590602_โอวาทวันไหว้ครู สันติอโศก โดยพ่อครู.docx
เนื้อหาในไฟล์
590602_โอวาทวันไหว้ครู ที่สันติอโศก โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า… วันนี้ที่เราได้สมมุติกันว่าเป็นวันไหว้ครู เราก็มาไหว้ครูกันเป็นพิธีการต่างๆทำกันไปเท่าที่เราจะสามารถสร้างองค์ประกอบที่ดีอย่างไรก็ว่ากันไป ครูคือผู้ที่จะสั่งสอนเรา นักเรียนก็ควรเคารพกตัญญูกตเวที การศึกษาของพระพุทธเจ้านั้นมีอย่างเดียวคือไตรสิกขาซึ่งรวมวิชาไว้หมดรวมเรียกว่าโอวาทปาติโมกข์ โอวาทปาฏิโมกข์เป็นคำสอนหลัก ศีลเป็นพื้น สมาธิ ปัญญา ศีลเป็นกรอบปฏิบัติไม่ว่าจะเด็กหรือคนโต คนแก่ เริ่มต้นศึกษาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าเรียกว่าศีล ไม่ว่าวัยไหนก็อยู่ในกรอบศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 กาย(ศีล 1-3) วาจา(ศีลข้อ 4) ใจ (ศีลข้อ 5) ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องมีศีลสมาธิปัญญาประกอบกันอยู่ในขณะทำกรรมการงาน ทำอาชีพ มีความคิด ทุกเวลา ทุกกรรมกิริยา ในมรรคมีองค์ 8 คือทฤษฎี หลักสูตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วเราก็ปฏิบัติให้เกิดผล ผลที่ว่านี้ คือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ศีลกับปัญญาทำให้เกิดอธิจิต อธิปัญญา ตามกรอบของแต่ละคน เช่น ศีล 5 เราก็ต้องรู้ในกรอบที่เกี่ยวกับสัตว์โลก ในขณะทำกรรมการงาน อาชีพ ในขณะคิด เราละเมิดความรุนแรง มีความหวังดี ปรารถนาดีต่อสัตว์โลกหรือไม่ในศีลข้อ 1 ให้ระวัง ศีลข้อ 2 ระมัดระวังของๆเรา ของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา อย่าไปโลภเอามาให้แก่ตน โดยหลักเกณฑ์ไปเอาของคนอื่นมาเป็นของเราไม่ได้ ต้องระวังสังวร ไม่ว่าจะเป็นเด็ก นักเรียน หนุ่มสาว กลางคน แก่เฒ่า ต้องมีศีลกัน เมื่อเป็นพุทธ ชีวิตคือไตรสิกขา คือการศึกษา 3 ศีลข้อ 4 ก็วาจา ศีลข้อ 5 ก็เข้าถึงใจ ศีล 5 ข้อนี้ขัดเกลาถึงจิตใจไม่ใช่ขัดเกลาแค่กาย วาจา สมาธิก็ไปนั่งเอา ไม่ใช่เลย ต้องระวังสังวรทุกขณะดูว่า มีกิเลส ราคะโทสะโมหะเกิดหรือไม่ แล้วกำจัด ศีลข้อ 5 เป็นเป้าหมายให้รู้ว่า
อ่านต่อ
เรามีกิเลสในศีลข้อ 1-4 นี้แหละ กิเลสก็มี 3 อย่าง โดยเฉพาะศีลข้อ 5 ต้องรู้ไม่โหมะหรืออวิชชา ในการดำเนินชีวิต ทำกรรมกิริยา เราจะพูดจะคิดอยู่ก็ต้องรู้ว่า เราผิดในศีล 5 นี้หรือไม่ สอนกันมาตั้งแต่เด็กจนโต ให้สังวรสำรวมอินทรีย์ 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เราสามารถที่จะลดละกิเลสนั้นได้ อันนี้คือธรรมะของพระพุทธเจ้า ยิ่งนร.สัมมาสิกขาทุกแห่งทุกที่จะต้องรู้หลักเกณฑ์นี้แล้วประพฤติอันนี้ได้ ถ้าทำไม่ได้แม้เรียน 6 ปี 12 ปีก็ไม่ถือว่าผ่านรร.นี้เลย ได้แต่รับรู้วิชาการที่รร.ไหนๆในโลกก็ทำได้ แต่ถ้าผ่านสัมมาสิกขาแล้วต้องได้รับความรู้อันนี้ ที่กล่าวไปข้างต้น ค่ายนี้มีแค่ ม.5 ทุกรร. ถ้าเราสามารถปฏิบัติตามที่หลวงปู่พูดนี้ จะเกิดจิตใจเจริญ มีผู้ให้ขยายความคำว่า “กตัญญู” ... จิตใจคนจะกตัญญู “กตัญญู”หมายความว่า รู้จักบุญคุณของผู้ที่มีคุณค่า คำว่า “บุญ”นี้ลึกซึ้ง แต่ทุกวันนี้เขาไปแปล บุญเพี้ยนไปเป็นกุศลไปหมดไม่ได้เรียนรู้ปรมัตถ์เลย “กตัญญู”คือการตอบแทนคุณด้วยภูมิปัญญา กต + อัญญู คำว่า “กต” แปลว่าเสร็จไปแล้วผ่านไปแล้ว สิ่งใดผ่านมาแล้วในชีวิต เราก็ให้เห็นความสำคัญแล้วเราได้สิ่งที่ดีจากคนนั้นคนนี้ ก็ต้องระลึกคุณค่าประโยชน์ ในมิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า สิ่งที่เจริญพระพุทธเจ้าท่านย่อไว้ 4 คำคือศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ผู้มีความกตัญญูรู้คุณ เช่น ลูกรู้คุณพ่อแม่ จะตอบแทนลูกก็ต้องเป็นผู้สามารถมี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา จาคะ คือการสละออก ไม่ใช่แค่กาย วาจา แต่ต้องถึงจิต ให้แล้วจิตไม่เดือดร้อน ให้คือให้ จิตไม่เอาอะไรจากการให้ ให้อย่างจิตสะอาดบริสุทธิ์ จะกตัญูญูรู้คุณต่อผู้ให้ประโยชน์ต่อเรา แล้วเราก็ต้องตอบแทน ด้วยคุณค่าความดี คุณค่าความดีสูงสุด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเลยว่า แม้จะตอบแทนด้วยการหาบ้านเมือง หาอาณาจักรมาให้พ่อแม่ หรือะเอาพ่อแม่มาเลี้ยงดูแบกบนบ่าเลย การตอบแทนนั้นไม่สู้การให้พ่อแม่มามี ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา รู้จักศรัทธาในศาสนา แล้วมีศีล จนสามารถจาคะ เอาออก เขามาเรียนที่นี่ ทำงานสร้างสรร ช่วยปัดกวาดเช็ดถูได้ก็เป็นการตอบแทน หรือแม้แต่เฉพาะบุคคลก็ตาม ความกตัญญูในมนุษย์นี้ยิ่งใหญ่กว่าเดรัจฉาน เดรัจฉานก็มีบางชนิดที่รู้คุณกตัญญูกตเวที เราเป็นคนแล้วไม่มีกตัญญูกตเวทีผู้มีคุณต่อเราเราก็เลวกว่าเดรัจฉาน ต้องสังวรต้องคิดให้ดี ต้องมีความกตัญญู คือทดแทน ทำงานทดแทนช่วยเหลือมีเงินก็ใช้แทนทดแทนได้ เอาข้าวของทดแทนก็ได้ แต่พวกเราไม่ได้เน้นวัตถุ เราเน้นเรื่องกรรมการกระทำเราเน้นกายจาจาใจ ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ทำคุณค่าประโยชน์แก่ผู้นั้น สถานที่นั้น กลุ่มนั้น แม้จะทดแทนคุณประเทศชาติ อันนี้เป็นกตัญญู กตัญญู ฟังให้ดี ให้เข้าใจ คือการแสดงออกทางกาย วาจา ใจที่เป็นประโยชน์ต่อผู้มีคุณต่อเรา คนไหนไม่เคยทำประโยชน์คุณค่าต่อเรา เราก็ทำประโยชน์ให้เขาได้ อันนี้ก็ยิ่งมีคุณค่า แต่ถ้าเราไม่ได้ทำประโยชน์ต่อผู้ที่มีคุณค่าต่อเรา เราก็เลวมาก พวกเรามาอยู่ที่นี่ก็ได้รับคุณ ได้อาศัยได้กินฟรีอยู่ฟรี อุปโภคบริโภค ได้ศึกษาเล่าเรียนฝึกฝน ศีลเด่น เป็นงาน วิชาการ ไม่ใช่เหมือนทางโลกที่เรียนแต่วิชาการให้รู้เท่านั้น ไม่เหมือนเรา โดยเฉพาะศีลเขาไม่เอาเลย เป็นงานก็ได้นิดหน่อย วิชาการมีมาก แต่ของเราเอาศีลเด่นเป็นหลัก 40% เป็นงานรองมา 35% แล้ววิชาการ 25% เราให้วิชาการไม่ได้ด้อยกว่าที่กระทรวงให้มา พวกเราไปสอบเรียนต่อที่อื่นเขาไม่ได้สอบศีล ไม่ได้สอบเป็นงาน แต่เด็กเราสอบวิชาการแล้วได้สอบได้กับเขา นั่นคือ นร.ได้วิชาการ แถมได้ศีลเด่น เป็นงานด้วย เด็กเราได้รับประโยชน์มากกว่าข้างนอก 3 เท่า ผู้ที่สู้ได้อยู่ได้ก็อยู่ ผู้ไม่ไหวก็ไปข้างนอก สบายตายชัก พ่อแม่ให้เอาแต่เรียนๆๆ มีเวลาไปศึกษานอกสถานที่น้อยมาก งานการไม่ได้ทำ เราพาเด็กล้างส้วม เขาก็หาว่า เราให้เด็กเรียนอะไรไม่รู้ ให้ล้างถ้วยชามทำกับข้าวกับน้ำ ทั้งที่เป็นงานที่เป็นชีวิตจริง ข้างนอกเขาหาว่าสอนอะไรไม่ได้เรื่อง แต่คุณนั่นและที่ไม่รู้เรื่อง เอาแต่สอนวิชาการที่เอาไปเอาเปรียบเอารัดสังคม ขอพูดอย่างตรงๆจริงใจ พวกเรานี้ ให้ ความสามารถความรู้คุณธรรมติดตัวไปจริงๆ แล้วสืบต่อไป เพราะข้างนอกเขาขาดศีล ขาดเป็นงาน เขายิ่งศึกษาไปวิชาการเสียมาก นอกจากบางอาชีพ เช่น เรียนทหารต้องยิงปืนเป็น เรียนแพทย์ต้องฉีดยาเป็น ผ่าตัดเป็น วิชาเทคนิคต้องทำงานเป็น ส่วนสามัญนั้นแค่เรียนวิชาการสอบได้ก็จบ หลายสาขาก็เป็นเช่นนี้ รัฐบาลนี้พยายามเน้นมาที่อาชีวะ อาชีพ ก็อนุโมทนาด้วย ที่เริ่มรู้สึกเข้าใจแล้วว่า การศึกษาล้มเหลว ไม่ตื่นตัวไม่รู้เลยว่าอโศกทำมา 20 กว่าปีแล้ว กระทรวงศึกษาธิการไม่แยแส ดีไม่ดีปิดกั้นด้วยเลยซวยเลยยุคนี้ จะเอาสิ่งมีคุณค่าประโยชน์ให้ก็เข้าใจไม่ได้ มองไม่ออกแล้วหาว่าเรานอกรีตอีก เป็นยุคความสว่างน้อยลง ผู้ใดมีบารมีมาศึกษาที่นี่ได้ก็อนุโมทนา พวกเราชาวอโศกต้องการให้คนมาสร้างคน มีความรู้ในสัจธรรมทั้งหลาย ความเป็นชีวิตสังคม เพื่อจะได้เป็นคนที่มีชีวิตในสังคมให้ดี พาสังคมนี้เจริญดี ไปรอด โดยจุดสำคัญที่สุดคือรู้จักความเป็นคนที่เป็นอาริยะ คนประเสริญ คนอาริยะคือคนมีศีล คนมีทาน คนมีกรอบดำเนินชีวิตไปตามลำดับ มีกรอบที่ไม่ไปรุนแรงเบียดเบียนชีวิตคนอื่นที่เป็นความเสื่อมต่ำของคน มีปัญญา แล้วก็ทำได้ตามลำดับ สมบัติพัสถาน ต้องเป็นคนลงมือทำเองที่นี่สอนให้คนเป็นงาน พาทำงานเท่าที่สังคมเรามีเป็น บ้าน วัด โรงเรียน เราสร้างหมู่กลุ่มเอาเด็กนร.มาสอนเพื่อให้รู้จักการเป็นอยู่ของสังคม สังคมที่นี่มีงานอะไร ตั้งแต่เช็ดปัดกวาดถู ทำกับข้าว เด็กพวกเราก็ทำได้ แม้งานชั้นสูงก็ทำได้ ผู้ใดมีความสามารถก็ให้ทำ งานสื่อสารต้องทำ งานออกโทรทัศน์ก็ทำ ใครใส่ใจสนใจ งานของชาวอโศกที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ ไม่ใช่งานมิจฉาชีพ ที่นี่คัดอยู่แล้ว จึงพาพวกเราทำงานเท่าที่เราจะทำได้ เด็กนร.ที่มาที่นี่จึงได้ทำงานเป็นงานเท่าที่เราจะสามารถทำให้เด็กๆทำได้ เพราะการเรียนการสอนอยู่ในงาน เป็นคนที่ได้รับศีลธรรมและเป็นงาน ทั้งวิชาการ ที่นี่สอนนร.ไปก็ดี ปชช.ส่วนอื่นที่ไม่ใช่นร. จะมาอยู่เป็นสมาชิกชาวอโศกตามกฏเกณฑ์ไม่มีอบายมุข ถือศีล 5 อย่างต่ำ กินมังสวิรัติ แล้วศึกษาอยู่จนตายเลย เป็นสาธารณโภคี ครอบครัวใหญ่ อยู่ช่วยทำงานทำการไป หลวงปู่ทำมา จะเข้า 40 ปีแล้วแล้วก็จะทำต่อจนตาย เป็น บ้าน วัด โรงเรียน เราจะมีงานอโศกรำลึก เพื่อระลึกว่าเราทำอะไร จึงตั้งชื่อว่า สีหนาท คือพูดออกไปให้ดังๆ ให้เกิดการรับรู้ไป ไม่ว่าจะนร.ทุกคน ผู้มาทุกคนก็อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ ในไตรสิกขา แล้วจะเกิดความรู้ปัญญา เป็นงาน มีศีลธรรมเกิด นี่คือเจตนามุ่งหมายของอโศกตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้ แค่กตัญญูนี้เป็นเรื่องนิดเดียวในคุณงามความดีของมนุษย์ ส่วนความเป็นคนที่ชาวอโศกหรือหลวงปู่พาทำนี้ ไม่ว่าคนทุกระดับในนี้ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้เกิดการศึกษาฝึกฝนตนเองให้เจริญให้รู้ให้ทำได้ด้วย ทั้งวัตถุภายนอก รู้ทางกรรมกิริยาทางกายวาจา เป้าหมายหลักคือ 1.ให้จิตสามารถรู้ได้เลยว่า ให้จิตเป็นคนอย่างไรที่จะต้องลงตัว จิตต้องรู้ว่า จิตเราไม่ฆ่าสัตว์ จิตนั้นลงตัวเลยว่าไม่ฆ่าสัตว์เลย แม้จะรู้ตัวไม่รู้ตัวก็ไม่ทำ 2. ของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา โดยกาย วาจาไม่ทำไม่เอาของคนอื่นใจก็ลงตัว รู้ว่าเป็นของคนอื่น ไม่คิดอ่านที่จะเอาของคนอื่น 3. ราคะ เรื่องเพศผู้หญิงผู้ชายไม่ละเมิดศีลธรรม ในเรื่องกามราคะ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราก็ไม่เอาไม่ไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่หยาบ เช่น การพนันที่เขาว่าเป็นสวรรค์สัคคะ ไม่เอา เราอสังสัคคะ ใจเราก็สุข ไม่ได้สุขเพราะไปเล่นพนัน เราไม่มีสวรรค์แบบนั้นแล้ว ผ่านพ้นแล้ว มีศีล 5 เป็นพื้นฐาน ถ้าทำได้ถึงจิตเราจะได้บรรลุไตรสิกขา เป็นวิมุติเป็นนิพพานเป็นนิโรธได้ในที่สุด นี่คือเป้าหมายที่ชาวอโศกเริ่มต้นทำ พาทำ แล้วทำได้ แล้วจะทำต่อไป อโศกรำลึกก็ระลึกว่า 45 ปีที่ทำมา เพชรพุทธสุดยอดศิลป์เพื่อทวงบุญทวงคุณว่าได้ทำอะไรมาบ้างให้แก่สังคมประเทศชาติที่เกิดเป็นพุทธ เป็นศาสนาเป็นธรรมที่เจริญ ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการทำมาตลอด เพื่อบรรลือสีหนาท ศาสตร์ที่มีคุณค่าประโยชน์ที่เราทำแล้วเป็นประโยชน์คุณค่าต่อคนอื่น แต่ในโลกีย์เขาจะตีราคา ผลผลิตแรงงานความรู้ของเรา ที่จริงแค่ 10 แต่จะเอามากกว่านั้นมากๆ นี่คือวิธีการโลกที่เลวร้าย ราคาของแรงงานผลผลิตที่ควรเป็น เขาจะต้องเอาแพงกว่า นี่คือความคิดแนวคิดที่เลวร้ายของระบบทุนนิยม เราต้องมาแก้กลับต้องมาเอาถูกลง เป็นความขาดทุนของเราคือกำไรของเราอย่างในหลวงตรัส แต่ไม่ว่าจะนักวิชาการหรือไม่ว่าจะข้าราชการกลับไม่ใส่ใจ กลับไปเอารวยๆ ธรรมกายจึงมีคนศรัทธามาก ในหลวงท่านทำงานเป็นจริยวัตรเลย คนจึงศรัทธาลึกซึ้งและมากล้น อาตมาตั้งใจว่าจะทำให้ประเทศเราสร้างสรรให้ได้เยอะแล้วไล่แจกคนอื่น เอาจำนวนที่มีเหลือ ไปขายให้เป็นของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด ไม่ใช่ไปขูดรีดเอาเปรียบประเทศอื่น อย่างนั้นเลวแล้ว สำนักธรรมกายที่สอนให้คนรวยๆ หายใจเข้าออกเอาแต่รวยอย่างนี้ขัดแย้งกับคำสอนในหลวง แล้วมีวิธีการตลาดในหลวงท่านตรัสเพื่อให้ข้าราชการผู้ทำงานแทนในหลวงช่วยบริหารก็ทำให้คนชอบความจน แต่สู้คนชอบความรวยอย่างธรรมกายทำไม่ได้ จึงเกิดวิกฤติชาติเช่นนี้ ผู้นำธรรมกายทำตอนนี้เป็นผีบุญ สั่งสมกำลังคน จนท.รัฐจะไปจับไม่ให้จับ นี่ผีบุญ 100% เลย ก็ต้องโทษข้าราชการ หรือผู้ที่รับสนองนโยบายไปสอนประชาชนนั้นทำไม่สำเร็จสู้ชิตังเมโป้งรวยแบบธรรมกายไม่ได้ จนเกิดเขามีอำนาจบาทใหญ่ไปทั่ว