่ตนเองเป็นตนเอง และเป็น " สัญญา " เป็น " ความจำ " ได้ถึงความเป็นตน สัดส่วนที่จะเอามาเป็นตน จึงทำความเป็นตน ปรุงแต่งความเป็นตน หรือสร้างความเป็นตนให้ตั้งอยู่ยืนยาวไปให้ได้ ตามต้องการ เรียกว่า " สังขาร " " พีชนิยาม " มีพลังงานขั้น " สัญญา " และ " สังขาร " เป็นตัวจักรทำงานสร้างตนเองอยู่ ยังไม่มี " เวทนา " ยังมี “เจตสิก”ไม่ครบ 3 คือ ยังมีไม่ครบ " เวทนา สัญญา สังขาร " จึงยังไม่ใช่พลังงานที่จะนับว่า " วิญญาณ "

ดังนั้น พลังงานที่ครบด้วยประสิทธิภาพดังกล่าวมานี้ จับตัวกันเข้าเป็น " เซลล์ " เริ่มจาก " เซลล์แรกเกิด " (primary cell) หากมีกิริยาขึ้นมาคือ " ปรากฏอาการขึ้น " ก็สามารถรู้ได้ แต่ถ้า " ไม่มีกิริยาขึ้นมา " ก็ไม่สามารถรู้ นั่นคือ ไม่มี " อาการ "

แม้ " รู้ " ก็ไม่ชัดเจนดี ยากมากที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " ธรรม 2" ในภาวะที่อยู่นิ่ง หรืออยู่ในสภาพ " นิจจัง " เพราะจะเห็น " ความแตกต่าง " (ลิงคะ,เพศ) ได้ยากมาก

เพราะเมื่อเซลล์ไม่มีการเคลื่อนไหว จะอ่าน " ความจริง " ของภาวะนั้นไม่ง่ายเลย และตามความจริงแท้นั้น ถ้าอะไรก็ตาม ไม่มี " ความเคลื่อนไหว " ของตัวตน ภาวะนั้นก็จะไม่เกิด " พลังงาน " ใดๆ ขึ้นเลย การเกิดโทษหรือประโยชน์ใดของภาวะนั้นก็ไม่มี ภาวะนั้นก็ไร้ค่าไร้ประโยชน์สนิท

พระพุทธเจ้าจึงให้อ่านจาก " อาการ " ของทั้งภาวะ " รูป " ทั้งภาวะ " นาม " ที่ " สัมผัส " กันขึ้น โดยท่านตรัสไว้ชัด (พระไตริปฎก เล่ม 9 ข้อ 77 ) ว่า " เว้นผัสสะแล้วจะรู้ชัดทราบชัดได้ นั่นไม่มีฐานะที่จะมีได้ " (เต วต อัญญัตร ผัสสา ปฏิสังเวทิสฺสันตีติ เนตัง ฐานัง วิชฺชติ) ประโยคนั้น หมายความว่าอะไร หมายความอย่างลึกล้ำมาก คือ หากไม่มี " รูป (ภาวะของตัวที่ถูกรู้) กับนาม (ภาวะของตัวรู้) " ซึ่งเป็น " ธรรม 2" เกิดการ " สัมผัสกันขึ้น " มีการกระทบกันไปมาจนกระทั่งมีภาวะที่ 3 (ปฏิฆสัมผัสโส) เป็น " อาการ " ปรากฏขึ้นมา ก็จะไม่มี " ภาวะที่ตั้งอยู่,ที่ดำรอยู่,ตำแหน่ง,เหตุ,โอกาส " ให้สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง หรือให้ศึกษาเรียนรู้ได้เลย หรือได้ไม่ครบบริบูรณ์

เมื่อไม่มีการเคลื่อน ก็ไม่มีภาวะที่ 2 หรือเมื่อไม่มีการกระทบกัน ก็ไม่มีภาวะที่ 3 การศึกษาไม่มีอะไรขึ้นมาให้เปรียบเทียบเลย นั้น ก็ไม่สามารถจะรู้รายละเอียดเพิ่มจากภาวะของแต่ละสิ่งเข้าไปถึงภายใน ของสิ่งนั้นๆ ได้เลย หรือไม่สามารถจะรู้รายละเอียดอื่น ที่พึงมีจากภาวะนั้นได้หมดถ้วนบริบูรณ์ หากอ่านในขณะมี " อาการ " นั้นมันเป็นภาวะของการเกิด " พลังงาน " เคลื่อนที่ขึ้นมาเห็นความเป็น " พลังงาน " (energy) เห็นความเป็น " ตัวตน " (self) เห็นความเป็น " ชีวะ " (being,life) ถ้าไม่มี " อาการ " ให้ศึกษา การศึกษาจะมี " ความแตกต่าง " คือ " เพศ " คือ " ลิงคะ " ให้ศึกษาเรียนรู้ได้ยากมาก

เพียงแค่ศึกษาเรียนรู้จาก " ความนิ่งๆ ความเที่ยงๆ " มันจะสามารถ " รู้ " อะไรมากขึ้น หรือครบถ้วนกระบวนธรรม ไม่ได้บริบูรณ์ การศึกษาหรือการจะมีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงทุกสิ่งทุกอย่างได้ กระทั่งบริบูรณ์นั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงย้ำยืนยันหนักแน่นว่า " เว้นผัสสะแล้ว จะรู้ชัดทราบชัดนั้นไม่มีฐานะที่จะมีได้ " (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 77 - 89 )

ดังนั้น การศึกษาเรียนรู้จึงขาด " ผัสสะเป็นปัจจัย " ไม่ได้ (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 64 - 76 ) เพราะใครมี " ทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของผู้นึกว่าตนฉลาดทั้งหลายนั้นเอง ที่จริงเขาไม่รู้ไม่เห็นความจริงอะไร เป็นความแส่หา ซึ่งในความดิ้นรนของคนผู้มีตัณหาเท่านั้น " (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 51 - 63 )

เมื่อมีแต่ภาวะที่เที่ยงๆ นิ่งๆ อยู่ ก็ไม่มีกิริยาอะไรเกิดขึ้น โดยเฉพาะ " อาการ " ของเซลล์ตนเอง ที่จะต้องเรียนรู้ จึงไม่มี " อาการ " ให้อ่านรู้ จึงศึกษาเรียนรู้สภาพของความเป็นจริงไม่ได้ " อาการ " คือ หน้าที่ซื่อสัตย์ที่สุดของสภาพของความเป็นจริงนั้นๆ เมื่อมี " อาการ " เกิด เราก็สามราถอ่าน " อาการ " นั้นได้ " อาการ " ที่ " ถูกรู้ " ก็เรียกมันว่า " รูป " ด้วยการเรียนรู้จากความเป็น " รูปธรรม " และความเป็น " นามธรรม " อันเป็น “ธรรม 2" คือ ภาวะที่ " ถูกรู้ " กับภาวะที่เป็น " ตัวผู้รู้ " ซึ่งก็เป็น " ธาตุรู้ " ทั้งคู่ แต่อยู่กันคนละฐานะ ดังนั้น ภาวะที่ " ถูกรู้ " ก็เป็นส่วนหนึ่งของ " จิต " เราเอง เป็น " รูป " อีกส่วนก็ทำหน้าที่เป็น " สัญญา " หรือ " ปัญญา " ซึ่งก็เป็นจิตของเราทั้ง 2 ส่วน " การกำจัด " เราก็กำจัดเฉพาะส่วนที่เป็น " อกุศลจิต " ไม่ใช่ไปสะกด " จิต " ทุกส่วนสิ่งให้ " ดับ " ไม่รู้ไม่รับอะไรไปทั้งหมด

ศาสนาพุทธละเอียด ชัดเจน แม่นยำ จำเพาะ อย่างถ่องแท้ในความเป็น " อกุศล " และ " กุศล " ไม่มั่วๆ รวมๆ ปนๆ หรือหลงผิดไปทำความควบแน่นให้แก่จิตเข้าไป ให้ตนเองไม่สามารถแยกแยะ แจกออกมาเรียนรู้ให้ละเอียด แม้ส่วนเล็กส่วนน้อยที่ละเอียดถึงที่สุด วิธีการเรียนรู้ของพุทธจึงไม่ " ดับจิตไปทั้งหมด ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา " ดังที่พากันหลงผิด เข้าใจผิดไปทำเหมือนศาสนาอื่นเขา อย่างที่มีผู้รู้ผู้สอนกันอยู่ทั่วไป ด้วย แบบหลับตาเขาไปในภวังค์ แล้วก็ " ดับ " กันทั้ง " เวทนา " ทั้ง " สัญญา " อย่างนั้น " มิจฉาทิฏฐิ "

