590603_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ทานอย่างไรถึงได้นิพพาน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590603_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ เรื่องทานอย่างไรถึงได้นิพพาน ที่สันติอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม 2519 เราก็มาเริ่มที่ sms SMS 2 มิ.ย.2559 _0805925xxx · ก๊ากก๊ากก๊ากขำขำ:-)พ่ออ่าน! มอสอเจี๋ยมเจี้ยมแปลว่าเถระมอสอนิ่งเขินม่ายยกล้าแตะคร้า! ดับช่วงๆหมายถึงไม่ดันทุรังปรอทพังแต่งตั้งสังฆราชคร้าาาา! เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวยถ้าสิ้นสวยจงหยุดเถอะ55555 _0893867xxx · ขำsmsปฝ.กลิ้งหลุดโลกเลยคนอดหลับขับตานอนเฝ้าผู้เฒ่าผู้ป่วยหมดเบลอหายง่วงเลย!555เอิ๊ก!สกก. _0805925xxx · ธัมมี่สอนคนปายซาหวันดุสิตบุรีแต่ตนเองไอคุกคุก?หุหุ _0816800xxx · พ่อครู..คือพระแท้ๆของพุทธค่ะ _0805925xxx · ดาวยั่วมานู๋หมายถึงกิเลสผัสสะมากระทบคือกิเลสจายยคร้าพ่อ! 0893867xxx น้อมรับคำสัมผัสวิโมกข์8ด้วยกายจากพ่อครูซึ่งปฏิบัติระดับกายสักขีรู้สภาวะจิตถึงขั้นรู้รูปฌานจนบรรลุอาสานัญจายตนะสุดที่สัญญาเวทยิตนิโรธ!

พ่อครูว่า… มีแต่ศาสนาพุทธที่สัมมาทิฏฐิจึงสอนหมดสวรรค์ อสังสัคคะ หมดเลย สบายจบ หลักธรรมของพระพุทธเจ้าสอนกถาวัตถุ 5 กถาวัตถุ 10 อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวก อสังสัคคะ วิริยารัมภะ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ กถาคือคำพูด พูดแต่เรื่องให้มักน้อย อย่างธัมมี่สอนนี้สอนให้คนมักมาก เป็นการสอนที่นอกรีตนอกศาสนาพุทธ ครอบงำคนให้หลงงมงาย สะกดจิตคน มีอย่างที่ไหนตนกินขาดกินไม่พอ ไม่มีกินแล้วเอาเงินไปทำบุญหมดเลย อย่างบทความผักกาดหอม “เรื่องของเธอ” คำว่า “ภพชาติ”ไม่มีถิ่นที่ดินแดน ไม่กินขอบเขต มันเป็นการสร้างขึ้นมาโดยจิตตนเอง ตอนเป็นๆก็ยึดตอนเป็นๆ ตอนตายไปก็ยึดถือเช่นกันแม้ไม่มีร่าง ก็ตามก็ยึดถือ ไม่มีร่างกายนี้ คือตายไปแล้วไม่ได้ไปพบกับใคร ตายไปแล้วอยู่แต่กับตนเองไม่เกี่ย

อ่านต่อ

วกับใครเลย ตายไปแล้ว อยู่ในภพตนเอง ที่มีอนุสัยอาสวะ จะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ อาตมาเคยสรุปให้ฟังว่า ฝันอย่างไร ตายไปแล้วเป็นอย่างไร แต่เขาจริงกว่าตอนเป็น คุณเป็นๆนี่ ยังรู้สึกจริงจังแล้วนะ ตอนฝันก็จริงจังแต่ไม่ชัดเหมือนตื่น แต่ตายไปนี่ จะชัดเหมือนตอนเป็นๆ แต่ตกนรกอย่างนั้นจริงๆ ทุกข์อย่างนั้นอยู่อย่างนั้น มันทุกข์หนักคือตอนเป็นๆอยากได้อะไรก็ไปแสวงหา ส่วนมากที่อยากได้คือวัตถุรูป เป็นดินน้ำไฟลม ข้าวของทรัพย์สิน รูปรส กลิ่นเสียงสัมผัส แต่ตายไปแล้วไม่มี แต่คุณก็นึกว่ามันมีก็จะดิ้นรนแส่หา เป็นความดิ้นรนแส่หาของตัณหา เป็นนรกที่ทุกข์หนัก มันไม่ได้ของจริงตามต้องการแส่หา มันจะไม่สมใจ ไม่บริบูรณ์ไม่ได้ดังที่อยาก มันเป็นจิตนิยามเป็นอัตภาพมีพลังงานจริง พระพุทธเจ้าท่านมาสอนอนัตตาคือให้หมดตัวตน โดยเฉพาะตัวตนที่เป็นความเสพความสมใจบำเรอใจ เช่น ถ้าคุณอยากได้อาหาร นี่ดูมะม่วงโทน ถ้าคุณอยากกินตอนเป็นๆก็ไปเสาะแสวงหามากินได้ แต่ว่าตอนตายแล้วอยากกินก็ไม่ได้กินจริงๆ คำว่า “อนัตตา”ไม่ได้หมายถึงมะม่วงที่แยกสลาย แต่ที่ท่านให้แยกคือ กาย มโน จิต วิญญาณ คุณสัมผัสรส มันแข็งอย่างนี้ อ่อนอย่างนี้ คุณเคี้ยวเข้าไปรู้รส รู้เปรี้ยวหวาน กลิ่น มันก็เป็นของจริงที่ทุกคนไปกินก็เหมือนกันหมด แต่ความชอบหรือไม่ชอบนี้มันไม่มีจริง ต่างตนต่างเป็น ต่างมีไม่ตรงกันไม่เหมือนกันแต่มันแข็งมันอ่อน มันรสอย่างนี้ เท่ากันเหมือนกันหมด ถ้ามีมิเตอร์วัดก็จะเท่ากันตรงกันหมด แต่ที่ชอบหรือไม่ชอบนี้ไม่มีของจริง ต่างคนต่างคิด ตัวนี้ถ้าใครทำให้ไม่มีในอารมณ์ได้นี่แหละคือนิพพาน คือนิโรธ เป็นองค์ประชุมเรียกว่ากาย กายของผีนรก เทวดาสวรรค์ สมมุติเทพตัวนี้แหละที่เป็นองค์ประชุม(ธรรมะ 2) ที่มีผัสสะแล้วปรุงแต่งเป็นเวทนา เป็นกรรมฐานหลัก ผู้ใดทรงไว้ซึ่งความจริงได้คนนั้นมีธรรมกายแต่ผู้ใดยังอยากอยู่คือมีกายผี ธรรมกายนี้ คือตถาคต คือเรา ผู้ใดทำได้ผู้นั้นคือเรา คุณมาสัมผัสสิ่งนี้แม้มีตา หู จมูก ลิ้น กาย สัมผัสแล้วเกิดเวทนาสอง แล้วทำเอกสโมสรณาได้ แล้วมีพลังปัญญาชัดเจน ที่จะทำให้ไม่มีสองเลย ถ้าปัญญาคุณเต็มที่มันไม่เกิดในจิตเลย นั่นแหละคืออรหันต์เลย อันอื่นๆก็เหมือนกัน สัมผัส ต้องมีสัมผัส ไม่มีสัมผัสไม่มีฐานที่จะปฏิบัติ เว้นผัสสะเสียไม่เป็นฐานที่จะเป็นได้ ที่จะเรียนรู้ล้างตัวตนได้ ถ้าทำได้ หมดตัวตนได้ ตั้งแต่ให้เบาบางได้ ได้ส่วนแห่งบุญ พอหมดกิเลส ดับได้ก็ไม่มีส่วนแห่งบุญแต่หมดบุญ ก็รู้ความจริงที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง...จะเกิดญาณปัญญาวิชชา รู้ความจริง สัมผัสจริงเลิกได้จริง นี่คือความจริงที่เกิดจาก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ มีธัมวิจัย เกิดมัคคังคะ มีทิฏฐิที่เป็นทิฏฐิปัตตะ ในบุคคล 7 สายปัญญา 2. ธัมมานุสารี 4. ทิฏฐิปัตตะ 6. ปัญญาวิมุติ (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด) สัมผัสแล้วรู้ เห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วทำให้อาการสัตว์โอปปาติกะ สัตว์ผีที่เป็นตัวหลอกนี้จางคลาย ทิฏฐิก็เจริญขึ้น ธัมวิจัยเจริญสั่งสมเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ สายศรัทธา 1. สัทธานุสารี . > 3. สัทธาวิมุติ . > 5. กายสักขี . > (ต้องอาศัยวิโมกข์ 8) จะสายไหนก็ตามศรัทธาหรือปัญญาเมื่อมาเรียนตามธรรมะของพระพุทธเจ้า ก็จะได้ผลเช่นกัน แต่เป็นธรรมะสองลักษณะ เป็นเจโตและปัญญา สายธัมมานุสารี ไม่ใช้คำว่าปัญญานุสารี เพราะเริ่มแรกไม่มีปัญญา แต่เริ่มมีสัมผัสด้วย ทวาร 6 มีฐานปฏิบัติแล้วเกิดเวทนาจริง ไม่ใช่ระลึกด้วยสัญญา ศาสนาพุทธสัมผัสปฏิบัติจริงจึงมีองค์ประชุมของรูป นาม จึงจะมีพหิทา (ภายนอก)แล้วก็มีทั้งภายใน(อัชฌัตตัง) เป็นองค์ประชุมเรียกว่า กาย กายนี้มีสัมผัสนอกแล้วก็รู้เข้าไปข้างในเป็น กายในกาย เน้นว่าต้องมีสัมผัสภายนอกแล้วเข้าไปใน กาย ผู้ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงนี่แหละคือผู้ทรงธรรม อันเดียว หนึ่งเดียวกับของพระพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเป็นเรา เราเห็นรู้ มีความจริงตามความเป็นจริง ไม่มีสอง มีหนึ่งเดียว แต่คนมักจะไปติดตัวที่สองนี่แหละ เช่น เปรี้ยวเท่านี้ติด เปรี้ยวมากหรือน้อยกว่านี้ไม่ติด ติดก็ไม่พอใจเท่าไหร่ไม่ถึงใจไม่ถึงสุดที่เรายึดถือ อย่างธัมมี่ ไปปลอมแปลงสิ่งไม่จริง มันไม่ใช่ธรรมกายของพระพุทธเจ้าเลย ขออภัย พูดชัดว่าเป็นเปรตที่ยิ่งใหญ่ เป็นผีนรก ครอบงำความคิด ปรุงแต่งสังขารว่ายาวนานอย่างนี้ วิมานตอนเป็นไม่เท่าไหร่ไม่ยาวนาน สู้วิมานในอนาคตในภพที่จะได้นี้นานกว่า มากกว่า ดีกว่า สวยกว่า ปรุงแต่งหลอกสร้างยิ่งกว่าอะไร แล้วสร้างในสิ่งไม่มีวัตถุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ปั้นเพ้อพกไป แต่เขาจะฉลาดสร้าง มีตัวต้นแบบแล้วค่อยขยายให้คนรู้ว่ามันมีนะ แต่ที่จริงมันไม่มีตั้งแต่ต้นแล้ว เขาก็ต่อไปเรื่อยๆงอกไปเรื่อยๆจนคนหลงว่ามีสวรรค์มากมาย หรูหราขนาดนี้เหรอ เพ้อไปตาม เขาจึงเรียกว่า โรงเรียนฝันในฝัน

มาสู่พระไตรฯเล่ม 23 ข้อ 49 ทานสูตร [49] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีชื่อคัคคราใกล้จัมปานครครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมืองจัมปามากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค พวกกระผมได้ฟังมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด พวกกระผมพึงได้ฟังธรรมีกถาของพระผู้มีพระภาค ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายพึงมาในวันอุโบสถ ท่านทั้งหลายพึงได้ฟังธรรมีกถาในสำนักพระผู้มีพระภาคแน่นอน อุบาสกชาวเมืองจัมปารับคำท่านพระสารีบุตรแล้วลุกจากที่นั่ง อภิวาทกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ต่อมา ถึงวันอุโบสถ อุบาสกชาวเมืองจัมปาพากันเข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยอุบาสกชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแลและทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมี ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ทาน เช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่อง อุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช(เป็นเทวดาปลอม) สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่าตา ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อนคือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษีวาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดีไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษีวามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ จบสูตรที่ 9

พ่อครูว่า… ธัมมชโยนี่ต้องนับถือว่าเป็นผีบุญที่สะกดจิตเก่งกว่ารัสปูติน แล้วทำสำเร็จ จนรัฐบาลตอนนี้ยากจะจัดการ ตั้งรัฐพิเศษแล้ว พวกคุณที่ได้มาฟังอาตมาแล้วเข้าใจดีขนาดนี้ คุณอาจได้ฟังพระโพธิสัตว์องค์อื่นมาก่อนแล้วก็เป็นได้ ปรนิมิตวสวัตตี ครั้งนี้ที่เขาสร้างนี้ใหญ่มากสุดเลย ในข้อสุดท้าย ของการให้ทาน คือข้อที่ 7 จะได้เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ อาตมาว่าอย่างน้อย เป็นอนาคามีเลย คำว่าประโยชน์ที่หมายจริงๆคือทางศาสนาพุทธ ผู้ที่มาเรียนรู้ให้ดีแล้วจึงมีผลมาก อานิสงส์มาก คำว่า มีผลทาน คุณทำทานมาก แต่คุณไม่มีประโยชน์ ไม่มีอานิสงส์คุณไม่รู้ คุณก็ยึดติด แต่อันนั้นมีผลนะ ทำทานมากก็ได้ผลมาก คือ เช่นเอาเงินไปฝากแบงค์ 1 ล้าน คุณตายไปก็ได้ 1 ล้านไป คุณฝากไว้ 100 ล้าน ตายกลับมาก็ได้ 100 ล้าน แล้วคุณจะได้ยึดติด แต่คุณตายไปแล้วคุณมีผล คุณก็ได้ของคุณตามผลวิบาก เป็นของคุณทั้งนั้น แต่ประโยชน์ที่จะได้วิชชาคุณไม่มี อันแรกจึงมีผลมาก ไม่มีอานิสงส์แต่อันหลังนี้มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ผู้มีผลมากมีอานิสงส์มากด้วย ถ้าคุณจะไม่สูญก็ตั้งจิตมาเกิดได้ คุณจะมีบารมี เพราะอานิสงส์เก่า หลายคนเอาเงินมาบริจาคก็บอกว่าเอาของพ่อท่านมาคืน ก็ไม่รู้ชาติไหนก็ไม่รู้ล่ะก็เป็นอานิสง์เป็นผลของอาตมาแต่ชาติไหน ผลคือ ผลังวิปาโก ทำอย่างไรได้อย่างนั้นเป็นอย่างนั้น แต่อานิสงส์นี่คือวิชชา ผู้นี้มาเกิด มีผลมาก ถ้าคุณบรรลุแล้วก็เกิดได้ แต่คนที่ไม่มีอานิสงส์นี้ถ้ามีผลมากก็เพราะทำไว้มาก แต่คุณโง่ก็เต็มไปด้วยกาม ด้วยโทสะ โมหะ ร้ายแรง ก็ใช้อำนาจที่คุณมี อย่างที่หลายคนเป็น เกิดมามีบารมีพวกนี้แล้วทำซ้ำซ้อนโหดร้ายรุนแรงเพราะเขาโง่ ตามใจเขา เขาจะทำตามอารมณ์ สะใจเสียอย่าง จะเชิงกามหรือโรแมนติกอย่างไรหรือซาดิสม์รุนแรงก็อย่างไรทำตามใจเขา สรุปแล้วสะอาดกับไม่สะอาด ถ้าสะอาดก็เป็นผล หากไม่สะอาดก็ซับซ้อน หลงราคะโทสะโมหะไป แล้วสั่งสมไว้ในอนุสัย นึกว่าทำรุนแรงออกไปจะหมด แต่กลับจำหนักกว่าเก่าอีกนะ ซวยไหม นึกว่ารวย รวยน่ะรวยความเลวทราม ตอนตายไปในขณะคุณนึกว่ามีสวรรค์ อยากกินหวาน อยากกินตามอยาก นึกว่าตนมีตาหูจมูกลิ้นกาย ก็นึกว่ามีแต่ที่จริงมันไม่มีก็จะดิ้นรนไป เป็นความดิ้นรนแส่หาของตัณหา ไม่รู้ว่าตนดิ้นอะไรยิ่งกว่าคนเสี้ยนยา ดิ้นแล้วไม่ได้ก็ทำสารพัดที่จะทำที่เห็นคาตา แต่นั้นก็ดิ้นได้มากกว่า จะสร้างภพอย่างไรก็ทำ สรุปอย่างไปสร้างสวรรค์อย่ามุ่งผูกพันสะสมในดีนั้น แต่ทำดีแล้วก็เป็นผล ผลังวิปาโก แต่คุณอย่าไปตั้งจิตซ้อนว่าเป็นเราเป็นของเรา เป็นสัจจะคือสัจจะ ถ้าเราอ่านอาการจิต เราอย่าไปตั้งไว้ รีบเลิกๆ ระวังจะซ้อนลึก hidden agenta เป็นพลังแฝงซ้อน ต้องชัดด้วยปัญญาว่าอย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าไปตั้งจิตผิด จะเป็นยิ่งกว่าโจรหัวโจกทำร้ายโจรหัวโจก เข้าใจว่าทำดีแล้ววาง หยุดปล่อย ไม่หวังไม่ผูกพันไม่สั่งสม แล้วยิ่งตายไปแล้วจะไปมีมะม่วงระกำขี้หมาที่ไหนแต่เขาก็จะไปหลงเพ้อไป ก็พยายามเก่งที่สุดแล้วนะ ที่อธิบายนี่ อย่างธรรมกายต้องให้สร้างความหวัง ผูกพัน จิตสั่งสม แล้วหลอกว่า ชีวิตนี้แค่ร้อยปี แต่ชีวิตหลังตายไปนานกว่านั้นเป็นร้อยปีพันปี แล้วใครจะไปอวดเก่งรู้ได้ ที่ไปบอกว่า สตี๊ปจ็อบตายแล้วไปไหน แล้วก็มีคุณสมชายไปลองของ แกล้งบอกว่าพ่อตาย แล้วไปให้เขาทำนายว่าตายแล้วไปไหนทั้งที่พ่อคุณสมชายยังไม่ตาย เขาก็บอกว่าไปอยู่ที่ไหนๆ เสร็จแล้วคุณสมชายก็จับผิดได้ว่า เขาโกหกสร้างเรื่องเองทั้งนั้น พ่อผมไม่ได้ตาย ลูกศิษย์ลูกหาธรรมกายก็รู้กันว่าโกหกชาวบ้านชาวเมือง แต่กลับไม่ตื่นเลย เมายาของธัมมี่ไม่รู้เรื่องเลยน่าเห็นใจจริงๆ ที่นี่สิกขมาตุ สัจฉิกตา เคยไปที่โน่น เคยไปนั่งกับเขา แล้วไม่เห็นอย่างเขา ก็นึกน้อยใจเสียใจ แต่พอมาถึงอาตมาก็บอกว่าอย่าไปน้อยใจ ถ้าเห็นอย่างเขาก็เวรเลย เวรห้าร้อยละลายเลยหากเห็นอย่างเขาก็ไม่ได้มาพบอาตมาแล้ว ก็เป็นกุศลแล้ว อาตมาตั้งใจขยายให้ละเลียด ในเรื่องการให้ทาน แล้วพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัด ว่าตั้งความหวัง ผูกพัน สั่งสม อย่างที่นายไชยบูลย์หลอกคนเลย นี่คือตัวหัวหน้าสัตว์นรกที่ไปหลอกคนเป็นๆขณะนี้ เขาทำได้ผลจนเป็นบัลลังก์จนรัฐบาลเอาไม่ค่อยลง ยากอย่างไรก็ขอให้กำลังใจรัฐบาล นี่เป็นร้ายกว่าผีบุญยุคก่อนๆ ซับซ้อนใช้เลห์เหลี่ยม ดูเหมือนยิ่งฉลาดแต่ยิ่งโง่งมงาย อาตมามาทวนเทวดา 7 ชั้นอีกนิดหนึ่งก่อน จตุมหาราชิกา เป็นอำนาจใหญ่ แล้วไม่ได้หายไปนะ อย่างธัมมี่นี่มีพลังนะกดไว้หมด แล้วไปหลงเสพเป็นดาวดึงส์ เป็นภพที่ 33 แล้วมีอาการ ของภพดาวดึงส์ ที่จริงมันไม่มี แท้จริงคุณมี 32 อาการเท่านั้น ถ้าไปหลงอะไรก็แล้วแต่ หลงว่าเล็บเป็นเราของเรา ผมเป็นเราของเรา หลงกับตับไตไส้พุง หลงกับองคาพยพทุกอย่างก็มี แต่ว่าถ้าไปหลงอาการ 33 ที่มันไม่มีจริง แล้วก็ไปหลงปั้นเอง ลมๆแล้งๆ คนหลงติดก็มีจริง ปั้นมาจนเป็น psychosis ก็ได้ ปั้นจนป่วยอย่างธัมมีก็ได้ ปั้นให้หนังเหนียวก็ได้ เช่น สายอาจารย์มั่นสะกดจิตจนเห็นคนนี่เป็นโครงกระดูกได้เลย มีฤทธิ์ที่จะเสกควายใส่ท้องคนได้ อย่าไปวุ่นวายกับมันเลย แต่พระพุทธเจ้าทรง ดูกร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน ? คือ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา 8 เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339-341) แล้วคุณไปดีใจที่ทำเลวได้สำเร็จ เป็นจตุมหาราชิกา เป็นดาวดึงส์ แล้วก็อยากให้เป็นนานๆ เป็นยามา อยากเป็นสส.ทุกสมัยอีก แก้กฏหมายเอาเองเลย ยามาคือให้มีอำนาจมากอยู่ได้นานเท่านาน ใจเขาอยากแต่เขาเป็นได้เท่าที่เป็น ส่วนดุสิตนั้นพักยกโดยธรรมชาติก็พัก เป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา วางเฉยหยุดพัก ในโลกีย์ก็มีดุสิต แต่โลกุตระไม่พักยก เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ปรมิตมิตวสวัตตี ก็คือมีผู้อื่นทำให้แก่ตนเองมีอำนาจ มีบริวารมากหลากหลายอย่างธัมมี มีคนมาช่วยหมดเลย แล้วที่เขาได้อำนาจ นี่อย่างธัมมี่นี่ฤทธิ์เลว นะ พวกคุณรู้ แต่เขาไม่รู้ จนกว่าจะมาล้างได้ ใช้ไฟฌาน ที่ไปล้างทำลายไฟโทสะ ไฟราคะ ไฟโมหะ อย่างธัมมชโยนี่ลีลา สุภาพเรียบร้อยไม่มึงมาพาโวย อย่างโพธิรักษ์ สวยทั้งหน้าตา ขนาดสวยแล้วก็ยังทำช้า เขาเต่งตึง แต่โพธิรักษ์นี้ หน้าเหี่ยวกระดำกระด่าง เขาพริ้ง ฟรุ้งฟริ้งมากเลย ขอบอกว่าอาตมาถล่มเขานี่ ไม่มากเท่าที่เขาเป็นนะ เราจะรู้จักหน้าตาของเทวดา 6 ชั้น แต่มันมีจริงสำหรับคนโลก ผู้ใดทำให้หมดจากตนได้ เป็นผู้ประเสริฐ มาสู่พรหม 16 ชั้น 1 รูปพรหม 1.1 ชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ พรหมบริวาร 1.2 ชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ คือผู้รู้ เป็นครู 1.3 ชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ คือผู้คุมเลย แต่วิชชาจะยึดว่าพรหมคือผู้ยิ่งใหญ่ เรานี่แหละใหญ่ ๆ 1.4 ชั้นที่ 4 ปริตรตาภาภูมิ คำว่าอาภา คือแสง อย่างจำกัดขอบเขต 1.5 ชั้นที่ 5 อัปปมาณาภาภูมิ คือแสงหาประมาณมิได้ 1.6 ชั้นที่ 6 อาภัสราภูมิ รวมแล้ว ดีสุดคืออาภัสรา ประภัสสรเลย 1.7 ชั้นที่ 7 ปริตตสุภาภูมิ 1.8 ชั้นที่ 8 อัปปมาณสุภาภูมิ 1.9 ชั้นที่ 9 สุภกิณหาภูมิ อัน 1.10 ชั้นที่ 10 เวหัปผลาภูมิ 1.11 ชั้นที่ 11 อสัญญีสัตตาภูมิ 1.12 สุทธาวาส 1.12.1 ชั้นที่ 12 อวิหาสุทธาวาสภูมิ 1.12.2 ชั้นที่ 13 อตัปปาสุทธาวาสภูมิ 1.12.3 ชั้นที่ 14 สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ 1.12.4 ชั้นที่ 15 สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ 1.12.5 ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ 1.12.5 ชั้นที่ 16 อกนิฏฐสุทธาวาสภูมิ 2. อรูปพรหม 2.1 ชั้นที่ 17 อากาสานัญจายตนภูมิ 2.2 ชั้นที่ 18 วิญญาณัญจายตนภูมิ 2.3 ชั้นที่ 19 อากิญจัญญายตนภูมิ 2.4 ชั้นที่ 20 เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ พ้นทุกพรหม เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน