580924_ธรรมาธรรมะสงคราม ทิฏฐิ ๖๒ และกาย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.26 MB
วันที่แก้ไข19 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580924_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ราชธานีอโศก ทิฏฐิ 62 และกาย

พ่อครูว่า … วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 24 ก ันยายน 2558 ที่ราชธานีอโศก ก็มาตอบ SMS ก่อน

_ 0893867xxx คำสุดโต่งที่เขาว่าพ่อครูฯ มันเป็นคำในอดีตที่ใครๆ เคยว่าพ่อครูแล้วอดีตมันแก้ไขไม่ได้! ก็ไม่มีปย.อะไรที่ปัจจุบันจะไปแก้คำสุดโต่ง ออกจากคนที่อคติพ่อครู! เพราะอนาคตเขาก็ว่าพ่อครู เหมือนเดิม! พ่อครูว่า… อาตมาทำงานมา อาตมาว่า อาตมาทำให้เกิดความเข้าใจความจริง อาตมาทำให้เห็นด้วย แล้วก็พากันทำก็มีผู้เข้าใจ แล้วมาปฏิบัติตามอีก ซึ่งมีนัยสำคัญ โลกียะเขาก็ชวนล่า กามคุณ โลกธรรมกัน คนก็จะเอาให้ได้มากๆ มีอำนาจมากๆ โลกธรรมมากๆ กามต้องฟรุ้งฟริ้งแพรวพราว คนก็เข้าใจง่าย ไปเป็นบริวารกัน เป็นกระพรวนมหาศาล อาตมาไม่ได้ประหลาดเลย

ก็พากันไปเหมือนฝูงโคพากันไป หัวหน้าฝูงพาไปมันก็ไป แต่ที่อาตมาพูด นี้คือการทวนกระแสโลกีย์ เขาก ลับ ทิศกลับมาเดินทางนี้ได้ อย่างนี้คือทำสำเร็จ ธรรมะพระพุทธเจ้าทวนกระแสเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเสริมกิเลสหนาขึ้นๆ แล้วสำเร็จ อย่างนั้นอาตมาว่าไม่น่าประหลาด เป็นโลกธรรมดาสามัญ แต่ปรุงแต่งชี้ชวนหากพรรคพวกได้มากเท่าไหร่

ที่เขาว่าสุดโต่ง คือเขาก็ว่าดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ แต่อาตมาก็ทำให้ดูว่ามันเป็นไปได้ นี่ไม่ได้ถดถอยนะ เพ ิ่ มขึ้นอีก ของเก่าก็แน่นมากขึ้นอีก

_ 0893867xxx พ่อครูเคยสอนเองว่าอดีตกับอนาคตทำอะไรกับมันไม่ได้! อดีตกับอนาคตเป็นปย. แค่ใช้ระลึกมาประกอบเป็นปย. เท่านั้น ถ้าฉลาดใช้มันเป็น! ถ้าไม่ฉลาดก็เป็นภัยต่อ ตน!

_ 0893867xxx ไม่มีใครแก้ความคิดในอดีตของคนที่ไม่ยอมรับเราได้ แต่เราแก้ที่ปัจจุบันทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เราเป็นในขณะนี้ก็พอ! ส่วนอนาคตคน จะยอมรับฤาไม่ยอมรับก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป

อ่านต่อ

_ 0893867xxx ถ้าเราเข้าใจเคหสิตเวทนา18 เนกขัมมสิตเวทนาเรา จักรู้แจ้งเวทนา 36 ในกาลทั้ง 3 จักรู้แจ้งรู้จริงเวทนา 36 อดีตปัจจุบันอนาคต เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา!

_ 0893867xxx ขอโปรดพ่อครูอธิบายธรรมขั้นอนัตตาธรรม ที่เห็นความเป็นจริงของอนาคต36 ซึ่งความเป็นอนาคตนั้นไม่เคยมีในโลก! มีแต่อดีต 36 กับปัจจุบัน 36 ที่เป็นอนาคตที่ เที่ยงแท้แน่นอน?

พ่อครูว่า… ส ิ่ง ที่มี ไม่มีอะไรคงที่ แต่สิ่งที่เป็น 0 ได้จริงๆ เลย ถาวรไม่มีเกิดอีกได้คือนิพพาน เป็นสภาพจิตใจที่กิเลส 0 อย่างมั่นคงเที่ยงแท้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็ 0 เพราะได้ทำให้เกิด 0 สะสมเป็นฐานเรียกว่าอดีต ตกผลึกตั้งมั่นแข็งแรงจนมีพลัง ที่ทำให้ปัจจุบันทุกปัจจุบัน ที่เราทดสอบพิสูจน์เลย และสิ่งที่มีเหตุให้หวั่นไหวไม่นิ่งไม่เที่ยง เราก็ทดสอบทุกปัจจุบัน 36 ก็คือมโนปวิจารของโลก เราก็อยู่กับโลก โลกก็แค่ 18 แล้วเราทำได้เป็นโลกุตระ 18 สอง 18 ก็เป็น 36 เกิดจาก สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดทางทวาร 6 อย่างละ 3 เวทนา

ทางเนกขัมมะสุขเพราะกิเลสลดลง แต่ทางเคหสิตะคือสุขเพราะได้สมกิเลส แต่ที่เนกขัมมะทุกข์ คือมันยังไม่เก่ง ยังคุมเคร่ง ก็ต้องทำไปจนมันเก่ง แม้กระทบสัมผัส ก็สู้ได้อย่างสบาย จนมีอาการอุเบกขา หากรีบตัดสินก็อาจพลาด พระพุทธเจ้าไม่ให้ประมาทให้ทำไปอีก ถึงที่สุดแห่งที่สุด เป็น กตญาณ ว่าจ บกิจ แล้ว ไม่ต้องทำอีก ก็เลิกเลย นี่คือขีดสุดท้าย หลักเกณฑ์ของการตัดสินธรรมะของพระพุทธเจ้าด้วย เวทนา 108

ถ้าไม่เข้าใจเวทนา 108 ก็เป็นอรหันต์ไม่บริบูรณ์หรอก ต้องทำถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ จนเกิดกตญาณ ตัดสินได้ พระพุทธเจ้าว่าไม่ประมาทไว้ดีกว่า ให้เอาแบบล้านเปอร์เซนต์เลย

_ 0845481xxx ธัมโม หเว รักขติ ธัมมะจาริง _ 0893867xxx ไม่ใช่พ่อครูฯไม่มี! พ่อครูฯ มี ธรรมที่ไม่เหมือนใคร! มีธรรม พึ่งตนบนความพอเพียงที่ตามรอยคำสอนในพ่อหลวงฯ แสดงความพอเพียง ให้เห็นเป็นจริงประจักษ์ชัด! พ่อครูว่า… คำว่าพอเพียงนี้ชัด มาจากบาลีว่า สันตุฏฐิ หรือ สันสกฤตว่า สันโดษ คือมันพอที่ใจ คนที่ไปอธิบายเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงว่า รวยแล้วก็พอ อย่างนี้อธิบายชุ่ย แต่ต้องให้มีขีดแห่งความพอ อาตมาเคยขยายความพอเพียงว่า จะเจริญไปตาม อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ คือกถาวัตถุ 5 ข้อแรก เรื่องที่ชักนำให้มักน้อย กล้าจน (อัปปิจฉกถา) เรื่องที่ชักนำให้สันโดษ ใจพอ (สันตุฏฐิกถา) เรื่องที่ชักนำให้สงัดจากกิเลส (ปวิเวกกถา) เรื่องที่ชักนำไม่ให้คลุกคลีกับหมู่กิเลส (อสังสัคคกถา) เรื่องที่ชักนำให้ปรารภความเพียร (วิริยารัมภกถา)

( 120 ) " ผู้รู้ผู้ตื่น " คือ " ตื่น " (ชาคร)จ ากอะไร? อย่างไร? ตั้งสติกัน ทำปัญญาให้แจ้งกันบ้างเถิด อย่าเอาแต่ยึดๆๆ ทั้ง " ทิฏฐุปาทาน " ก็ยึดกันแน่น ทั้ง " สีลัพพัตตุปาทาน " ก็ยึดเหนียวหนึบ ยิ่ง " อัตตวาทุปาทาน " ก็ยิ่งยึดกันไปลมๆ แล้งๆ ไม่เข้าใจกันด้วยซ้ำว่า ตนยึดได้ก็แต่ " อัตตวาท " คือยึดได้แต่ " คำกล่าว การพูด " เท่านั้นว่า " อัตตา " ๆๆๆ แต่แท้จริงยังไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาวะกันเลยว่า สภาวะจริงๆ ของ " อัตตา " นั้นเป็นไฉน มีอยู่อย่างไร ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสอยู่ใน " ทิฏฐิ 62" นั่นแหละ หรือ " อัตตา 3" คือ " โอฬาริกอัตตา " นั้นไฉน " มโนมยอัตตา " เป็นอย่างไร จนถึง " อรูปอัตตา " ขั้นปลายสุดจึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้

จึงยากมากที่จะให้ทำให้ความรู้สึกเคยชอบเป็นเฉยๆ หรือทำให้ความรู้สึกไม่ชอบให้เป็นเฉยๆ ทำยาก แต่ต้องทำ ทำได้แล้วสลาย เพราะความรู้สึกเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่ควรเกิดในใจเรา คือพิจารณาว่ามันพาเราทุกข์ ใจเราเปลี่ยนแปลงยังชอบหรือไม่ชอบ เรายังอ่อนแอ ยังเป็นทาสสิ่งเหล่านี้อยู่ ชอบหรือไม่ชอบตามมัน แล้วเราเลิกเป็นทาสมันได้ไหม นี่คือตัวสำคัญ จิตเราต้องไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอาการทั้งชอบและไม่ชอบ เห็นหรือได้ยินอะไรก็รับรู้ตามนั้น พระอรหันต์ท่านก็รับกระทบรู้ตามนั้น ไม่มีไม่ชอบหรือชอบตามใจ ทำให้ได้ ทำได้ก็เป็นอรหันต์ รู้ความจริง เจอหัวปลีมันสีม่วง ก็จะไปชอบทำไม เขาสมมุติกันว่าสวย คนชอบก็ว่าสวย คนไม่ชอบก็ว่าไม่สวย สมมุติหลอกกันไปว่าสวยว่ามีค่า หรืออย่าง โถแตก เขาว่าสวยว่ามีค่าก็ซื้อไป ใครแตะต้องไม่ได้อีก นี่เขาค้นพบภาพของ วินเซนส์ แวนก็อก ก็ดูเป็นภาพธรรมดา มีท้องทุ่งนาเขาก็ว่าประมูลขายกะว่าจะได้ 70 ล้านเหรียญนะ อาตมาเข้าใจศิลปะว่า คือสิ่งที่พาให้จิตใจสูงส่ง ถ้าคุณไปดูภาพแล้วเกิดอะไร ก็แค่รักต้นไม้ท้องฟ้าท้องนามากขึ้น อาตมาว่าไม่น่าราคาขนาดนั้น หรือภาพของแวนก็อก ดอกทานตะวันเหี่ยวๆ ก็พยายามค้นหาสาระของดอกนี้ มันมีความหมายอะไร ตีความโลกุตระให้ได้นะ เห็นไตรลักษณ์อีก อาตมาก็ว่า ตีก็ได้ แต่มันไม่น่าราคาแพงเท่านั้น อย่างอื่นก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แต่ทำไมดอกทานตะวันดอกนี้แพงจัง นี่คือการสร้างค่านิยมตีราคาไป ศิลปินที่คนยอมรับก็เขียนอะไรมาก็ขายแพงได้หมด คือโลกงมงาย เลอะเทอะไปหมดเลย หนักเข้าก็เอาลิงมา เอาพู่กันใส่มือ ขีดเขียน ในทิฏฐิ 62 มี โลก กับ อัตตา อัตตามี 3 อย่าง โลก ก็คือองค์ประกอบประชุมกัน ตั้งแต่สองอย่าง สามอย่าง แล้วก็สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ ประชุมกันเข้าไป แล้วเป็นเรื่องราว ก็สมมุติกันมาทั้งนั้น

ทิฏฐิ 62

ปุพพันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องต้น, 18 ลัทธิ) อปรันตกัปปิกะ (ความเห็นปรารภเบื้องปลาย, 44 ลัทธิ) ว่าด้วยเรื่องโลกกับอัตตา

- สัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกสัญญีวาท ( 16 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าเที่ยง - เอกัจจสัสสตทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง - อันตานันติกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกเนวสัญญีนาสัญญีวาท ( 8 ลัทธิ) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด - อมราวิกเขปิกทิฏฐิ มี 4 ลัทธิ - พวกอุจเฉทวาท ( 7 ลัทธิ) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล - อธิจจสมุปปันนิกะ มี 2 ลัทธิ - พวกทิฏฐธรรมนิพานวาท ( 5 ลัทธิ) หมวดเห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ

พวกนั่งหลับตาก็รวมในทิฏฐิ 44 อนาคตนี้

ปุพพันตกัปปิกทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นหรือทฤษฎีของพวกที่กำหนดขึ้น อาศัยส่วนของขันธ์ (เบญจขันธ์) อันเป็นอดีต แนวความคิดนี้อาศัยข้อมูลจากอดีตเป็นหลัก เป็นความรู้เกิดจากเจโตสมาธิ ย้อนสำรวจชาติในอดีตของตน โดยเอาตัวเองในปัจจุบันเป็นฐาน แล้วย้อนระลึกชาติกลับไปสู่อดีต โดยการ สาวลึกและไกลไปเรื่อยๆ จนสุดกำลังญาณของตน สรุปว่า โลก กับ อั ตตาเป็นอย่างไร

( 1 ) หมวดเห็นว่าเที่ยง (สัสสตทิฏฐิ) 4 (คือพวกนั่งหลับตาทำสมาธิ) 1 . เห็นว่า ตัวตน (อัตตา) และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้ ตั้งแต่ชาติเดียว จนถึงแสนชาติ 2 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้เป็น กัปๆ ตั้งแต่ กัป เดียวถึงสิบ กัป 3 . เห็นว่า ตัวตน และโลกเที่ยง เพราะระลึกชาติได้มาก กัป ตั้งแต่สิบ กัป ถึง สี่สิบ กัป 4 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่าโลกเที่ยง

( 2 ) หมวดเห็นว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง (เอกัจจสัสสติกทิฏฐิ เอกัจจอสัสสติกทิฏฐิ) 4 5 . เห็นว่า พระพรหมเที่ยง แต่พวกเราที่พระพรหมสร้างไม่เที่ยง 6 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยงพวกที่มีโทษเพราะเล่นสนุกสนาน (ขิฑฑาปโทสิกา) ไม่เที่ยง มันไม่ได้มีอารมณ์ถาวรยืนยาวหรอก มันเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย ก็เลยบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง บางอย่างนานหรือไม่นานเป็นต้น 7 . เห็นว่า เทวดาพวกอื่นเที่ยง พวกที่มีโทษเพราะคิดร้ายผู้อื่น (มโนปโทสิกา) ไม่เที่ยง 8 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า ตัวตนฝ่ายกายไม่เที่ยง ตัวตนฝ่ายจิตเที่ยง

( 3 ) หมวดเห็นว่ามีที่สุด และไม่มีที่สุด (อันตานันติกทิฏฐิ) 4 9 . เห็นว่าโลกมีที่สุด 10 . เห็นว่าโลกไม่มีที่สุด 11 . เห็นว่าโลกมีที่สุด เฉพาะด้านบนกับด้านล่าง ส่วนด้านกว้าง หรือด้านขวาง ไม่มีที่สุด 12 . นักเดา เดาตามความคิดคาดคะเนว่า โลกมีที่สุดก็ไม่ใช่ ไม่มีที่สุดก็ไม่ใช่

( 4 ) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ) 4 13 . เกรงว่าจะพูดปด จึงพูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ มิใช่ (อะไร) ก็ไม่ใช่ 14 . เกรงว่าจะยึดถือ จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 15 . เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 16 . เพราะโง่เขลา จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย

( 5 ) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ) 2 17 . เห็นว่าสิ่งต่างๆ มีขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ เพราะเคยเกิดเป็นอสัญญีสัตว์ 18 . นักเดา เดาเอาตามความคิดคาดคะเนว่า สิ่งต่างๆ มีขึ้นเองโดยไม่มี

อปรันตกัปปิกวาท ผู้ปรารภเบื้องปลาย ได้แก่ส่วนที่เป็นอนาคต มี 5 กลุ่ม แบ่งย่อยออกเป็น 44 สำนัก ( 1 ) กลุ่มสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตา หลังตายแล้วมีสัญญา ( 16 ) ( 2 ) กลุ่มอสัญญีวาท เป็นพวกที่เห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว ไม่มีสัญญา ( 8 ) ( 3 ) กลุ่มเนวสัญญีนาสัญญี พวกเห็นว่า อัตตาหลังตายแล้ว มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ( 8 ) ( 4 ) กลุ่มอุจเฉทวาท เห็นว่าสัตว์ตายแล้วสูญ ( 7 ) ( 5 ) กลุ่มทิฏฐิธรรมนิพพานวาท เห็นว่าสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน (ตรงกับหลักการของลัทธิ Hedonism ) ใน 5 กลุ่มของนักคิด สามกลุ่มแรกเห็นว่า อัตตา (อาตมัน) หรือวิญญาณ หลังตายแล้วยังมีอยู่ (อุทธมาฆาตนิกา) ในลักษณะเป็นทรัพย์ ( Substance ) เป็นตัวรองรับคุณสมบัติต่างๆ เป็นตัวไปเกิดใหม่ สืบภพชาตินิรันดร (อโรคะ)

( 1 ) หมวดเห็นว่ามีสัญญา (สัญญีทิฏฐิ) 16 19 . อัตตาที่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 20 . อัตตาที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 21 . อัตตาทั้งที่มีรูป ทั้งที่ไม่มีรูป ยั่งยืน มีสัญญา 22 . อัตตาทั้งที่มีรูปก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีรูปก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 23 . อัตตาที่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 24 . อัตตาที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 25 . อัตตาทั้งที่มีที่สุด ทั้งที่ไม่มีที่สุด ยั่งยืน มีสัญญา 26 . อัตตาทั้งที่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้งที่ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา 27 . อัตตาที่มีสัญญาอย่างเดียวกัน ยั่งยืน มีสัญญา 28 . อัตตาที่มีสัญญาต่างกัน ยั่งยืน มีสัญญา 29 . อัตตาที่สัญญาย่อมเยา ยั่งยืน มีสัญญา 30 . อัตตาที่มีสัญญาหาประมาณมิได้ ยั่งยืน มีสัญญา 31 . อัตตาที่มีสุขอย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 32. อัตตาที่มีทุกข์อย่างเดียว ยั่งยืน มีสัญญา 33 . อัตตาที่มีทั้งสุขและทุกข์ ยั่งยืน มีสัญญา 34 . อัตตาที่มีทุกข์ก็มิใช่ สุขก็มิใช่ ยั่งยืน มีสัญญา ตนทั้ง 16 ประเภทนี้ ตายไปแล้ว ก็มีสัญญา คือความจำได้หมายรู้ทั้งสิ้น

( 2 ) หมวดเห็นว่าไม่มีสัญญา (อสัญญีทิฏฐิ) 8 เห็นว่าตั้งแต่ข้อ 35 ถึงข้อ 42 ข้างต้น คือตนมีรูปจนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง 8 ประเภทนี้ ตายไปแล้วก็ไม่มีสัญญา คือไม่มีความจำได้หมายรู้

( 3 ) หมวดเห็นว่ามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ (เนวสัญญีนาสัญญีทิฏฐิ) 8 เห็นว่าตั้งแต่ข้อ 43 ถึงข้อ 50 ข้างต้น คือ ตนมีรูป จนถึงตนมีที่สุดก็มิใช่ ไม่มีที่สุดก็มิใช่ ทั้ง 8 ประเภทนี้ ตายไปแล้ว มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ ทั้ง 3 หมวดนี้ รวมเรียกว่า อุทธมาฆตตนิกา แปลว่า พวกที่มีความเห็นเกี่ยวกับสภาพเมื่อตายไปแล้ว จะเป็นอย่างไร

( 4 ) หมวดเห็นว่า ขาดสูญ (อุจเฉททิฏฐิ) 7 51 . ตนที่เป็นของมนุษย์และสัตว์ 52 . ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป กินอาหารหยาบ 53 . ตนที่เป็นของทิพย์ มีรูป สำเร็จจากใจ 54 . ตนที่เป็นอากาสานัญจายตนะ 55 . ตนที่เป็นวิญญา ณัญจา ยตนะ 56 . ตนที่เป็นอากิญจัญญายตนะ 57 . ตนที่เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ทั้ง 7 ประเภทนี้ เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ขาดสูญ ไม่เกิดอีก

( 5 ) หมวดเห็นสภาพบางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน (ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ) 5 58 . เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยกามคุณ 5 เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน 59 , 60 , 61 , 62 เห็นว่าการเพียบพร้อมด้วยฌานที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เป็นนิพพานอย่างยอดในปัจจุบัน

อาตมานึกไม่ออกเหมือนกันว่า เป็นกามในสมาธิ เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสในภพ หรือเป็นวิมาน เป็นกามาวจร เสพกามคุณ 5 ถือว่านี่คือนิพพาน เพราะนั่งในปัจจุบัน

จบทิฏฐิ 62

อดีตกับอนาคตรวม 62 นี้ไม่มีทางบรรลุ นี่คือสูตรแรกเป็นทิฏฐิความรู้ความเห็นหรือลัทธิ อย่าไปหลงนั่งหลับตาจะเป็นอรหันต์ เพราะเว้นจากผัสสะเสียแล้วจะได้ปฏิบัติ ไม่มีหรอก ไม่มีโสดาบันในการนั่งหลับตา สกิทาฯ จะได้อย่างไร อนาคาฯ จะได้อย่างไร แต่เขาก็บอกว่าได้อรหันต์เลย แล้วจะเอากามหรือฌาน 1 - 4 เป็นอรหันต์หรือ? ก็ไปหมดเลย

แล้วปัจจุบัน 5 เมื่ออดีตกับอนาคตนั้นมิจฉาทิฏฐิหมด แต่ปัจจุบัน พระพุทธเจ้า ก็ เหมา ไ ปในมิจฉาทิฏฐิด้วย เพราะไปนั่งสร้างภพชาติอยู่คนเดียว คนอื่นเขารู้ร่วมไม่ได้ คุณไปนั่งหลับตาก็เอากาม เอาฌาน 1 - 4 เป็นนิพพานใครจะรู้กับคุณ นิพพานของพระพุทธเจ้าเอาลืมตามีปัจจุบัน รู้ร่วมกันว่า นี่รส นี่กลิ่น นี่เสียง นี่สัมผัส ว่าเราไม่ได้ติดยึดนะ แต่จิตปรมัตถ์ก็อ่านทำให้ตรงกันว่า เราไม่ติด ไม่ได้หลงใหลได้ปลื้ม ลาภ ยศ สรรเสริญเราก็ไม่ติดยึด พิสูจน์ร่วมกันได้เลย มันต้องมีทั้งสัจจะสมมุติและปรมัตถ์อย่างลืมตา ผู้ปฏิบัติลืมตาก็ยังทำใจในใจขณะลืมตาไม่เป็น วิจัย กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่เป็น โลกุตระข้อ 1 ต้องรู้กายในกายเลย แต่ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมก็ไม่รู้ สัมมัปปธาน 4 ต้องอ่านสักกายะคือกิเลสได้ แล้วก็จัดการกำจัดกิเลสได้นะ แต่นี่ไปหลับตาไม่มีผัสสะ หรือแม้ลืมตา แต่ปหานกิเลสอย่างไร ก็ต้องอ่านกายเป็น มีสติปัฏฐาน 4 เป็นแล้วสำรวมอินทรีย์ อ่านเวทนาในเวทนา มีสัมโพชฌงค์อ่านกิเลสว่ามีอาการ ลิงคะ นิมิต อย่างนี้ อ่านได้ จับตัวได้อย่างนี้ อย่างแน่แท้แม่นมั่นไม่วิจิกิจฉา แล้วจะมี ปหาน 5 อย่างไร กดข่มหรือไม่ จนกิเลสของคุณสู้พลังปัญญาของคุณไม่ได้ เกิดวิปัสสนาญาณ 9 หรือโสฬสญาณ มีพลังไฟปัญญาไปละลายไฟกิเลส ไม่ได้กดข่มหรอก

เกิดจากปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 มีอภิสังขารสั่งสมอินทรีย์พละ โดยมีโพชฌงค์ 7 เป็นหลัก ปฏิบัติสติ ธัมมวิจัย วิริยสัมโพชฌงค์ ทำได้มีปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ จนเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ก็ปฏิบัติลืมตาใน การทำอาชีพ มีกัมมันตะ วาจา สังกัปปะตามที่เรามีสัมมาทิฏฐิ

เรามีวิธีสละให้ เราทำใจอย่างไรว่าสละออก หรือยึดกลับมามากขึ้นหรือ? เราก็ต้องอ่านและทำใจในใจได้ มนสิการให้สละออก ศีลพรตก็ขัดเกลากิเลสอย่างไร เราทำตามศีล 5 ในศีลแต่ละข้อ เกี่ยวกับคน สัตว์ สิ่งของ มีกามมีอัตตาอย่างไรก็ลดละ สูงขึ้นไปเป็นศีล 8 ศีล 10 มีศีล จุลศีล มัชฌิมศีล ส่วน มหาศีลก็เป็นเรื่องสังคมศาสตร์ ไปปฏิบัติได้ครบศีล 26 ก็เป็นอรหันต์แล้ว

โพธิปักขิยธรรม 37 นี่มีครบหมดเลย ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เมื่ออาตมาค้นพบหลักฐานว่า โพธิปักขิยธรรม 37 คือโลกุตระ 37 ก็ยิ่งชัด โสดาบัน จิตมันเข้ากระแส โสตาปันนะ แล้วลดกิเลสไป เป็นอวินิปาตธรรม นิยตะ สัมโพธิปราย น ะ ลดกิเลสได้จนกระทั่งมันเป็นความเที่ยง ไม่ได้เดินไปเอาโลกียะนะ แต่ไปหาโลกุตระ เกิน 50 % เป็นนิยตะ เลยไปเป็น 75 % ก็ สัมโพธิปรายนะ อ่านอาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส เดี๋ยวนี้

ถ้าแยกเนกขัมมะกับเคหสิตะไม่ได้ ดำเนินโลกุตระไม่ได้ ต้องอ่านให้ชัด แล้วดำเนินไปให้ถูกทางเนกขัมมะ มันเป็นนามธรรมก็จริงแต่อ่านอาการ ของมันได้

" กาย " จึงไม่ใช่ " รูป " ภายนอกอย่างเดียวโดดเดี่ยว ต้องมี " นาม " เอี่ยวด้วยเสมอและ " กาย " นั้นไม่มี " รูปภายนอก " เอี่ยวด้วยเลยได้ มีแต่ " นาม " ล้วนๆ ก็มีภาวะ " รูป " " กาย " จึงมีคุณลักษณะโน้มเอนมาข้าง " นาม " มากกว่า " รูปภายนอก " ความเป็น " กาย " นี้พระพุทธเจ้าถึงกับตรัสว่า " แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตรูปทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง " (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 ) คนไทยที่อ่านพระไตรปิฎกตรงนี้ ก็จะต้องอ่านทวนแล้วทวนอีก ด้วยความฉงนฉงายทันทีว่า " กาย " พระพุทธเจ้ากลับเรียกว่า " จิต มโนวิญญาณ " ได้ไง?!!! ถ้าใคร หรือยิ่งนักปฏิบัติธรรมที่ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิที่จะเข้าใจในประเด็นนี้ ตามที่อาตมากำลังอธิบาย ก็จะ " งง " หัวแตกเลย ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าทรงเรียก " ร่างกาย " ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ก็เพราะความเสื่อมของ " พุทธสัจจะ " ได้เพี้ยนไปจาก " ความจริง " เดิมขอพระพุทธเจ้าแล้วนั่นเอง โดยเข้าใจความหมายอันแท้จริงของคำว่า " กาย " ผิดเพี้ยนไป อย่างสนิทแล้ว ทุกวันนี้คำว่า " กาย " คนไทยยึดเป็นภาษาไทยไปเรียบร้อยแล้ว และ " กาย " คำนี้ก็ไปหมายความเอาเฉพาะ " ร่างกายภายนอกของคน " เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับความเป็น " นาม " หรือจิตใจเลย พอกล่าวขานคำว่า " กาย " ก็ตัดความเป็น " จิตใจ " ออกไปเลย แต่แท้จริงความหมายทาง " ปรมัตถธรรม " ของพระพุทธเจ้า หาเป็นเช่นนั้นไม่มันผิดถึงขั้นตรงกันข้ามเป็นคนละขั้วกันทีเดียว คำว่า " กาย " ภาษาไทยคนไทยหมายถึง " ภายนอกของร่างกายคน " สุดๆ หมด ไม่มีจิตใจหรือนามธรรมเอี่ยวด้วยเลย แต่ " กาย " ภาษาพุทธธรรมที่ถูกต้องแท้นั้น หมายเอา " ภายใน " เป็นหลักเข้าไปในภายในจิตวิญญณจนถึงที่สุดขั้น " มโน " คือจิตลึกสุดนั่นเลย แม้ไม่เอี่ยวภายนอกเลยยังได้ เช่น นามสัมผัสกับนามภายในก็เรียกว่า " กาย " คือ " นามกาย " เมื่อนามกับนาม " สัมผัส " กันก็เกิดภาวะ " องค์รวม " ของ " ธรรม 2" ขึ้น " อาการ " ของธรรม 2 นี้ที่ " ถูกรู้ " อาการนี้ก็เป็น " รูป " แม้จะเป็น " วิญญาณ " เป็น " จิต " ในภายใน จิตของเราเมื่ออยู่ในฐานะที่ " ถูกรู้ " ก็คือ " รูป " เรียกว่า " นามรูป " และเป็น " องค์รวมของธรรม 2" ก็ล้วนเรียกว่า " กาย " สำหรับผู้ " อวิชชา " อยู่ไม่มีปัญญารู้ความเป็น " กาย " นี้ และจัดการกำจัดความเป็น " กาย " นี้ไปจากจิตใจตนไม่ได้ ผู้นั้นก็จะยังมี " กาย " อยู่ในอาสวะอยู่ใน " อนุสัย " ของคนผู้นั้นอยู่ตลอดไป ไม่ว่าเป็นคนโง่หรือคนฉลาด ไม่ว่า " พาล " หรือ " บัณฑิต " " พาล " ก็ดี " บัณฑิต " ก็ดี " ตายกายแตก " (กายัสสะ เภทา) ถ้ายังอวิชชาก็มี " กาย " ไปด้วยอยู่นั่นแหละ ไม่หมดความเป็น " กาย " ไปได้ เพราะพาลหรือบัณฑิตนั้นไม่มีปัญญารู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น " กาย " แล้วจัดการกับ " กาย " ตนให้หมดสิ้นไปจากจิตใจของตนได้ คุณยังมี " กาย " เป็นอนุสัยไปกับคุณอยู่กับคุณ " งง " ไหมล่ะ ว่า ตายไปแล้วยังมี " กาย " อยู่เลย เอ๊ะ!..ตายไปแล้วมี " กาย " ได้ยังไง?!!! ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 57 - 59 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า " ไม่ว่าพาลหรือบัณฑิต " ถ้ายัง " อวิชชา " อยู่ จิตวิญญาณของบัณฑิตนั้นยังประกอบด้วยตัณหาใด ถ้าละตัณหายังไม่ได้ ตายไปแล้วก็ยังมี " กาย " อันคือ " องค์รวมของธรรม 2" ซึ่งก็ " รูปกับนาม " ของ " กิเลสกับจิตอนุสัย " ของคนผู้นั้นอยู่นั่นเอง เห็นมั้ย? สภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ของภาษากับสภาวะ ที่มันวนกลับไปกลับมาได้ เหมือนกลับกลอก หลอกคน แต่ไม่ใช่ มันมีเงื่อนไขนัยสำคัญของเหตุปัจจัยที่จริงชัดเจน ผู้มีปัญญาสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ก็จะไม่งง ไม่สับสน ไม่สงสัย เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยประกอบความเป็นไปทั้งสิ้น ภาวะ " กาย " ที่ " ถูกรู้ " จะเป็น " อาการ " ของวัตถุกับนาม หรือนามกับนาม ก็ตาม คือ " รูป " ทั้งสิ้น " อาการ " ของสสารก็ดี " อาการ " ของพลังงานก็ดี " อาการ " ของดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ว่าง นิ่งก็ดี " อาการ " ของรูป (ภาพ) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ดี " อาการ " ของอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยามก็ดี ฯลฯ " อาการ " ที่ " ถูกรู้ " เรียกว่า " รูป " ได้ทั้งนั้น " อาการ " คือ ภาวะที่เป็นกิริยาของอะไรต่ออะไรต่างๆ หรือหน้าที่ของอะไรต่ออะไรต่างๆ เป็นภาวะเคลื่อนไหว ตั้งแต่หยาบใหญ่มโหฬารที่สุดแห่งที่สุดแค่ไหนๆ ทั้งปวง และเล็กที่สุดแห่งที่สุดปานใดๆ ทั้งปวง ล้วนเรียกว่า " อาการ " ทั้งนั้น แม้แต่อาการ " นิ่ง " หรืออาการของ " ความว่าง " ก็ " ถูกรู้ " ได้ ผู้จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น " อาการ " ก็อยู่ที่แต่ละคน บางคนไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในสัมผัสในอาการ คนบางคนสัมผัส " อาการ " ได้ และบางคนมีอาการ แต่ไม่สามารถสัมผัส " อาการ " ของรูปกับนามที่ตนเองมี..ได้ " อาการ " ที่คนสามัญไม่สามารถสัมผัสได้ แต่คนที่พยายามเรียนรู้ฝึกฝนกระทั่งสามารถสัมผัส " อาการ " นั้นได้ก็เป็น " วิสามัญ " อาการ มีทั้งที่เป็นพลังงาน มากหรือน้อย แรงหรือเบา แม้ที่สุดเป็น " อาการ " ที่ไม่มีพลังงานเลย เป็นอาการเฉยๆ กลางๆ อาการ มีได้ทั้งในวัตถุ และในนามธรรม เช่น กิริยาของสสาร ก็คือ " อาการ " ของสสาร กิริยาของพลังงาน ก็คือ " อาการ " ของพลังงาน กิริยาของดินของน้ำ ของลม ของไฟ ของอากาศ ของวิญญาณ ก็คือ " อาการ " ของดิน ของน้ำ ของลม ของไฟ ของอากาศของวิญญาณ กิริยาของคน ก็คือ " อาการ " ของคน กิริยาของสัตว์ก็คือ " อาการ " ของสัตว์ กิริยาของพืช ก็คือ " อาการ " ของพืช กิริยาของอวัยวะ ก็คือ " อาการ " ของอวัยวะ กิริยาของเซลล์ ก็คือ " อาการ " ของเซลล์ กิริยาของรูปธรรม ก็คือ " อาการ " ของรูปธรรม กิริยาของนามธรรม ก็คือ " อาการ " ของนามธรรม กิริยาขององคาพยพที่ประกอบ กันขึ้นเป็นคน 32 อย่าง ก็คือ " อาการ 32" กิริยาของพลังงานที่บำบัด " ตัณหา " ในจิตใจ ก็คือ " อาการที่ 33" เรียกว่า ดาวดึงส์ กิริยาของกาย ก็คือ " อาการ " ของกาย กิริยาของเวทนา ก็คือ " อาการ " ของเวทนา กิริยาของจิต ก็คือ " อาการ " ของจิต กิริยาของธรรม ก็คือ " อาการ " ของธรรม หรือกิริยาของหน้าที่อะไรต่ออะไรต่างๆ เมื่อมี " กิริยา " เกิดขึ้นต่อเนื่องก็เป็น " พลังงาน " ดังนั้น พลังงานจึงเป็น " อาการ " ให้ " เห็น " ได้ หาก " อาการ " ใดปรากฏอยู่ แล้วใครสัมผัสได้ เห็นได้ รู้ได้ เข้าใจได้ กระทั่งเรียนรู้จนเข้าใจดี ถ้า " อาการ " นั้นเป็นโทษก็จะจัดการกำจัด หรือป้องกันไม่ให้เกิดโทษแก่ตนได้ ถ้า " อาการ " นั้นเป็นคุณค่าประโยชน์ ก็จะสามารถเรียนรู้ " อาการ " นั้นและนำมาทำประโยชน์ได้ จนสามารถจัดการ " อาการ " นั้นให้เป็นไปตามที่เราประสงค์ได้ " อาการ " ของอะไร ก็คือ การเคลื่อนตัว หรือไหวตัวของภาวะนั้นๆ ถ้าไม่มีอะไรเลยใน " ความว่าง " หนึ่ง ก็ไม่มี " อาการ " อะไรใน " ความว่าง " นั้น

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน