591028_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ สวรรค์คือนรก นรกคือสวรรค์.docx
เนื้อหาในไฟล์
591028_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สวรรค์คือนรก นรกคือสวรรค์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า…วันนี้ กลุ่มแพทย์วิถีธรรมก็ได้มาร่วมกับชาวสันติอโศกที่สนามหลวง ก็ดูบรรยากาศคึกคักกันทั้งคนรับและคนแจก ก็จะมีญาติธรรมเข้ามาร่วมสมทบด้วย เป็นที่รับรู้กันว่ากองทัพธรรม ปักหลักอยู่ที่เต็ม 26 ก็เชิญคนมาร่วมแจกด้วย ที่อื่นจะมาใช้สถานที่ร่วม ก็พร้อมสนับสนุน ก็คงรอกำลังจากต่างจังหวัดที่จะมาสมทบ ต่างจังหวัด ก็จะได้ทยอยกันเข้ามาแล้ว เด็กสัมมาสิกขา ชั้น ม.4 ก็เข้าค่ายที่ปฐมอโศก ในวันแจกกล้วยหอมก็จะมีเด็กมาช่วยด้วยเหมือนกัน ชาวบ้านเขาบอกว่าจะแจกไม่ทัน พ่อครูว่า...อาตมาก็จะขอเริ่ม วันนี้วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม 2559 แรม 12 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก ก่อนจะได้บรรยาย ก็จะได้ตอบ sms ผู้ที่ถามหรือตอบรับมา เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าบรรยายไปแล้วไม่มีการตอบรับเลย ก็ว้าเหว่ ไม่มีอะไรสะท้อนตอบเลย พูดไปบรรยายไปก็คงไม่ได้ประโยชน์ เพราะไม่มีใครมานั่งฟังเลย ไม่รู้ว่าได้ประโยชน์หรือไม่ อาตมาก็ได้แต่เดาต่อไป เพราะไม่มีการตอบรับ ก็ขอขอบคุณผู้ที่ตอบกลับมา อาตมาก็ดูที่คนกดดูที่เขาออกไปในสื่อโซเชียล บางอันเป็นร้อยล้านวิว แต่ของอาตมามีคนกดดู 50-60 คน ก็ทำให้เห็นว่าเรื่องธรรมะนี้ คนใส่ใจน้อย อาตมาทำงานทางบันเทิงสมัยเป็นฆราวาส ก็ได้เงินเยอะนะ จนมารู้ตัวแล้วว่าป่วยการ เรานี่สร้างบาปใส่ตัวไม่ได้เรื่อง ชีวิตนี้ก็เลยเลิกทำแบบนั้น เกิดมาได้ร่างกายนี้แล้ว ถ้าเอากรรมกิริยาทำแบบนั้นต่อไป ก็จะเป็นโมฆะบุรุษ เป็นคนสูญเปล่า เป็นคนไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไร ที่เกิดมาได้ร่างกายนี้ อาตมาก็เลยจบ ชีวิตที่จะมีพฤติกรรมการงานแบบทั้งโลกก็เลิก มาอยู่ทางนี้เข้า 46 ปีแล้ว ก็เห็นมาตลอดก็ยาก คนไม่ค่อยมาฟัง อาตมาไม่ท้อ เพราะอาตมา
อ่านต่อ
มาทำงานอันนี้ อาตมารู้ความเป็นจริงของตัวเอง แล้วรู้ได้ว่ามาทำงานนี้เป็นอยู่ในยุคที่ยาก ที่คนเสื่อมไปจากศาสนากันแล้ว แทบจะเรียกว่า “สิ้นไปแล้ว” ศาสนาพุทธทุกวันนี้ พฤติกรรมของผู้ที่ท่านทำอยู่ เป็นพระเป็นเจ้าเป็นภิกษุ มีอยู่ 2 แบบ (ขออภัยนะ นี่เป็นการศึกษาวิชาการ ไม่ได้เป็นการว่าดูถูกดูแคลน ) อาตมาเห็นว่าศาสนาพุทธทุกวันนี้มีอยู่ 2 อย่างที่เขาประพฤติกัน อย่างที่ 1 ที่ท่านบอกว่า ท่านปฏิบัติศาสนา ก็คือนั่งหลับตา ทำสมถะ ออกไปหนีไปจากสังคม ไปอยู่ป่าเขาถ้ำคนเดียวเดี่ยวๆ ไม่เกี่ยวกับใคร แล้วเขาก็ถึงว่านั่น คือพระปฏิบัติกันอย่างนี้ อย่างที่ 2 ก็เป็นพระที่รักษาจารีตประเพณีกับการสวดมนต์ กับการเรียนรู้ตามบัญญัติตามปริยัติของพระพุทธเจ้า นี่เป็นพระในเมือง ก็ตามความเข้าใจ ก็เป็นผู้รู้ เป็นภิกษุ เป็นพระผู้รู้ ผู้มีปัญญา ผู้มีวิชา มีใบรับรอง ถึงขั้นเป็นเปรียญ 9 เป็นด็อกเตอร์ เอาความรู้นั้นมาสอนต่อกันไป กับพระที่อยู่ในเมืองที่ทำการสวดมนต์ สวดให้ได้ ถ้าสวดมนต์ให้ได้มากๆ รับรองไม่มีอดตาย ไม่ต้องรู้อย่างพระที่เล่าเรียนศึกษา แต่ท่องสวดมนต์ให้ได้ ก็ 7 ตำนาน 12 ตำนาน ก็ใช้การท่องสวดมนต์นี้หากิน ไปเป็นการรักษาจารีตประเพณี ไปเป็นพิธีกรรม นี่คือศาสนาพุทธที่มีอยู่ทุกวันนี้ อาตมาเห็นความจริงเป็นอย่างนี้อาตมารับผิดชอบแต่ผู้เดียวตามความเห็นนี้ เขาไม่ได้เข้าไปศึกษาอ่าน ถึงจิตเจตสิกต่างๆ แม้จะเรียนปริยัติมาก แต่ไม่ได้เรียนเข้าไปถึงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ที่เป็นโพธิปักขิยธรรม 37 สติปัฏฐาน 4 อิทธิบาท 4 สัมมัปปธาน 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 ในพระไตรปิฎก ล.31 ข.620 โลกุตระ 46 เขาไม่ได้เรียนรู้เข้าใจไปถึงกาย ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล. 16 ข. 230 กายกับมโนกับจิตก็มีนัยสำคัญต่างกัน แต่กายนี้คือจิต จึงต้องมาเรียนรู้แยกกายแยกจิต กายคือจิต แล้วแยกกายแยกจิต แยกอย่างไร ตรงไหน ถึงสามารถรู้อาการของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เรียนรู้ลักษณะอาการเคลื่อนไหวของมันว่า อันนี้เป็นอารมณ์จริง อันนี้เป็นอารมณไม่จริง ประกอบด้วยกิเลสตัณหา อุปาทาน ถ้าแยกแยะไม่ออกก็ไม่ได้เรียนรู้ความจริง ที่จะแยกแยะสิ่งที่ไม่จริงออกไป จากอาการจริงในจิต ก็ไม่ได้บรรลุธรรม ท่านไม่ได้เรียนอย่างนี้กันแล้ว ในมูลกรรมฐาน 5 ทั้ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นกรรมฐานอย่างไร เมื่อไหร่เล็บเป็นกาย เมื่อไหร่มันเป็นจิต เมื่อไหร่มันไม่เป็นกายเป็นจิต ถ้าเราเข้าใจว่า เล็บมันเป็นกายที่มันไม่มีความรับรู้ เมื่อไหร่มันมีความรับรู้ รับรู้ประกอบด้วยกิเลส กับรับรู้อย่างไม่ประกอบกับกิเลส หากเราเรียนรู้ตั้งแต่เล็บได้ ก็เอาไปเป็นต้นแบบเรียนรู้อย่างอื่น แต่ท่านไม่ได้เรียนอย่างนี้ ไปเรียนแต่ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เขาไม่ได้เรียนรู้ถึงจิต เจตสิก รูปนิพพาน ก็ไม่ได้ประโยชน์แท้จริง มาถึงวันนี้อาตมาเปิดเผยอย่างไม่มีอะไรปิดบังปกปิด อธิบายว่าตนเองเป็นใครมาทำอะไร ไม่ใช่เรื่องที่อวดตัวตน ไม่ใช่เรื่องหลงผิดหลงใหลหรืออยากโด่งดัง อยากเป็นผู้วิเศษผู้รู้ก็ไม่ใช่ แต่เป็นการยืนยันความจริง เพราะฉะนั้นผู้ที่ตอบกลับมาถึงต้องขอขอบคุณอย่างยิ่งอีกครั้ง
SMS วันที่ 27 ตุลาคม 2559 _ 0877854xxxวันนี้ได้ถวายภัตราหารสมณะบินบน ตอนเย็นฟังเทศนาพ่อครูช่างสุขจริงหนอ ฅนกำแพงเพชร _0893867xxxนมก.พ่อครูฯ มิได้มีตำแหน่งอำนาจลาภยศใดๆ มาแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ชัดเจนใครจะว่าโหนกระแสเพื่อดิสเครดิตกันเองไม่อายสากล ก็ช่างเขาเถอะ! ผลปย.ใน ธ.มหัปปิจฉะไม่มีวันเอาชนะความพอเพียงใน ธ.อัปปิจฉะของตถาคตแท้ได้หรอก! ตอบ...คนที่สอนไปรวย คือคนที่กำลังทำลายธรรมะของพระพุทธเจ้าทวนกระแสกับธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วมีมากเลย อย่างที่อาตมาถล่มทลายธรรมกาย สมีธัมมชโยที่สอนไปรวย เอากิเลสเป็นที่ตั้ง เขาก็เลยได้หมู่ของคนมีกิเลสไปครอบงำ ล้วงตับกินไส้ เอากิเลสล่อ ว่าเขาจะบันดาลอะไรได้ คนก็ไปให้เขาหลอกจูงจมูก แล้วโดยเฉพาะเขาใช้วิธีการสะกดจิต hypnosis ของวิทยาศาสตร์ที่เขายืนยันจริงแล้วด้วย อาตมาก็เรียนทั้งวิธีสะกดจิตและเรียนแบบพุทธ ก็ต้องใช้ภาษาหนักๆ บางทีว่า “ฉิบหาย” ก็หาว่าหยาบคาย ไปว่าคนนั้นคนนี้ ก็พระพุทธเจ้าสอนให้ชมคนที่ควรชม ติคนที่ควรติ นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง อาตมาเป็นลูกพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทำผิดอะไร แล้วท่านก็เปรียบว่าคนที่ทำชั่ว เหมือนมีผ้าที่ชุบน้ำมันไหม้ไฟอยู่บนหัว เขาไม่รู้ตัว เราเห็นเรารู้ก็บอก รีบบอกท่านให้รีบเอาออก ก็ไม่เข้าใจ แล้วหาว่าเราหยาบคาย รุนแรง สุดโต่ง หาว่าเราไปทำลายคนอื่น เรากำลังจะช่วยคุณให้ขึ้นมาจากหลุมนรกอเวจี ที่คุณทำลายตัวเอง อาตมาจะช่วย ก็หาว่าไปทำลายอีก อาตมาก็เลยเหนื่อย เพราะคนไม่รู้เจตนาไม่รู้ความถูกต้องก็เลยยาก แต่ก็สู้ๆ เรื่องมหัปปิจฉะ กับอัปปิจฉะ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่หยาบชัด เขาก็ไม่เข้าใจสอนกันผิดผ้ากันทำผิดมาก ให้ไปตรวจสอบบรรดาท่านทั้งหลายที่เป็นเจ้าสำนักต่างๆ อย่าไปหลอกล่อให้เขามารวย มารวย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนว่า ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักมาก ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักน้อย (จน) ธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต ซึ่งเดี๋ยวนี้พูดกันเยอะแล้วว่าในหลวงเราเป็นโพธิสัตว์ ท่านก็สอนให้มาจน อย่าไปมุ่งรวยมุ่งก้าวหน้าอย่างเขา ก้าวหน้าอย่างนั้นมันถอยหลังอย่างน่ากลัว ทุกวันนี้ยกย่องระลึกถึงในหลวงเรา ยิ่งท่านสิ้นพระชนม์ลงไป คนเราลึกๆ มันรู้ คนไทยไม่สิ้นไร้ไม้ตอก รู้ว่าอะไรคือความดีที่ควรยกย่องบูชา เอาเข้าจริงรู้แฮะ แต่ท่านอยู่ทำไมไม่เอา ตอนท่านอยู่ ก็ที่จริงพวกคนก็พอรู้อยู่ ว่าอะไรดีหรือไม่ดี ท่านตรัสว่ามาจนนี้ดี ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ท่านไม่พูดมากพูดยาวเหมือนอาตมา ท่านตรัสสั้นๆ ย่อๆ เป็นธรรมดา ท่านปางนี้จะเป็นอย่างนั้น เป็นปางเตมีย์ใบ้ ท่านตรัสมาอย่างนั้นก็ดีแล้ว ของจริงทั้งนั้น ถ้าศาสนาไหนเอาแต่ชม ไม่ค่อยเจริญ แต่ถ้าศาสนาไหนมีการตำหนิ ติ อันไหนไม่ดีก็คอยติ ศาสนานั้นเจริญไปรอด แต่ถ้าศาสนาไหนเอาแต่ชม ก็ไปไม่รอด หลงตัวเองงมงายไม่รู้ความจริง มีแต่เสื่อมตายอย่างเดียวไม่มีวันเจริญเลย
_0893867xxxคนเขาจะทำดีถวาย ร.9 ด้วยการให้กำลังใจกันและกันโดยไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง! ก็ควรให้กำลังใจคนทำดีต่อไป ตามคำสอนพ่อฯ ส่งเสริมคนดีให้เข้มแข็ง ในการทำความดีต่อไป! สกก.ปชช.คนติดดินกับรองเท้าแตะคู่เก่าๆ _0893867xxxคนดีทำให้คนอื่นดีได้หมายความว่า คนดีทำให้เกิดความดีในสังคมคนอื่นก็ดีไปด้วย! ความเลวนั้นจะทำให้ คนดีเป็นคนเลวก็ยาก! แต่ก็เป็นไปได้ ถ้าคนดีไม่เข้มแข็งในความดี... ถ้าคนดีเข้มแข็งในความดี จะให้คนเลวมาทำให้คนดีเป็นคนเลวก็ยาก สำคัญอยู่ที่ความเข้มแข็งของคนดี! พระบรมราโชวาทในหลวงฯ ขอน้อมนำมาเป็นกำลังใจให้คนทำดีต่อไป! _0844497xxx"สัจจธรรมที่แท้จริง" สั่งสอนอบรมให้มนุษย์ทุกคน มีจิตใจเปี่ยมไปด้วยความรัก และแผ่ความเมตตากรุณาให้แก่ทุกชีวิต โดยไม่แบ่งแยก ขจัดความเห็นแก่ตัว ละทิ้งความโลภ โกรธ หลง หยุดการกระทำชั่ว ทั้งปวง สร้างสมแต่คุณความดี ฉุดช่วยผู้อื่นให้พ้นทุกข์สามารถทำจิตใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ พ่อครูว่า...ประเด็นที่อาตมาสะดุดคือ แผ่ความเมตตากรุณาให้แก่ทุกชีวิต อาตมาว่าเป็นภาษาพล่อยๆ คนที่พูดก็พูดพล่อย คนที่จะแผ่เมตตานั้น เมตตานั้นไม่ได้เหมือนพัดจะแผ่ออก หรือสาดกระจายหว่านให้คนอื่น เมตตามันไม่ใช่วัตถุ เมตตาเป็นนามธรรม ที่ไม่มีตัวตน ไม่มีรูป ไม่มีดิน น้ำ ไฟ ลม เมตตาเป็นกรรมกิริยา พระพุทธเจ้าตรัสว่า เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม เมตตามโนกรรมเป็นต้นทาง คนที่มีเมตตาจริงๆ จะแพ้ให้คนอื่นได้ แต่คนไม่มีเมตตาจะเอาอะไรมาแพ้ให้คนอื่น ไปยืม เช่า ซื้อ ปล้นมาไม่ได้ มันเป็นสัจจะ ความเมตตาต้องมีในเนื้อของเรา ความเมตตาคือ อาการใจ ต้องอ่านอาการใจว่ามีอย่างนี้จริงไหม ไม่ต้องเอาพยัญชนะไปเรียก แต่มันคือการที่ต้องการให้คนพ้นทุกข์ ต้องการช่วยเหลือคนที่เขาทุกข์ร้อน จิตใจอย่างนั้นเป็นอาการจิตใจที่มีเมตตา คุณมีจริงหรือเปล่า อาตมาถึงบอกว่า อาตมาถึงได้ยินแต่แผ่เมตตาพล่อยๆ พูดอย่างอวดดีกัน คุณมีจิตใจอย่างนั้นไหม ถ้าคุณสัมผัสคนที่ตกทุกข์ได้ยาก คุณต้องการช่วยเหลือเขา คุณลงมือเลย นั่นล่ะคือการแผ่ทางกาย วจีเลย การลงมือช่วยคือกรุณา เมื่อรู้สึกเมตตา สัมผัสแล้วน่าช่วยเหลือก็กรุณาลงมือทำ ช่วยเขาจนเสร็จ เขาได้ดี ขึ้นมา พ้นทุกข์ขึ้นมาก็มุทิตา คือยินดีที่เขาได้ดีแล้วพ้นทุกข์แล้ว เราก็รู้สึกดีแล้ว อนุโมทนาสาธุ อาการมุทิตา เมื่อช่วยเขาเสร็จอันที่ 4 ก็อุเบกขา อย่าไปจำบุญคุณ ให้เฉยวางแล้วจบ นั่นคือพรหมวิหาร 4 ขออภัยเถอะ ผู้ที่เอาแต่แผ่เมตตาแล้วท่องเป็นบทสวด แต่ตนเองไม่มีจิตเมตตา ไม่ได้ลงมือทำ อาตมาถึงบอกว่า แผ่เมตตาพล่อยๆ ดูโก้ ดูดี สรุปว่าอาตมาก็ปรามไว้ว่า อย่าเอาแต่พูด ให้รู้ว่าเมตตาอยู่ที่ใจ แล้วไปทำกิริยาไปช่วยเขาจริงด้วย สมณะเดินดินว่า...ทุกวันนี้ เขาแผ่เมตตากันตอนก่อนนอน ปัญหาคือตอนก่อนนอนก็แผ่เมตตา แต่ตอนตื่นมาก็กินเนื้อสัตว์ ตอนก่อนนอนก็บอกว่าสัตว์ทั้งหลายจงอยู่เย็นเป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนซึ่งกันและกัน ปากอันเดียวกันนี้ ตื่นขึ้นมาก็มากินเขาต่อไป พ่อครูว่า..นี่คือเพ้อเจ้อไปไม่มีประโยชน์ ทำให้เกิดพล่อยๆ เพ้อๆ หลงตนว่าดีแล้ว ก็อธิบายขยายความไป
_0844497xxx"สัจจธรรมที่แท้จริง" มีจุดมุ่งหมายให้ทุกๆ ชีวิต อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ประการสำคัญที่สุด สัจจธรรมที่แท้จริง สอนให้ทุกคนบำเพ็ญตนให้ "หลุดพ้น" สามารถดับทุกข์ทั้งปวงบรรลุสู่ "นิพพาน" ดั่งเช่นที่พ่อครู "รับหน้าที่" ประกาศสัจจธรรมจริงของ "พระพุทธองค์" อยู่ขณะนี้ สาธุ!
_จากไลน์ ป้อง ปารีณา กราบขอคำแนะนำเรื่อง การจัดการกับซองกฐินค่ะ ไม่อยากส่งเสริมให้มีการกระทำ แต่ก็เกรงใจคนมาแจกซอง ก็คนที่ชอบพอกันทั้งนั้น ควรมีการทำใจในใจที่เป็นโลกุตตระอย่างไรขณะที่ทำทานเช่นนี้คะ ตอบ...ก็เขามาถาม อาตมาแนะนำว่าเผาทิ้งหรือฉีกทิ้ง เขามาขอซองคืน ก็บอกว่าเผาไปแล้ว เขาก็จะตาเขียว เราก็บอกว่าทำไมตาเขียวก็ค่อยๆอธิบาย แต่คุณต้องรับศึกตอนที่เขาเอามาคืนนะ ต้องมีศิลปะในการบอก ยิ่งคนชอบพอกันสนิทกันดีก็ง่าย พูดด้วยจริงใจ เขาคงไม่โมโหหุนหันนะ ก็พูดจากใจจริง เริ่มต้นฟังให้ดีๆ ตอนนี้จะฟ้าผ่าแรงเรียกว่าแล้งๆ ไม่มีเค้าฝน ฟ้าก็ผ่าได้ กฐินแปลว่า สะดึง สะดึงใหญ่เท่ากับความยาว กว้างของจีวร ดึงไว้ด้วยสะดึง ไปได้ผ้ามาแต่ละอันก็เย็บเป็นชิ้นต่อกันไป สมัยโบราณผ้านั้นหายาก ต้องเอาผ้าบังสุกุลมา แต่ต่อมานางวิสาขาเห็นว่าลำบาก ก็ให้ทอดกฐินได้ คือไม่ต้องไปขึงสะดึง แต่ให้เอาผ้าที่เย็บเสร็จ มีไตรจีวร เอามาถวายเลย กฐิน คือ การเอาผ้ามาถวายไม่ใช่เกี่ยวกับเงิน ถ้าใครเอากฐินไปหาเงินก็เอากระทะทองแดงมาต้ม คือ นรก กฐินที่เกี่ยวกับเงินทอง คือ นรก ทอดกฐินทุกวันนี้ คือ ลงกระทะทองแดงลงนรกทั้งสิ้น ความหมายของศาสนาพระพุทธเจ้า กฐิน คือ การเอาผ้ามาเย็บ หรือเอาผ้ามาถวาย สมมุติว่า ถ้ามีชุดเดียว แต่พระมี 10 รูป ท่านก็จะไปกรานกฐิน คือ ดูว่าใครสมควรได้ผ้านี้ไป แต่พระเราหลายรูป เห็นใครที่สมควร ยิ่งกว่า เพราะมันจำเป็น คือ การกรานกฐิน กฐินแต่เดิม คือ สดึงที่พระท่านเย็บเองด้วยการหาผ้ามาต่อกันไป ต่อมานางวิสาขาทำให้ถวายผ้าได้ ก็เป็นการทอดผ้า แต่ต่อมาคนก็มีหางกฐิน หรือบริวารกฐิน แต่กฐินไม่ใช่สัตว์จะได้มีหางนะ ไม่ใช่เจ้าใหญ่นายโต จะได้มีบริวาร เขาก็ตั้งภาษามาทำบาปแก่ตัวเอง ไม่ฉลาดนะ ก็ได้กรรมตกต่ำ กรรมทุคติ กรรมเสื่อม กรรมนรกไปจริง เพราะฉะนั้นทอดกฐินทุกวันนี้ คือ ทอดกฐินได้นรก แล้วก็หลงยินดี ในนรกนั้น ยิ่งได้มากเท่าไหร่ก็ดีใจมากเท่านั้น เช่น ปีนี้ได้ 10 อย่างเช่น ธรรมกายตั้งเป้าไว้เลยว่า ปีนี้จะได้เท่านั้นๆ ก็คือยอดมหาสัตว์นรกเลยสำหรับตัวผู้นำ แล้วก็หลอกให้คนอื่นมาเป็นสัตว์นรกตาม อาตมาพูดชัด ไม่ได้ปากจัดนะ อาตมาปากชัดไม่ได้ปากจัด ขอเล่าอดีต อาตมามาบวชใหม่ๆ เขาทอดกฐินกัน อาตมาก็รู้ว่าทอดกฐินแบบที่เขาทำนั้นผิด อาตมาก็ให้เอาผ้ามารวมกัน กฐิน คือ ผ้า อย่าไปมุ่งเอาอย่างอื่น เอาเงินทอง พอนัดวันทอดกฐินเขาก็มีไม้เสียบเงิน เสียบแบงค์มา อาตมาก็ว่า ทอดกฐินไม่ได้ทอดเงิน ไม่ได้ทอดแบงค์ ไม่ได้ทอดกระทะทองแดง อาตมาทำแต่แดนอโศก อาตมาก็ว่าไม่ไหวแล้ว คือมันเป็นประเพณีที่หลงผิดเป็นถูก มันแก้ไม่ฟื้นแล้ว อาตมาก็เลยว่า ยุคนี้ไม่ได้ขาดแคลนผ้าแล้ว กฐินจึงไม่มีความจำเป็น ก็เลยเลิกทำกฐิน ชาวอโศก สมณะชาวอโศก เลิกการทอดกฐิน พระพุทธเจ้าว่าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องทอด เราก็ไม่ได้ทอดกันแล้วเพราะไม่จำเป็น
วันนี้ตั้งใจมาอธิบายเรื่องสวรรค์ สวรรค์ก็คือ ภพอย่างหนึ่งของจิต หรือแดน สถานที่ ถ้าจะพูดให้ชัด คือ สถานที่ ที่จิตจะไปอยู่ก็คือภพ ปัจจุบันนี้มีไหม ทุกคนมีภพ จิตคุณอยู่ในร่าง ร่างก็คือภพ พระพุทธเจ้าตรัสว่า มี 3 ภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ กามภพเกี่ยวข้องกับภายนอก เรียกว่า ตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสกับอะไรแล้วมายึดติด เป็นภพ ชอบใจก็ยึดไว้ ไม่ชอบใจก็ทิ้งไป ดีไม่ดีก็ทำลาย เช่น ฆ่าด้วยซ้ำไป ถ้าไม่ชอบใจ เจาะเข้าไปลึกๆ ภพนรกไม่มี มีใครเห็น พระพุทธเจ้าว่า คนนี่ต้องการภพนรก ไม่มีหน้าไหนต้องการภพนรก แต่คนต้องการสวรรค์อยู่ คนต้องการสวรรค์อยู่คือคนโง่ เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้มาเป็นคนสิ้นภพจบชาติ นี่คือพุทธศาสนา เป็นความรู้ของศาสนาพุทธคือ ต้องมาทำตอนที่โง่ไปหลงภพ 6 ภพ คนก็เอาภพ 6 นี้แหละ ไม่เอานรก แต่เพราะคนอวิชชา จึงได้นรกไม่ได้สวรรค์ มนุษย์ไหนไม่มีหรอกที่ต้องการภพนรก แต่ทำไมได้นรก สวรรค์นั่นแหละคือนรก เพราะสวรรค์คือเป็นภพ ภพคือแดนติดยึดอยู่ไม่พ้น ต้องหมดภพหมดชาติ จึงจะคือความรู้หรือที่หมายของพระพุทธเจ้า คือนิโรธ หรือนิพพาน นิโรธ หรือนิพพาน คือ จิตเราที่ทำให้ไม่มีภพลงได้ ทำจิตไม่ให้เกิดภพได้ นั่นคือฐานนิพพาน จุดนิพพาน พระพุทธเจ้าถึงแบ่ง กามภพ คือ หยาบ เรียนรู้ในตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็มีที่หยาบต่ำลงไปเรียกว่าอบาย คือเสื่อม ใครก็ตามที่มีภูมิปัญญารู้ว่าเราไปวนเวียน เดี๋ยวเราก็ไปเทียวไล้เทียวขื่อ ไปมีชีวิตสนุกสนานขึ้นสวรรค์หอฮ่อกันอันนี้ แต่ดีไม่ดี ตำรวจจับ สังคมไม่ได้ยกย่องด้วย อบายคือที่ต่ำ คนที่มีปัญญาพอสมควร เขาไม่ยุ่งเกี่ยว เขาไม่ไปประพฤติ คือเขาไม่เป็นสุข ทุกข์กับอันนั้นแล้ว เขาเฉยๆ คนในโลกนี้ ทำอยู่แอบทำด้วย เพราะหลายอย่างกฏหมายจับ หรือวัฒนธรรมสังคมไม่เอา ใครทำก็ต้องแอบทำไม่ให้คนรู้ เพราะรู้กันทั่วไปว่าอันนี้ไม่ดี คนที่หลุดพ้นที่จะต้องไปเกี่ยวข้องคลุกคลีกับสิ่งเหล่านั้นเรียกว่า อสังสัคคะ ถ้าไปคลุกคลี ไปหลงสุขอย่างนั้นอยู่ ทั้งที่สุข คือ สุขขัลลิกะ ไม่มีสุขที่จริง มีแต่ทุกข์ที่จริงคือทุกข์อริยสัจ เป็นความประเสริฐที่ทุกคนต้องรู้ แต่สุขคือ สุขขัลลิกะ มันไม่มีตัวตน แต่ความทุกข์นี้มันมีตัวตน เพราะคนไปอุปาทานยึดไว้ ความหลงโง่ดึงไว้ เป็นตัวตนไม่ปล่อยไม่วาง จึงเป็นทุกข์ตัวแท้ ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม คนติดไพ่ คนติดเหล้า คุณผู้ชายก็กินเหล้า คุณผู้หญิงก็เข้าวงไพ่ ครอบครัวที่ฐานะดีก็ไม่ว่ากันเป็นความสุขของเขา ต่างคนต่างมีสวรรค์กันไป รู้ เข้าใจแล้ว คนยังเวียนวนไปเล่นไพ่ ก็คือยังมีอบายภูมิ อบายภพที่ต้องไปสร้างสวรรค์ประกอบสวรรค์อยู่ เป็นสวรรค์ขั้นต่ำ อบาย ตั้งวงเหล้า เป็นนรกแต่นึกว่าเป็นความสุขเป็นสวรรค์ แท้จริงคือเป็นแดนที่ไม่ควรไปเกี่ยวข้อง ผู้ไม่คลุกคลีไม่เกี่ยวข้องแล้ว เขามีก็มีไป เราก็เฉยๆ ไม่สุข ไม่อยาก คนนี้หลุดพ้น คนนี้อสังสัคคะไม่ติดยึดในอบายนี้แล้ว คนที่มีความสุขกับการเล่นไพ่การกินเหล้า มันคือสวรรค์เก๊ มันไม่มีจริงหรอก คุณถูกหลอก ฉันเดียวกันกินก๋วยเตี๋ยวเมื่อไหร่ก็อร่อย อันนั้นก็สุขเก๊ แต่อันนี้คนยอมรับได้ ไม่เหมือนเล่นไพ่ ก็ต้องเลิกเล่นไพ่ก่อน แล้วจึงมาเลิกก๋วยเตี๋ยวต่อไป กว่าจะเลิกกินก๋วยเตี๋ยวได้ อย่างมีคนหนึ่ง ติดก๋วยเตี๋ยว ไม่ได้กินวันหนึ่งจะตาย แล้วติดจริง แต่ก๋วยเตี๋ยวชาวอโศกไม่มีคาวก็ยังติดได้ ก๋วยเตี๋ยวข้างนอกเขามีน้ำตก มีคาว แต่นี่ไม่มีคาวอะไรให้ติด ฟังดีๆ สวรรค์คือนรก แต่คนอวิชชาก็ไปเสพติด ติดเข้าไปแล้วอร่อยวันนี้มันก็ย้ำประทับลงไป แล้วมันคลายแล้วมันผนึก ตกผลึกเข้าไป แล้วที่ติดยึดนี้นรกหรือสวรรค์ คุณเสพนรกไม่ได้เสพสวรรค์นะ ขอยืนยันว่านรกไม่มีใครอยากได้ มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่อยากได้ แต่ทำไมคนได้นรก ก็คือได้สวรรค์เก๊ที่นึกว่าอร่อย แต่ผนึกลงไปลึกลงไปเป็นนรกนะ คุณสนุกอร่อย นี่คือนรกทั้งนั้น นี่แหละคือเปิดสวรรค์เปิดนรก อาตมาเป็นผู้เปิดสวรรค์เปิดนรก อาตมาเป็นคนชั้นเปิดนรกสวรรค์ให้ดูนะ ฟังอีกที สวรรค์แท้ๆ นั่นคือนรก มันเสพอร่อย แล้วสนุกเพลิดเพลินชื่นใจชอบใจแล้วติดยึดเป็นภพชาติ เป็นอุปาทานติดยึด เป็นอาการสวรรค์ชอบใจ ดีใจ ซาบซึ้งใจ ถ้าไม่ได้เสพวันนี้เสียชาติเกิดเลย สวรรค์ที่เราเคยติดยึดมาก่อนมาเจออโศก เดี๋ยวนี้ได้เข้าใจได้ติดยึด บางคนพอเข้าใจแล้วไม่ติดยึด ก็ไม่โหยหาอีก มีแล้วเป็นของใครของมัน ก็อาการอย่างนี้ได้แล้ว อย่างอื่นก็เหมือนกัน เอาเป็นขั้นๆ อย่าไปเอาทีเดียวหมดเลย พระพุทธเจ้าว่าทำไปทีละลำดับแล้วจะเนียนจะเสร็จ แต่ถ้าข้ามขั้นจะเสียเวลาย้อนไปย้อนมา เราทิ้งอันหยาบแล้วเอาละเอียดก็ไม่ได้ ก็ต้องมาทำใหม่อีกไม่แล้วเลย ต้องทำอย่างเรียงลำดับ มีแต่รักษาผล อนุรักขณาปธาน อย่างนี้รวดเดียวเลย พระพุทธเจ้าถึงว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ราบเรียบเหมือนฝั่งทะเล มีเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลาย ตั้งแต่อบายภูมิหยาบเรียกว่าอบายมุข แล้วเหลืออบายชั้นบริวารต่อมา หมดอบายภูมิก็เป็นสกิทาคามี ได้พ้นอบายเป็นโสดาบัน เริ่มต้นได้เป็นโสดาฯ ขึ้นมา มาพูดถึงความหมายของสวรรค์ 6 ชั้น จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามานิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี จริงๆ แล้ว บอกแล้วว่า นรกไม่มี นรกก็คือสวรรค์ สวรรค์ชั้นต่ำก็คือนรก จาตุมหาราชนั่นแหละคือนรก ที่ไปเอามาได้สมใจเป็นจตุมหาราช ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา คุณไปลงแรงเบ่งอำนาจ เหมือนสัตว์เดรัจฉานที่ใช้กำลังใช้เขี้ยวเล็บความรุนแรง ที่มันสามารถทำร้ายคนอื่น ข่มคนอื่นได้แล้ว ก็แย่งมา เป็นมหาราชได้ครอบครองมากเท่าไหร่เป็นมหาราช ถ้าเราทำได้เลยทั้ง 4 ทิศ เราสามารถแย่งได้หมดปราบแล้ว มหาราช เช่น เจงกิสข่าน อเล็กซานเดอร์มหาราช แผ่อาณานิคมแยกอำนาจ มีแต่ฆ่าๆๆๆ ชนะ ได้เป็นมหาราช ยกย่องกันเอง เป็นเจ้าอาณานิคม คนอื่นเป็นบริวารเป็นทาส เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชสั่งฆ่าใครก็ได้ อธิบายรูปธรรมให้ได้เทียบเคียงนามธรรม อยากได้อะไรล่ะ วัตถุสมบัติข้าวของผู้คน อยากได้เอามาเสพกาม เอามาเป็นบริวาร เอามาเป็นทาส นี่คือจตุมหาราชิกา เป็นพฤติกรรมจิตแบบนี้ และกรรมกิริยาแบบนั้นมันเป็นความโหดร้ายรุนแรง ข่ม อำนาจบาตรใหญ่ ถือว่าเป็นเทวดา ยิ่งใหญ่ ขึ้นสวรรค์ เขาถือว่าเจริญ ถ้าเรานึกถึงประวัติศาสตร์สมัยโบราณ ที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แต่พระพุทธเจ้ารู้มาแล้วตั้ง 2,500 กว่าปี หรือก่อนนั้นพระพุทธเจ้ากี่องค์ๆ ก็รู้มาก่อน แต่คนโลกๆ จะไม่รู้ เกิดมาจะเป็นคนแบบโลก ต้องเป็นเจ้า เป็นหัวหน้าเผ่า สมัยโบราณแล้วแผ่ขยายอิทธิพล มีเผ่าต่างๆ ที่เป็นอาณานิคม การตั้งชื่อเรียกเป็นอาณาจักรใหญ่ๆ จนถึงเป็นสหราชอาณาจักร รู้จักภัทรมหาราชไหม นั่นคือมหาราชจริงๆ ไม่ได้ไปแย่งหรือกดขี่ใคร แต่คนยอมรับนับถือ ยอมเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ด้วยใจบูชาเคารพให้เลย โดยไม่ต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ใช้มีดใช้ปืนใช้อาวุธเลย มีแต่ไปรับใช้ด้วย เขายกย่องกันทั่วโลกแล้ว นี่คือปัญญา เป็นภูมิปัญญาของคนในยุคนี้ เขาเลิกแล้วจะเป็นอำนาจบาตรใหญ่แบบหัวหน้าเผ่าเป็นจตุมหาราชเขาเลิกแล้ว นี่แหละจตุมหาราชตัวจริง คือพระภัทรมหาราชนี่แหละ ใช้คุณธรรมความเมตตากรุณา เป็นผู้สงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้แก่ผู้อื่นทั้งนั้นเลยยอดเยี่ยมไหม นี่แหละคือสัจธรรม แล้วคนที่มีภูมิปัญญาจะเคารพบูชา ส่วนคนที่โง่เง่าจะต่อต้านค้านแย้งไม่นับถือ คือพวกอวิชชา พวกโง่เง่าก็แล้ว อยู่ไหนเอ่ย สีอะไร? นี่เป็นสัจจะที่ยืนยันอ้างอิงแล้วพิสูจน์ได้ ลักษณะจิตที่เป็นจตุมหาราช เดี๋ยวนี้เข้าใจแล้วไม่แสดงอาการทางกายวาจาแล้วแต่จิตใจยังอยากเป็นใหญ่ให้คนอื่นมาเป็นทาสเป็นบริวารรับใช้ แล้วใช้วิธีการให้คนอื่นไม่ยอมสยบด้วยอำนาจบาตรใหญ่ อย่างนี้ไม่เก่ง แต่ถ้าคนอื่นมาสยบยกให้เพราะว่าคุณงามความดีของท่าน ยกให้เรา ยอมเป็นทาสเลย อย่างที่ตัวอย่างเห็นหลัดๆ เลย เป็นตัวอย่างที่ประเสริฐ ตอนนี้ทั้งโลกเข้าใจเลย ไม่มีใครไปบังคับแต่เขาเห็นของเขาเอง ด้วยปัญญา ท่านเป็นพระมหาชนก ท่านมีความเพียรอุตสาหะบากบั่น มั่นใจเอาปัจจุบันนี้ ไม่เห็นฝั่งด้วยซ้ำไปพระมหาชนกก็ว่ายไป มั่นใจว่าไปทางนี้แหละ แม้จะไม่เห็นฝั่งแต่ตามภูมิปัญญาไปทางนี้ เป็นอุตสาหะวิริยะที่สุดยอด มันเป็นความสูงส่งประเสริฐสุด พระองค์ได้ทรงมา 70 พรรษา นี่คือจตุมหาราชที่แท้จริง ไม่ใช่แบบเจงกิสข่านหรืออเล็กซานเดอร์มหาราช คือใช้อำนาจบาตรใหญ่อย่างโบราณ คนที่ตกยุค คือ คนที่สร้างอาวุธ อาวุธนิวเคลียร์ อำนาจบาตรใหญ่อาวุธเหล่านั้นมาข่มคน อย่านะ ข้าสร้างอาวุธเก่งกว่า นี่คือพวกจตุมหาราช คือ พวกสัตว์นรกตัวจริง เป็นสวรรค์เก๊ ถ้ารู้ตัวแล้วเลิกหยุด ให้มาสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่น คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ให้ขยันหมั่นเพียรแล้วศึกษา สิ่งที่เราจะสร้างจะทำเป็นสิ่งที่ดี ก็สร้าง ก็ทำ สิ่งนี้เป็นเครื่องทำแล้วเราจะต้องกินต้องใช้ เป็นอุปโภค บริโภค สัตว์เดรัจฉานมันยังหาเครื่องบริโภคของมันเองได้ เราเป็นคน เราก็หา บริโภคได้ แต่ไม่ต้องไปแย่ง เพราะทุกวันนี้คนไปจับจองที่หมดแล้ว เราไม่ต้องไปแย่งคนอื่น เรามีแผ่นดินของเราเท่าใด ก็สร้างก็ทำเท่าที่เราจะมีสิทธิ ปัจจัยจำเป็น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นปัจจัย 4 ให้เราได้อาศัย เป็นอัตตาหิ อัตโน นาโถ จะมีบริขารที่ทำได้ก็ทำ ทุกวันนี้อาตมาพาทำสร้างสังคมสร้างชุมชน ให้พวกเราพึ่งตนเอง พวกเรายังไม่เก่งในการทำอุตสาหกรรม แต่ก็ต้องทำในหลายอย่าง ส่วนการกสิกรรมเราต้องกินต้องใช้ ผลผลิตทางอุตสาหกรรมเรากินเข้าไปไม่ได้ แต่กสิกรรมทั้งกินทั้งอาศัยในปัจจัย 4 เมื่อคุณมีปัจจัย 4 อุดมสมบูรณ์ก็ไม่ต้องกลัว คนที่บอกว่าเอาลูกมาเข้าโรงเรียนนี้แล้วพาทำไร่ทำนาทำสวน คลุกฝุ่นโคลน ให้ลูกฉันทำอะไร? ถ้าจะเอาแบบผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน ก็ไม่ต้องเอามาที่นี่ เราฝึกให้พึ่งตัวเองเป็น ทำอาหารเป็น ทำเสื้อผ้า ทำเครื่องใช้เป็น ไม่ต้องให้รู้แบบวิชาการเอามาตอบรายการโทรทัศน์เป็น ไม่ต้องไปแข่งแบบนั้น เรามาทำแบบนี้ ต่างคนต่างทำ แ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive