580404_พิธีรับกลด ปีการศึกษา ๒๕๕๗ รุ่น เบิกบุญ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580404 _ พิธีรับกลด ปีการศึกษา 2557 รุ่น เบิกบุญ โดยพ่อค รู ราชธานีอโศก
เวลา 08 . 30 น. นักเรียน สัมมาสิกขาและ นักเรียน อาชีวะศึกษา พร้อมกันที่ศาลาเฮือนศูนย์สูญ
พ่อครู ว่า…วันนี้ วันที่ 4 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันสำคัญ เป็นวันที่เราจะได้มารับกลด รับสิ่งอนุสรณ์ที่ระลึกสำหรับที่เราได้ประสพผลสำเร็จในชีวิต เป็นเครื่องหมายที่เราจะใช้ชีวิตต่อไป
สัมมาสิกขานี่ หลวงปู่พยายามทำขึ้นมาเพื่อช่วยมนุษยชาติ เพราะหน้าที่ช่วยสร้างคนให้เป็นคนประเสริฐคนอาริยะ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ ที่หลวงปู่ว่า ไม่ว่าจะได้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ที่เราจะสามารถทำให้มวลมนุษยชาติเป็นคนเจริญประเสริฐได้เป็นส ิ่ งที่ดีที่สุด กิเลสทำให้คนเสื่อมต่ำ เป็นธรรมชาติมาแต่ไหนๆ มนุษย์พัฒนามาจากสัตว์โลก จนมาเป็นมนุษย์ มีความนึกคิดจิตวิญญาณที่มีกิเลส กิเลสนี่บงการให้คนทำชั่ว ทำให้สังคมเดือดร้อนวุ่นวายเสียหายไปหมด
ยิ่งสังคมมีพฤติกรรมเลวร้ายมากมายหลอกล่อซับซ้อนทุกวันนี้ แต่เป็นพิธีกรรมหลอกลวงเพื่อหาประโยชน์ใส่ตน ให้คนรู้ไม่เท่าทันแล้วทำตาม ก็เกิดผลกระทบให้สังคมเดือดร้อนเรื่อยๆ ผู้เรียนรู้ได้ก็ต้องแก้ไข หลวงปู่นี่ได้เรียนมาจากพระพุทธเจ้า รู้แล้วก็ต้องออกมาทำงานสร้างคน ทุกวันนี้ก็ได้ อนุบาล ถึงมัธยม ได้วิทยาลัยแล้ว ถึงปวส. แต่ยังไม่ถึงมหาวิทยาลัย เขายังไม่เห็นดีเห็นงาม ทั้งที่เราสร้างคนด้วยใจจริงไม่ได้ทำเพื่อการค้าหรือหาบริวาร จะเห็นได้ว่าสัมมาสิกขาเป็น โรงเรียน ที่สร้างคนให้เป็นคนดี และมีความรู้สามารถอย่างโลกเขาด้วยไม่ด้อย แต่สิ่งที่เราเห็นว่าโลกมีน้อยคือศีลธรรม เราก็พยายามให้เด็กมีศีลธรรม
เด็กที่มาเรียนทุกคนก็รู้จุดนี้ว่า ที่นี่สอนให้ละกิเลส ให้มีคุณธรรม ก็พยายามไป ใครทำได้มาก พากเพียร ลดละกิเลสได้ พฤติ
อ่านต่อ
กรรมดีก็เป็นกุศลแก่คนนั้น คนไหนไม่เอาถ่านก็เป็นของคนนั้น ถ้าไม่รักดีไม่ทำเอาไม่ฝึกฝนเลี่ยงไป เกเร มันก็ไม่ได้ ก็ซวยไป ที่นี่ไม่ได้ทำเพื่อแลกเปลี่ยนเอาอะไรตอบแทน แต่ทำด้วยใจจริงที่จะทำช่วยสังคมประเทศชาติ เราทำมาก็หลายสิบปีแล้ว ตั้งใจสอนอย่างเลี้ยงลูกหลาน ไม่ได้เห็นเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินสร้างอำนาจบริวาร แต่เป็นการส่งเสริมสร้างสรร ให้เกิดคุณค่าแก่มนุษยชาติ
เด็กจบไปแล้วหลายรุ่น กว่า 20 ปีแล้ว ก็ไม่ถึง 20 รุ่น ต้อง 26 ปี ถึงจะได้ 20 รุ่น เมื่อพวกเราได้เรียนรู้เห็นความสำคัญ หลวงปู่เร ิ่ มต้นตั้งปรัชญาการศึกษาเลยว่า ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา
ศีลเด่น คือให้ได้ศีลธรรมแท้จริง ได้มากน้อยก็ตามก็ให้ได้ อบรมสั่งสอนประจำเลย ให้มาอยู่ประจำเลย ปิดเทอมให้กลับบ้านน้อย บางคนรักดีก็อยู่วัดไม่กลับก็มี อยู่อย่าง บวร เป็นสังคมอยู่รวมประสานกัน ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน เราไม่ได้แยกวัดไปอยู่ส่วนหนึ่ง โรงเรียนก็ส่วนหนึ่ง บ้านก็ส่วนหนึ่งแยกกันเหมือนกับทางโลกเขาแยกส่วนกัน เช้าไปโรงเรียน แต่มืด ไปแล้วกลับมาบ้านมืดเลย ไม่ได้รู้เลยว่าบ้าน สังคมนั้นเป็นอย่างไร เด็กที่ไปเรียนหนังสือจะไม่รู้สังคมอย่างจริงจังเลย แต่ของเรานี้รู้สัมพันธ์กันชัดเจน ร่วมรับรู้ช่วยเหลือกันเลย เวลาเรียนก็จัดสรรให้ หรือเรียนภาคปฏิบัติเลย ดีไม่ดีพาออกไปช่วยสังคมระดับประเทศเราก็พากันทำ คือให้รู้ว่าเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่จะไปช่วยกัน ต้องรับผิดชอบดูแลสังคมด้วย อะไรควรช่วย อะไรควรต้านระงับ ช่วยกันตามระบอบประชาธิปไตย เราก็พาไปทำ ให้รู้ว่าคือหน้าที่ของคนในประเทศ
ใครมีปัญญารับได้เท่าไหร่ แล้วฝึกตนให้เป็นมนุษย์เช่นนี้ คือมนุษย์อาริยะ ได้มากหรือน้อยก็แล้วแต่คน หลวงปู่เกิดแล้วตายมาก็ทำอย่างนี้แหละ ให้เรียนกับชีวิตจริงไม่ใช่เรียนแต่ตัวหนังสือในกล่อง เขามีความรู้ใหม่อย่างไรก็มาเรียนกันแต่ไม่เอามาใช้ สังคมเราไม่ได้ใช้เลยความรู้เหล่านี้ก็เรียนกันเสียเปล่า แล้วเอามาข่มกันว่าใครรู้มากเจริญ แต่ไม่ได้ใช้ อะไรไม่จำเป็นต้องรู้ก็ไม่สน ก็เรียนกันเสียเวลาทุนรอนแรงงาน แรงสมอง แทนที่จะเอาเวลาไปฝึกอะไรที่ใช้จริงก็ไม่ได้ทำก็เลยขาดแคลน ส ิ่ งที่ควรได้ควรมี หลวงปู่เห็นว่ามันขาดก็เลยเอามาทำ ทั้งศีลธรรม ทั้งการทำงานที่พึ่งตนได้ไม่หยิบโหย่ง เป็นคนติดดินก็พยายามทำให้เป็นจริง
การศึกษา กศน. เรามี ปี 2533 แล้วจดทะเบียนเป็น โรงเรียน ทางนิตินัย คือ พ.ศ. 2534 ที่ศีรษะอโศกจะทะเบียนเป็นที่แรก ปีนี้เป็นปีที่ 24 แล้ว ยังไม่ 25 ปีนัก ก็นานพอสมควรอยู่ เข้าเบญจเพศแล้ว ถ้าคนทั่วไปใครก็ตาม ได้เข้าใจเจตนารมย์ ความประสงค์ที่จริงจังจริงใจของชาวอโศก ที่อยู่กับสังคมเราก็ช่วยสังคมเช่นนี้ มีชีวิตเช่นนี้ไม่ใช่เอาสังคมเป็นบ่อที่เราจะกอบโกย เป็นเหยื่อที่เราจะตักตวงเอา ไม่ใช่เลย คนเห็นแก่ตัวใจดำเช่นนี้ เราไม่ได้สร้างให้จิตใจคนเป็นเช่นนั้น แต่เราจะสร้างให้คนหมดความเห็นแก่ตัว ถ้าไม่เห็นแก่ตัวแล้ว แม้สังคมจะเลวร้ายอย่างไรก็อยู่ได้ คนมีสามัญสำนึกจะรู้ว่า คนไหนดีควรช่วยเหลือเขาจะช่วย เราปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเป็นคนไม่ติดยึด ลด ละ มักน้อยสันโดษไม่เปลืองผลาญทำลายไม่ได้ทรมานตนเอง แต่ไม่โลภ ไม่ตะกละก็ไม่เปลือง ยิ่งมาลดรสโลกีย์ก็จะสบายมาก ลดรสที่เป็นโลกีย์ลงก็จะไม่เปลือง แล้วชีวิตใช้สิ่งบริขารไว้อาศัยเป็นปัจจัยชีวิตไม่เปลืองใช้น้อย แต่เราก็สร้างสรรให้คนทำงานเป็น มีสมรรถนะมีความรู้ว่าการงานอะไรในสังคมควรทำ อาชีพอะไรควรทำให้ได้ใช้อาศัยกัน เราจะรู้ว่าอะไรคือสัมมาอาชีพ อะไรไม่ใช่สัมมาอาชีพ เป็นมิจฉาชีพ เราจะรู้เข้าใจชัด
ศาสนาพุทธสอน มิจฉาชีพ 5 กุหนา ลปน าก็ไม่ทำ นิปเปสิกตา เราก็เร ิ่ มศึกษาว่าอาชีพอะไรเลวเราไม่ทำก็เลิก ฝึกฝนลด ละ ไปตามลำดับ เลิกไปเรื่อยๆ เราก็เลิกมาๆ จนกระทั่งเราเลิกอาชีพเบียดเบียนเห็นแก่ตัวมาก เราก็ลดลง แม้แต่นิปเปสิกตา นั้นเราบริสุทธิ์แต่เราก็รวมกับคนโลภโกงอยู่ เรามอบตนในทางที่ผิดอยู่ เราไปช่วยแรงงานทุนรอนอยู่ทั้งที่เขาก็โกงอยู่ เราก็จะไปช่วยทำไม เราไปช่วยคนบริสุทธิ์ดีกว่า อยู่ไหนเราก็ไปช่วยคนดีดีกว่า เราจะไปเสียเวลาช่วยคนชั่วทำไม ต้องมีปัญญามาอยู่กับคนดี
แม้ที่สุด ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา ยังมีลาภแลกลาภอยู่ ทำงานแลกลาภ ยศ สรรเสริญ กาม อัตตาอยู่ก็เลิกมา จนพ้นลาภแลกลาภ ทำงานฟรีด้วย เพราะแม้ทำงานแต่เอาค่าตอบแทนแม้น้อยเท่าใดก็ไม่บริสุทธิ์ ต้องงานไม่เอาค่าตอบแทนเลย ไม่เอาสิ่งใดตอบแทนเลยจึงบริสุทธิ์ อย่างสังคมชาวอโศกนี่มีคนเช่นนี้ เรียกว่าคนประเสริฐคนดีในสังคม
ที่นี่ตั้งใจทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นปราชญ์เอก ที่ได้เรียนรู้มาไม่รู้กี่ยุคสมัย ได้ประมวลเป็นหลัก สัมมาอาชีวะ 5 นี่ก็เป็นหลักที่หลวงปู่เอามาขยาย อย่างสังคมทั่วไปเขาไม่เรียนรู้ไม่ทำกันแล้ว แม้เป็นนักบวชก็ยังไม่พ้นมิจฉาชีพ ข้อที่ 5 เช่นส่งเสริมนายทุนอยู่ ก็ยากเขาไม่รู้ก็ทำไปตามประสา หลวงปู่พยายามพาทำ เราเรียนรู้แล้วก็พยายามตั้งใจฝึกฝนเถอะ มีมิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีก็พยายามฝึกฝนเอา แล้วไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ เราทำมากันทุกคนไม่รู้กี่ชาติแล้ว เป็นสัญชาติญาณ แต่เราได้มาฝึกลดละ ถ้าไม่มีกลุ่มหมู่สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีกัลยาณสัมปวังโก มีสัปปายะ 4 อย่างนี้ สถานที่สะอาดบริสุทธิ์อยู่เย็นเป็นสุข มีคนสร้างสรรเสียสละ มี สิ่งแวดล้อม มีบุคคล มีอาหาร มีธรรมะ ที่ สัปปายะ ไม่เป็นพิษ ทำให้เราเจริญ ไม่ได้สะสมส ิ่ งเลวร้าย เป็นเสนาสนสัปปายะ มีแต่คนดีคนประเสริฐเสียสละไม่เห็นแก่ตัว หรือพยายามลดความเห็นแก่ตัว จริงๆ แล้วมีความรู้อยู่กับโลกกับสังคมว่าอะไรเป็นงานที่ควรทำ ก็ทำสร้างสรรไป ไม่เห็นแก่ตัวไม่ขี้เกียจ
สังคมที่พระพุทธเจ้าท่านพาทำนี่สุดประเสริฐแล้ว แม้แต่เครื่องใช้ไม้สอยก็ไม่มีโทษภัย มีปัจจัยบริขารอย่างอุดมสมบูรณ์ พออาศัยได้ไม่น้อยหน้าคนข้างนอกเขา และมีธรรมะระดับโลกุตระ อาริยธรรมด้วย สังคมแบบนี้ที่พร้อมด้วยสัปปายะ 4 ไม่ใช่สังคมที่หาง่ายในโลก แต่สังคมอโศกพยายามพาทำให้เป็นไปได้ แม้จะไม่เลิศเลอ แต่หลวงปู่ว่าเป็นรูปร่างของสังคมคนอาริยะแล้ว พูดตามหลักฐานอ้างอิงจากพระพุทธเจ้าตรัส เอามาตรวจสอบได้ สังคมไหนจะมีได้ก็เอาไปเปรียบเทียบได้ เป็นการศึกษาว่าสิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ไหม จริงไหม
สังคมแบบชาวอโศกนี่เป็นได้ไม่ง่าย แต่ยืนยันว่าทำได้ แม้จะไม่ใหญ่ไ่ม่โต แต่จะโตได้ต้องมีคนรุ่นต่อไปอย่างพวกเรานี่มาต่อไป จะอีกกี่ปีกี่เดือนเราก็เจริญแบบนี้ เรารู้ทิศทางประเสริฐก็มาช่วยกันทำ แต่คนมีกิเลสมากก็มาอยู่นี่ไม่ได้ เสพส ิ่ งที่คนนิยมไม่ได้เต้นแร้งเต้นกา คนติดอยู่ก็ไม่มา แต่คนเห็นว่าไม่น่าจะไปติดอย่างนั้นก็มาก มีกิเลสก็มาขัดเกลา ใครคิดได้ก็มา ยินดีขัดเกลา แล้วเป็นอย่างพระพุทธเจ้าสอนนี้ได้แล้วได้เลย ชาติต่อไปก็ได้ด้วย
พี่ป้าน้าอา ญาติธรรมในนี้ก็ช่วยกัน พัฒนา ให้เป็นสังคมแบบนี้ ที่นี่ไม่ได้ว่ารับแต่ เด็ก นักเรียน มาเรียน แต่ว่า ผู้ใหญ่ก็มาเรียนกัน เรียนเป็นโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็มาเรียนตามลำดับ ถ้าได้ชาตินี้แล้วชาติต่อไปได้แล้วได้เลย ภูมิธรรมของพุทธศาสนานี่ จิตได้เป็นประธาน ถึง ขีด นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ก็ได้แล้วถาวร ได้แล้วจะเวียนตายเกิดก็ได้ หรือจะตายสนิทปรินิพพานก็ได้ แล้วแต่คน อย่างหลวงปู่ตั้งใจเวียนเกิดมาช่วยโลกสะสมบารมีไป ให้หยุดสุดที่เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ท้อยังพากเพียรปฏิบัติแม้ชาตินี้หนักหนาเหน็ดเหนื่อย
สังคมพุทธมี โลกุตระ (เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) ไม่ได้หนีโลกอย่างฤาษี
โลกียะนี้ มีแต่ความหลอก แม้ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้พระอรหันต์ คือจิตท่านไม่ทุกข์แต่มันจะเสียผลต่อสังคม จิตใจท่านไม่เกิดกิเลส แต่การประมาณของพระอรหันต์นั้นผิดได้ โลกธรรมนั้นพระอรหันต์ไม่เสพติดแล้ว อย่างศาสนาฤาษีหนีโลกธรรมนั้นอาจดูง่าย แต่ก็เห็นแก่ตัวชนิดหนึ่งเจาะช่องน้อยแต่พอตัว ก็ดีที่ไม่ได้เบียดเบียนสังคม แต่ปุถุชนที่หลอกว่าช่วยโลก แต่ซับซ้อนฉลาดแกมโกงว่าช่วยโลกแต่หลอกโลก ผลาญโลก เอาจากโลก เลวร้ายสะกดจิตครอบงำให้คนหลงภพชาติ วิมานเลอะไปหมด เป็นเหยื่อให้เขาหลอก ก็สงสารแต่ช่วยไม่ได้ เพราะเขาสมัครใจให้หลอกเอง รู้เขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอกก็ไม่รู้ทำไง
ผู้ใดมีปัญญาก็มาทางนี้กัน ช่วยกันไปทำเพื่อให้เกิดมนุษยชาติสังคมเป็นอย่างที่ว่า ยุคนี้ใกล้กลียุคจึงยาก หลวงปู่เข้าใจ ได้แค่นี้ก็พอใจระดับหนึ่ง ถ้าได้มากกว่านี้ก็ดี ตามเหตุปัจจัยไม่ท้อ ไม่ลงโทษตนเองหรือตะกละแก่ตนเอง ไม่ทำเกินไปไม่ให้เสียสุขภาพ จิตก็ไม่ทุกข์ร้อนอะไร จะได้รับสัมผัสให้เอร็ดอร่อยก็ไม่ทำแล้ว ชีวิตก็ง่าย ไม่เรียกร้อง ชีวิตสมบูรณ์ ครบพร้อมแล้ว
เด็กที่จะจบไป หรือจะเรียนต่อก็จะได้ฟังคำหลวงปู่ซ้ำเช่นนี้ไป หลวงปู่เคยถูกโลกหลอกมา 36 ปีเสียเวลา ออกมาทำงานนี้ 36 ปี ก็ได้แค่นี้ นี่ขึ้นสู่ 36 หน่วยที่สอง ถ้าเลยไปก็เข้าหน่วยที่ 3 ก็ทำเกินรอบที่สองมา 8 ปีเอง ถ้าเต็มอีกรอบก็ 108 ครบสองรอบ อยากทำอีกหน่วยให้ครบ 3 เส้าเป็น 144 ปี อยากอยู่ต่อให้ครบ 151 ปี จะดูว่าครบสองรอบจะเป็นอย่างไร ถ้าไปถึง 108 แล้ว หลวงปู่ทำถึง 144 ปี จะเห็นผลพอควร ถ้าเลย 144 ปี แล้วไม่ได้ก็คงได้แค่นี้ จากนั้นก็เสวยวิมุติอีกสัก 7 ปี ก็พูดเป็นวิสัยทัศน์ จะได้หรือเป็นหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่พากเพียรไป ได้เท่าไหร่ก็เอา ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น หมดกาละหมดองค์ประกอบที่จะไปได้ก็จบ
ตอนนี้จะได้เวลารับกลดของ นร.ปวช. กับ นร. ม. 6 ส่วนคนจบ ปวส. ขึ้นไป จะได้รับหยาดน้ำใจพรายทอง และกลด
กลดเหมือนกับบ้าน ที่อาศัยเลย เป็นบ้านเคลื่อนที่เป็นสัญญลักษณ์ moving house เป็นสัญลักษณ์ว่ามอบเครื่องอาศัยให้แล้ว ก็เริ่มการรับกลดในเวลา 09 . 30 น.
คุรุฟังฝน จังคศิริ ได้กล่าวรายงานก่อนมีพิธีรับกลด โรงเรียน สัมมาสิกขาและวิทยาลัยอาชีวะ ของชาวอโศก เป็นการจัดการศึกษาในระบบสังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน โรงเรียนสัมมาสิกขาและโรงเรียนอาชีวะศึกษา ของชาวอโศก เป็นสองหน่วยงานของการศึกษาบุญนิยม เรามี 8 โรงเรียนสัมมาสิกขาทั่วประเทศ โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาราชธานีอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาสีมาอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาศีรษะอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาศาลีอโศก โรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ โรงเรียนสัมมาสิกขาหินผาฟ้าน้ำ และ วิทยาลัยอาชีวะศึกษาอีก 2 โรงเรียน คือ วิทยาลัยอาชีวะศึกษาสัมมาสิกขาวิชชาราม จ. อุบลราชธานี วิทยาลัยอาชีวะศึกษาศีรษะอโศก จ. ศรีสะเกษ
จุดเริ่มต้น พิธีรับกลด เกิดขึ้นในปี 2539 ได้มีการจัดพิธีรับกลดแก่ นักเรียน ม. 6 สัมมาสิกขาปฐมอโศก ต่อมา 2541 จึงจัดพิธีรับกลดร่วมกันระหว่างสัมมาสิกขากับ ักเรียน อาชีวะศึกษา มี นักเรียน 33 คน รับกลด ในวันที่ 15 มีนาคม 2542 เป็นพิธีกรรมให้ผู้สำเร็จการศึกษา ระลึกเตือนตนถึงวิถีชีวิตที่เรียบง่าย มักน้อย สันโดษ ลดละ ขยัน กล้าจน พึ่งตน สร้างสรร เสียสละ
ปีการศึกษา 2556 - 2557 มี นักเรียน จบการศึกษา 45 คน ประกอบด้วย น ร. ม. 6 จำนวน 28 คน ปวช. จำนวน 7 คน ปวส. จำนวน 10 คน รวม 45 คน
จากนั้นพ่อครูได้เทศนา ให้ข้อคิดปิดพิธี....
พ่อครูว่า … นี่เป็นเรื่องระเบียบวิธีโลก ที่เป็นอนุสรณ์เครื่องหมายรับรอง จะเป็นประกาศหรือกลดหรือหยาดน้ำใจก็ไว้เป็นหลักฐานในการเชื่อมโยง กับสังคมภายนอก ว่าเรามีการศึกษาเรามีความสามารถแค่ไหนก็เอาไปยืนยัน มีที่รับรองสถาบันรับรองได้ เป็นหลักฐานก็เป็นเรื่องมนุษย์ที่ฉลาดใช้องค์ประกอบจัดสรรให้สังคมไปได้ดี เราก็จัดสรรให้เหมาะควร แต่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมคนเป็นหลัก บางคนได้ความรู้สามารถเต็มแล้วก็ไม่รับใบอะไรก็ได้ แต่มันจะช้า ไม่มีหลักฐานให้คนเชื่อได้เร็ว แต่ถ้ามีอะไรรองรับจะเกิดความรวดเร็วมั่นใจได้ นี่คือความสามารถของคนที่จัดสรร
เราได้มีการการศึกษาที่ขยายผล กระจายเกื้อกว้างได้มากขึ้นตามระเบียบแบบแผน ปีนี้สัมมาสิกขาวิชชารามที่บ้านราชฯ และที่ศีรษะอโศก ชื่อวิทยาลัยอาชีวศึกษาศีรษะอโศก จะต่างกับชื่อของวิทยาลัยอาชีวะที่บ้านราชฯหน่อย เราเปิดรับสมัคร นักศึกษาปวช. และ ปวส.
ปวช. ที่บ้านราชฯ มี 4 สาขา คือ วิชาอุตสาหกรรมช่างยนต์, วิชาอุตสาหกรรมช่างต่อเรือ, เกษตรกรรม, พาณิชย์การตลาด ปวส. ที่บ้านราชฯ มี 4 สาขา เกษตรกรรมพืชศาสตร์, บริหารธุรกิจการจัดการทั่วไป, ศิลปกรรม เทคโนโลยีการถ่ายภาพมัลติมีเดีย, อุตสาหกรรมเทคนิคเครื่องกลเทคนิคยานยนต์ รับสมัครแต่ 5 เมษายน นี้
ปวช. ที่ศีรษะอโศกมี 4 สาขาคือ เกษตรศาสตร์ , ช่างไฟฟ้ากำลัง ธุรกิจสถานพยาบาล, การถ่ายภาพและวิดีทัศน์ (เป็นการสอนทวิภาคี ) นักศึกษา จะสามารถเรียนได้ที่สถานประกอบการ คือ ปวส. ที่ศีรษะอโศก มีสองสาขาคือ วิชาพืชศาสตร์, ไฟฟ้า
นักเรียน ที่รับกลดรุ่นนี้ ชื่อว่า รุ่นเบิกบุญ เป็นรุ่นที่ 18
จบด้วย นักเรียน ที่จบการศึกษา ร้องเพลง หน้าพ่อครูอีก 1 เพลง