แบบพุทธต้องมี " การทำใจในใจ อย่างถ่องแท้แยบคาย " (โยนิโส มนสิการ) ปฏิบัติธรรมสำเร็จได้อย่างที่อธิบายนี้จึงเรียกว่า ทำ " นิโรธ " ได้สำเร็จ เป็น " ความดับ " แบบพุทธ จึงเรียกว่า " สัญญา เวทยิต นิโรธ " " สัญญา เวทยิต นิโรธ " มิใช่ " ดับจิตไปทุกส่วน " ด้วยการสะกดจิตไว้ไม่ให้รู้สึกว่ามีอาการใดๆ ในจิต (ไม่ให้มีเวทนา) หรือไม่ให้ตนเองรับรู้ใดๆ ทั้งจากข้างนอกและข้างใน (ไม่ให้มีสัญญา) หรือไม่ให้มันปรุงแต่งใดๆ ไม่ให้มันทำงานใดๆ เลย (ไม่ให้มีสังขาร) แล้วเรียกว่า " ความดับ " หรือ " นิโรธ " ทำความเข้าใจให้ชัดๆ คมๆ แม่นๆ ให้ดีนะ ว่า " กำจัดกิเลส หรือบาป หรืออกุศลจิตออกไปให้สิ้นเกลี้ยง " จากจิตเรา และ " ไม่ให้กิเลส หรือบาป หรืออกุศลจิตเกิดในจิตเราอีก " อาการของจิตอย่างนี้ คือ " จิตสงบ " แบบพุทธ เรียกว่า จิตมี " ความดับ " คือ มี " นิโรธ " แล้วเรียบร้อย และ " ความดับ " นี้ก็คือ " กิเลสหรือบาปหรืออกุศลจิต " นั่นเอง " ดับ " ไปจากจิตของเรา ไม่เกิดในจิตของเราอีกต่อไปแล้ว จึงเป็นจิตที่มี " นิโรธ " อย่าง " ตั้งมั่น " เรียกว่า " จิตที่ไร้กิเลส " นั้นแหละ " ตั้งมั่น " ที่ภาษาบาลีว่า " สมาธิ " นี่เอง

นี้คือ อาการ " จิตสงบ " ของศาสนาพุทธ เป็น " สมาธิ " ของพุทธ ไม่ใช่ตื้นๆ แค่ ร่างกายอยู่นิ่งๆ ทุกสิ่งไม่เคลื่อนไหว ไม่กระดิก เงียบๆ ไม่มีเสียง ซึ่งแตกต่างจากอาการ " จิตสงบ " ของแบบที่ไม่ใช่พุทธ และ " จิตตั้งมั่น " ที่ไม่ใช่พุทธ เพราะมรรคหรือวิธีปฏิบัติ แตกต่างกัน

และในภาวะการบรรลุธรรมที่เป็น " ความดับ " (นิโรธ) ก็ดี " ความสงบ " (ปัสสัทธิ,สมถะ) ก็ตาม ก็แตกต่างกันทั้งนั้น

" ความตั้งมั่น " แบบพุทธ กับ " ความตั้งมั่น " แบบที่ไม่ใช่พุทธ มันแตกต่างกันทั้งสิ้น และไม่ใช่รวบเอา " จิต " ทั้งหมด หรือรวบเอา " จิตทั้งจิต " มาผนึกกันให้แน่นเข้าไป จนกระทั่งไม่สามารถเคลื่อนไหว ไม่กระดิก

แต่เป็นการกำจัด " จิต " ส่วนหนึ่งที่เป็น " บาป " หรือ " อกุศลจิต " เท่านั้นออกไปจากจิตตนให้หมด ไม่ใช่ไป " สะกดจิต " ธาตุรู้ไว้ไม่ให้รับรู้อะไร ไม่ว่าเวทนา ไม่ว่าสัญญา เป็นต้น

ซึ่งตรงกันข้าม ต้องมี " จิต " ปรากฏตัวให้เรารู้ต่างหาก จึงจะ " เห็น " (ปัสสติ) " จิต " ตัวที่เป็น " บาป " หรือ " อกุศลจิต " แล้วจึงจะกำจัดถูก " ตัวมัน " (อัตตา) ตัว " บาป " หรือ " อกุศลจิต " นั้นจริงๆ แต่ก็ยังพากันจมอยู่กับ " นิโรธ " ผิดๆ นั้น

ทีนี้คำที่ผิดอีกคำ ผิดมากๆ ด้วย คือคำว่า " บุญ " หรือ " ปุญญ " คำว่า " บุญ " นี้ มีไว้ชำระกิเลสเท่านั้น เป็นเครื่องมือตัดกิเลส หมดกิเลสก็หมดเรื่องของ " บุญ " หมดสิ้นหน้าที่บุญ ไม่ต้องใช้บุญ ไม่ต้องมี " บุญ " อีก ผู้ที่เป็น " อรหันต์ " แล้ว ไม่ต้องมี " บุญ " อีกเลย ไม่ต้องมี " บุญ " อีกแล้ว

อรหันต์จึงชื่อว่า ผู้ " สิ้นบุญสิ้นบาป " ซึ่งภาษาบาลีท่านก็ว่า ปุญญปาปปริกขีโณ

ผู้เข้าใจคำว่า " บุญ " ไม่สัมมาทิฏฐิ จึงใช้ความเข้าใจอัตโนมัติง่ายๆ ของตน ตีความ เอาตื้นๆ ว่า " ปุญญ " หรือ " บุญ " เป็นโลกียธรรม เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของความเป็น " โลกุตรธรรม " พอเห็นคำว่า " อปุญญ " ก็แปลว่า " ไม่ใช่บุญ " ตรงๆ ดื้อๆ จึงตีความ " อปุญญ " ว่า เมื่อมันไม่ใช่ " บุญ " มันก็ต้อง " บาป " มันก็แค่เป็นภาวะธรรม ที่หมุนวนกลับไปกลับมาอยู่ในระนาบเดียว ยังไม่ใช่ชั้นของความรู้ในมิติที่สูงขึ้น ไปอีกชั้นของรอบความวนที่สูงเป็นชั้นๆ ขึ้นไปอีกแต่อย่างใด

จึงเข้าใจ " อภิสังขาร 3" (ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร) ไม่ได้ ยังไม่เข้าใจความเจริญของ " โลกุตรธรรม " ว่า หมุนรอบเชิงซ้อน (ปฏินิสัคคะ,คัมภีราวภาโส) ไปในทิศโลกุตรธรรม ที่สามารถอ่านจิตที่เนกขัมมะของตนได้นั้น มันเป็นการสังขารด้วยความสามารถของผู้ปฏิบัติผู้นี้ ที่ปรับแต่งภาวะแห่งธรรมของตน ชนิดที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง " อกุศลจิต " ของตน แล้ว กำจัดหรือฆ่ากิเลสเฉพาะตัวตนของกิเลสตัวนั้นๆ ของตนได้จริงๆ ไม่ใช่การสังขารที่ประกอบไปด้วยกิเลสอย่างคนปุถุชนสามัญ ความเจริญหรือเสื่อมของ " อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา " นั้น ถ้าไม่เข้าใจ " สภาวะที่หมุนรอบเชิงซ้อนในความวนของสภาวธรรม " ตาม " ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ " อย่างเป็นโลกุตรธรรม ก็จะไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาวะที่ " หมุน " หรือ " วน " ที่มันหมุนมันวนซับซ้อนมีชั้นเชิงลึกซึ้ง

" ศีล สมาธิ ปัญญา " นั้นมี " สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน " (ปฏินิสัคคะ,คัมภีราวภาโส) ที่หมุนรอบเชิงซ้อนไปเป็นลำดับเหมือน " ก้นหอย " ที่วนกลับไปกลับมาซ้าย ขวาทว่าหมุนวนสูงขึ้นๆๆ จนสูงสุดถึงที่สุด ปลายสุดได้

แต่ถ้าผู้ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่รู้ความวนสูงขึ้นเป็นโลกุตระ ก็จะเข้าใจแต่การวนของโลกีย์ วนอยู่แต่ในมิติเดิม วนไปวนมา ซ้ายไปขวา ขวาไปซ้าย ระนาบเดิม ไม่สูงขึ้นไม่ต่ำลง แต่ส่วนมากนั้นจะหมุนวนไปมาในมิติที่ต่ำลงๆๆๆ ไปสู่ความมีกิเลสมากขึ้นๆๆๆๆๆ ก็จะไม่ " รู้จักรู้แจ้งรู้จริง "

จะเข้าใจอาการของเคหสิตอุเบกขากับ เนกขัมสิตอุเบก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน