580928_พ่อครูพบนักเรียน บ้านราชฯ ครั้งที่ ๕.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580928_ พ่อครูพบนักเรียน บ้านราชฯ ครั้งที่ 5
พ่อครูว่า …วันนี้วันที่ 28 กันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก โรงเรียนเราคือโรงเรียนสัมมาสิกขา คำว่าสัมมาสิกขา มีความหมายเฉพาะ คำว่าสิกขาคือการศึกษา โรงเรียนทั่วไปมีแต่การศึกษา แต่เขาไม่มีคำว่า สัมมา สิกขาคือภาษาบาลี ภาษาสันสกฤ ต เรียกว่า ศึกษา ก็เหมือนกัน เอาเราคำว่า ศึกษามาใช้ ไม่ได้เอา คำว่า สิกขา
เราเอาคำว่าสัมมา มาใช้ด้วย เราเติมคำว่า สัมมา เข้าไป ศึกษาหรือสิกขาเหมือนกัน แต่เราเติมคำว่า สัมมาเข้าไป สัมมาคือจำเพาะเน้นเรื่องความถูกต้อง ความดีงาม ประโยชน์ให้รอบถ้วน ทั้งปรมัตถ์และสมมุติสัจจะ ความจริงสองด้าน สมมุติคือความจริงของโลกที่เน้นภายนอก หยาบ มากหลาย ส่วนปรมัตถสัจจะเป็นความจริงภายในจิตลึกซึ้งละเอียด จะบอกว่ามากกว่าภายนอกก็ได้ มากมาย แต่มันนับไม่ได้
คำว่าสัจจะจึงมีทั้งสองอัน สัมมาสิกขาต้องเรียนรู้ลึก ให้เข้าไปถึงความละเอียดภายในจิตใจ เรามีหลักการเรียนว่า ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา
ศีลเด่น คือคำนึงคุณธรรมจริยธรรมเป็นหลัก หลวงปู่ให้คะแนนศีลเด่นถึง 40 % เป็นงานนี่ให้คะแนนถึง 35 % ในร้อย ในร้อยนี่แบ่งเป็น ศีลเด่น 40 % เป็นงาน 35 % แล้วก็วิชาการ ที่เขาเรียนในหลักสูตรอีก 25 %
เรานี่ต้องเรียนหนักกว่าข้างนอกเขา เรียนได้ประโยชน์มากกว่าเขาถึง 3 ต่อ เขาเรียน 1 ใน 4 เอง เราเรียนถึง 3 ใน 4 มากกว่าเขา 3 ต่อ เพราะฉะนั้นการเรียนเราถึงเรียนกันมาก เป็นชีวิตจิตใจ เป็นนักเรียนประจำ เรียนกันทุกเวลา แต่ก็ไม่ทั่วถึง กลางค่ำกลางคืนก็ไปทำชั่วกันอยู่ คือ โรงเรียน เราตั้งใจสอนให้เป็นคนดี คนเจริญครบครัน ทั้งคุณงามความดี การมีชีวิตความรู้สามารถสร้างสรร ในการทำอะไรก็แล้วแต่ ทำแล้วเกิดผลเป็นประโยชน์ใช้สอย เป็นคุณค่าแท้ไม่สูญเสีย ไม่สุรุ่ย
อ่านต่อ
สุร่าย ผลาญพร่า เราก็สอนอย่างระวังที่สุดที่จะทำให้เป็นคนดี มีคุณค่าเจริญอย่างละเอียดลึกซึ้งมาก
ไหนๆ พวกเรามาเรียนที่นี่แล้ว ก็ต้องเข้าใจว่าหนักเหนื่อยกว่าข้างนอกแน่ แต่มันได้ดี เพราะสอนมา 20 กว่าปีแล้ว น ักเรียน ที่นี่ไม่มีใครตายเพราะการเรียน ไม่มีใครบ้าเพราะการเรียน ไม่มีใครเสื่อมโทรมในชีวิตเพราะการเรียนหนัก ที่เรานี่ถือว่าเรียนหนัก ไม่เห็นมีสักคนเดียว มีแต่เจริญ มีแต่ได้ความดี ความสามารถไป นอกจากบางคนไม่อดทน เพราะเรียนมากกว่าข้างนอก คนอ่อนแอไม่แข็งแรงไม่อดทนต่อสู้ มาอยู่ไม่ช้านานก็หนีออกไปโรงเรียนข้างนอก ซึ่งไม่ยากหรอกที่จะไปเรียนแบบนั้น แบบมักง่ายก็ไม่ยาก
แต่เด็กที่นี่เรียนจบแล้วนอกจากรับกลดแล้วก็จะแจก จี้ใบโพธิ์ ได้ไปเป็นหลักฐาน ไปเป็นเครื่องยืนยันว่า จบไปจากที่นี่ที่ไม่เหมือนใครในโลก ในประเทศ แต่พวกเรายังไม่รู้ความสำคัญอันนี้ ก็เลยไม่เห็นความสำคัญในความสำคัญ หลวงปู่ก็ต้องมาย้ำยืนยันให้ฟังว่า ของพวกเราพิเศษ พวกเรามีกุศลมากบุญมากแล้วที่ได้มาเรียนในนี้ มันดีแล้ว คนอีกตั้งเท่าไหร่ในประเทศไทยหลายล้านคนไม่มีโอกา ส พวกเราถือว่าเป็นโชคอย่างมาก
โรงเรียน เราถ้าใครผิดศีลธรรมถึงขีดหนึ่งก็ให้ออก เพราะเป็นการคัดเลือก ถ้าใครทำเละตกต่ำประพฤติเลว ถึงขีดก็ต้องให้ออก ต้องคัดเลือกตั้งใจสร้างคนที่ดีจริงๆ จบออกไปแล้วได้สิ่งรับรอง ได้จี้ใบโพธิ์ ได้กลดไปเป็นเครื่องหมายว่า เราผ่านสำนักสัมมาสิกขา คนข้างนอกเขาไม่รู้ไม่เข้าใจ แต่หลวงปู่ย้ำให้ฟัง พวกเราอาจไม่ค่อยเข้าใจ แต่โตไปในอนาคต อายุ 40 ปีหรือ 50 ปี จะรู้ว่าที่นี่ สอนอะไร จะรู้ว่า ชีวิตคนคืออะไร หลวงปู่รู้ก็มาบอกให้พวกเรารู้เป็นแนวทาง เป็น Road map เป็นแผนที่นำทางไป
ที่นี่เราพยายามให้ศีลธรรมมากที่สุด 40 เป็นงาน 35 จึงพากันทำงานมาก เรียนหนังสือก็ไม่ได้น้อยกว่าเขาหรอก 25 นี่ ก็เรียนครบหลักสูตรเขา จบออกไป พวกเราก็เรียนเข้ามหาวิทยาลัยได้ รู้ได้ไปได้ จบป.ตรี โท เอก ได้ จบไปหลายคนแล้ว นอกจากจะจบอย่างเขาได้แล้ว ยังพึ่งตนเองรอด ทำมาหากินเลี้ยงตนเองได้ ยิ่งกว่าจบ ม. 6 ของที่อื่น หลวงปู่พูดได้ชัดเจนเลย โรงเรียน ทั้งปวงของรัฐบาลหรือที่อื่น ทำอยู่ทำกินไม่เก่งเท่าพวกเราหรอก
พวกเรานี่แม้ชื่อว่าสัมมาสิกขาสามัญแต่ก็คืออาชีวะ เราเป็นอาชีวะนำรัฐบาล ที่เขาพึ่งจะตื่น ว่าต้องมาสอนแบบอาชีวะ เข้าท่ากว่า เพราะได้ฝึกงานอาชีพทำเป็น เลี้ยงชีวิตได้ เขาพึ่งจะตื่นรัฐบาล แต่เราทำนำมาแล้วได้ผลดีมาแล้ว น ักเรียน สัมมาสิกขาทุกรุ่นที่เรียน ก็เป็นสัมมาสิกขาและอาชีวะรวมกันนานแล้ว
มีบางคนไม่เข้าใจหาว่า หลวงปู่แยกสัมมาสิกขากับอาชีวะ แล้วยกย่องอาชีวะไม่ยกย่องสัมมาสิกขา แล้วแสดงใจให้หลวงปู่ว่า หลวงปู่ไปข่มสัมมาสิกขา แล้วว่า โรงเรียน ก็ได้พึ่งเด็กในการงานทำการ ก็ใช่ ก็พาฝึกทำงานทำการเป็น ก็เป็นอาชีวะ แต่คนที่พูดออกมาไม่เข้าใจว่า หลวงปู่ไปยก ก็ยกตนเองยกความจริง ก็บอกว่า บ้านราชฯ นี่ได้พึ่งเด็ก ทำงานทำการอะไรก็มีแรงงานเด็กใช่ไหม ก็ใช่ ก็นี่คือเป็นงาน ก็ได้ประโยชน์แล้วเป็นแต่เพียงเราไม่ได้ตั้งชื่อว่า โรงเรียน อาชีวะมาเก่า เราก็ตั้งชื่อ โรงเรียน สัมมาสิกขา สามัญเหมือนที่อื่น แต่อาตมาก็เอาอาชีวะเข้าไปแล้ว และแถมวิชาการ 25 แถมอาชีวะ 35 แถม ศีลเด่น 40
เราเรียนอาชีวะนี่หนักกว่าสัมมาสิกขา สัมมาสิกขาเป็นหลักสูตรสามัญของกระทรวง ออกไปเรียนแข่งกับข้างนอกได้อยู่ ได้เกียรตินิยมกับเขาได้ ที่นี่ไม่ได้ขาดหรอกโดยเฉพาะอาชีวะ แต่พวกเราเข้าใจไม่ได้ ไปหาว่าอาตมาข่มสัมมาสิกขา แล้วได้พึ่งสัมมาสิกขาใช่ไหม ก็ใช่ ก็ได้พึ่งอาชีวะ ในชื่อว่าสัมมาสิกขา
สัมมาสิกขาก็เติมศีลเด่นนั่นแหละ แต่ถ้าบอกว่าไม่ควรข่มสัมมาสิกขาในเรื่องศีลเด่น อันนี้ไม่ควรจริง แต่ก็ว่าไปข่มทำไมสัมมาสิกขา ก็พยายามดึงขึ้นทำให้ได้ ถ้าไม่ได้เกณฑ์ก็ไล่ออก อันนี้ลึกซึ้งซับซ้อนอยู่
สรุปแล้วก็คือ โรงเรียน เรานำรัฐบาล นำสังคมประเทศนำหน้าเขาไปอีก ว่าเราไม่เห็นคุณค่าของอาชีวะ เห็นคุณค่าของการเป็นงานไม่ใช่เรียนใส่สมองจำเก่ง ฉลาดแววไวความรู้ แต่ทำงานไม่เป็นหยิบโหย่ง ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เป็นน ักเรียน ที่ได้เรียนจริง เรียนศีลธรรม ฝึกการงาน ที่นี่สอนแม้เรื่องการหลับการนอน การซักผ้า ถูบ้าน ล้างส้วม การงานอะไรต่างๆ หากใส่ใจก็สอน ที่มนุษย์พึงมีจะได้ประโยชน์ เราก็พยายามบอกสอนตรงนั้น นี่คือสิ่งที่ โรงเรียน นี้ตั้งใจเจตนาพากเพียรทำ ให้เข้าใจให้ได้ เราก็พยายาม แม้คุรุก็ดี ก็ต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้แยกสัมมาสิกขากับอาชีวะ เรารวมกันมาตั้งแต่ต้น แม้ชาญวิชาเราก็เอามารวม รวมทั้งสามเรื่อง แล้วเราเน้นศีลธรรม เพราะเป็นส ิ่ งขาด เป็นงานก็ขาดพร่อง ส่วนชาญวิชาหรือวิชาการของสังคมเราก็ไม่ได้ตกหล่นอะไร
ทำความเข้าใจให้ดีตอนนี้มีการเข้าใจผิด ไปแยก ตนเองเข้าใจผิดเพี้ยนไปเอง เขาแย้งต่อว่าหลวงปู่ว่า เขาเสียใจที่ข่มสัมมาสิกขาและยกอาชีวะ สัมมาสิกขามาก่อนไม่ใช่หรือ ก็ได้แรงงานสัมมาสิกขาทำงานใช่ไหม อาชีวะมาทีหลัง ก็เขาต่อว่าถูกแล้ว ก็ทำงานเป็นนี่คืออาชีวะ ฝึกปรือทำงานเป็นคืออาชีวะ แต่ถ้าเอาแต่ตัวหนังสือขีดเขียน เหมือนกระทรวงทำงานทำการเป็นอะไรนักหนา แต่ของเราพยายาม ว่างานอะไรในหมู่บ้านมีฐานงานอะไรก็พาทำ ใครถนัดอะไรชอบอะไรก็ทำเป็นมาก แม้บางอย่างไม่ชอบก็ควรทำถ้าจำเป็น ก็ศึกษาทำไป 5 ปี 6 ปี จบจากที่นี่ก็จะได้
ประเด็นที่คงจะเข้าใจยากหน่อยก็ขอย้ำว่า ที่มีคนต่อว่าหลวงปู่ ไปข่มสัมมาสิกขา ไปยกอาชีวะนั้นไม่ใช่ เพราะพวกเราเป็นอาชีวะในตัวแล้ว แล้วแถมมีสัมมาสิกขาด้วย เราได้ทั้งวิชาการโลกด้วย มีคุณธรรมสัมมาอีก เราก็สอนให้ได้หมดแล้ว จะไปข่มทำไม ไม่ได้ไปแยกอันนั้นอันนี้ ไม่ได้ไปข่ม รวมกันให้ได้ครบครัน ครบถ้วน เสร็จแล้วก็รู้สถานะความจริงว่า ได้ทำงานได้เป็นงาน สัมมาสิกขาก็ได้ทำงานจริงเป็นผลผลิตผลงาน แรงงานที่เกิดในสังคมอโศก ที่บ้านราชฯ ที่เกิดผลผลิตฝีมือสามารถใส่ไว้ในราชธานีอโศก น ักเรียน แต่ละรุ่นก็ได้สร้างมาคนละนิดละหน่อย เป็นฝีมือน ักเรียน สร้าง แม้จะจบออกไป หลวงปู่ก็บอกว่านี่บ้านของเธอนะ ถ้าจะมาร่วมกินร่วมใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ก็เข้ามา นอกจากตนจะต่ำกว่าเกณฑ์ นอกรีตนอกรอย คนที่นี่ก็ไม่ให้อยู่ แต่ถ้าอยู่อย่างถูกต้องมาอยู่ได้ก็อยู่จนตายก็ได้ เผาให้กันเลย แม้เด็กที่มาอยู่จนตายก็มี มีตายก่อนวัยก็ได้ ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ถ้าเราเข้าใจ
ต้องทำความเข้าใจให้ดีมีปัญญารู้ให้ลึกซึ้ง โดยเราไปแยกให้แตกกัน ข่มกัน ไม่ใช่ ที่นี่อะไรดีไม่ดีก็บอกให้ชัด คนนี่ ถ้าเป็นคุณธรรมความดี ก็ยกเป็นยอดที่หนึ่ง สองทำงานเป็น สัตว์เดรัจฉานไม่มีปัญญามากมาย ไม่มีความรู้มาก แต่ก็มีชีวิต เลี้ยงลูกเต้าได้ สืบเผ่าพันธ์ได้ คนนี่ทำได้มากกว่าเดรัจฉานเยอะ แต่ทำได้มากก็อย่าไปทำทุจริตเอาเปรียบเขา
อาชีวะกับสัมมาสิกขานั้น หลวงปู่ไม่ได้แยกหรอก หลวงปู่เห็นว่าสัมมาสิกขามีอาชีวะซ้อนในนั้น เกิดผลงานมาแล้วด้วย แต่สัมมาสิกขาจะไปหลงยกย่องการทำงานของตน ก็คุณงามความดีของตนที่ทำไปแล้วก็ดีนี่ เสร็จแล้วก็ไปแบ่งแยกสิ่งที่ดีออกจากสิ่งที่แล้วก็ฉลาดน้อยสิ จริงๆ แล้วสัมมาสิกขา กับการเรียนข้างนอกนี่ ข้างนอกเขาเรียนแต่วิชาการ ศีลธรรมหรือเป็นงานก็ไม่ได้ส่งเสริม เอาแต่วิชาการยกย่องสูงกว่าผู้มีคุณธรรมและวิชาการ
คนมีแต่วิชาการมีการศึกษาเอาแต่รู้ๆๆ เอาแต่ตอบปัญหาทายปัญหาเก่งออกโทรทัศน์แต่ทำไม่เป็น ได้แต่รู้ คุยโม้เอาไปข่มคนอื่น การศึกษาล้มเหลวเพราะเหตุนี้ การเรียนข้างนอกขออภัยทีต้องพูดว่าล้มเหลวหมดแล้ว แต่ของเรามีครบไม่ให้ขาดด้อย แต่เรามีอะไรเพิ่มเติมอีก อย่าไปหลงทิ้ง เราได้แล้วพูดไปพูดมาก็มายกสิ่งที่ตนทำได้แล้ว แล้วก็พูดสลับเปลี่ยนไปมา ของเรามีแล้วก็ข่มตัวเองอีก เอาส ิ่ งที่ไม่มี เรียนข้างนอกมีแต่สามัญได้แต่ท่องจำ เอามาข่มสัมมาสิกขา เอามาข่มศีลธรรม เอาสามัญเขามาข่มศีลธรรมและเป็นงานของเราได้อย่างไร เพราะเขาข่มเราไม่ได้ เขามีแต่ความรู้ท่องจำ งานไม่ได้อย่างเรา ศีลธรรมไม่ได้อย่างเรา แล้วมันผิดหรือถูก
พวกเราเรียนหนักกว่าเขา ไม่เห็นมีใครตายเพราะเรียนเลย สังเกตตนเอง ว่าแต่ก่อนดูหนักมาก ยากมาก แต่ว่าพอทำไปก็ชำนาญ ก็ไม่ได้ยากไม่ได้ลำบากอะไร ไม่ได้ต่อสู้อะไรมากมายเลย เข้าใจสิ่งนี้ให้ดีๆ เข้าใจส ิ่ งที่หลวงปู่นำพาทำ ก็คงไม่ง่าย บางทีซับซ้อน ก็ค่อยๆ ศึกษาไป
การศึกษาที่พ ระพุทธเจ้า สอนมาเป็นเรื่องยากซับซ้อนลึกซึ้ง แต่เป็นประโยชน์มาก จะเห็นได้ว่าข้างนอกเขาก็ทำแล้ว เรียนจบสามัญแล้วได้ใบรับรองสองใบ เรื่องเป็นงานด้วย ส่วนหลวงปู่ก็ให้กลดไป ให้จี้ไป ส่วนใบ ปพ. ก็ได้ด้วย
มาถึงเรื่องภายในหมู่บ้าน _มีคนเขียนมาว่า ตอนนี้ในหมู่บ้านเราชักมีหมาเยอะทำอย่างไร? พ่อครูว่า… เราไม่ได้เลี้ยงสัตว์ เพราะจะทำให้เกิดความผูกพันกัน จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อ มีขี้หมาเลอะ เหม็น แล้วอาจทะเลาะกันเพราะเหยียบขี้หมาได้ เรื่องผิดใจกันทะเลาะกันก็เยอะเรื่องขี้หมา คนตั้งข้อสังเกต ว่าเด็กอย่างพวกเรานี่อาจถูกหมากัด หมามีเชื้อโรคกลัวน้ำ ป่วยหนักตายลูกเดียวเลย น้ำลายฟูมปาก เป็นไปได้เด็กๆ เล็กๆ ก็ถูกกัดได้ เสนอให้พี่อาชีวะเอาภาระหน่อยได้ไหม จับมันไปปล่อยไกลๆ ดูแลไม่ให้มาชุมนุมวุ่นวายในบ้านเรา หลวงปู่ก็เห็นด้วย
มีเรื่องของ ดช. ถ้อยธรรม เป็นเด็กที่อาการ 32 ไม่ครบ บกพร่องก็ทำให้พัฒนาการช้า ก็เลยทำอะไรที่อาจทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดี บางคนก็อาจทำร้ายเขา อย่างรุ่นพี่บ้างคน ซึ่ง เราก็ต้องเข้าใจเขา แล้วก็ถ้าเราทำรุนแรงกับเขา เขาก็จะซึมซับสิ่งไม่ดี เพราะทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันเลียนแบบกันได้ ข้างนอกเขาเรียนไม่สู้เราหรอก ของเราเรียนแบบมีทั้งเด็กผู้ใหญ่ คนชรา มีคนปกติคนเจ็บป่วย อย่างมีชีวิตธรรมดาสามัญ ไม่จำกัดขอบเขต อย่างข้างนอกเขาก็ตื่นแต่ตีห้าแล้วไปนั่งในรถติด กว่าจะเข้าเรียนก็ไปเข้าห้องในกล่อง กลางวันมากินข้าวนิดหน่อยก็มาเรียนต่ออีก ตอนเย็นพ่อแม่มารับ อาบน้ำ ทำการบ้าน นอน ไม่ได้เข้าร่วมสังคม เป็นการเรียนที่ตัดขาดจากสังคมเลย ไม่ได้รับรู้ว่าบ้านเมืองเขาทำอะไรกัน แต่พวกเรานี่มีกระจิตกระใจทำช่วยกันทำ ตั้งแต่เด็กจนโตได้กำไรกว่าเขาเยอะ ข้างนอกนี้ขาดพร่อง หลวงปู่ไม่ได้คุยโม้ว่าของเราดีนะ แต่ของเขานั้นขาด เขาก็เรียนกันแบบนี้ เข้ากล่องกลับบ้านนอน ย ิ่ งตอนนี้มีอะไรให้กดอีก รู้แต่โลกปลอมๆ หลอกกันสารพัดในนั้น ก็เสื่อมซับซ้อนไม่รู้กี่ชั้น เราตั้งใจดีๆ มาเรียนที่นี่แล้ว เรามีสิ่งดีที่จะฝึกปรือได้ดีกว่าข้างนอกเยอะเลย ก็ช่วยกันดูแล
_กินเจปีนี้ไม่มีของทอด ไม่มีซาละเปา ขนมปัง ไม่มีบันเทิงไม่มีร้องเพลงหรือ มีเด็กบางคนบอกว่าทำไมไม่ให้เลิกก๋วยเตี๋ยวเลยล่ะ ประชดอีก พ่อครูว่า… เราพยายามถ่วงสังคมเขา ของเขามันเฟ้อมากมาย เราก็ช่วยเขา ไม่ตายหรอก คนอายุยืนกินข้าวกับน้ำพริก ผักต้ม ผักสด คนอายุยืนไปถามเขาก็ว่ากินข้างกับแจ่ว บางทีป่นยังไม่ค่อยได้กินเลย แจ่วนี่คือมีพริกเป็นหลัก โขลกกัน มีเครื่องปรุงเข้าไป ข้างนอกเขาใส่ปลาแดก ของเราใส่ซีอิ๊วไป แต่มีพริกเป็นหลัก ส่วนป่นจะมีเนื้อปลา แล้วก็ใส่อะไรเข้าไปโขลกกัน นี่คือป่น ต่างกันตรงมีเนื้อสัตว์
_คำว่ามารยาทเป็นปู่ย่าตายายทวดของคำว่ามารยาจริงไหม พ่อครูว่า… ใช่ คำว่ามารยาทคือควบคุมการแสดงออก ไม่ให้แสดงถึงโลภ โกรธ หลง ราคะอะไรจนน่าเกลียด จะเรียกว่าปู่ย่าของมารยาก็ใช่ มารยาคือกลบเกลื่อนความจริง เรามีกิเลสแต่เรากดข่มไม่แสดงออก แท้จริงตนมีกิเลส
_ทำไมคนเรารู้ว่าผิดก็ยังทำ แต่สิ่งที่มันดีรู้ว่าดีแต่ไม่ทำ ทำไม? พ่อครูว่า… เพราะหนึ่งมันโง่ และสองรู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่กิเลสมันชนะเราได้ มันก็ทำ ต้องรู้ว่าไม่ดีก็ไม่ทำให้ได้ เด็กบางคนไม่รู้ว่าเป็นสิ่งไม่ดีก็ไปโทษเขาไม่ได้ แต่เรารู้แล้วก็พยายามอย่าทำสิ่งไม่ดี
_ศาสนาแต่ละศาสนามีความเชื่อหลังความตายต่างกัน แต่สัจจะนั้นเหมือนกันไหม พ่อครูว่า… ตอนเป็นๆ อาจต่างกัน แต่ตอนตายเหมือนกันหมด เช่น ชาวพุทธบางพวกถือว่ากินเนื้อสัตว์ไม่บาป แต่ของเราถือว่ากินเนื้อสัตว์บาป เราก็ไม่สร้างเวรภัยกับสัตว์ แต่พวกที่กินไปก็ทำเวรภัยกับสัตว์ ตายไปเขาก็มีเวรภัยกับสัตว์มันต่างกัน เราไม่กินก็ไม่ผูกเวรกับสัตว์ วิญญาณมันพยาบาทจองเวรมาแก้แค้นทำร้ายทำลายกัน