580923_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๒๕.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.26 MB
วันที่แก้ไข19 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580923_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู ที่ราชธานีอโศก ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ 25

พ่อครูว่า วันนี้วันพุธที่ 23 กันยายน 2558 อาตมาเห็นที่บ้านราชฯ วันนี้มี อบต. หนองสนิท 80 คน มาศึกษาดูงานเศรษฐกิจพอเพียง ก็ดี ที่เราอาตมาพยายามที่สุดที่จะให้เป็นชุมชนที่เป็นบวร บ้าน วัด โรงเรียน วัดคือหัวใจของความเป็นมนุษย์ เป็นสถานที่ให้สัจธรรม สัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่สัจธรรมเพี้ยนผิดไปจากศาสนา ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้วประกาศไว้ ถ้ามีธรรมะ มีอาริยธรรม คุณธรรม จริยธรรม เป็นหลักของสังคม ไม่ว่ากลุ่มไหน ก็จะครบทั้ง มีประชาชนอยู่รวมกันก็มีศีลธรรม ประชาชนก็อยู่เย็นเป็นสุข เราก็เรียนรู้ไปกับโลกใช้ตามเหมาะควร ไม่ต้องรู้แข่งกับโลก หรือจะรู้ทันหรือล้ำหน้ากว่าเขาก็ไม่เป็นปัญหา หรือไม่รู้ก็ไม่ประหลาด เพราะในเนื้อแท้ของคนที่มีธรรมะจะมี สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีพเรียบร้อยแล้ว

มีจริยธรรม มีธรรมะที่ดีที่ประเสริฐเป็นแดนอาริยะ อย่างที่โลกเขาว่าเป็นประเทศอาริยะ แล้วเป็นสังคมอย่างไร ก็เป็นสังคมปกติ ที่สงบสุขอบอุ่น ไม่มีอย่างโลกีย์เขาเป็น จิตวิญญาณคนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอำพรางแอบแฝง อย่างโลกีย์เขาเป็น โลกโลกีย์ทุกวันนี้เขาเล่ห์กล อำพรางแอบแฝง มารยาทเยอะ แต่สังคมที่เป็นอย่างที่อาตมาว่าอาริยสังคม โลกุตรสังคม ก็จะจริงใจสะดวกดาย สบายดีง่ายไม่มีอะไรแฝงซ่อนอำพราง หรือมีแต่มารยาท จะไม่มี จะเป็นพฤติกรรมจริงใจ

ที่อาตมาพูดนี้ก็มีอยู่จริง แม้จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีความจริงใจ มีสัจจะที่จริงแล้วมาก ในโลกเขาซ่อนอำพราง ใช้เล่ห์กล มีความฉลาดที่เรียกว่า เฉกา คือฉลาดรู้ว่าความดีแท้จริงคืออะไร แต่เขาทำไม่ได้ แต่เขาทำได้ คือเสแสร้งออกมาเต๊ะท่า แต่ภาวะที่เขายืนหยัดยืนยันอยู่ข้างในไม่ใช่ อันนอกนี้เลือกโ

อ่านต่อ

ชว์ออฟ แล้วเขาก็อยู่อย่างโชว์ออฟ จึงเป็นสังคมที่อาตมาว่าพะอืดพะอม แต่อยู่อย่างนี้อาตมาว่าสบายไม่ต้องหวาดระแวงเลย

ไม่ต้องระวังระแวง สองคำนี้ใหญ่ๆ อะไรกันนักหนา จริงใจจนกระทั่งแสดงออกมามากไปก็เลยกระทบกันเยอะ เพราะมารยาทมันน้อย แต่ทางโลกเต็มไปด้วยมารยาท คำว่ามารยาทคือปู่ย่าตาทวดของมายา คือเป็น The great pretender อยู่อย่างลำบาก ชีวิตข้างนอก

ทางออกที่เขาหาอยู่แต่หาไม่ได้ แต่อาตมาว่าพวกเราชาวอโศก เป็นได้ อาตมาก็จะเอาบทแรกของสัมมาทิฏฐิ ที่อาตมาว่าต้องสัมมาทิฏฐิก่อนจะศึกษาพุทธ

ในทิฏฐิ 62 ที่มีปัจจุบัน ก็มีที่ยึดว่า กามเป็นสิ่งที่สุดยอด คืออยู่กับปัจจุบันที่เป็นกาม แล้วมีมารยาทคือ กดข่ม ต้องทำให้อาการกาย วาจา ใจให้เข้ากับสังคม ก็เรียกว่าสุจริต ต้องให้สุจริตเสมอ อย่าให้ทุจริตนะ ลักษณะอย่างนี้จึงเรียกว่าดัดจริต ดัดให้เป็นสุข เป็นต้น การทำมารยาทคือการทำใจอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะทำใจอย่างรู้จิต เจตสิก รูป นิพพาน อ่านออกรู้ทุกอิริยาบถ เป็นฌานลืมตา แล้วทำใจในใจของตนเองตลอดเวลา หรือทำอภิสังขาร ปรับแต่งจิตใจตนตลอดเวลาอย่างรู้ๆ

มีวิปัสสนาญาณ เห็นรูปเห็นนาม เห็นกายเห็นจิต คือมีสติปัฏฐาน 4 มีกาย เวทนา จิต ธรรม รู้ว่านี่คือองค์ประชุมของรูป นาม คือกาย แล้วรู้ว่าเราตกในเวทนาอย่างไร ในเวทนา 108 โดยเฉพาะมโนปวิจาร 18 เรายังมีเชื้อโรคโลก เราก็จับหาจิตตัวการที่ทำให้เกิดเวทนา ก็ได้กุศลจิตมา เป็น สราค สโทส สโมห ก็กำจัดด้วย วิธีที่พระพุทธเจ้าสอน

สอนอย่างลืมตา มีกดข่มบ้าง คนทำเป็นโดยสัญชาติญาณ แต่ไปเรียนผิดกดข่มก็ไม่ได้ทำถูกซ้ำไปอีก ไม่ได้เป็นผลอย่างเป็นฌานสัมมาทิฏฐิ การกดข่มไว้เฉยๆ ไม่ใช่ฌาน

ทิฏฐิแรกที่ไม่เข้าใจคืออดีตกับอนาคต ที่คนจมกับสองอันนี้

( 117 ) " ทิฏฐิ " แรกที่จะต้องสัมมาทิฏฐิก่อนจะศึกษาพุทธ แต่อาตมาสงสารมวลมนุษย์จริงๆ และเสียดายคุณวิเศษอันประเสริฐของความเป็น " พุทธธรรม " ที่สงสารหนักยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ที่เห็นท่านทั้งหลายมัวหลงผิด ต้องต่ำแล้วไปวนเวียนสู่วัฏสงสารนั่นเอง ที่ไม่ควรจะตกลงไปเลย มันต่ำถึงนรกลึกๆ ด้วย จริงๆ นะ ซึ่งนักปฏิบัติธรรมชาวพุทธทั้งหลายวันนี้ แค่ประเด็น " อดีต " กับ " อนาคต " นั้นก็ไม่ควรจะไปจมอยู่กับ " มิจฉาทิฏฐิ " เช่นนั้น แต่ชาวพุทธก็ไม่ฉุกใจ ยังมิจฉาทิฏฐิกันหนักอยู่ ไม่ถอน " ทิฏฐิ " นี้ก่อน จึงไม่มีโอกาสบรรลุพุทธธรรมกันได้เลย เพราะมิจฉาทิฏฐิอยู่กับ " อดีต " อยู่กับ " อนาคต " ไม่เงยหัว ไม่ปฏิบัติเข้าหาปัจจุบัน เพราะจมอยู่กับ " ทิฏฐิ " แรก จำนนต่อ " มิจฉาทิฏฐิ 62" กัน จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น " โลก " อย่างบริบูรณ์ ก็ไม่สามารถเรียนรู้ " อัตตา " (ความเป็นตน) อย่างเป็นลำดับ จาก " โอฬาริกอัตตา " ที่จะได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง " มโนมยอัตตา " ไปจากหยาบ กลาง ไปหาละเอียดจนกระทั่งถึง " อรูปอัตตา " เราก็เรียนอยู่กับปัจจุบัน ที่เป็นกามนี่แหละคือตัวหลัก แล้วเราก็ทำใจในใจ ให้ลดกาม เมื่อทำได้สำเร็จก็เป็นมโนมยะ เป็นมโนมยิทธิมีฤทธิ์ทางใจ ทำให้อัตตาสำเร็จด้วยจิต มโนมยอัตตาคือรูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นส ิ่ งที่ถูกรู้ รวมเรียกว่ากาย รู้กายของเราเอง กายของความเป็นสัตว์ ท่านก็เรียงเอาไว้เป็นสัตตาวาส 9 ความเป็นสัตว์ของโลกที่เป็นอยู่กันนั้น กายต่างกันหมด สัญญาต่างกันหมด ความเป็นสัตว์นรก มนุษย์ เทวดาแต่ละคนต่างกันหมด นี่คือสัตตาวาสข้อที่ 1 นี่คือสัตว์ทางจิตวิญญาณเป็นสัตว์โอปปาติกะ คือสัมมาทิฏฐิข้อที่ 9 จะปฏิบัติปัจจุบันได้ ต้องกำจัดกาม เมื่อลดกามได้ก็เป็นฌาน 1 - 4 นักธรรมะต่างๆ รู้ดี แต่ว่าลดกามอย่างไร เขาลดไม่เป็น เขาข่มไว้เฉยๆ เหมือนพวกเชน ฤาษีดาบส ก็กดข่มกามเรื่องเพศ อย่างไม่สัมมาทิฏฐิ อาตมาพูดนี้คนได้ยินก็อาจโกรธได้ แต่เขาไม่รู้จักวิธีลดความโกรธอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้สามารถรู้จักอัตตา 3 ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด เราก็อยู่กับโลกอย่างรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วเราก็ประมวลว่า อะไรมันเข้าไปเป็นกิเลส ว่าอันนี้กามคุณ 5 อันนี้เป็นโลกธรรม มันก็มีเท่านี้ ไม่มีมากกว่านี้แต่มันมาก แยกย่อยต่างคนต่างสร้างมาหลอกกันเองไม่มีอะไรหรอก มหาศาล ถ้ารู้ตัวจริงแล้วว่า กามก็อย่างนี้ ลาภก็อย่างนี้ ยศก็อย่างนี้ สรรเสริญก็อย่างนี้ เป็นกิเลสเช่นนี้อยากได้กาม อยากได้โลกธรรม ก็กามทั้งนั้น รวมแล้วเรียกว่าอัตตา เอาใส่ตนเองทั้งหมด คือโอฬาริกอัตตา ก็เรียนรู้ได้ เข้าไปถึงใจ แล้วก็ทำมโนมยะคือทำสำเร็จ อย่างมนสิกโรติ ทำใจก็ได้ไปเรื่อยๆ ก็มีฤทธิ์ ทำจิตให้กับตน ให้เกิดผลสำเร็จไปเรื่อยๆ ใจเป็นใหญ่เป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ ทำได้ก็เป็นฤทธิ์ทางธรรมแบบพุทธ มีอิทธิฤทธิ์ตามอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ คุณจะเ ข้ าใจมโนมยอัตตาไปเรื่อยๆ ให้เป็นฤทธิ์ทางใจเป็นผลไปเรื่อยๆ คนที่ไม่เข้าใจรูป หรืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต มันสำเร็จอย่างคุณอวิชชา งมงายเป็นวิมานไปกับมันหมด หนึ่งอดีตคุณจะได้เป็นอนุสัยต้องได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญอย่างนี้ ได้กามคุณ 5 อย่างนี้ ต้องกับอุปาทานที่มีอยู่ อดีตคุณฝังไว้เป็นอุปาทานเป็นอนุสัยคุณทั้งสิ้น

คุณไม่รู้ว่ากามเกิดแล้ว จับกิเลสกามแล้วใช้ปัญญา มีอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไตรลักษณ์ มันทำให้กิเลสลด เป็นปัจจัตตลักษณ์อันนี้เป็นผลสำเร็จสูงสุดเป็นปัญญา เห็นความไม่เที่ยง เห็นว่ามันพาทุกข์ มันไม่ใช่ตัวจริง จนเห็นจริงเลยว่ามันไม่ใช่ตัวตนของเรา แต่เราปล่อยให้มันมีตัวตนเองมานานแล้ว ตำราไม่เห็นมีอธิบายอย่างที่อาตมาว่าเลย ใครรู้ช่วยบอกด้วย จะได้ไปคุยกัน จะได้กอดคอกันสอน โดดเดี่ยวมานานแล้ว ทำมโนมยอัตตาให้ลดลง จนเหลือน้อย เป็นขั้นอรูป เป็นอรูปอัตตา ก็ทำในระดับเลยอนาคามี ก็ทำอรูปอัตตาขั้นสุดท้ายก็สอบทานไปตามฐานะ โสดาบันก็สอบทานอรูปอัตตาในระดับของตน ก็จะมีญาณรู้ตามฐานะ เป็นอนาคาฯ เข้าสู่อรหัตตมรรค ก็มีญาณรู้ละเอียดสภาวธรรมก็ต้องมีฐานจริง ไม่จริงจะสลับไปมา ไม่เป็นลำดับอย่างน่ามหัศจรรย์เท่านั้นเอง คนจะเรียงลำดับให้เป็นลำดับไม่วกวนไม่เป็นวิตักกะก็ไม่ง่าย เรียบเรียงไปตามลำดับได้มากเท่าไหร ก็ได้เท่านั้น อรูปอัตตา เป็นมวลหลักให้ทำมโนมยอัตตาให้สำเร็จเป็นมโนมยิทธิ แทนที่จะให้เป็นมโนมยอัตตาหลอกตนอยู่ตลอด เป็นอัตตาบำเรอกิเลสเป็นอนุสัย หรือเป็นอัตตาสร้างวิมานในฝัน

ก็ขออนุญาตยกตัวอย่างอันเลวทรามอย่างธรรมกาย ที่อธิบายตกนรกขึ้นสวรรค์ บรรยายอย่างเก่งกว่าพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้ายังไม่เคยอธิบายนรกสวรรค์ของคนอย่างนี้เลย พระพุทธเจ้าท่านสอนหลักปฏิบัติ แต่นี่พูดอธิบาย ว่าคนนี้ตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เพราะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เขียนเป็นตำราคนก็ว่าเก่งฉิบหาย อาจารย์กูเก่งกว่ากูเกิ้ลอีก อย่างนี้พระพุทธเจ้าไม่พาทำ อาตมากลัวคนนี่นะ อาตมาไม่กลัวใครนอกจากคนที่คิดว่าตนเก่งกว่าพระพุทธเจ้า กลัวเขาจะมาทำร้ายอาตมา อาตมาหนีทันก็หนี แต่ที่พูดไปนี่ใจกล้านะ เพราะอาตมาว่าต้องพูด เผื่อฟลุ๊กว่าลูกศิษย์ลูกหาเขามาฟังรู้ครึ่งคนหรือหนึ่งคนก็ยังดี ว่าคุณไปถูกหลอกอะไรนักหนา อาตมาก็ว่าเขารู้อยู่นะถึงใช้ภาษาว่าฝันในฝัน ตนเป็นอาจารย์ไม่ใหญ่ ค่อยๆ แก้ตัวทีหลังว่าฝัน รู้ทั้งรู้ แต่สัมปชานมุสาวาสทั้งนั้น สิ่งที่มีจริงเป็นจริงไปแล้วเป็นอดีต แต่ถ้าไม่มีจริงคุณก็ปั้นเองสร้างเอง อดีตกับอนาคตมีเท่านี้ คนจะไปเจออดีตจริงๆ นั้นน้อยคือ 18 ทิฏฐิ แต่อนาคตมีตั้ง 44 ทิฏฐิ พระพุทธเจ้าก็ย่อไว้เท่านี้ ในบรรดาทิฏฐิทั้งมวล ไม่มีอื่นๆอีก " ปัจจุบัน " เป็น " ทิฏฐธรรม " เป็น " ความจริง " ที่ " เห็น " จริง และ " ทำได้ " จริง " สัมผัส " ได้จริง ต้องเปลี่ยนแปลงใน " ปัจจุบัน " ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องเป็นทิฏฐธรรม ทิฏฐะ มีความหมายชัดๆ สองอย่างคือ เห็นของจริง กับ ปัจจุบัน ก็คือสัมผัสเกิดรู้เห็นของจริง อย่างปัจจุบัน แม้จะเป็นปัจจุบันแต่ถ้าปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิก็อยู่ในฝัน ทุกอย่างที่ปฏิบัติไม่ได้ไม่เป็นปัจจุบันทั้งนั้น ขอทานกับเศรษฐีใหญ่มีความอยากรวยพอกันนะ แต่ขอทานยังเจียมตัว แต่เศรษฐี นั้น รวยแล้วก็ยังอยากรวยเพิ่มอีก ขอทานอย่างไรก็คิดรวยสู้เศรษฐีไม่ได้ เศรษฐีนี่อยากรวยไม่รู้จบ " อดีต " กับ " อนาคต " ใครจะไปทำอะไรกับมันได้ นอกจาก " ฝัน " ถึงมันเท่านั้น เพ้อบ้าๆ บอๆ ถึงมันไปเท่านั้น " อดีต " กับ " อนาคต " ทำอะไรกับมันไม่ได้ " อดีต " กับ " อนาคต " เป็นประโยชน์แค่ใช้ " ระลึก " มาประกอบประโยชน์เท่านั้น ถ้าฉลาดใช้มันเป็น ถ้าไม่ฉลาดก็เป็นโทษต่อตน ซึ่ง " อดีตกับอนาคต " นั้น ล้วนขึ้นอยู่กับ " ปัจจุบัน " จะเป็น " ตัวแปรหลัก " ทำให้ " อดีต " กับ " อนาคต " เปลี่ยนไป ไปนั่งหลับตานั้นตัดทางไปนิพพานเลย ลืมตาแต่ถ้าอยู่กับอนาคต อดีตก็เช่นกัน แต่ว่านั่งหลับตาไม่ได้ปฏิบัติกับ ตา หู จมูก ลิ้น กายเลย ไม่มีองค์ประกอบของอุบายเครื่องออกเลย พระพุทธเจ้าว่า เว้นผัสสะเสีย ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้ ต้องรวมลงทำลงที่เวทนา พวกนั่งหลับตาไม่ได้เรียนรู้กาม แต่ก็อาศัยกาม ติดน้ำเปรี้ยวน้ำหวาน เป็นต้น กดข่มได้บ้าง แต่ก็ติดอยู่ บางคนติดของหยาบยาเสพติด ติดยาดมยาอมยาหอม ติดหมากพลูบุหรี่ ไม่รู้ตัวเองหรอก พวกนั่งหลับตานี่ ไม่รู้กามอันละเอียดลึกซึ้ง มาถึงขั้นที่ระเบิดถึงหนัก คนที่กดข่มจนตายก็ไม่ขายหน้า แต่คนที่ระเบิดก่อนก็แก้ตัวพัลวัน สึกออกมาก็แก้ตัวไปกลบเกลื่อนไป สายลืมตานั้นไม่ต้องพูดหรอกสึกออกมาก็เฉยๆ สึกออกมาสอนธรรมะไป ตนเองสึกจากสมณเพศมาเห็นหีนเพศ เป็นผู้ล้มเหลวแล้วยังไม่รู้ตัวอีก

( 118 ) "พุทธธรรมนูญ" ที่เป็น "หลักเอก" ของศาสนาพุทธ " ทิฏฐิ 62" นี้คือ "ทิฏฐิ" บทแรก ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน แล้วโบราณาจารย์ที่เป็นผู้รู้ของศาสนาทั้งหลาย ได้ร่วมกันจัดทำนำมาบันทึกไว้ ในพระไตรปิฎก เป็น " พระสูตร " แรกของ " พระไตรปิฎก " ทีเดียว (พรหมชาลสูตร) เมื่อพระพุทธเจ้าท่านตรัสถึง "ศีล" ของศาสนาพุทธ อันได้แก่ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ซึ่งเป็นเนื้อความ " ธรรมนูญ " ของศาสนาพุทธแท้ๆ มาถึงวันนี้ ในวงการพุทธศาสนา ก็เลิกนับถือกันแล้ว ไปนับถือกันอยู่แค่เพียง " วินัย 227" เท่านั้น โดยหลงกันทั่วไปว่า " วินัย 227" เท่านี้เป็น "ศีล" แท้ๆ ของพุทธ ชาวพุทธในศาสนาพุทธ ไม่รู้กันแล้วว่า จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล นี้แหละคือ "ศีล" ที่ภิกษุจะต้องรักษาไว้ให้แก่ศาสนาพุทธให้ได้ เป็น "หลักเอก" ของศาสนา แต่ทุกวันนี้หลงผิดไปแล้วอย่างยากมากที่จะหวนกลับไปเป็น " ศาสนาพุทธ " ที่มี "ศีล" คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นหลักเอกของศาสนาพุทธ เพราะจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลได้เลือนหายไปแล้ว เป็นศาสนาไม่มี "ศีล" แล้ว มีแค่วินัย 227 ที่เรียกขานกันว่า "ศีล" ของพระ โดยไม่รู้กันแล้วจริงๆ ว่า แท้ๆ นั้น จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ต่างหากคือ "ศีล" ของพระ แต่ทุกวันนี้เหลือแค่วินัย 227 เท่านั้น แม้ " วินัย 227" ก็ยังเละเทะกันอยู่ซ้ำไปเสียอีก ถึงขนาด " สมีอุ้มสมี " ก็เห็นๆ กัน อะไรเหลือบ้าง ในความเป็น " พุทธศาสนา "

( 119 ) เมื่อ "ทิฏฐิ" ขั้นต้น " มิจฉาทิฏฐิ " ทิฏฐิอื่นก็มิจฉาตาม เมื่อ " ธรรมนูญ " อันเป็นบัญญัติ "หลักเอก" ของศาสนาพุทธก็ไม่มีเสียแล้ว แถมละเมิดบัญญัติที่เป็น " ธรรมนูญ " เสียเกือบครบบทบัญญัติแล้วอีกด้วย แล้วศาสนาพุทธจะเหลืออะไร เอาบทบัญญัติของจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลไปตรวจสอบดูเถอะ วัดต่างๆ เต็มไปการเลี้ยงชีพด้วยเด รั จฉานวิชา (ความรู้ที่ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน) บริบูรณ์ไปด้วยเดรัจฉานกถา (พูดกันสอนกันแต่เรื่องไม่พาไปนิพพาน) อย่างดีก็เรียนกันแต่ความรู้ตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ที่สอนกันว่า ให้รวยๆ หรือให้สมปรารถนาทุกอย่างอย่างนี้ เป็นเดรัจฉากถา ซึ่งต่างจากพุทธศาสนาที่อาตมาหมาย คณะสงฆ์หมู่ใหญ่ กับคณะสงฆ์อโศกจึงเป็นนานาสังวาสกัน ด้วยความเป็นอยู่ปฏิบัติจริง กรรมหรือการประพฤติปฏิบัติต่างกัน อุเท ส (คำอธิบายธรรมจากหัวข้อธรรม) ต่างกัน ศีลไม่เสมอสมานกัน มันเป็น " นานาสังวาส " แล้วจริงๆ คือ แตกต่างกัน (นานา) ไปแล้ว อย่างเด็ดขาด พวกหนึ่งไม่เอา " ศีลธรรมนูญ " แล้ว กับ อีกพวกหนึ่งเอา " ศีลธรรมนูญ " อย่างยิ่ง พวกหนึ่งหลงเที่ยง หลงประพฤติอยู่กับ " ทิฏฐิ 62" อย่างดื่นดาษ ยึดถือ นับถือ " อดีตกับอนาคต " กันอยู่ ทั้งหนีเข้าป่า หลับตาทำสมาธิ ทั้งเอาตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์มาแข่งดีแข่งรู้กัน หรือนำมาโพนทนาเป็น " วิมาน " หลอกล่อให้ได้แต่เพ้อฝันกันไปเท่านั้น ไม่มี "ทิฏฐิ" ที่เห็นว่า " นิพพาน " นั้นต้อง " ปัจจุบัน " (ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ) ไม่ใช่ไปหลงอยู่กับ " โลกอดีต โลกอนาคต " อย่างที่เป็นกัน เต็มสังคมพุทธทุกวันนี้ ก็เท่ากับ " มิจฉาทิฏฐิ " กันตั้งแต่ประเด็นต้นของพระสูตรเล่มแรกแท้ๆ (เล่ม 9 ) พระพุทธเจ้าตรัสไว้ แล้วโบราณาจารย์นำมาบันทึกไว้เป็นบทแรก ของพระสูตรของพุทธศาสนากันทีเดียว ป่านนี้ท่านทั้งหลายก็ยังไม่ฉุกใจ ยังทำ " สัมมาทิฏฐิ " กันไม่ได้ ทิฏฐิอื่นๆ ที่จะต้อง " สัมมาทิฏฐิ " กันอีกหลากหลายแง่เชิงนั้น จึงเตลิดเปิดเปิงต่อไปอย่างระเนระนาด ดังที่เป็นที่เห็นกันอยู่โต้งๆ พระบ้านไม่มีใครปฏิบัติไปนิพพานหรอก แต่แม้แต่พระบ้านก็ว่าถ้าจะนิพพานต้องเข้าป่า คนปฏิบัติก็หลงกับอนาคตตลอด พระบ้านก็ปฏิบัติกับปัจจุบันไม่ได้นั่งหลับตา เรียนตรรกศาสตร์มากมาย เอากัลยาณธรรมมาสอนกันก็ได้เท่านั้น ไม่มีเนื้อหาพาพ้นทุกข์ โลกียะมีแต่วนในอ่าง อ่างใบใหญ่หน่อยก็วนนานหน่อย ก็ตกนรกขึ้นสวรรค์เก๊ไม่มีทางพ้นหรอก ไม่รู้ว่าตนเองอยู่กับปัจจุบัน ตนเองก็ไม่รู้ผัสสะจับอาการจิตไม่ได้ ไม่ได้ทำ จรณะ 15 โพธิปักขิยธรรม 37 หรือโลกุตระ 37 อาตมานำหลักฐานจากพระไตรปิฎกมากมาย แม้แต่คำว่าบุญ คำว่ากาย ก็เห็นเลยว่าไกลจากที่เขาเข้าใจเดิมมากบุญคือ สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ ศาสนาพุทธทุกวันนี้ที่ขยายแพร่ไปทั่วโลก มองในแนวตื้นก็ว่าดีๆๆๆ มองในแนวลึกก็คือ เอากองขยะเอาส ิ่ งสกปรกมารวมกันแล้วเผยแพร่ไป จะได้อะไร ยกตัวอย่างพาเด็กมาบวช เกณฑ์กันมาบวช เหมือนเอาลิงมาบวช มองแนวตื้นก็ว่าดี แต่แนวลึกนะ นี่ ธง ชัย พระอรหันต์นะ ผู้ที่ห่มเข้านี่พ่อแม่ต้องกราบทันทีนะ คุณมีดีอะไรพอให้พ่อแม่กราบหรือ ให้ผู้มีคุณงามความดีในสังคมเขากราบ คุณเหมาะสมหรือ ดีพอให้เขากราบหรือไม่ คุณมาบวชเล่นบวชหัว บวชกินเงินนี่บาปหนัก พากันมาขี้รดศาสนา ขออภัยที่พูดชัดๆ คนที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวมาบวช ท่านถึงให้ดูแล ถ้าผิดอย่างนี้ 11 อย่างนี้ต้องให้สึก แม้รู้ทีหลังก็ให้ออก ถ้าไม่จัดการเรื่องศาสนาให้จริง อาตมาว่าไปช้าไปยาก พายเรือในอ่างอย่างเดิม เพราะไม่เข้าถึงเหตุ ไม่ใช่ร ัฐธรรมนูญ ไม่ดี ไม่ใช่กฎหมายไม่ดี ดีอยู่ ผู้ร่างเจตนาให้เหมาะสมกับสมัย แต่คนเจตนาเอาฉลาดแฝงซ่อน เอามุมถูกมาใช้ แต่ไม่ครบ ไม่เหมาะตามองค์ประกอบสังคมที่ควรใช้ ร่างร ัฐธรรมนูญ ที่ร่างไปแล้วที่ถูกตีตกไป ก็เพราะมันกันไม่ให้นักการเมืองเก่ามาเล่น มันก็ไม่ยอมสิ ประชาชน แม้เพื่อไทยก็ไม่เอาอยู่แล้ว พวกนักการเมืองไม่ให้หากิน เขาก็เลยจับมือกันไปหมดเลย เสียเงินเสียทองเสียเวลาไป อยากเลือกตั้งเร็วๆ ก็เลยยืดไปอีก ก็ดีแล้วนี่ ก็ทำเอง ยิ่งทำอย่างนี้ยิ่งไม่เร็วใหญ่ ต่อไปเขาต้องทำให้ละเอียด เดี๋ยวตีตกอีก แต่จะดีอย่างไรก็แล้วแต่เถอะ มันไม่ได้อยู่ที่กฎหมาย หรือร ัฐธรรมนูญ ไม่ดี แต่มันอยู่ที่คนไม่ดี คนนี่แหกได้ทุกประตู มีรูลอดจนได้ไม่มีทางแก้ได้หรอก มันลอดไม่ได้ก็หน้าด้าน กูจะละเมิดจะทำไม กูมีอำนาจเสียอย่าง เขาก็ทำหน้าด้านให้เห็นมาแล้ว อาตมาดูก็ขำ น่าสงสาร เล่นลิเกละคนไร้สาระจริงๆ ขออภัยที่พูดเหมือนตนรู้ดีนัก แต่ก็พูดอย่างจริงใจ อย่างน้อยอาตมาก็อายุมากแล้ว พิสูจน์ตนเองมา 45 ปีแล้ว แต่คนไม่เข้าใจ ไปรู้แต่โลกียะ อบาย กับเดรัจฉานวิชา

อาตมาก็อยู่รอดเพราะ ธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง อยู่รอดเพราะธรรมะ นักศาสนาคนไทย ที่ไม่ใช่แค่นักบวชนะ คนทั่วไปเขาก็มีภูมิพุทธศาสนา บางคนไม่ได้เรียนสูงเขามีภูมิ เฉลียวฉลาด รู้อะไรถูกผิด แม้เขาจะกลัวโลกโลกีย์ไม่กล้าเข้าข้างคนถูก กลัวเสียโลกธรรมแต่ลึกๆ เขารู้ว่าอาตมาที่ทำนี้ถูกต้องอันนี้ ทำให้อาตมาอยู่รอดสามารถทำงานนี้มาได้ สรุปคือประเทศไทยยังมีคนฉลาดรู้ว่าอะไรถูกหรือผิด แม้จะพูดว่าอันนี้ผิดแต่มีตัวรู้ลึกๆ อยู่ อาตมาอยู่ได้เพราะตัวนี้นะ อาตมาใช้ธรรมเพียวๆ อาตมาจึงมั่นใจว่า ธัมโมหเวรักขติ ธัมมจาริง มีจริง ที่อาตมาแตกแยกกับคณะสงฆ์ใหญ่ เพราะต่างคนต่างเข้าใจคนละอย่าง ก็ขอต่อ ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องมี ชาคร หรือชาคริยะ แปลว่า รู้ว่าสัมมาทิฏฐิเป็นเช่นใด แล้วจะปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ

( 120 ) " ผู้รู้ผู้ตื่น " คือ " ตื่น " (ชาคร) จากอะไร? อย่างไร? ตั้งสติกัน ทำปัญญาให้แจ้งกันบ้างเถิด อย่าเอาแต่ยึดๆๆ ทั้ง " ทิฏฐุปาทาน " ก็ยึดกันแน่น ทั้ง " สีลัพพัตตุปาทาน " ก็ยึดเหนียวหนึบ ยิ่ง " อัตตวาทุปาทาน " ก็ยิ่งยึดกันไปลมๆ แล้งๆ ไม่เข้าใจกันด้วยซ้ำว่า ตนยึดได้ก็แต่ " อัตตวาท " คือยึดได้แต่ " คำกล่าว การพูด " เท่านั้นว่า " อัตตา " ๆๆๆ แต่แท้จริงยังไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงสภาวะกันเลยว่า สภาวะจริงๆ ของ " อัตตา " นั้นเป็นไฉน มีอยู่อย่างไร ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสอยู่ใน " ทิฏฐิ 62" นั่นแหละ หรือ " อัตตา 3" คือ " โอฬาริกอัตตา " นั้นไฉน " มโนมยอัตตา " เป็นอย่างไร จนถึง " อรูปอัตตา " ขั้นปลายสุดจึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ สำหรับ " กามุปาทาน " นั้น ไม่ต้องพูดเลย รู้กันดี แต่เต็มใจจมอยู่กับกามกันทั้งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เสียดสี หรือจมอยู่กับความใคร่อยากได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญ ได้สุข ที่เป็นโลกีย์ทั้งหลาย เต็มสถาบันศาสนากันเห็นๆ " ตื่น " ขึ้นมาจากหลงใหลกันบ้างเถิด ที่อาตมาไปให้ อัญชลี เขาสัมภาษณ์ ที่ว่า ก็เหมือนเขาเอาดอกไม้มาลัยมาร้อยพวงจมูกไว้หมดแล้ว สถาบันเราก็เคารพ ครูบาอาจารย์ทั้งโบราณปัจจุบันเราก็เคารพ แต่ " สัจจะ " นั้นน่าจะเข้าถึงให้จริงให้ได้ เราไม่ได้ลบหลู่สถาบัน หรือบรรดาอาจารย์เลย เพียงแต่เราประสงค์จะให้เข้าถึงสัจธรรมกันจริงๆ เป็นเป้าแท้ จะได้เกิดประโยชน์แท้จริง กอบกู้ศาสนาขึ้นมาได้จริงกันบ้าง พากันหลงเลอะน่าสงสารมานานแสนนานแล้ว คนที่ชื่อว่า ผู้ " ตื่น " (ชาคร) ไม่ได้หมายว่า แค่คนนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาจากการหลับพักกาย แต่เป็นผู้มี " ความตื่นรู้พร้อมด้วยสติเต็มทำงาน" กับ " อายตนะ 6" เป็น " ชาคริยานุโยค " หมายความว่า พากเพียรทำความตื่นให้เป็น " ผู้รู้ผู้ตื่นจากโลกียารมณ์ที่ตนหลับไหลลุ่มหลง " อยู่นั่นทีเดียว ไม่ใช่แค่ตื่นจากนอนหลับเท่านั้น อย่าหลับไหลไปกับสถาบันกันจนหลงใหลคลั่งไคล้กันนัก " สถาบันพุทธศาสนา " ยังอยู่ในศีลในสัจธรรมกันดีอยู่หรือ? " ตื่น " ขึ้นมาตรวจดู " ความจริง " ที่เป็นภายนอกที่ห้อมล้อมอยู่ทั้งหลายดูดีๆ เถิด อย่าเอาแต่จมอยู่กับอารมณ์ " ฝัน " อันแสนสวยแสนสุขกันอยู่กับ " โลกียธรรม " ที่พรั่งพร้อมของตนเอง จนไม่รู้จัก " ความจริง (สัจธรรม) ตามความเป็นจริง " กันนักเลย ไตร่ตรองกันดีๆ ว่า สัจธรรมคือศาสนา หรือสถาบันคือศาสนา หรือบรรดาอาจารย์คือศาสนา อะไรคือศาสนากันแน่ ทำ "ทิฏฐิ" นี้ให้แจ้งกันดีๆ เถิด ลดละอัตตากันเสียบ้าง ยิ่งใครยังเอาแต่หลงหนักมืดอยู่กับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ตกเป็นทาสมัวเมาดำฤษณา ถูกบำเรอบำรุงด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ สุขสบาย ถูก " สินบน " หรือ " ลัทธิประชานิยม " สะกดจิตเอาจนกลายเป็นทาสซื่อที่แสนเชื่อง ก็จงรู้ตัวเองบ้างเถิด สลัดแอกให้แก่ตนเองบ้าง นี่คือ "ทิฏฐิ" บทแรกที่จะต้องตื่น (ชาคร) เลิกงมงายตายซากอยู่กับ " ลัทธิโลกียนิยม ทุนนิยม " เลิกงมงายตายซากอยู่กับ " ลัทธิจิตนิยม เทวนิยม อัตตนิยม วัตถุนิยม " กันให้ได้เสียทีเถิด มันจะ " เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี เสียผู้เสียคน " อะไรกันนักหรือ ที่จะเป็นผู้รู้สึกตัวว่า เราหลงเป็นทาสอยู่ในดงแดนแห่ง " มิจฉาทิฏฐิ " จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน