580718_เทศน์ก่อนฉัน ธรรมชาติอโศก งานภราดรภาพซาบซึ้งใจ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580718_รายการเทศน์ก่อนฉัน งานภราดรภาพซาบซึ้งใจ ที่ธรรมชาติอโศก โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า..วันนี้วันเสาร์ที่ 18 ก.ค. 2558 อยู่ที่ธรรมชาติอโศก ...ปีนี้กำลังคาบเกี่ยวระหว่าง 7 คือตามลำดับของพระพุทธเจ้าเป็นการตามลำดับที่เรียบเหมือนกระจกไม่มีอะไรคั่นเลย เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เรียบร้อย ทุกอย่างจะไม่ตัดทันที จะเป็นพลังงานละเอียดที่ซึมเข้าไป เพิ่มมวลขึ้นมาแล้วค่อยเป็นเนื้อๆ ช่วงระหว่างที่เชื่อมก็เป็นได้ทั้ง 2 อย่าง ของเก่าก็มาก ของใหม่ก็นิดหนึ่ง พอเชื่อมของใหม่จะเพ ิ่ ม ของเก่าจะลดลงๆ ไม่ตัดทันทีทันใดชั๊วช๊ะ จะมีการสมานประสานให้เข้ากันได้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่สุภาพสงบเรียบร้อย มีความแตกต่างแต่สมานกันได้อย่างเรียบร้อย ค่อยๆเปลี่ยนแปลงเป็นปฏิรูปไม่ใช่ปฏิวัติ นี่คือลักษณะของศาสนาพุทธ จึงอดทนได้รอได้แต่ถ้าทำได้ถูกต้องได้ลักษณะสมบูรณ์จะเร็วได้ทีเดียวเร็วที่สุดด้วย แม้จะปฏิวัติก็เร็วไม่เท่าที่ว่าตัดทันที่เปลี่ยนทันทีจะมีต่อต้าน กลับไปกลับมาซ้ำซ้อนยุ่งยาก เร็วที่สุด สั้นที่สุดไม่สูญเสียพลังกระจายออก ไม่สูญกำลัง กำลังจะเต็มไม่กระจายออกเลย มีอำนาจเต็ม เป็นพลังงานสมบูรณ์แบบ คราวนี้เราพยายามไม่ให้เกิดความสูญเสียกระจายตกหล่น ได้เสมอๆตามลำดับจะเร็วที่สุด พวกใจร้อนจะรีบปฏิวัติให้ถึงจุดหมายทันที แล้วจะมีต่อต้านค้านแย้งดึงกันไปมาเสียเวลา ต้องประมาณให้พอเหมาะพอดีแล้วทำ การประมาณที่พอเหมาะพอดีที่สุดคือตัวสำคัญ ที่ต้องรู้รายละเอียดของ พลังงานและสสาร กายและจิต กายและจิตนี่ชาวพุทธทุกวันนี้เข้าใจคำว่า “ กาย ” เพี้ยนไป นึกว่า “ กาย ” คือวัตถุ ถ้าคำว่า “ กาย ” ต้องมี 2 เป็น เทวธัมมา ธรรมะ 2 1 ไม่ใช่กาย 1 ก็คือหนึ่งเดียว เป็นเอกธัมโม 2 หน่วยคือรูปกับนาม คือภาวะที่เป็นกับภาวะที่รู้ พวกดิน น
อ่านต่อ
้ำ ไฟ ลม ไม่มีธาตุรู้ ไม่มีชีวะ คนรู้จักชีวะสามารถเพิ่มอายุขัยได้ มนุษย์อุตรกุรุทวีปคือเหนือโลก เหนือธรรมชาติ ธรรมชาติคือส ิ่ งสมดุล มีธรรมชาติ อายุขัยของมันก็ตาย ช้างก็ประมาณ 80 ปีเป็นต้น เต่าได้เป็นหลายร้อยปีได้ หรือต้นไม้ก็มีอายุของมัน พันธ์นี้ตระกูลนี้มีอายุเท่านี้ บางอย่างก็อายุสั้น พวกมีแก่นก็อายุยาวหน่อย ก็ต่างกันไป ชีวะที่เป็นวิญญาณของจิตนิยาม เป็นพลังงานที่สามารถเพิ่มอายุขัยของตนเองด้วยความรู้ความสามารถ อาตมากำลังพิสูจน์อยู่ จริงๆอาตมาทำได้แล้ว อายุขัยอาตมา 72 ปี แต่ก็ทำได้มาตอนนี้ 81 ปีแล้ว อายุกัล์ปหนึ่งของอาตมา 72 ปี อาตมาจะเกินกัปที่ 2 ไปอีก 7 ปี คือ 151 ปี ตอนนี้เกิน 72 ปีมาหลายปีแล้ว เขาก็ยังว่าอาตมาหนุ่ม คนอื่นเขาเห็นว่าแก่อาจไม่กล้าทัก ถ้าเขารู้ว่าอาตมาอายุ 80 แต่การเคลื่อนไหว องค์ประกอบเช่นนี้ ยังแข็งแรงขนาดนี้ วัยหนุ่มสาวก็แข็งแรงของเขาจนเลยมาก็เร ิ่ มอ่อนความแข็งแล้ว แล้วก็เสื่อมสูญตามธรรมชาติหากไม่มีพลังพิเศษมาต่อ ทางรูปธรรมเขาก็พยายามต่ออายุ ให้เปลี่ยนแปลงทางรูปธรรม ให้ธาตุนั้นธาตุนี้ใส่มันก็ไปได้ ดีไม่ดีวิทยาศาสตร์ต่อลมหายใจ ต่ออากาศต่อสายต่อลม ต่อแรงงานหัวใจ ของปอด เสริมเข้าไปอยู่ได้หลาย 10 ปี ดีไม่ดีเป็น 100 ปีก็ได้ คนเป็นลูกหลานตายไปแล้วก็มี มันก็เลี้ยงตัวนี้ไว้ได้ แต่ก็เลี้ยงทำไม มันก็เป็นมนุษย์พืชไปแล้ว ได้แค่พีชะจะเป็นมนุษย์ที่มีจิตนิยามไม่ได้แล้ว จิตนิยามเป็นพลังงานสูงสุดที่จะสร้างหรือจะตัด จะหยุด จะดับหรือจะเกิดได้ ศาสนาพระพุทธเจ้าเรียนรู้ตัวเกิดหรือดับได้ พลังงานนี้เรียกว่าพระพุทธเจ้า และพลังงานนี้เรียกว่าพลังงานพระเจ้า แต่พระเจ้าไม่รู้รายละเอียดว่าจะเพ ิ่ มเข้าในตัวคนได้อย่างไร มีแต่อยู่ไปนิรันดร สร้างไปตามประสา ดิน น้ำ ไฟ ลม โลก จักรวาลเอกภพ แล้วสร้างมนุษย์แต่มนุษย์นี่แข็งข้อต่อพระเจ้า มีจิตนิยามของตน พัฒนาตน จนเป็นจิตพระเจ้าแล้วเอาพลังงานของพระเจ้ามาใช้แล้วควบคุมเองได้ ผู้ที่เอาพลังงานพระเจ้ามาควบคุมได้คือ พระพุทธเจ้า เราคือลูกพระพุทธเจ้าที่เป็นผู้ที่เป็นพระเจ้าอย่างที่มาพูดคุยกับคนได้ เป็นสิ่งจริงสัมผัสได้ ให้คนเรียนรู้เป็นตามได้ เป็นพระพุทธเจ้าได้ ปางกฤตยุค เร ิ่ มเป็นชีวะ มัตสยาวตาร เร ิ่ มต้นจริงๆเป็นสัตว์ในน้ำ บางดวงดาวมีธาตุน้ำที่ในธาตุน้ำก็มีจุลินทรีย์ ไม่มีความเป็นสัตว์ ในบางดวงดาวก็แห้งแล้งแต่ต้องมีธาตุน้ำจึงจะพัฒนาชีวะได้ แล้วก็พัฒนาถึงเป็นปลา มัสยา แล้วมาเป็นสัตว์เลือดเย็นไม่มีปอด มาเป็นเต่า กูรมาวตาร อายุยืน เขาก็นับมาเป็นปาง ระดับสูงสุดถือว่าคือเต่า มีแข้งขาอยู่บนบกได้นานพอสมควร จากเต่าก็พัฒนามาเป็นฮิปโปโปเตมัส มีขา 4 ขา จนเลิกอยู่กับน้ำมีปอด เลี้ยงลูกด้วยนม มีมดลูกแล้วก็จะเป็นหมูใหญ่กับหมูเล็ก พัฒนาตนคล่องตัว เป็นหมูป่า หมูบ้าน เป็นสัตว์หมู เรียกว่า วราหาวตาร เป็นสัตว์พัฒนาขึ้นมา แล้วมาเป็นสัตว์ 2 ขา จนกว่าจะมาเป็นคนที่เป็นลิง ใช้มือเป็นอวัยวะสำคัญ ใช้ขาในการเดิน กว่าจะมาเป็นคน ก็ค่อยพัฒนาเป็นสัตวครึ่งคนครึ่งสัตว์ นรสิงหาวตาร คนไม่เข้าใจก็เขียนภาพเป็นหัวเป็นสิงห์ตัวเป็นคน จริงๆไม่ใช่ เป็นสัตว์ที่ค่อยพัฒนามาเดิน 2 ขา จนกว่าจะพัฒนามาเป็นคน เป็นไตรดายุค เป็นคนแล้วแต่ก็ไม่สมบูรณ์ เป็นคนตัวเตี้ย เรียกว่า พราหมณ์ เป็น วามนาวตาร จิตก็เจริญแต่ไม่เจริญเท่าไหร่ จนพัฒนาทางร่างกาย เป็นมนุษย์ที่เต็มตัว แต่เป็นคนป่าอยู่ ไม่มีเขี้ยว เก่งเหมือนสัตว์มีแต่กำลังบึกบึนกับสมองก็ใช้สมองคิดสู้กับสัตว์ได้ ยกตัวอย่างคนจะฆ่าเสือ นี่ทิ่มลูกกะตาเสือก็ชนะ เหมือนเสือมีปฏิภาณ มันจะกัดเส้นเลือดใหญ่กับหลอดลม กั ด แน่นได้จุดนี้เลย รอเวลาให้ตาย คนก็จะรู้จุดตายจุดเป็นของสัตว์ รู้จักการฆ่าสัตว์ จะสัตว์ใหญ่ขนาดไหนก็สู้ได้ สู้ด้วยแรงก่อนแล้วก็ใช้ปัญญา จนที่สุดก็ใช้แรงน้อยลงมาเป็น ทวาปยุค จะนานหน่อยยุคนี้ ปรศุรามาวตาร ใช้เรี่ยวแรงในการทำประโยชน์ไม่เอาเรี่ยวแรงทำลาย ถ้าจะทำลายก็ทำลายสิ่งไม่ดีที่จะขวางความเจริญ ดีที่สุดคือให้เขาเปลี่ยนแปลงเองโดยไม่ทำลายเขา สร้างจิตเป็นพรหม มี ราม ศิวะ พรหม 3 อย่างนี้ที่เป็นตรีมูรติ ศิวะที่ไม่มีเชื้อพรหม หรือเชื้อปัญญาแท้จะเป็นศิวะโหดแรงร้าย ส่วนรามนั้นเป็นปัญญาใช้เวลายาวนานในการพัฒนาจิตวิญญาณมนุษย์ให้ลดความโหด ให้พลังงานไม่ดีสูญ จะเรียกว่าปราบก็ไม่เชิง ให้เขารวมตัวกันเป็นธรรมะ 2 ให้รวมตัวกันในทางชรตาด้วยตนเอง โดยการให้เขาฆ่าตนเองโดยที่เขาจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ถ้ารู้เรียกว่ามีปัญญา อย่างคนศึกษาตามพระพุทธเจ้าก็จะรู้ว่าต้องฆ่าอกุศลจิตตนเอง เป็นเรื่องตามลำดับไม่โหดร้ายรุนแรง เราทำงานอย่างพระพุทธเจ้าพาทำ จนเป็นกฤษณาวตาร เป็นทวาปยุค มีรามาวตาร กับกฤษณาวตาร ที่เป็นผลของพลังงานเต็มเด็ดขาดสมบูรณ์แรงที่สุดเรียบร้อยที่สุด สุภาพที่สุด เหมือนหนังกำลังภายใน ทำลายศัตรูเหมือนไม่ได้ทำลาย แต่ศัตรูสลายไปแล้ว อย่างหนังกำลังภายใน เป็นปาฏิหาริย์ที่เยี่ยมยอด เจ้าตัวก็ไม่รู้สึก ไม่รู้ตัวด้วย ก็หายไป แท้จริงคือให้เขาทำตนเอง แล้วก็หายไปโดยไม่มีศัตรู ไม่มีผู้ใดไปทำเขา เขาก็ไม่พยาบาทใคร ในกฤษณาวตารคือปราบได้แรงสุดเรียบร้อยสุดเป็นปางที่ 8 ต้องใช้พลังงานส่วนตัวเอียงไม่สมดุล แต่ปางที่ 9 พุทธาวตารคือสมบูรณ์สุด ใช้พลังงานรามาวตารกับกฤษณาวตารสุดยอด จัดสัดส่วนได้ครบสุด แต่ละยุคก็จะมีสิ่งที่ทำให้เกิดสภาพต่างกัน ยุคนี้ป่าเหลือเท่านี้ มนุษย์เป็นเช่นนี้ เมตตากันเช่นนี้โหดร้ายเยอะกว่าเมตตาแค่นี้ สุดท้ายก็ทำลายกัน ส ิ่ งที่ควรสูญหายก็หายไป สิ่งที่เหลืออยู่คือสิ่งดีงาม จะเรียกว่าธรรมชาติก็ใช่ จะเรียกว่า พระเจ้าให้เป็นก็ได้ ของพระพุทธเจ้าให้เป็นได้ทั้งพระเจ้า และสิ่งที่พระเจ้าสร้าง ให้ช่วยตนก่อนแล้วช่วยคนอื่นเป็นไปตามวิบากกรรม แต่ละคนก็สร้างบารมีที่ช่วยตนเอง ไม่ต้องสร้างเป็นอจินไตย ช่วยตนเองโดยไม่ต้องสร้าง คือมีดิน น้ำ ไฟ ลม และธาตุรู้ที่มาช่วยสร้าง ธาตุรู้ในตัวคนรู้ว่าจะช่วยก็จะช่วย อย่างอาตมาคนมีปัญญารู้ก็จะมาช่วย ไม่มีปัญญาก็ช่วยน้อยหรือไม่ช่วย ดีไม่ดีทำลายด้วย แต่ถ้ามีบารมีมาก พลังงานทำลายจะเข้าไม่ถึง เพราะจะมีพลังงานอุตุ พีชะ จิตที่จะมาห้อมล้อมช่วยได้ อย่างคนในกรุงจะมาฆ่าคนในป่านี่ยาก ถ้าคนป่าที่ฉลาดจะหลอกล่อคนในกรุงนี่ตายง่าย เพราะคนในกรุงไม่รู้จักป่า แต่คนป่าเข้าในกรุงก็ถูกเขาต้อนง่ายเหมือนกันนะ ไปเดี๋ยวเดียวก็ตาย สรุปแล้วที่เป็นคำสอนของฮินดู สิบปางนี่ มีปางหมู ปางเต่า ปางปลา ปางนรสิงห์คือ กฤติยุค แล้วมาเป็นไตรดายุค เป็นจิตไม่เจริญเป็นคนป่าคนเถื่อนเป็นเจ้าป่าได้ แต่บางอย่างเก่งเหมือนทาร์ซาน ใช้อำนาจ สยบสัตว์ให้อยู่ในมือได้สั่งการได้ พอเร ิ่ มมีเมือง มีอะไรขึ้นมาเป็นรามจันทราวตาร กับ กฤษณาวตาร เป็นทวาปยุคอีก 2 จนเจริญสุดเป็นพุทธาวตาร กับ กัลกยาวตาร พระเจ้านี่พันธ์ุสั้นมากมีแต่พระเจ้ากับพระบุตร มีลูกสั้นมากทำงานเสร็จพระบุตรก็จบ แล้วก็รอพระบุตรใหม่อีก ท่านก็ตู่ว่าฉันเป็นพระเจ้าองค์เดียวในจักรวาล ก็เลยแย่งกันว่าของฉันก็เป็นพระเจ้าในแต่ละศาสนาของแต่ละลัทธิ ก็มีพระบุตรของแต่ละศาสนาอีก เป็นลัทธิเผด็จการสูงสุด เทวนิยมไม่เหมาะกับประชาธิปไตย เทวนิยมจึงไม่เหมาะกับความเป็นประชาธิปไตยเพราะอำนาจเป็นใหญ่ที่ตัวคน อำนาจเป็นใหญ่ไม่อยู่ที่ความเป็นพรหม ถ้าเทวนิยมก็เป็นประชาธิปไตยขาเดียวพรหมขาเดียวแต่ของพุทธเป็นพรหมที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สร้างสังคมสาธารณโภคีมีสาราณ ี ยธรรม 6 ได้ มีกาย วาจา มโน เมตตากัน แล้วเมตตาก็จะมีกรุณา มุทิตา อุเบกขา แต่ผู้มิจฉาทิฏฐิก็จะมีแต่เมตตาแล้วกรุณาก็ไม่ได้ลงมือช่วย ได้แต่แปลว่าอยากให้คนอื่นเป็นสุข เสร็จแล้วก็อุเบกขา ไม่มีมุทิตาเพราะไม่เคยช่วยใคร พวกนี้จึงขาดตอน พร่องไป มีแต่หัวกับหางไม่มีกลางเลย พวกนี้เป็นพรหมพิการ ถ้าพรหมเต็มรูปจะมี 4 คุณสมบัตินี้สมบูรณ์แบบ กาย วาจา ใจ ทุกวันนี้เข้าใจคำว่า “ กาย ” มีแต่วัตถุนอกแยกไป กาย วาจา ใจ แยกกันหมด แล้วทะเลาะกันหมด ไม่เป็นหนึ่งเดียว คือความอวิชชาเห็นผิดไป ส่วนพระพุทธเจ้านั้น เมตตากายกรรมครบพร้อมสมบูรณ์แบบ วจีกรรมก็สมบูรณ์แบบ มโนก็สมบูรณ์แบบ จะเน้นอันไหนก็ทำได้แต่เป็นองค์รวมหมด เสร็จแล้วก็จะเกิดความรวมสร้างสรร เป็นคุณสมบัติพระเจ้า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ที่ต้องสร้างให้สูง พระพุทธเจ้าจึงรู้จัก ตรัส ว่าอะไรก็แล้วแต่เกิดมาก็จะมีเกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป ไม่มีอะไรไม่เสื่อมแต่ถ้าจะต่ออายุยืนก็เพ ิ่ มพลังงานให้รู้รูปนาม แล้วให้รูปนามมีชีวิตินทรีย์ มีพลังงานชีวะ รู้จัก protoplasm หรือ cytoplasm คือความสดของพลังงานชีวะ ทั้งภายนอกและภายใน ก็จะจัดการธรรมะ 2 หรือภาวะ 2 ให้เจริญได้ ความเป็นพุทธาวตารมีความรู้แบบพุทธจะเข้าใจลักษณะ 2 ดี รู้ลักษณะ 1 ดีแล้วเข้าหา 0 ก็จะค่อยสลายไปอย่างนิ่มนวล เรียบร้อยสุภาพสงบ แต่ถ้าใครมีวิบากก็จะขยอกไม่รู้กี่ขยอก ขยอกทีหนึ่งเมื่อมีเวทนาก็เจ็บปวด ขยอกมากกระทบมากปวดมากแรงมากเจ็บมาก ในโลกมีรู้กับ 0 ตัว 0 ไม่มีรู้มีแต่เป็น กัลกิยาวตารจะไม่รู้(เป็นตัวสูญ) ส่วนของพระพุทธเจ้ารู้กัลกิยาวตารด้วย เมืองไทยมีพลังงานโพธิสัตว์ที่มาช่วยประเทศไทยคือรัชกาลที่ 9 คือพุทธาวตาร เมื่อมีพลังงานเสริมจะช่วยโลกต่อ ทั้งเจโตและปัญญาจะมาผนึกกัน ในเมืองไทยพลังเจโตหยั่งแล้ว ต้องใช้พลังปัญญาช่วย ฐานเจโตเมืองไทยครองความเป็นพุทธถึง 95 % ศาสนาอื่นพยายามเข้ามา คริสต์มาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ก็ยังตีพุทธไม่แตก อิสลามมาทีหลังก็ได้ประมาณหนึ่ง ทุกวันนี้ใครมีสถิติไหมว่าคนไทยเป็นอิสลามกับคริสต์อันไหนมากกว่ากัน … อาตมาขอสรุป กัลกิยาวตาร เทียบกับภาษาวิทย์คือ potential energy เป็นพลังงานแฝงแสดงตัวไม่เป็นแต่มีพลังงานในตัว เป็นพลังงานศักย์แสดงตัวไม่ออกแต่มีพลังยิ่งใหญ่เต็มรูป นิวเคลียสที่มีพลังงาน 2 ถ้าทำให้แตกตัวกระจายพลังงานออกมาก็คือนิวเคลียร์เป็นพลังงานสูงสุดจะมากสุด ฉันเดียวกันกับพระเจ้าหรือ กัลกยาวตารคือพระเจ้า มี potential energy มหาศาลในนิวเคลียส แม้แตกตัวออกมาแล้วก็ยังมีลักษณะ 2 เป็นเทวธัมมา วิทย์เขารู้แต่คุมไม่ได้ คือ fusion กับ fission fission เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ แตกเบาลงเรื่อยๆสุดท้ายอัปปมัญญา จางจนมันกระทบกันไม่แตกตัวแล้วก็ชรตาเข้าหาสูญ ทางวิทยาศาสตร์เขาว่ามีชีวิตแค่ครึ่งเดียวเป็น half life วิทย์เขารู้แค่นี้ fusion รวมตัวให้เอามาใช้งานได้แต่มีพิษ เขาก็พยายามเอาพิษออก เมืองไทยเรามีองค์การปรมาณูเพื่อสันติ อย่างสิกมาตุสัจฉิกตาเคยทำงานอยู่เก่า สิกขมาตุจินดาเป็นพลังงานรู้ เจโตตัวแท้ ดิ่วๆๆ รู้อะไรเปลี่ยนทันทีๆ เป็นเครื่องชี้วัดอย่างหนึ่งให้อาตมารู้ว่าโลกนี้มีแสงอรุณแจ้งแล้ว เป็นสัจฉิกตาก็ทำงานไปได้เต็มที่แล้ว อาตมาก็ขอให้สัญญาณกับพวกเราแล้ว มาเถอะมาอย่าช้าอยู่ไหนรีบมา คว้ามีดพร้าและจอบเสียม มันเป็นเวลาที่ต้องมาผนึกกัน มารังสรรบ้านเมืองประเทืองประเทศไทย อันนี้เรื่องจริง ตอนนี้เหตุปัจจัยทางบ้านเมือง ปัญญามนุษยชาติเข้าใจแล้ว ทำอย่างไรจะบูรณการได้ดี เกิดจากคนมีจิตวิญญาณหรือเจโตที่รวมกับปัญญอาริยะ รู้กระแส รู้จักสภาพมีสัมมาทิฏฐิ เมื่อสัมมาทิฏฐิก็มารวมกันเป็นทิฏฐิสามัญตา สมานกันสร้างสรรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งรูปและนาม ทำอย่างรวมตัวเป็นหนึ่งเดียว มีสาราณ ี ยธรรม 6 มีเมตตากาย วาจา ใจก็เกิดจากคนมารวมกันสร้างสิ่งสร้างสรรที่ควรได้เรียกว่าลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา ได้แล้วเอามารวมเป็นส่วนกลางสาธารณโภคี สังคมใดมีคนสร้างได้ทุกอย่างแล้วเอามารวมเป็นของกลาง ร่วมกินใช้บริหาร สังคมนั้นคือสุดยอดประชาธิปไตย เขาเรียกว่า “ คอมมูน ” รวมกันอย่างเสียภาษี 100 %โดยไม่ถูกบังคับ คนเอามาเสียสละอย่างเต็มใจ เหลือกิเลสใครก็แล้วแต่ใคร แต่ถ้าหมดกิเลสหมดไม่มีอะไรค้างคาหมด อรหันต์ก็ให้หมด แม้อนาคามีก็เหลือของกูในตนในจิต แต่วัตถุให้หมดนะ อนาคามีที่มีของกูมากก็ตัวใครตัวมัน ของกูไม่หมด แต่อนาคามีมีของกูน้อยลงนานๆทีก็ของกูน้อยลง ชั่วโมงหนึ่งของกูทีหนึ่ง อนาคามีดีขึ้นมาก็เป็นวันค่อยมีของกู แล้วอนาคามีที่เก่งก็อาจเป็นเดือนก็มีของกู หรือนานนานที 100 ปีก็ของกูทีหนึ่งแล้วเมื่อไหร่จะของกูทีหนึ่ง เมื่อไหร่จะเลือก หมื่นปีแสนปีก็คืนมาเป็นของกูอีก ไม่ละเสียที สุดท้ายมาละตัวกูของกูให้เสร็จ ใครเร็วก็ดีกว่าไม่เร็ว มึงอยากมีตัวกูของแล้วแต่มึง ขณะนี้ในประเทศไทยเรามีธรรมอันเกิด ชาติแล้ว ทรงไว้แล้วยืนยันความมี เพราะรู้ความเกิดโลกุตระหรืออาริยะ การเกิดนั้นมี 5 ชนิด การเกิดเหล่านี้เป็นนามธรรม จัดการที่นามธรรมแล้วรูปจะลงตัวเอง เพราะจิตเป็นประธาน เมื่อเราสามารถรู้การเกิด 5 ประการนั้นคือ การเกิด “ ชาติ ” เป็นการเกิดอะไรก็ได้กลางๆ การเกิดใดๆ ถ้าเป็นคน จิตวิญญาณ การเกิดใดๆก็เป็นทุกข์แม้อรหันต์ก็มีแต่เป็นคนหมดภัยหมดโทษช่วยโลกอย่างแท้จริง ชาติคือการเกิดปัจจุบันทุกอย่าง ท่านแยกการเกิดเป็น ชราภุชโยนิ อัณฑชโยนิ สังเสทชโยนิ และโอปปาติกโยนิ การเกิดมาเป็นชีวะ เป็นก้อน คือ ชราภุชโยนิ การเกิดทางชีวะอย่างพีชะเราไม่พูดตอนนี้ เราพูดถึงจิตนิยาม การเกิดของจิตนิยามนั้นเป็นชีวะ การเกิด 4 อย่างนี้ไม่เหมือนกัน ชราภุชะนั้นเกิดโดยอาศัยน้ำ มีมดลูกมีน้ำรอบล้อม จนเจริญวัยจึงออกมาคลอดมาเป็นตัวทันที แต่ถ้าชีวะที่ต้องเกิด 2 ครั้ง ทวิชาติ เรียกว่า อัณฑชโยนิ เกิดเป็นไข่ก่อน หากไข่ขาดเหตุปัจจัยพอก็สูญ อย่างผู้หญิงมีไข่แต่ไม่รับการผสมจากเชื้ออสุจิ ไข่ก็จะฝ่อไปตามเวลา เร ิ่ มต้นฝ่อก็จะกลายเป็นพลังงานเลือด ระดู เป็นเลือดเสียต้องรีบขับออก พลังงานระดูถือว่าเป็นอุตุนิยามแล้ว อุตุท่านแปลว่าเลือด ระดู เลือดเมนส์มันไหลออกมาทิ้งแล้วเพราะไข่ที่เป็นเหตุฝ่อไป ถือว่าหมดหน้าที่ของชีวะจึงเป็นอุตุ พีชะก็ไม่เป็น ไม่เป็นจิตนิยามด้วย คำว่า “ อุตุ ” ท่านแปลว่าเลือดระดู คำว่า “ การเกิดเชื้อชีพ ” เป็นเรื่องลึกซึ้ง เมื่อเป็นอัฑชะเป็นไข่แล้วไม่มีเชื้อตัวผู้ผสม วิญญาณไม่จุติ ไม่มีธาตุวิญญาณ จะเกิดเป็นจิตนิยามก็ตรงนี้ ถ้าไม่มีความรู้ในการต่อเชื้อตรงนี้จะไม่มีพลังงานไปต่อเชื้อของจิตนิยาม ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขานะ ที่พูดนี่คือเชื้อของจิตนิยาม จะมีการกระทบสัมผัสถึงขนาดต้องเปลี่ยนแปลงจึงเรียกว่า “ ปฏิฆะ ” คำว่า “ ปฏิ ” คือทวนไปทวนมา ทำปฏิกิริยาคือ ฆ ทางนามธรรมหรือจิตวิญญาณ มีอันนี้หากเชื้ออสุจิทำงานถึงไข่ไปผสมไม่ได้ ตัว ฆ ก็ไม่เกิด พระไตรปิฎกเล่ม 15 [ 803 ] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น 5 ปุ่ม(ปัญจสาขา) ต่อจากนั้น มีผมขนและเล็บ (เป็นต้น) เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น" ฯ สักกสูตรที่ 2
สรุปตรงนี้ เมื่อเป็นจิตนิยาม ผู้ไม่มีปัญญาจะศึกษาพลังงานทางจิตไม่ได้สมบูรณ์ ผู้มีพุทธาวตารจะศึกษาได้ แต่ปางต่ำกว่านี้จะวนกับความเป็นราม เป็นกฤษณะเท่านั้น สายเจโตเป็นได้แค่รามกับกฤษณะมาเป็นพุทธไม่ได้ รามกับกฤษณะมีตัวรวมเรียกว่าพรหม มี 3 ตรีมูรติ เมื่อไม่มีปัญญาจะรู้พรหมก็เวียนกับรามกับกฤษณะ รามคือพวกไม่แข็งแรง แต่เด่นในความดี กฤษณะเด่นความแรง มีกำลังวังชา สรุปเป็นภาษาง่ายๆว่า รามก็คือ ต้นหน กฤษณก็คือต้นกล ถ้าช่วยกันอย่างไปด้วยกันมาด้วยกัน ช่วยกันอย่างได้สัดส่วนเชื่อฟังกันเกื้อกูลกันทุกอย่างดีหมด แต่ถ้าใครแข็งข้อกันก็เอียง ปัญญากับเจโตนี่ต้องคู่กัน เรียนรู้การผสมเจโตกับปัญญาอย่างสมส่วนจะทำให้การเคลื่อนที่ดีสุด บางครั้งเจโตใช้มากบางครั้งปัญญาใช้มาก ถ้าเท่ากันไม่เดินเลย อยู่กับที่ ถ้าอยู่กับที่จะมีพลังงานเต็มที่ก็อยู่ได้นาน ถ้าอะไรเอียงเดี๋ยวก็เน่าหรือแรงจัดไป ทุกอย่างอยู่ที่สมดุล พุทธาวาตารเรียนรู้ราม เรียนรู้กฤษณะแล้วรู้สัปปุริสธรรม 7 ใช้ได้เหมาะสมกับทุกกาละ โดยตัวเราไปผสมส่วนรู้ว่าเขายอมรับเ ร าแค่ไหน ตัวเราก็เท่านี้ เขาไม่ให้เราทำเลย แต่เราก็ทำได้อยู่ โดยตัวเขาไม่รู้ว่าเราแอบทำอยู่ หรือเขาให้ทำแค่ไหน ชาวอโศกนี่อาตมาพาแอบทำโดยเขาไม่รู้ตัว จนเขารู้ตัวก็เลยมาจัดการ 6 ปี 6 เดือน 6 วัน ตัดสินเสร็จเราแพ้ แพ้ทางวัตถุรูปธรรมทางโลก แต่ชนะทางธรรมอย่างสะอาด จบ จนเขาทำอะไรเราไม่ได้ จริงๆเขาทำได้แต่ในปัญญา ธาตุรู้ยิ่งใหญ่ค้ำคอเขา ลึกๆเขารู้ว่าคือของดี คนมีปัญญาไม่ทำลายของดีหรอก ยุคไทยตอนนี้ไม่ใช่ ปรศุรามาวตาร ไม่ใช่ยุคคนป่าแม้จะเป็นรามหรือกฤษณะก็ตาม รามคือความดี กฤษณะคือมีพลังต้องเกื้อกูลกันให้ได้สัดส่วน ถ้าเป็นผู้รู้เรียกพุทธาวตาร ต้องเร ิ่ มเกิดในกลียุคนะ เพราะถ้ายุคดีที่สุดอยู่แล้ว ต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ต้องมีพุทธาวตาร ในกฤติยุค เขาอยู่กันสงบ แต่ถ้าไตรดายุคจะทรมานเป็นเดรัจฉานเต็มตัวโหดร้ายที่สุด จนมาเป็นยุคจูราสสิค สุดท้ายดุเดือดเป็นไดโนเสาร์ใหญ่มากกินจุจนพืชไม่ไหว ไม่มีพืชกิน สัตว์ก็ตาย เหมือนสังคมกิเลสโลภมากเกินยึดไปเป็นของตนเองหมดคนเดียวแล้วคนอื่นไม่ได้เอาไปทำงานอะไร คนโง่เหมือนไดโนเสาร์เต่าล้านปีก็กินคนเดียว คนอื่นไม่ได้เอาไปสร้างก็เลยตายกันหมด แล้วตนเองอ่อนแอก่อนก็เลยตายก่อน ตัวนายทุนภูมิคุ้มกันต่ำทนพิษบาดแผลไม่ได้ก็ตายก่อน ร้อนชื้นหน่อยก็ตายก่อน แห้งหน่อยก็ตายก่อน ช็อคตายก่อน จิตตนช็อคเอง ทรมานตนเองโง่เอง กลียุคเกิดมาตามตั้งแต่พระพุทธเจ้าเกิด พุทธาวตารเกิดมาเพื่อช่วยมนุษย์ แต่เกิดยังไม่แรงก็มีพระพุทธเจ้าช่วยก็ค่อยยังชั่ว จนมายุคนี้ปลายภัทรกัปป์ ดีเหลือน้อยเต็มที ทุกวันนี้ใช้ดีได้น้อยมาก ใช้แค่ความเลวร้ายกันเป็นใหญ่ คนจึงเลวมากช่วยได้ไม่มาก อาตมาไม่เดือดร้อนใจว่าคนจะมาน้อย พระพุทธเจ้าเอง พอตรวจพุทธุปาทกาละ ผู้คน จิตวิญญาณ ท่านตรวจแวบเดียวพบว่าคนไม่ค่อยมีปัญญา ไม่ค่อยไหว จะช่วยแล้วเสียของหรือไม่ คือประกาศของดีให้มาเอาแต่ไม่มีใครมาเอาก็เสียของ เหมือนลิงไม่รู้จักเพชร ไก่ได้พลอย สหัมบดีพรหม รวมพลังเมตตามาช่วย พุทธาวตารเกิดในกลียุค รู้กัลกิยาวตารด้วยรู้จักความ 0 กับความดี รู้นิวเคลียร์ fusion กับ fission รู้ว่าคนไหนเกินช่วยก็ให้รับวิบากไปจนตายเอง 0 เอง มันเกินจะช่วยแล้ว ช่วยสิ่งที่พอช่วยได้เท่านั้น ช่วยส ิ่ งที่เป็น fusion เท่านั้น ยุคนี้พระพุทธเจ้าเกิดไม่ได้ต้องให้โพธิสัตว์มาช่วย ซึ่งก็ดีที่มีโพธิสัตว์ที่งามพร้อมมาช่วย ในสภาพ 2 ต้องมี อย่างพระรามต้องมีหนุมาน ซึ่งหนุมานต้องเป็นลิง มองอย่างไรก็ไม่น่ารัก ต้องรู้รอบตัวไม่อย่างนั้นอยู่ไม่ได้ ส่วนพระรามก็งามพร้อมเรียบร้อยคือในหลวง ส่วนลิงต้องทำทุกอย่างรับทุกอย่าง ย ิ่ งเจอกับทศกัณฑ์ 10 หน้า 20 กร ก็หนัก นี่เล่าให้เป็นนิยาย รูปธรรมประกอบ ในยุคกลียุคก็มีพุทธาวตารที่เป็นเชื้อ ก็คืออาตมาเป็นตัวลิง ส่วนพระรามก็มีแล้วยกไว้ ลิงก็เป็นตัวทำงานรับหน้าไป มีทั้งหลอกล่อมีปัญญา มีทั้งไม้เด็ด มีอาวุธวิเศษเป็นจอมยุทธ แต่พลังงานที่ปราบไม่ใช่พลังงานโหดร้าย ตรีมูรติ ศิวะปราบ รามสร้าง พรหมเป็นกลาง สภาพ 3 สภาพนี้ต้องได้สัดส่วนให้เกิดความเป็นกลางอาศัย แต่คือไม่เที่ยง ศิวะต้องปราบอยู่เรื่อย รามก็สร้างตลอดไม่เช่นนั้นมารก็กวนตลอด มารนี่ไม่รู้ใครสร้าง พระเจ้าก็ไม่รู้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามารคือพลังอวดดีแข่งพระเจ้า ก็ไหนว่าพระเจ้าสูงสุด ไม่จริง ก็ทำลายได้เฉพาะส ิ่ งที่ทำลาย เป็นตรีมูรติหมุนเวียนไปตลอด มารมีหน้าที่มาร พระพุทธเจ้าเอาชนะมารโดยไม่ทำร้ายมาร มารก็ทำหน้าที่ไป แต่สร้างพลังงานเหนือมารให้ได้ก็จบ แต่ไม่ทำร้ายมาร มารไม่ยอมตาย จริงๆแล้ว มารนี่ล่ะคือพลังงานนิรันดรสุด ชีวะของมนุษย์มีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย มากสุด มีสุขทุกข์ รักชัง บู๊บุ๋น ดีชั่ว เกิดเป็นพลังงานชีวะมนุษย์แล้วเรียนรู้ทุกอย่างได้ครบในเอกภพนี้ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมสูงสุด ผู้ศึกษาสูงสุดคือพระพุทธเจ้า สามารถรู้จักกัลกยาวตาร กัลกิยาวตารเป็นได้แต่ไม่มีธาตุรู้ ผู้ใดรู้ธาตุเป็นแม้มันเป็นเองโดยอัตโนมัติไม่ต้องสร้างหรือทำ เ ลย เป็นเองได้เรียกว่าตถตา ผู้รู้จะรู้ว่าเป็นเองเพราะเช่นใด หรือจะไม่ให้มันเป็นเองก็ได้ เปลี่ยนได้เพราะรู้จักเหตุสมบูรณ์แบบ แต่ผู้ไม่สามารถให้เป็นเองและเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ก็คือผู้ไม่รู้ พระพุทธเจ้าว่า เย ธัมมา เหตุปัพพวา เตสัง เหตุง ตถาคโต ...ทุกอย่างเกิดมาแต่เหตุ ดับเหตุได้ทุกอย่างก็สิ้น ต้องมารู้แล้วทำอันนี้ได้จะสุดยอด ในยุคนั้นพระสารีบุตรไม่รู้ ต้องให้พระอัสสชิ ผู้สงบช่วยหยิบให้ว่านี่ไงท่านสารีบุตร เย ธัมมา เหตุปัพพวา เตสัง เหตุง ตถาคโต พระสารีบุตรรู้ชัดแต่ยังไม่ฟื้นต้องให้พระอัสสชิบอกก็รู้เลยว่าใช่แล้ว พอได้บัญญัติแค่นี้ก็รู้ยอด รู้ต้นทาง ก็ไปหาพระพุทธเจ้าเลย ไปบอกพระโมคคัลลานะ ส่วนอ.สญชัย บอกว่าไปเถอะ เราจะอยู่กับคนโง่ที่มีจำนวนมากนี่แหละ ยุคโน้นพระสารีบุตรก็เลือกที่คนน้อยนี่แหละ แล้วยุคนี้ได้เท่านี้ก็ดีแล้ว กัลกยาวตาร คือ 0 ที่ไม่ใช่ไม่มีพลังงานนะ แต่ถ้า 0 ของคนอวิชชาจะไปตามวิบากกรรม จนกว่าจะออกจากวิบากได้ ตัว 0 คือสภาพจบ รู้คือสร้างสภาพจบได้ สร้างความจบได้ก็สร้างความต่อได้ พุทธจึงเป็นผู้รู้การสร้างแล้วทำจบได้ด้วย ในกลียุคมีจอมปราชญ์ช่วยกลียุคแต่กลียุคก็จะชนะ เมื่อกลียุคผ่านไปแล้วแตกตัวมันเอง ทำลายตัวเองจบ ก็ทำลายทุกอย่าง สิ่งที่มีที่เกิดก็สลายแล้วก่อตัวใหม่ อุบัติแรกของส ิ่ งที่เกิดหากยังอยู่ในยุคซ้อนมีดิน น้ำ ไฟ ลม พืช สัตว์อยู่ก็คือปลายยุคที่ไม่แรงขนาดโลกแตก หากโลกลูกนี้แตกทุกอย่างก็หมด แต่ถ้ากลียุคขนาดโลกไม่แตกอาจมีภัยภิบัติมากมาย สึนามิเกิดอีกแสนปี กว่าจะเบาบางสงบเย็นลงก็เป็นได้ กลียุคที่จะเกิดจะแรงไม่น้อย เกิดแล้วโลกก็จะฟักตัวใหม่ ถ้าโลกลูกนี้แตกแล้วทุกอย่างก็ยังอยู่ในเอกภพ พลังงานอุตุ จิต ก็อยู่ในเอกภพ ไปตามพลังวิบาก ถ้าเป็นอุกาบาตก็ถูกถีบไปมาจนกว่าจะเข้าวงจรของระบบสุริยะไหนก็จะค่อยพัฒนา มันก็พัฒนาไป ตัวมันเองมีพลังงาน หากไม่มีจิตนิยามก็ไปตาม ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาจักรวาล ส่วนชีวะก็มีวิบากเป็นตัวดึงรั้งให้ตนเองไปเกิดในโลกไหนตามวิบากบาปหรือบุญของแต่ละอัตภาพ หมุนเวียนนานนับชาติน่าเบื่อที่สุด ต้องจบที่ ปรินิพพาน จบกัลกิยาวตาร ตัวกัลกยาวตารคือตัวสูญ แต่ไม่รู้ว่าสูญก็เลยเป็นนิรันดร แต่พุทธาวตารทำสูญได้รู้สูญด้วยก็จะปรินิพพานได้ ทำได้ตั้งแต่เป็นอรหันต์เป็นต้นไป แยกธาตุได้ สนิทไม่เกิดอีก แยก H 2 O ที่จับตัวกัน ให้เป็น H กับ O ได้ เป็นธรรม 2 ที่เป็นเอกบุรุษ จนเป็นไม่มีเพศ นปุงสกลิงค์ได้ คือทำให้ไม่มีพิษภัยแล้วให้เป็น 0 ได้ มีแต่ 0 กับ 1 สร้างคือ 1 สร้างแต่สิ่งที่ดี ผู้เป็นพุทธะสร้างแต่สิ่งดีหากไม่สร้างก็ 0 พัก สร้างก็มา 1 จะ 0 จริงๆคือแตกอัตภาพเลยไม่มี 0 ไม่มี 1 ก็จบกัลก ิ ยาวตารก็หมดยุค เป็นยุค 0 นี่คือจบสุด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive