591220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จากสังโยชน์ถึงวิโมกข์ 8.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591220_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ จากสังโยชน์ถึงวิโมกข์ 8 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2559 ใกล้จะสิ้นปีเข้าไปทุกที ทุกปีในระยะนี้ จะใกล้กับกิจกรรม ว.บบบ. แต่ปีนี้เราไปทดสอบสมรรถภาพ สภาวะจริงกันที่สนามหลวง พ่อครูว่า...บำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรมกันที่โน่นเลย ผู้ที่เข้าใจแล้ว ไปปฏิบัติจริงเลย สมณะฟ้าไทว่า...ส่วนที่บ้านราช ตอนนี้กำลังปลูกผักได้งอกงาม เขาบอกว่าหัวไชเท้านี้ หนักสุด 1.8 กก. เมื่อวานนี้พ่อครูได้แสดงธรรม เจโตปริยญาณ 16 ที่เป็นมาตรวัด จิตวิญญาณตัวเอง และแจกแจงถึงเวทนา 108 พ่อครูว่า...อาตมาขอเกริ่นถึงว่า อาตมาเทศน์ หรืออธิบายธรรมะ ให้พวกคนทั้งหลายได้ฟังกัน ได้เข้าใจกัน มันเกิดประโยชน์อะไร เกิดผลอะไร ทำงานมาจนถึงวันนี้ คุ้มแสนคุ้ม คุ้มตรงที่ว่า อาตมาเทศน์ ธรรมะพระพุทธเจ้าไป ซึ่งเป็นธรรมะ ที่ต้องไปค้านแย้งกับที่เขาถือกัน สังคมพุทธส่วนใหญ่ เข้าใจธรรมะไปอย่างหนึ่ง อาตมาอธิบายค้านแย้งกับเขา ที่เขายึดถือกันผิดไปหมด อาตมามาพูดยืนยันว่า อย่างนี้ถูก ซึ่งก็เป็นกระแสหลัก ชาวพุทธส่วนใหญ่ เข้าใจกันอย่างนั้น ยกตัวอย่าง สมาธิแบบนั่งหลับตานั้น มันผิดหลัก ไม่ใช่ของศาสนาพุทธ พูดไปอย่างนี้ กระแสหลักไม่กระเตื้อง แต่พวกเรารับฟังได้ โดยเฉพาะ ในมหาจัตตารีสกสูตร เอามายืนยันเลยว่า นี่ของพระพุทธเจ้า นี่ของศาสนาพุทธ ที่ท่านตรัสไว้โดยตรง มหาจัตตารีสกสูตร ล.14 ข้อ 252-281 จำนวน 29 ข้อ อาตมาบวช เพื่อเผยแพร่สืบสานธรรมะ ของพระพุทธเจ้า ก็ทำหน้าที่มา ไม่ขบถต่อหน้าที่ ทำให้ธรรมะพระพุทธเจ้า ขยายผลสู่คนอื่นๆ คนจะมารับเอาอย่างไรก็ไม่ได้รับผิดชอบทีเดียว ธรรมะที่อาตมาขยาย มันไม่เป็นที่ต้องอารมณ์ต้องใจ ผู้ฟังเท่าไหร่ เพราะเป็นธรรมะทวนกระแส ต้องฝืนใจ ไม่เป็นไปเพื

อ่านต่อ

่อลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข คนก็สนใจน้อย แต่อาตมาไม่ท้อ อาตมาชัดเจนว่า ต้องมาทำงาน เพื่อสืบสานพุทธศาสนาพระพุทธเจ้า เพราะว่าที่เขายึดถือกันนั้นผิด อาตมาก็ต้องมาแก้กลับ ก็เพราะคณะใหญ่ที่สอนกันนั้น พาทำผิด ก็เลยเหมือนเอาไม้จิ้มฟัน ไปงัดไม้ซุง แต่ทําไมไม่ท้อ มีหน้าที่ขยายความจริงเท่านั้น ไม่ได้ไปสู้ใคร

SMS วันที่ 19 ธันวาคม 2559 _ 0849543xxx ผู้น้อยขอกราบเรียนรายงาน มีกลุ่มคนทางบ้านศึกษาธรรมะโลกุตตร ที่พ่อครูเมตตาชี้แนะทางบุญนิยมทีวี อยู่พอสมควร แต่ด้วยภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบ จึงไม่สะดวกมาที่พุทธสถานอโศก" บัวมี 4 เหล่า” "พระพุทธองค์ก็ทรงบอกกล่าวไว้ก่อนแล้ว ยุคสุดท้ายนี้ ธรรมะจริงสอบจริง ก็คือ ทดสอบ " ปัญญา "

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามศัพท์) ตอน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันไหนละได้ง่ายที่สุด _ 0851614xxx แสง สี เสียง รส อันไหนติดแล้วละง่ายที่สุด ตอบ...ก็มีตา หู จมูก ลิ้น อันไหนติดแล้วละได้ง่ายที่สุด แสงสีละง่ายกว่า อย่างอื่น จริงๆแล้วก็แล้วแต่จริตบุคคล บางคนไม่ใส่ใจรสชาติ แต่ติดในแสงสีมีที่ไหน ขอให้บอก แถมเสียงด้วย แต่รสชาตินี่ไม่สนใจ แต่โดยทั่วไปอย่างที่ว่า ก็เป็นไปอย่างนั้น เรื่องรสอาหาร พระพุทธเจ้าบอกว่า ปฏิบัติธรรมโดยเอา เรื่องอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา หรือ มัตตัญญุตา จ ภัตสมิง มันมี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในอาหารนั้นเลยนะ เสียงก็อาจมีในการเคี้ยว น่าอร่อยจัง กัดเข้าไปกรอ บ อย่างนี้เป็นต้น

_0893867xxx ทำทานเพื่อให้ได้บุญถูกตรงจริงๆ ต้องทำด้วยใจเสียกิเลส!สละความอยาก! ให้ด้วยจิตเมตตา! เรียกว่า ปุญญกิริยาฤาปุญญกัมมะได้ไหม? ตอบ...ได้ เรื่องการทำทาน ทุกวันนี้ศาสนาได้เพี้ยนไปไกลมาก เขาบอกว่าทุกวันนี้ ทำทานให้ได้บุญ แต่แทบทุกสำนัก อาตมาว่าทำทานไม่ได้บุญ ได้แต่กุศล เพราะได้เข้าใจคำว่าบุญ ผิดเพี้ยนไปจากสัจธรรม ของพระพุทธเจ้า ก็ยังโชคดีที่ยังมีพยัญชนะหลักฐาน ในพระไตรปิฎกว่า บุญ ไม่ได้หมายถึงกุศล แต่หมายถึง เครื่องชำระ จากหลักฐานพจนานุกรม บาลี-ไทย-อังกฤษ ฉบับภูมิพโลภิกขุ มีหลักฐานแทรกอยู่ คำแปลอันนี้บอกว่า รับมาจากท่านธรรมปาละ เป็นภาษาบาลีว่า ปุญญะ = สันตานังปุนาติวิโสเทติ แปลว่า การชำระจิตสันดานให้สะอาดบริสุทธิ์ ก็คือการชำระกิเลสออกจากจิต แต่เดี๋ยวนี้ไม่เน้นรายละเอียดคำนี้เลย จริงๆแล้ว บุญคืออันนี้เท่านั้น ในมหาจัตตารีสกสูตร ว่า

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาสมาธิของพระอาริยะ [256] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฐิเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวสัมมาทิฐิเป็น 2 อย่าง คือ สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ อย่าง 1 สัมมาทิฐิของพระอริยะ ที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระเป็นองค์มรรค อย่าง 1 ฯ คำว่าชำระกิเลสออกจากจิต ทำทาน หรือปฏิบัติศีล ทางปฏิบัติของศาสนา ก็มีทานกับศีล ให้เกิดผล เป็นภาวนา แต่ท่านก็ไปแปลเลอะเทอะว่า ทานอย่างหนึ่ง ศีลอย่างหนึ่ง ภาวนาอย่างหนึ่ง ภาวนาคือไปนั่งหลับตาสมาธิ คือความเพี้ยน เข้าใจผิดทาง จากศาสนาพุทธไป ทานก็ดี ศีลก็ดี ท่านบอกว่า สัมมาทิฏฐินั้น เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ [257] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ ถ้ามิจฉาทิฏฐิคือคนนั้นทำทานแล้วไม่มีผล [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผล ผลวิบากของกรรม ที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มี นี้มิจฉาทิฐิ ฯ การปฏิบัติมิจฉานั้น ทำทานก็ไม่มีผล ยัญพิธี หรือผลก็ไม่เกิด อาตมาอ่านตั้งแต่แรกๆ ก็ชัดเจนเลยว่า เยี่ยมยอด อาตมาจึงหยิบมาอธิบายขยายความอยู่นาน เป็นปี แล้วก็มีผู้เอาคำอธิบายธรรมะ มาถอดเทป เรียบเรียงเป็นหนังสือ สมาธิพุทธ (อ.อาภรณ์ พุกกะมาน) ได้เล่มหนึ่ง ส่วนเล่มสอง จนป่านนี้ยังไม่ได้ทำเลย กว่า 20 ปีแล้ว สมาธิที่ไปนั่งหลับตา โดยไม่คำนึงถึงมรรค 7องค์ก็ผิด พระพุทธเจ้าว่า..[253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แลเรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ มีองค์ประกอบทั้ง 7 นี้เป็นเหตุ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา เป็นเหตุให้เกิดสัมมาสมาธิ อยากนั่งหลับตาทำให้เกิดสมาธินั้น ไม่ใช่สัมมาสมาธิ แต่เป็นมิจฉาสมาธิไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างที่ธัมมชโยทำนี้ ทำให้คน กลายเป็นกลุ่มฝูงควายโง่ ถูกจูงทั้งหมด ครอบงำทางความคิด จนหลงเชื่อไปหมด คนที่ใจเป็นกลางมอง จะเห็นว่า พวกนี้โง่ยิ่งกว่าควาย จนตอนนี้ จะเกิดสงครามเสียแล้ว แต่ดีที่เมืองไทย เป็นเมืองที่ดี ถ้าเป็นเมืองอื่น อดใจไม่ได้แล้ว

_0893867xxx สมาธิหลับตาขณะนี้ก็รู้เห็นแต่ความเป็นตัวเองขณะนั้น! สมาธิลืมตาทุกขณะ ก็รู้ทันทุกสภาวะโลกในปัจจุบันขณะ! ผู้น้อยเข้าใจถูกไหม? ตอบ...ถูกแล้ว

_0893867xxx ทานในทศพิธราชธรรมอันสูงส่ง ถือว่าเป็นทาน ที่ได้บุญแบบอรหัตตผล อันสูงสุด เรียกว่า ปุญญปาปปริกขีโณได้ไหม? ผู้น้อยขอน้อมนำทานในพ่อหลวงร.9 มาเรียนรู้ธรรมทานให้ถูกตรงตามธรรมตถาคต ตอบ...ได้ ในหลวงเรามีทศพิธราชธรรม ท่านก็ทรงงาน ตามทศพิธราชธรรม ส่วนพระทัยของท่าน ก็ทำงานด้วยพระทัย ท่านไม่ได้ทำ เพื่อที่จะได้อะไรแลกเปลี่ยน เพราะทำทานต้องไม่มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทานํ เทติ (พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 49 “ทานสูตร”) ท่านก็สอนไว้ชัดเจน แต่เขาอ่านไม่แตก ไม่เข้าใจ ถ้าอ่านแล้วเข้าใจ แล้วทำใจในใจ มนสิกโรติ ทำใจให้ถ่องแท้แยบคายไปแก้ไขตรงที่จุดเกิดในจิต มันจะเกิดกิเลสก็รู้ทัน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ จับกิเลสทัน มันดำริในกิเลสกาม ใครทำทาน แล้วอยากได้ภพชาติ เดี๋ยวนี้เอาภาษาว่าได้บุญ ทำทานต้องให้เป็นบุญ ไม่ใช่ได้บุญ คือทำทาน ต้องเกิดกรรมกริยาของ บุญ ทำทานคือทำปหาน 5 ไม่ใช่ทำทานแล้วจะได้อะไร ตอบแทนมาเป็นภพชาติ ไม่ใช่ ต้องทำอย่าง ดับภพจบชาติ แต่เขาเชื่อว่า ทำบุญแล้วจะได้อะไรมา ซึ่งแท้จริงแล้ว ทำบุญจะไม่ได้อะไรมา แต่จะทำการล้างอกุศล ล้างกิเลส จนหมดสิ้นเกลี้ยง เป็น ปุญญปาปปริกขีโณคือชำระบาปหมด ก็หมดบุญ สิ้นบุญสิ้นบาป พระอรหันต์ทุกรูป ท่านเป็นผู้สิ้นบุญแล้วทุกองค์ สิ้นบุญสิ้นบาปหมด ยังมีหลักฐานในพระบาลีอยู่ ส่วนบุญ เขาก็เข้าใจไปเป็นภพชาติ เป็นวิมานไปหมด เขาเข้าใจส่วนบุญไม่ได้ มีแต่ให้แบ่งส่วนบุญ ไปให้ผู้ตายได้อีก มันเลยกลายเป็น หนังละครตลก ประโลมโลก เขาศึกษาปฏิบัติ แต่อาจารย์ไม่มีภูมิ ไม่รู้สัจธรรม คุณทำทานแล้วก็จะไม่ได้อะไร คืนมาหรอก แต่กลับไปสอนกันผิดๆ ว่าทำทานแล้ว จะได้อะไรกลับคืนมา อยากได้อะไร ก็อธิษฐานเอา เป็นคำสอน ที่ผิดจากพระพุทธเจ้า อย่างฟ้ากับก้นเหวเลย มันผิดแต่แรก ก็ผิดไปตลอดเลย จึงยากสสสสส!!!

_0893867xxx พ่อครูเคยสอนจิตมโนวิญญาณ คือธาตุรู้ที่เกิดจากเวทนาสัญญา สังขาร ที่เกิดการรับรู้กำหนดรู้ปรุงแต่ง จนเป็นวิญญาณที่เกิดจากกระบวนการรับรู้รวมยอด! ผู้น้อยเข้าใจถูกไหม ตอบ...ถูกต้อง

ก็มาพูดถึง เหตุการณ์ที่ต้องพูดเป็นเรื่องที่สำคัญ จะต้องมีประเด็น มีข้อมูลหลักฐานช่วยกัน เผื่อว่าท่านที่ดูแลสังคม ประเทศชาติ จะได้ข้อมูล ถ้ามีข้อมูลอยู่แล้ว ก็จะได้เสริมกัน นึกว่าตาสว่าง!! เปิดใจ “ภรรยา” อดีตวิศวกร หลังสามีร้องสูญเงินกว่า10ล้าน เพราะทำบุญกับ “วัดพระธรรมกาย” 18 ธ.ค. 59 เวลา13.00น. ผู้สื่อข่าวได้ติดตามความคืบหน้า ที่วัดพระธรรมกาย หลังจากที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง ได้นำหนังสือ ขอความอนุเคราะห์ส่งตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย และนายองอาจ ธรรมนิทา ภายใน 7 วัน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ โดยนำมาติดที่บริเวณ หน้าประตู7 วัดพระธรรมกาย ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยบรรยากาศตั้งแต่เช้า มีศิษยานุศิษย์ เข้าออกวัด เพื่อที่จะทำบุญตามปกติ และมีผู้สื่อข่าว ยังคงเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหว ของวัดพระธรรมกาย โดยเฝ้ารอกันบริเวณหน้าวัด ประตู 7 เนื่องจาก ทางเจ้าหน้าที่ของวัด ไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าว เข้าไปทำข่าวภายใน เพื่อป้องกันความวุ่นวาย ซึ่งต่อมา ได้มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอ ทางยูทูป เปิดใจ ภรรยาอดีตวิศวกร หลังร้องสูญเงินกว่า 10 ล้าน เนื่องจาก เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา นายชาติชาย บำรุงสุนทร ได้สวมหมวก ห้อยป้ายระบุข้อความ เข้าร้องเรียน ที่วัดพระธรรมกาย ถึงความเดือดร้อนแสนสาหัส ในชีวิตครอบครัวและการเงิน จากการที่ภรรยา หลงศรัทธาคำสอน นอกพระพุทธศาสนา ของวัดพระธรรมกาย จนในที่สุดต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทอง ไปกับวัดพระธรรมกาย ด้าน นางทัศนีย์ บำรุงสุนทร ภรรยานายชาติชาย บำรุงสุนทร กล่าวว่า กรณีที่ระบุว่า ทำบุญจนสูญเงินไปเป็น 10 ล้าน ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะไม่มีทรัพย์สินถึง 10 ล้าน ฝ่ายสามีน่าจะนึกคิดไปเอง ส่วนทองคำแท่ง มีเพียงแท่งเดียว ซึ่งเป็นของกำนัล เมื่อวันแต่งงาน ที่พ่อแม่มอบให้มา ทั้งนี้ตนไม่ได้นำเงิน มาทำบุญทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่ง ก็มอบให้กับสามี อีกส่วนหนึ่ง ก็เอาไว้ใช้ในส่วนกลาง ปัจจุบัน ตนก็นำไปทำเกี่ยวกับ การเกษตรที่ จ.ลพบุรี ตนรู้จักสามีตัวเอง เป็นอย่างดี นายชาติชาย ผู้เป็นสามี เป็นคนตระหนี่ สักบาทสองบาท ก็ไม่เคยเป็นผู้ให้ ซึ่งเป็นความคิด ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะครอบครัว ทำบุญทำทานเป็นปกติ ทั้งนี้ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ตนทำบุญแล้วมีความสุข ตนไม่เคยรู้สึกว่า ตนเองเดือดร้อน เรื่องการเงิน เพราะทำบุญทำทานไปแล้ว ก็ยังคงมีทรัพย์สิน หมุนเวียนเข้ามาตามปกติ ตนขายบ้าน ขายที่ดินได้ ส่วนหนึ่งก็มาจาก แรงบุญแรงอธิษฐาน เมื่อสำเร็จลุล่วง ก็มาทำบุญเสริมบารมี ครั้งแรกที่ได้เข้ามาทำบุญ ที่วัดพระธรรมกาย ก็รู้สึกประทับใจมาก เพราะได้ฟังคำเทศนา และนำเอาสมาธิไปปฏิบัติ และไม่เคยมีคำสอน ให้ทำบุญด้วยทรัพย์สิน จนหมดตัว (พ่อครูว่า แล้วคำว่าปิดบัญชีโลก เปิดบัญชีธรรมนี้ ทำให้หมดตัวไหม?) คำสอนหลักๆ ก็เป็นทาน ศีล ภาวนา เป็นแก่นของพระพุทธศาสนา อีกทั้งยังเชิญให้มาปฏิบัติ อย่างน้อยๆ เดือนละครั้ง เท่านั้นเอง และรู้สึกเสียใจกับทุกคน ในการกระทำของสามี ที่อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ควร จึงขอขมา และขอโทษแทนสามี ที่ทำบางอย่างไป ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รวมทั้งไม่พยายามจะเข้าใจ เพราะความเชื่อมั่น ในตัวเองจนเกินไป ภาพ / ข่าว : อนันต์ วิจิตรประชา ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.ปทุมธานี

อาตมาว่า...สามีสังเกตการมา 31 ปีเขียนหนังสือถึง 300-400 หน้าแล้วหาว่าสามีไม่เข้าใจ ใส่ความสามีอีก

สื่อธรรมะพ่อครู(สังโยชน์ 10) ตอน สังโยชน์ 10 _ จาก Guru สู่แดนธรรม ผมแจ่มชัดขึ้นอีก กับคำว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์ คือ สวรรค์ปลอมๆ ดังคำตรัสของ พระพุทธเจ้า ในเล่ม.15 ข้อ.24 - 25ว่า [24] พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง เคยมีมาแล้ว พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่ง แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณ อันเป็นทิพย์ พวกนางอัปสร บำเรออยู่ในสวนนันทวัน ได้กล่าวคาถานี้ ในเวลานั้นว่า เทวดาเหล่าใดไม่เห็นนันทวัน อันเป็นที่อยู่ของหมู่นรเทพสามสิบ ผู้มียศ เทวดาเหล่านั้น ย่อมไม่รู้จักความสุข ฯ (น เต สุขํ ปชานนฺติ) [25] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ได้ย้อนกล่าวกะเทวดานั้น ด้วยคาถาว่า ดูกรท่านผู้เขลา (พาเล ปชานาสิ) ท่านย่อมไม่รู้จัก คำของพระอรหันต์ทั้งหลายว่า "สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง (อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา) มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา (อุปฺปาท วย ธมฺมิโน) เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป (อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ) อันความสงบระงับสังขาร เหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข ฯ (เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ) ผมเข้าใจในคำท้าย ที่ว่า อันความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข ไม่ได้บอกว่า ให้ดับสังขารขันธ์ หรือให้ปิดโรงงานเสีย หรือปิดเครื่องยนต์สังขารเสีย จึงจะเป็นสุข ก็ไม่ใช่นะครับ แต่คำว่า ความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข หมายถึง ว่า ให้ระงับเฉพาะ กิเลสปรุงแต่งในกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ว่า พระอรหันต์สอนให้ดับระงับ ที่ตัวสังขารโดยตรงเลย เพราะแม้จะเป็นอรหันต์แล้ว กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ที่ก่อเกิดคำว่า สังขารทั้งหลาย มันก็ยังมีอยู่ เกิดขึ้นและดับไป อยู่อย่างนั้นตลอดไป เพียงแต่การเกิดการดับนี้ มันเกิดได้/ดับได้ อย่างชนิดที่ ระงับ กิเลสสังขาร เอาไว้ อยู่ก่อนแล้ว) ดังนั้น เทวดาดาวดึงส์ จึงย่อมเพลิดเพลินไปกับ กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ที่แวดล้อมไปด้วยเบญจกามคุณ อันเป็นทิพย์อยู่ (ทิพฺเพหิ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตา สมงฺคีภูตา ปริจาริยมานา) จึงสุขกับสวรรค์ปลอม ต่างไปจากเทวดาอีกองค์หนึ่ง ที่เป็นวิสุทธิเทพ ที่กล่าวเรียกเทวดาตนนั้นว่า ท่านผู้โง่เขลา อาตมาว่า...คำว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วดับไป อันความสงบรำงับสังขารเหล่านั้นได้ ก็เป็นสุข ความเห็นที่ว่า ปิดโรงงานสังขาร สัญญาเวทยิตนิโรธ คือดับสัญญา ดับเวทนาเลย อย่างนั้นไม่ถูก ปิดหมดแล้วจะเป็นสุข มันจะเอาอะไรไปสุข หากดับสัญญา สังขาร หมด ดับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณแล้ว จะเอาอะไรไปรู้สึ ก การสงบรำงับสังขาร หมายถึงอย่างที่ สู่แดนธรรม พูด คือระงับ กายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขารเท่านั้น แต่ทั่วไปเข้าใจว่า ดับหมด ก็คือความเข้าใจผิด ปฏิบัติศีลพรต ตามที่ตนเข้าใจผิดๆไป แต่ต้องปฏิบัติให้เข้าใจศีลพรต ให้สัมมาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาปฏิบัติ ก็ดับกิเลสได้หมด ส่วนที่สงบรำงับสังขารนั้นได้ ที่ปรุงแต่งอยู่ในกาย กายคือธรรมะ2 สักกายะ คือธรรมะ2 ของตน สักกะคือของตน ต้องรู้วิธีปฏิบัติ ทำให้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ซึ่ง พระไตรปิฏกเล่มนี้ ชัดเจนละเอียดมาก ท่านให้อ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส แยกแยะเอาตัวการ ที่เป็นสมุทัย ที่อยู่ในสักกาย ไม่ใช่ดับกายหมดทั้งยวง แต่ระงับส่วนที่ปรุงแต่งสังขารให้ดับก็สงบ เป็นวูปสโมสุข สุขด้วยความสงบรำงับเพราะเหตุมันดับไป

คำสอนอันนี้ ที่ขยายความไปถึงว่า ต้องรู้จักสักกายะ และต้องเรียนศีลพรต ที่จะปฏิบัติให้สัมมาทิฏฐิ แล้วต้องปฏิบัติจริง อย่ายึดแค่ศีลพรต ที่มิจฉาทิฏฐิ เป็นสีลลัพพตุปาทาน แต่นี่ศึกษาให้ดีก่อน ในศีลพรต ในสังโยชน์ข้อ 3 สีลลัพพตปรามาส ไม่เหมือน สีลลัพพตุปาทาน ที่หน้ามืดตามัว ยึดถือศีลตามจารีต ตามๆกันมา แต่ สีลลัพพตปรามาส นั้นได้ศึกษาศีลพรตได้ดีแล้ว เอาความเห็นที่ถูกต้องนั้นมาปฏิบัติ เพื่อให้ได้ผลลดกิเลส อย่าได้ทำแค่ สีลลัพพตปรามาส คือทำแค่ลูบๆคลำๆ เล่นๆ หัวๆ ไม่เอาจริงในการปฏิบัติ ในสังโยชน์ข้อ 3 นี้ผู้มีศีลพรต ที่สัมมาทิฏฐิแล้ว ไม่ใช่ สีลลัพพตุปาทาน คือผ่านสังโยชน์ข้อ 1 และ 2 ก็นำเอาศีลพรต มาจัดการสักกายะของตน ได้ผลจนไม่สงสัยแล้วว่า นี่คือตัวเหตุแห่งทุกข์ เป็นกิเลสตัณหา อยู่ในกายของตนนี้ สักกายะ เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ มีศีลพรต ก็ทำการจัดการกิเลส อย่าเอาแต่ลูบคลำเหยาะแหยะ ไม่ใช่ลูบคลำ ทำแล้วเป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ จริงๆ หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้า สอนไว้แล้ว อาตมาหยิบมาอธิบาย เจตนาให้เข้าใจ ชัดเจนแล้วเอาไปปฏิบัติได้ ไม่ใช่ให้พวกคุณเอาไปสอบนักธรรม แต่จะเอาไปสอบก็ไม่ว่า แต่ขอให้เข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติเถอะ ถ้าเรียนแค่เอาไปสอบนักธรรม ไปสอบปริญญาเฉยๆ อาตมาว่า จะไม่อธิบายอย่างนี้หรอก ก็จะอธิบายอีกแบบ ให้ได้เปรียญธรรมนักธรรม ได้ทั้งนั้นแหละ แต่อาตมาไม่ได้อยู่ในมวลคนแบบนั้น แต่อาตมาอยู่ในมวลคน ที่จะให้เอาไปปฏิบัติ ให้ได้ผล จึงต้องจู้จี้จุกจิก เน้นให้ทำปฏิบัติ อาจเคาะหัวหน่อย ให้รู้ให้ทำได้ ให้เกิดฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ให้เอาไปทำ อย่างตั้งใจเลย ที่มานั่งฟังธรรมอาตมาได้เป็นปี หากไม่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คุณไม่มาหรอก แล้ววิมังสา คือได้เนื้ออันวิเศษเลย คือเนื้อของสาระสัจจะ แก่นของสาระสัจจะเลย คุณจะได้ ฟังดีๆ แล้วเอาไปปฏิบัติ จะได้มรรคผล ก็ขอเข้าสู่รายละเอียดของวิชาการ สังโยชน์

สังโยชน์ 10 1 . พ้นสักกายทิฏฐิ (มีญาณรู้ตัวตนกิเลสหยาบว่าไม่ใช่เรา) 2. พ้นวิจิกิจฉา (พ้นความสงสัยในสักกายะกิเลส ฯลฯ) . 3. พ้นสีลัพพตปรามาส (คือ ปฏิบัติไม่ย่อหย่อนในศีลพรต อย่างเอาจริง ไม่ทำแค่ลูบๆ คลำๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ) 4. พ้นกามฉันทะ (ความพอใจด้วยกาม) 5. พ้นพยาปาทะ (ความคิดปองร้ายผู้อื่น) 6. รูปราคะ (ความติดใจอยู่ในรูปภพ -ในอุปาทายรูป) 7. อรูปราคะ (ความติดใจอยู่ในอรูปภพ) 8. มานะ (ความถือตัวถือตนในความดีของตน) 9. อุทธัจจะ (ความฟุ้งซ่าน กระจัดกระจาย รู้ยาก) คือเศษที่ต้องเก็ให้หมด จนเป็นวิชชา พ้นอวิชชา9 10. อวิชชา (ความหลง-ไม่รู้ อันเป็นเหตุไม่รู้จริง) (พระไตรปิฏกเล่ม 11 ข้อ 285)

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ผู้ปฏิบัติพ้นสังโยชน์ 3 เป็นโสดาบัน สามข้อต้น 1. พ้นสักกายทิฏฐิ (มีญาณรู้ตัวตนกิเลสหยาบว่าไม่ใช่เรา) 2. พ้นวิจิกิจฉา (พ้นความสงสัยในสักกายะกิเลส ฯลฯ) . 3. พ้นสีลัพพตปรามาส (คือ ปฏิบัติไม่ย่อหย่อนในศีลพรต อย่างเอาจริง ไม่ทำแค่ลูบๆ คลำๆ ทำเหยาะๆ แหยะๆ) ผู้พ้นสามข้อต้นนี้ คือ อาริยบุคคล เป็น โสดาบัน แต่ทุกวันนี้ เขาไม่ได้เรียน ไม่ได้ปฏิบัติตามนี้ เ ป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย แบบนี้เลย คนที่เคยบวช กับเรา ตอนนี้ไปเรียน มจร. บอกว่า พ่อท่านว่า ศีล 5 คือโสดาบัน ศีล 8 คือสกิทาคามี ศีล 10 ก็อนาคามี แล้วพ่อท่าน เอาสิ่งเหล่านี้ มาจากไหน? อาตมาก็จำนน อาตมาก็เอาตามปฏิภาณว่า เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มันพอจะถูกไหม แต่ว่าถ้าจะให้บอกว่า เอาจากพระไตรปิฎกเล่มไหน ก็จนด้วยปัญญา เพราะอาตมาไม่รู้จริงๆว่า ในพระไตรปิฎกเล่มไหน ว่าไว้อย่างนี้ ใครรู้ ก็เอามาให้หน่อย แต่อาตมาว่าไม่ผิดหรอก โดยใช้ปฏิภาณปัญญา ศีล 5 คือเบื้องต้น ก็เป็นที่รู้กัน แล้วโสดาบันคือเบื้องต้น ไม่ใช่เบื้องปลาย สกิทาฯกลางๆ ก็ว่ากันไป ก็ใช้อธิศีล อาตมาว่าศีล 8 คืออธิศีลของศีล 5 ศีล10 ก็คืออธิศีลของศีล 8 นะ สังโยชน์ 3 ข้อแรกที่บอกว่า สักกายทิฏฐิ เป็นเบื้องต้น ที่บอกกายให้รู้ ต้องอ่านสักกายะ ความรู้ความเห็นความเข้าใจ ก็ให้เรียนให้สัมมา ให้ถูกต้อง แล้วปฏิบัติสังโยชน์ 3 โสดาบัน ปฏิบัติสังโยชน์ 3 หนึ่ง ต้องรู้ว่า กายคืออะไร กายะ กาโยคืออะไร กาย คือ หมวด หมู่ ฝูง องค์รวม ของจิตเจตสิก หรือมีรูปประกอบด้วย ต้องมีรูปประกอบด้วย เพราะขยายว่ากายนั้น ต้องมีภายนอกด้วย ผู้ปฏิบัติธรรม จะปฏิบัติให้หลุดพ้น ต้องสัมผัส วิโมกข์ 8 ด้วยกาย

สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์ 8) ตอน วิโมกข์ 8 ถึงรูป 28 1 . ผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) คนตาบอดไม่มีรูปี ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส กายสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งก็เป็น รูป ผู้ที่จะมีรูปต้องมีอวัยวะ ทวารที่จะเกิดผัสสะ เกิดอายตนะได้ คือรูปี และรูปานิ คือรูปทั้งหลาย เช่น หัวไชเท้า เรามีตา (เราคือรูปี) สัมผัสได้ นี่หัวไชเท้านะไม่ใช่ท่อนซุง ทำไมใหญ่ขนาดนี้ พอเราสัมผัส หัวไชเท้าขาวผ่อง ชื่นใจน่ากิน องค์ ประชุมรูปนามคือกาย ก็เ กิดทันที อ่านสักกายะ คุณมีทิฏฐิเข้าใจแล้วอาตมาอธิบายไป เมื่อ คุณมีตา มีปสาทรูป สัมผัส เมื่อ ตาดำเนินการ โคจระ ไปสัมผัสกับ รูป ก็เกิดภาวรูปขึ้นมา เมื่อเกิด ภาวรูป แล้วก็อ่าน อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ จงแยกอย่าง ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จับอิตถีภาวะให้แม่น มันอยู่ในหทยรูปนั่นแหละ มันจะได้เลื่อนจากคำว่า กาย คือภายนอก แล้วเลื่อนมาดูที่หทัยรูป แต่ไม่ได้ ทิ้งภายนอกนะ (คำว่าหทยรูปนี้ คนทั่วไป แปลเป็นรูปธรรม เป็นห้องหัวใจจริงๆเสียอีก มันเพี้ยนไปไกลแล้ว) รูปมี 28 นามมี 5 นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ มันจะเกิด เวทนา แล้วใช้ สัญญา อ่านแยกแยะให้ได้ถึง เจตนา องค์รวมคือกา ย เจาะกายในกาย จะทะลุถึงเวทนา เจาะเวทนาเข้าไป จะรู้ถึงจิต แล้วมีเหตุในจิตคือ สราคะ สโทสะ สโมหะได้ แล้วทำให้วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ กำจัดให้ได้ เพราะเมื่อคุณเจาะได้ รู้จักเจตนา เจตนามี 3 มโนสัญเจตนา กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ตอนนี้ก็จัดการกามตัณหาให้ได้ ส่วนข้างในเอาไว้ก่อน ในเจตนาคุณก็ใช้สัญญาทำวิจัย กำหนดหมายรู้ให้ได้ อ่านอาการ ลิงค นิมิต ให้ได้ จะเจอ เวทนา 2 แยกได้ 1.เวทนาแท้ 2.เวทนาเทียม เป็นธรรมะสอง เป็นเวทนาสอง เมื่อวิจัยออกว่าตัวนี้คือ กามวิตักกะ พยาบาทสังกัปปะ ก็จัดการด้วยสมถะและวิปัสสนา ด้วยปหาน 5 รู้จักตัว สมุทัย คือกิเลส ทำให้เด็ดขาดสมุจเฉทปหาน ทำแล้วทำอีกทำทวนปฏิปัสสัทธิปหาน กำจัดได้ ก็เป็นเสขบุคคลเป็นอย่างน้อย มีส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ จนทำสิ้นอาสวะไปหมด กรอบของโสดาบัน ปฏิบัติแค่ศีล 5 เช่นถือศีล 5 ข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับของที่ไม่ใช่ของเรา ศีลข้อ 3 เกี่ยวกับเพศ ศีลข้อ 4 เป็นเรื่องวาจา ศีลข้อ 5 เป็นมโน เมื่อสัมผัสแล้วเกิดกิเลส เป็นสักกายะ วิจัยออกแล้วเป็นความรู้สึก ไม่ชอบมาพากล เป็นอิตถีภาวะ คุณก็จัดการกับอิตถีภาวะ ปฏิบัติ ตัวกิเลสสมุทัยในกาย ที่เป็นจิตมโนวิญญาณ เป็นกามจิต สัมผัสกับสัตว์ตัวนี้แล้ว ถ้าเป็นกาม ก็ว่าสัตว์ตัวนี้ น่าเอามาทำอาหาร หรือน่าจับมาใส่กรงไว้ ซึ่งมันก็อยู่ของมันตามธรรมดา เบื้องต้น ท่านว่าอย่าทำรุนแรง ศีลข้อ1 นี้ท่านว่าอย่าให้เกิดโทสมูล อย่าทำรุนแรง อย่าทำโทสะกับสัตว์ เมื่ออ่านรู้ตัวโทสะ ก็เป็นตัวสัตว์โอปปาติกะ คือสัตว์นรกที่ต้องกำจัด อยู่ในหทยรูป เมื่อสัมผัสสัตว์ในหทยรูป ก็เห็นชีวิตรูป เห็นแยกแยะอาการของจิต ที่เป็นชีวิตินทรีย์ ของสัต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน