560507_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง เพราะมีวิชชาจึงดับอวิชชา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560507 รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง เพราะมีวิชชาจึงดับอวิชชา วันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ที่บวร สันติอโศก พ่อครูจัดรายการที่ห้องกันเกรา สันติ อโศก ...เป็นรายการที่เน้นธรรมะเป็นหลัก ไม่ว่าจะพูดเรื่องสังคมหรือการเมืองก็ตาม ซึ่งธรรมะที่พ่อครูอธิบายนั้น ลึกและยาก ต้องบรรยายอย่างนี้เพราะว่าบรรยายมานานกว่า 40 ปีแล้ว ต้องอธิบายแนวลึก ส่วนธรรมะระดับต้น ระดับกลาง ก็มีผู้อธิบายอยู่ พ่อครูว่า … วันนี้จะบรรยายเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งใน อวิชชา 8 ที่มี 4 ข้อแรกเป็นเรื่อง อริยสัจ 4 ก็คือ หัวใจของศาสนาพุทธ คำว่า อวิชชา ก็คือ ไม่รู้อริยสัจ นั่นแหละ อวิชชาข้อ 5 คือ ไม่รู้ในส่วนอดีต อวิชชา ข้อ 6 คือไม่รู้ในส่วนอนาคต อวิชชา ข้อ 7 คือไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคต การไม่รู้อดีตนั้น ไม่ใช่หมายถึงว่า ชาติก่อนเราเป็นอะไร อย่างนั้นมันได้แค่ตื้นๆ ศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนาขั้น โลกุตรธรรม ไม่ใช่ธรรมะแค่ โลกียธรรม คำว่า ไม่รู้ในส่วนอดีตหรืออนาคต ก็คือ ไม่รู้ในส่วนปรมัตถ์ การเริ่มต้นปฏิบัติได้ก็จะมี ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธุ์ (ปุญญาภาคิยา อุปปธิเวปักกา) คือจิตจะ เกิด ใหม่ คือ ชาติ (ที่มี 5 อย่างคือ ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) ชาติ คือการเกิดทั่วไป กว้างๆ เป็นสามัญนาม ไม่ค่อยจำเพาะลงไป สัญชาติ ในพระไตรปิฎกท่านแปลว่า ความบังเกิด คือ สิ่งที่กำหนดไปโดยความไม่รู้ หรืออย่างสัญชาตญาณ โดยไม่รู้จักตัวเหตุใหญ่เลย เป็น มโน ปุ พพังคมา ธัมมา ที่ฝังอยู่ในอนุสัย เลยเป็นต้นเค้า คนที่ไม่ได้ศึกษาก็ใช้สัญชาตญาณพาเกิดอยู่ตลอดเวลา โอกกันติ คือ การเกิดอยู่อย่างต่อเนื่อง ถ้ามีอวิชชาเป็นเหตุก็จะเกิดสังขาร วิญญาณ...ตามประสาโลก ดีบ้าง ชั่วบ้าง ถ้าเป็น บุญ คือ การได้ชำระจิตสันดานให้หมดจด แต
อ่านต่อ
่ถ้าไม่ได้ชำระ แต่ก็พอรู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว ก็อยากเป็นคนดี ก็จะดีได้อย่างโลกีย์ ก็สร้างความตกผลึกแก่จิต สั่งสมความดีในจิต แต่ไม่ได้รู้รากฐานของจิต รู้แต่หยุดกดข่ม เลิกสิ่งไม่ดี แต่ไม่ได้ละล้างกำจัดกิเลส จึงไม่เป็นปรมัตถธรรม เพราะยังไม่มีวิชชา ปัญญา ยังไม่เป็น สัมมัปปัญญา ไม่มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ ก็ยังไม่ได้จริง ถ้าเรามี วิชชา เราก็จะจัดแจง จัดทำ (สังขาร) ทำให้กิเลสลด แต่ถ้าเรามี อวิชชา กิเลสก็จะมาจัดแจง (สังขาร) แต่คนทั่วไปก็จะมีการระงับชั่วคราวได้ ถ้าระงับได้ต่อเนื่องๆได้ เราเรียกว่า "โอกกันติ" การ ทำดีต่อเนื่องก็คือโอกกันติ การทำชั่วต่อเนื่องก็คือ โอกกันติ แต่ถ้าเราได้ศึกษา พยายามทำให้กิเลสลดอย่างต่อเนื่อง อย่างมีวิชชา มีญาณปัญญา สามารถรู้แจ้งเห็นจริง ต้องทำจิตเป็น หรือสังขารอย่างยิ่ง หรือ อภิสังขาร คำว่า อภิ คือ เรื่องยิ่งใหญ่ เฉพาะ เป็นเรื่องอยู่เหนืออยู่บนเลย จึงเป็นการปรุงแต่งที่แตกต่างจากสังขารธรรมดา อวิชชา ใน 4 ข้อแรกคือรู้จัก อริยสัจ 4 ต้องรู้เหตุแห่งทุกข์ได้ สามารถมีญาณรู้เห็นอย่าง ชานโต ปัสสโต (อย่างรู้ๆอย่างเห็นๆ) คือ มันสัมผัสรู้ซึ่งมีเงื่อนไขสำคัญเป็นเหตุแห่งการปฏิบัติคือ ผัสสะ ใน มูลสูตร 10 นั้นเป็นสภาวะของเค้าต้นของหลักธรรม ผู้ใดสามารถรู้ว่าใจตนมี "ฉันทะ" ยินดีกับทิศทางนี้ จึงจะทำได้ ถ้าไม่มีฉันทะจะยากมาก ท่านตรัสว่า เป็นแสงอรุณ ใน สุริยเปยยาลสูตร จากแสงอรุณแล้วจึงจะมีศีล ซึ่งคือหลักเกณฑ์ปฏิบัติ เราต้องรู้ว่า ศีลนั้นปฏิบัติเพื่อละหน่ายคลาย ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อมีเพิ่ม หรือเพื่อขลัง หรือเพื่ออยู่เย็นเป็นสุขด้วยลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่ศีลนั้นลึกกว่านั้น คือ ล้างกิเลสด้วยความยินดี (ฉันทะ) ไม่ไปยินดีในลาภ ยศ สรรเสริญ หรือกาม หรืออัตตา เราต้องมีความรู้ความเห็นอย่างนี้ ฉันทะ คือ ยินดีที่จะออกจากโลก แต่ไม่ใช่อย่างศาสนาโลกียะ คือออกป่าเขาทิ้งไปเลยอย่างนั้น อย่างนั้นมันเป็นอัตตา หรืออาตมัน ซึ่งศาสนาอื่นเขาได้สูงสุดแค่เป็นอาตมัน เป็นพระเจ้า เป็นปรมาตมัน (บรมอัตตา) ก็ยังดี ยังมีความไม่แก่งแย่ง ให้สังคมไม่วุ่นวาย สังคมได้ประโยชน์ ผู้มาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า จึงรู้เหตุเกิดของทุกข์ ในการหลงติดลาภ ยศ สรรเสริญสุข ซึ่งเป็นโลกุตรธรรม มีแต่ในศาสนาพุทธอย่างเดียว ศาสนาอื่นท่านเรียกว่า โลกายตศาสตร์ ในพระไตรปิ ฎกเล่ม 16 ข้อ 175 8 . โลกายติกสูตร [175] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ... ครั้งนั้นแล พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯลฯ [176] ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พราหมณ์ผู้รอบรู้คัมภีร์โลกายตะได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือหนอ ฯ (บาลีว่า สพฺพมตฺถีติ) ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลกที่หนึ่ง ฯ โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่หรือ ฯ (สพฺพเมกตฺตนฺติ ) ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่นี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลกที่สอง ฯ โล. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันหรือ ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันนี้ เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลกที่สาม ฯ โล. พระโคดมผู้เจริญ ก็สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันหรือ ฯ ภ. ดูกรพราหมณ์ ข้อที่ว่า สิ่งทั้งปวงมีสภาพต่างกันนี้เป็นทิฐิว่าด้วยความสืบต่อแห่งโลกที่สี่ ดูกรพราหมณ์ ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าใกล้ส่วนสุดทั้งสองนั้นดังนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ก็เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือสังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
[177] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว โลกายติกพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญพระธรรมเทศนาแจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูปดังนี้ ฉันใดพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงท่านพระโคดมกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะขอท่าน พระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ จบสูตรที่ 8 เขาไปแปลว่า โดยสายกลาง แต่ที่จริงควรแปลว่า มุ่งสู่ความเป็นกลาง ท่านใช้คำว่า มชฺเฌน แปลว่า ความเป็นกลาง ไม่ใช่แปลว่า ทางสายกลาง จิตจะต้องมีปัญญาที่อยู่กลางเลย เพราะในโลกสิ่งที่ไม่มี มันก็มี ถ้าคุณจะไปยึดมีหรือไม่มี ก็คือยึดอยู่คนละข้างของส่วนสุดทั้งสองนั่นเอง ของพระพุทธเจ้าไม่ยึดทั้งสองอย่าง และที่สำคัญ อะไรจะไม่ให้มี ก็กำจัดให้เด็ดขาดเลย ตัวที่ไม่ให้มีอย่างเด็ดขาดที่จะให้ดับไม่เหลือคือ "อวิชชา" ส่วนที่เหลือคือ "วิชชา" ที่เต็ม จึงรู้จักสังขาร-วิญญาณ-นามรูป-อายตนะ-ผัสสะ-เวทนา-ตัณหา-ภพ-ชาติ-ชรา-มรณะ-ทุกขโทมนัสอุปายาสะ นั้นก็มีอยู่ รู้อยู่แต่ท่านตัดที่เหตุแห่งทุกข์ นิโรธ นั้นดับทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ เพราะทุกข์นั้นเกิดแต่เหตุ ท่านตรัสรู้ปัจจัยการ ถ้าดับทุกข์นั้นไม่จบ แต่ถ้าดับเหตุแห่งทุกข์นั้นจบ เราต้องดับที่เหตุ ไม่ใช่ไปดับที่ผล พอดับเหตุผลก็ดับได้ สรุป พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ว่า ทุกอย่างเป็น ปัจจัยการ เพราะมีสิ่งนั้นจึงมีสิ่งนี้ เป็นความสัมพันธ์สืบต่อ เป็นเรื่องของนามธรรม ตามที่ไอสไตน์รู้ ค้นพบว่า ถ้าสลายนิวเคลียสได้ จะได้พลังงานสูงมาก เป็นนิวเคลียร์ พระพุทธเจ้ารู้ วิชชาที่สลายนิวเคลียสของอวิชชา สลายโดยใช้อุณหธาตุที่มีพลังสลายพลังงานที่เป็นราคะโทสะโมหะ ได้ ทำอย่างไม่กดข่ม สามารถรู้สิ่งที่จะมีที่จะยังอยู่ต้องอาศัย ผู้ทำใจได้จริง ดับอวิชชาได้สนิท จึงรู้แจ้งจริงในสังขาร และสิ่งที่ปรุงแต่งกันก็เกิดวิญญาณ เป็นธาตุรู้ ที่มีเหตุ เพราะในขันธ์นั้น มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณนั้น อาศัย เวทนา สังขาร รูป ต้องอาศัย ผัสสะ คือต้องมีรูปด้วย แต่ถ้าอยู่แต่ภายในนั้น ไม่ต้องผัสสะ และในการระงับ กำจัดไม่ให้มีนั้น อย่างในระดับอนาคามี ที่ได้กำจัดมาตั้งแต่หยาบเป็นภพข้างนอก เป็นกิเลสที่เกิดจากภายนอก ท่านก็ได้กำจัดมาจริง จึงเป็นความสามารถที่อยู่เหนือมันได้จริง สิ่งดับดับได้จริง มีปัญญาและเจโต ที่ดับได้จริง มีการรู้ว่าอารมณ์วิมุติ นิโรธ หลุดพ้นนั้นเป็นอย่างไร จึงสามารถรู้จิตเจตสิก สามารถจัดการ แต่ถ้าคนเดา จะเดาไม่ออก ไม่สามารถรู้ได้อย่างแท้จริง ผู้ที่สามารถมีผลของตนจริง จึงไม่เชื่อใคร ในกาลามสูตร 10 ไม่เชื่อแม้แต่พระพุทธเจ้า ไม่ต้องเชื่อใครๆ ไม่ต้องอาศัยผู้อื่น ท่านเรียกว่า อปรปฺปจฺจยา [ 179] ดูกรภิกษุทั้งหลาย โดยที่แท้ อริยสาวกผู้ได้สดับย่อมมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่น ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อ วิญญาณมี นามรูปจึงมี เมื่อนามรูปมี สฬายตนะจึงมี เมื่อสฬายตนะมี ผัสสะจึงมี เมื่อผัสสะมี เวทนาจึงมี เมื่อเวทนามี ตัณหาจึงมีเมื่อตัณหามี อุปาทานจึงมี เมื่ออุปาทานมี ภพจึงมี เมื่อภพมีชาติจึงมี เมื่อชาติมี ชราและมรณะจึงมี อริยสาวกนั้นย่อมรู้ประจักษ์อย่างนี้ว่า โลกนี้ย่อมเกิดขึ้นอย่างนี้ ฯ [180] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมไม่มีความสงสัยอย่างนี้ว่า เมื่ออะไรไม่มี อะไรจึงไม่มีหรือหนอแล เพราะอะไรดับ อะไรจึงดับ เมื่ออะไรไม่มี นามรูปจึงไม่มีเมื่ออะไรไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มีผัสสะจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี เวทนาจึงไม่มีเมื่ออะไรไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ภพจึงไม่มีเมื่ออะไรไม่มี ชาติจึงไม่มี เมื่ออะไรไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี ฯ ภิกษุสาติ ว่าวิญญาณล่องลอยไป ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ตรัสเช่นนั้น วิญญาณนั้นเกิดแต่การผัสสะทางอายตนะ ๕ แต่ในใจนั้นเรียกว่า มโน หรือ จิต ซึ่งมโนเป็นเนื้อแท้ เป็นคำเฉพาะเลยในทวารใจ การล้างชำระจิตพระพุทธเจ้าให้เริ่มที่ วิญญาณ ในวิญญาณอบาย นั้นให้ดูที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย พอกระทบมีผัสสะก็เกิดวิญญาณ เป็น วิญญาณผี หรือ เทวดาหลอก มี สุขเท็จ ซึ่งทุกคนหลงใหลมาก่อนทั้งนั้น หลงว่า ได้มาเสพสัมผัสทางทวาร 5 นั้นสุข แม้แต่มี อัตตา ก็เป็นสุข จะให้ยิ่งใหญ่เป็นอัตตาพระเจ้าเป็นพรหม ถ้าติดยึดก็เป็นสุขเท็จสุขหลอกทั้งสิ้น มีพราหมณ์เกวัฏฏ์ไปถามพระพรหม(เจ้าลัทธิ)ว่า มหาภูตรูปดับได้ ไม่ตั้งลงที่ไหน พระพรหมตอบไม่ได้ ก็บอกว่า เรานี่แหละยิ่งใหญ่ เรานี่แหละครองโลก แล้วก็ถามอีกว่า มหาภูตรูปดับได้ที่ไหน พระพรหมก็ตอบอีกว่า เรานี่แหละใหญ่เรานี่แหละครองโลก ถามสามครั้ง พระพรหมก็ตอบอย่างเดิม ก็ไม่ถามอีก แล้วลากตัวเกวัฏฏ์ ไปที่หลังม่าน (พระพรหมก็คือเจ้าลัทธิใหญ่ที่บรรลุเป็นพระเจ้าที่หลงว่า ตนเป็นผู้เนรมิต มีอำนาจมาก ชี้เป็นชี้ตายได้ ก็คือเจ้าลัทธิ) ในพระไตรฯล. ๙ ข้อที่ ... [ 346 ] ดูกรเกวัฏฏ์ ลำดับนั้น เธอได้เข้าไปหามหาพรหมแล้วถามว่า ท่าน มหาภูตรูปทั้ง 4 คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้ ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน? เมื่อเธอกล่าวอย่างนี้แล้ว ท้าวมหาพรหมนั้นได้ตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นพรหม เป็นมหาพรหมเป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิศวร เป็นผู้สร้างเป็นผู้เนรมิตร เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้บงการ เป็นผู้ทรงอำนาจ เป็นบิดาของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้วและยังจะเกิดต่อไป แม้ครั้งที่ 2 เล่า ภิกษุนั้นก็ได้กล่าวกะท้าวมหาพรหมนั้น ดังนี้ว่า ข้าพเจ้ามิได้ถามท่านอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้าถามท่านว่า มหาภูตรูปทั้ง 4 ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้ต่างหาก แม้ครั้งที่ 2 เล่า ท้าวมหาพรหมก็ได้ตอบเธออย่างนั้นเหมือนกัน แม้ครั้งที่ 3 เล่าภิกษุนั้นก็ได้กล่าวกะท้าวมหาพรหมนั้นดังนี้ว่า ข้าพเจ้ามิได้ถามท่านอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้าถามท่านว่ามหาภูตรูปทั้ง 4 ย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้ต่างหาก. [347] ดูกรเกวัฏฏ์ ลำดับนั้น ท้าวมหาพรหมนั้น จับแขนภิกษุนั้นนำไป ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วได้กล่าวว่า ดูกรภิกษุ พวกเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหมเหล่านี้เข้าใจเราว่า อะไรๆที่พรหมไม่รู้ ไม่เห็น ไม่แจ่มแจ้ง ไม่ประจักษ์ ไม่มี ดังนี้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงตอบต่อหน้าเทวดาเหล่านั้นไม่ได้ว่า แม้ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบที่ดับไม่มีเหลือแห่งมหาภูตรูปทั้ง 4 คือ ปฐวีธาตุอาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เหล่านี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นแล การที่ท่านละพระผู้มีพระภาคเสีย แล้วมาเสาะหาการพยากรณ์ปัญหานี้ในภายนอกนั้น เป็นอันท่านทำผิดพลาดแล้ว นิมนต์กลับเถิด ท่านจงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามปัญหานี้ พระองค์ทรงพยากรณ์แก่ท่านฉันใด ท่านพึงทรงจำข้อนั้นไว้ ฉันนั้น.
แถลงปัญหามหาภูต [349] ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหนอุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในที่ไหนนามและรูปย่อมดับไม่มีเหลือในที่ไหน ดังนี้. ในปัญหานั้น มีพยากรณ์ดังต่อไปนี้ [3 50 ] ธรรมชาติที่รู้แจ้ง ไม่มีใครชี้ได้ ไม่มีที่สุด แจ่มใส โดยประการทั้งปวงปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้. อุปาทายรูปที่ยาวและสั้น ละเอียดและหยาบ ที่งามและไม่งาม ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ในธรรมชาตินี้. นามและรูป ย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้. เพราะวิญญาณดับ นามและรูปนั้นย่อมดับไม่มีเหลือในธรรมชาตินี้ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว. เกวัฏฏ์ คฤหบดีบุตรมีใจชื่นชม เพลิดเพลิน ภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ โอปปาติกะคน มีไหมครับ โอปปาติกสัตว์มันมีในคนใช่ไหม? พ่อครูว่า… เอาภาษามาเล่นลิ้นถาม โอปปาติกคน คำว่า โอปปาติกะ เป็นชื่อของการเกิดทางจิตวิญญาณ เป็นการเกิดชนิดหนึ่งใน การเกิด 4 ประเภท(ชลาพุชโยนิ-เกิดในน้ำครำ, สังเสทชโยนิ-การเกิดโดยแตกตัว แบ่งตัว ,อัณฑชโยนิ-การเกิดที่เกิด 2 ครั้งคือ เกิดเป็นไข่ก่อนแล้วค่อยฟักเป็นตัวเรียกว่า ทิชาชาติ เช่น นก เป็นต้น, โอปปาติกโยนิ-คือการเกิดทางจิตวิญญาณ) ในสัมมาทิฏฐิ 10 จะต้องเรียนรู้ว่า สัตว์โอปปาติกะคืออย่างไร สัตว์โอปปาติกะ คือยังไม่ใช่สัตบุรุษ ยังหลงวนเวียนในโลกีย์ คือยังมีทุกข์ยังไม่เป็นโลกุตระแท้ เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ ถามว่าโอปปาติกะคนมีไหม? โอปปาติกะคือจิตวิญญาณของคนที่มีความสามารถเรียนรู้ที่จะหลุดพ้น จากการถูกผูกสัตว์ไว้ ในสัตตาวาส 9 ถ้าแก้ได้ ก็จะไม่ถูกผูกสัตว์ไว้ _หน้าคำถาม _ คนตายแล้วเป็นผีล่องลอยไปอย่างที่คนเข้าใจกันนั้น ถ้ามันไม่มี งั้นนรกสวรรค์เป็นชั้นๆมีไหม? ถ้าโลกอื่นมี ก็ต้องมีชีวะเหมือนโลกเรา? พ่อครูว่า… มี สวรรค์นรกมีแน่ จิตวิญญาณคุณมีแน่ เมื่อวิญญาณหมด ก็คือผีไม่มี คนส่วนใหญ่ที่ว่าเห็นวิญญาณมาหลอกเป็นผี แต่พระอรหันต์ตายแล้ววิญญาณไม่มี แต่ถ้าท่านต้องการต่อภพ แต่วิญญาณท่านหมดแล้วเหลือแต่มนายตนะ แต่ไม่มีผีหรือเทวดาแล้ว ท่านจึงตายแล้วสงบจึงเรียกว่าอยู่ที่ สันดุสิต(ชั้นดุสิต) คือ ที่สงบเฉย สรุปแล้ว ผู้ที่หมดผีเป็นๆ ตอนตายก็ไม่มี แต่คนที่ไม่สงบตอนเป็น ตอนตายก็เป็นผี ลงนรกมาก ขึ้นสวรรค์ลวง ปุถุชน ไม่สามารถระงับ นรกสวรรค์ได้ ซึ่งผู้ที่เป็นโสดาฯ กำหนดได้บ้าง จึงมีสวรรค์บ้าง แต่ผู้ที่ไม่ได้ฝึกแม้จะตั้งจิตก่อนตายได้สงบคิดแต่ดี ใจก็ดี แต่ตายแล้ว คุณไม่เคยกำหนดรู้ฝึกสัญญา ไม่เคยฝึกเวทนาในเวทนา ฝึกไม่เก่ง ตายไปแล้วจะทำได้อย่างไร แม้จะตั้งใจก็ได้นิดหนึ่ง แล้วก็ไปนรก เพราะเป็นอุปาทานที่สะสมมา นี่คือวิบาก ดังนั้นผู้จะมีสวรรค์โสดาฯขึ้นไปจึงมีบ้าง ถ้าเป็นอนาคามี จะมีนรกในขั้นรูปภพ อรูปภพ เรื่องผีล่องลอย แล้วนรกสวรรค์เป็นชั้นๆ มีหรือไม่ ก็มี คำว่า ชั้นๆคือ ระดับของความแรงร้ายตามสัจจะ คำว่า ปรโลก ในความหมายของโลกีย์ ได้ลาภ ยศ สรรเสริญสุข แล้วคุณตายไป คือ ไปปรโลก จิตวิญญาณหรือมโน คุณไปแต่ร่างกายคุณเน่าอยู่ ปรโลกอย่างนั้นมี สวรรค์ไม่ค่อยมี (กำหนดด้วยสัญญา) แต่นรกจะมีมากมาย ถ้าผู้ไม่ได้ฝึก ไม่ได้เรียนรู้เลย ก็นรกชัดๆเป็นชั้นๆ ปรโลกของพระพุทธเจ้านั้น คุณต้องดับโลกให้ได้ตอนเป็นๆ เมื่อดับโลกได้ ภพดับ ชาติดับ แล้วก็อยู่กับกามาวจร ท่านก็อยู่กับกามาวจรที่เต็มไปด้วยอกุศล แล้วท่านก็ใช้กุศลทำงานต่อ ชีวะ มันมีในมหาจักรวาลนี้ ซึ่งเล็กละเอียดมาก ธรรมดาแสงก็ละเอียด นิวเคลียร์ละเอียดกว่าแสงอีก ไอสไตน์ค้นพบ แต่พระพุทธเจ้าค้นพบละเอียดกว่า จิตวิญญาณก็ละเอียดกว่า ไปอย่าง สัพพโตปพัง ทะลุทวงได้ไม่มีที่สิ้นสุด ละเอียดกว่าแสงใดๆ ซึ่งชีวะนั้นมีอยู่ในโลกอื่นอีก ในมหาจักรวาลนั้น มีโลกที่มีมนุษย์อยู่ อาตมา รู้ว่า ในระบบสุริยจักรวาลเราไม่มีโลกที่มีมนุษย์อยู่ เขาก็พอเดาว่า จะมีโลกที่มีมนุษย์อยู่ในจักรวาลอื่นอีก การถ่ายทอดมโนมยอัตตานั้นเป็นกันได้ เหมือนกับผีที่มีคนปั้นเป็นมโนมยอัตตา แล้วก็ไปเล่ากันฟังกันไปก็เข้าใจกันอย่างไม่ถูกต้อง โลกอื่นมีชีวะหรือไม่ ไม่ต้องคิดหรอก มาเรียนรู้วิญญาณในตัวเองแล้วจะรู้เหมือนอย่างที่ อาตมา พามาปฏิบัติ ความรู้ในระดับวิญญาณกับความรู้ในระดับสัญญา ในทางพุทธศาสนาต่างกันอย่างไร อะไรเกิดก่อนแล้วเป็นปัจจัยแก่กันให้เกิด? พ่อครูว่า… ตอบตายตัวไม่ได้หรอก ให้คุณพยายามรู้จักวิญญาณให้ถูกต้องจริงๆ รู้จักสัญญาให้ถูกต้องจริงๆ แล้วจะเข้าใจว่า อะไรเกิดก่อนหลัง จุดประสงค์ในการเรียนรู้ พระพุทธศาสนา รู้เรื่องใดดีที่สุด พ่อครูว่า… รู้ อาริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) หรือแยกมาเป็น ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งก็คืออริยสัจ 4 นั่นเอง การที่ภิกษุสามเณรศึกษาในปัจจุบันถูกต้องหรือไม่ พ่อครูว่า… เกือบหมดศึกษาไม่ถูกต้อง คือมันยังไม่จริงไม่ชัด มันพอรู้แต่ยังไม่สมบูรณ์ ยังมีวิจิกิจฉา ต้องศึกษาจนรู้ว่า สัมมาเป็นสัมมา มิจฉาเป็นมิจฉา ต้องรู้แจ้งในสัมมาทิฏฐิ 10 ได้จึงจะเดินทางสู่โสดาปัตติมรรคได้ ผู้จะศึกษาได้ ต้องไม่มีตัว อัตตามานะน้อย ปัญญามาก หรือไม่มีอัตตามานะมาก แต่ปัญญาไม่มากนักก็ได้ แต่ถ้ามีอัตตามานะมาก ก็จะปิดกั้นไม่รับ บุคคลผู้ยังไม่บรรลุธรรมขั้นใดเลย ยังพากเพียรปฏิบัติด้วยน้ำตานองหน้า เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่? พ่อครูว่า… ยังไม่บรรลุธรรมเลย ยังไม่เป็นโพธิสัตว์ คำเปรียบเทียบว่า พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางจากน้ำ จะไปสู่สัมมาสัมโพธิญาณได้หรือไม่ พ่อครูว่า… ยังอีกนาน คำว่า พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางจากน้ำ คือ ไม้ ถ้ายังไม่เอาออกจากน้ำ ก็จะไม่ติดไฟ กิเลสมากต้องพรากก่อน ขอทราบวิธีกำหนดใจไม่ให้หลงรูป ตนเองจิตพิศวาสมาก คิดอกุศล แม้แต่พระสมณะหรือคนหน้าตาดี พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านสอนให้มองเรื่องร่างกายมนุษย์ ผู้หญิงคือถุงขี้ผูกโบว์ ผู้ชายคือหนังควา ย หุ้มขี้ มีขี้ทั้งตัว ตั้งแต่หัวจดเท้า มีขี้ข้างในอีก ไปรักอะไรกันนักกันหนา ก็พิจารณาบ้างก็ดี ว่ามันไม่ใช่สิ่งน่าหลงใหล การกำหนดใจท่านให้กำหนดเป็น อศุภะ สุดท้ายอะไรก็ไม่น่ามี น่าเป็น พระอรหันต์ท่านไม่ได้อยากได้อะไร ท่านไม่ผลักไม่ดูดแล้ว ท่านอาศัยทำงาน แต่ท่านจะไม่สะสม เรื่องกามราคะต้องปฏิบัติตั้งแต่อบายภูมิ ตามลำดับไปกามคุณ ต้องตั้งใจว่ายิ่งกว่าถุงขี้ ก็พยายามมองอย่างนั้น ต้องทำใจว่า ไม่ใช่สิ่งน่าได้ น่ามี น่าเป็น เทียบเลย เราจะจับขี้แต่ละทีไม่ง่ายเลย พ่อท่านนามสกุลอะไรครับ เช่น ส.เดินดิน นามสกุล ติกขวีโร พ่อครูว่า…อาตมา ชื่อ สมณะ รัก โพธิรักขิโต หายไป 2- 3 เดือน เพราะต้องไปปรนนิบัติเตี่ย ถามว่า มีลูกดื้อชอบใช้เงินใช้โทรศัพท์ ไม่รู้จะทำอย่างไร และก็จะทำให้ลูกคนที่สองลดการใช้เงินและอ้างว่า วัยรุ่นต้องใช้เงินเพราะมีกิเลส พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าต รัส ว่า ผู้ตั้งตนเป็นคนโสด ท่านเรียกว่า บัณฑิต ผู้ฝักใฝ่ในเมถุน ย่อมเศร้าหมอง อีกอันหนึ่ง ท่านสอนว่า แม้ไม่แต่งงานก็อย่าแต่ง แต่ถ้าแต่งงานก็อย่ามีลูก แต่นั่นแหละก็ต้องเรียนรู้ทุกข์ มีลูกเรียนรู้ทุกข์ เพราะไม่รู้ว่า ลูกผีหรือลูกคนมาเกิด แต่ก็ไม่มีลูกก็อย่าหลงในกามมาก ก็พยายามห้ามกัน ใครไม่ได้ก็แล้วแต่วิบาก ถ้าเราอยู่รร.ประจำ ต้องทานเนื้อสัตว์ ทำอย่างไรดี ระหว่างเลือกทานเอง หรือให้เพื่อนกัน หรือเอาไปทิ้ง พ่อครูว่า… มีเจเขี่ย คือเอาออก หรือ บอกทางบ้านให้เตรียมให้ ในพืชมีโปรตีนครบ เช่น ถั่วหลากหลายชนิด มีพืชที่มีเมล็ด ใบ ก้าน หัว หนูเป็นเด็กติดเงิน อยากได้อะไรตามที่วัยรุ่นมี แต่คนละทางกับที่แม่อยากให้เป็น พ่อครูว่า… ก็พยายาม ลด ละ ตั้งใจเอาจริงเอาจัง มันไม่ง่ายแต่ก็ต้องเรียน ไม่อย่างนั้นไปไม่รอด คนมีบารมีตั้งใจแสวงหาจริงก็ไม่ง่าย คนมาได้ก็อนุโมทนา ก็ต้องทำ ยิ่งรวมกันก็เป็นสนามแม่เหล็กที่เป็นรูปธรรม ถ้าคนเราทำผิดซ้ำแล้ว คนอื่นให้อภัย แต่คนนั้นก็สำนึกน้อย แล้วจะลดละได้หรือไม่ พ่อครูว่า… ได้ มันมีการสังเคราะห์กันได้เป็นอจินไตย การระลึกรู้ กับ การกำหนดรู้ ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า… การระลึกรู้ คือ เอาสัญญาไปกำหนด คือ ดึงเอาความจำมารู้ การกำหนดรู้ คือ การอ่านในสภาพภายนอกและสภาพภายใน ซึ่งภายในเป็นเรื่องสำคัญ ให้อ่านจิตเจตสิกตนเองให้ออก สิ่งที่ระลึกได้เรียกว่า สัญญา แล้วเราหลงไปกับสัญญาก็มีเยอะ ถ้าเราจะระลึกสัญญาก็เป็นของแห้งก็ได้แต่ปัญญาได้ความเข้าใจความรู้แต่ไม่ได้ทำลายกิเลสจริงๆตอนผัสสะ ซึ่งในอนาคามีจะเหลือแต่สัญญา เพราะข้างนอกที่ผัสสะไม่เกิดกิเลสแล้ว แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตัวสัญญนี่แหละนาน แต่ก็ทุกข์น้อย ผู้ไม่เรียนรู้ตามลำดับจะเวียนวนไม่สำเร็จ ยากนาน คุณอาจกดข่มได้กี่ชาติแต่ก็จะวนเวียนกลับมา เบื้องต้นให้เรียนรู้ฆ่าอบายก่อน แล้วฆ่ากามต่อมาแล้วจะมั่นใจเอง จิตที่ตังมั่นในอารมณ์ กับ จิตที่แช่ในอารมณ์ ไม่เหมือนกัน พ่อครูว่า… แช่ คือ แช่เฉยๆ แต่ตั้งมั่น คือ ล้างมันหายไปเลย การที่ไม่เอาอดีตมากลุ้ม เอาอนาคตมากังวล ทุกข์สุขขึ้นอยู่กับมุมมอง ควรกำหนดตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน พ่อครูว่า… ถ้าเอาตรรกะมาใช้ ก็ได้ชั่วคราวเป็นอัตตวาทุปาทาน พึ่งสิ่งสมมุติขึ้นมาว่า ทุกอย่างไม่มีตัวตน เป็นต้น แต่ไม่ได้ล้างกิเลสอย่างให้ดับสนิทไม่เกิดอีกอย่าง อาตมา อธิบาย พิจารณาเห็นความจริงจนเกิดญาณ ที่เป็นพลังฌาน ในการสลายกิเลสนั้น มันไม่ถาวร แต่ก็ได้พักได้อาศัย เราต้องเรียนรู้ ศีล สมาธิ ปัญญา ให้ทำตามลำดับ ไม่ใช่อาศัยแต่เหตุผลตรรกะที่อาศัยพักยกชั่วคราว ไม่ได้ฝึกอ่านอาการ ลิงคนิมิต แล้วไปทิ้งเฉยๆ รู้นิ่งเฉย มีสติอย่างเดียว อย่าไปยึดมั่นถือมั่น วางๆ ถ้าฐานะดีฉลาดวางมีกินมีใช้ก็ทำได้ตลอดชีวิต มันง่ายเป็นคาถาเพื่ออาศัยแต่ไม่เข้าเป้า ที่ว่าฤาษีจะหลีกเร้นไม่เข้าบริษัท แต่พระหลายรูป เช่น หลวงตาชื่อดังที่เพิ่งมรณะภาพไป ก็อยู่กับบริษัทแกล้วกล้าแสดงธรรม จะถือเป็นอรหันต์หรือไม่ หรือต้องดูองค์ประกอบอื่นเช่น กินหมากกินพลู พ่อครูว่า… ก็ต้องดูอย่าง ติดสิ่งเสพติดในรูป รส กลิ่นอยู่ ยังละไม่ได้นี่ก็ไม่เป็นอรหันต์หรอก ถ้าว่าเป็นโสดาบันก็พอได้ ถ้าเป็นกายสักขีต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 สำเร็จอิริยาบถอยู่ จึงจะบรรลุได้....จบ