591219_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบข้อเขียนเพียรพ้นนิโรธฤาษี.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591219_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบข้อเขียนเพียรพ้นนิโรธฤาษี โดยพ่อครูสมณะ โพธิรักษ์

สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม 2559 ที่บ้านราชฯเมืองเรือ ตอนนี้มีนักเรียนโรงเรียนฮั้วเฉียวอุบลราชธานี 2 มาฝึกอบรมคุณธรรมที่บ้านราชฯ เราก็มาฟังธรรมกัน ให้เกิด อานิสงส์ 5 ประการของการฟังธรรมคือ 1. ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง (อัสสุตัง สุณาติ) 2. ย่อมเข้าใจชัดในสิ่งที่ได้ฟังแล้ว (สุตัง ปริโยทเปติ) 3. ย่อมบรรเทาความสงสัยเสียได้ (กังขัง วิหนติ) 4. ย่อมทำความเห็นให้ถูกตรง (ทิฏฐิง อุชุง กโรติ) 5. จิตของผู้ฟังย่อมเลื่อมใส (จิตตมัสสะ ปสีทติ) (พระไตรปิฏกเล่ม 22 ข้อ 202)

พ่อครูว่า… มาตอบรับ sms SMS วันที่ 18 ธันวาคม 2559 (รายการวิถีอาริยธรรม) _ 0817520xxx อยากทราบว่า จะขอเซฟรูป 5 วิธีสู่วิมุตติ ที่ออกหน้าจอทีวีรายการ ได้ที่ไหนคะ บางทีเห็นรูปที่ขึ้นจอ ก็อยากส่งต่อให้เพื่อนค่ะ ขอบคุณค่ะ ตอบ…(รูป 5 วิธีสู่วิมุตติ สามารถเข้าไปใน เฟสบุ๊ค Sudanthamได้) คนที่ใส่ใจในการฟังธรรมนี้ หายากยิ่งกว่างมเส้นผมในมหาสมุทร อาตมาบรรยายมา จะ 50 ปี ก็ยังไม่เบื่อในการสาธยายธรรมเลย ก็มีคนติดตามฟังธรรมอยู่เหมือนกัน เป็นเรื่องพิเศษ เราบรรยายธรรมะ เงินทองลาภยศอะไรก็ไม่ได้ อาตมาไม่ได้ทำเพื่อต้องการสิ่งนั้น สรรเสริญก็ไม่ได้ เขานินทาด้วยซ้ำ สุข ก็บรรเทิงในธรรม บางครั้งบางคราว อาตมาก็สนุกสนานในการสาธยาย จนลืมไอเลย คนฟังของธัมมชโยเขาเป็นแสน ของเรานี่เป็น 2, 3 อย่างดีก็ 4 แต่ของเขาเป็นแสน แม้แต่ถึงวันนี้ อาตมาอายุย่างเข้า 83 แล้วก็ยังจะต่ออายุขัย เพื่อที่จะแสดงธรรมต่อไปอีก แม้จะมีคนน้อย ดูเหมือนไม่ค่อยก้าวหน้าเฟื่องฟูเหมือนธัมมชโย หรืออย่าง ธรรมกายเขา แต่มันตรงกันข้ามกันเลย ที่อ

อ่านต่อ

ธิบายธรรมะไป ตรงกันข้ามทุกมุม เอาอย่างชัดและง่าย เมื่อเขายื่นข้อหา อาตมาก็เดินเข้าไปให้ปากคำให้การเลย แต่นี่เขาเดินหนี ขนาดผู้ที่เรียนมาเพื่อจับคนหนีคดีโดยเฉพาะ คัดเลือกมาจากกองตำรวจเรียกว่า DSI ยังทำอะไรไม่ค่อยได้ อย่างคำว่า อัปปิจฉะ คือมักน้อย ปฏิบัติตนเรื่องมักน้อย จนหมดตัวจนสูญ นี่คือทิศทางของศาสนาพุทธ แต่ธรรมกายนั้น พากันไปมักมาก ออกนอกรีตศาสนาพุทธ ไปจนสุดทาง คนไทยไปหลงงมงาย สิ่งที่ออกนอกรีตศาสนาพุทธ เห็นแล้วก็ยิ่งน่าสงสาร ก็ยิ่งอยากจะอธิบายให้เขาฟัง แต่เขาก็ปิดประตู ช่องนี้ช่องเดียว ธรรมกายคงไม่ฟังช่องบุญนิยมทีวี คนเหล่านี้ งมงายยิ่งกว่าควาย ให้สัญญาณเขาก็มาแล้วไม่ต้องจูงเลย มา Pretend มาเสแสร้งแกล้งทำ มาสวดมนต์ เสแสร้งมาสวดมนต์ แต่ที่จริงมาสร้างกำแพงมนุษย์ คนที่มีปัญญาก็พอรู้ แต่โดยสิทธิมนุษยชน เขาทำได้ ประเทศไทยก็ดีแสนดี ตอนนี้ไม่ทำอะไรรุนแรง เพราะว่าประเทศไทยกำลังเป็นประเทศ ที่อยู่ในภาวะความดี เพราะฉะนั้น ความชั่วจัดจึงได้ใจ เพราะความดี ไม่ทำอะไรความชั่วจัด เขาก็ยิ่งทำกรรมลึกไป เขาได้วิบาก ผลของการกระทำ อกุศลนี้หนักขึ้นๆ โดยเขาไม่รู้ตัว ไม่มีปัญญารู้ สำนักธรรมกาย ไม่มีความรู้เรื่องธรรมะ รู้แต่เรื่องหลอกลวงคน รู้แต่เรื่องโลภโมโทสัน หาวิธีพลิกแพลง เพื่อบำเรอตัวเองเต็มที่ ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธ อย่าง 180 องศาเลย

_0893867xxx คนนอกศาสนาเขาวิจารณ์ศาสนาประเทศนู้นประเทศนี้ช่างเขาเถอะ! เราก็ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนในพระศาสดาของพุทธศาสนาให้เกิดประโยชน์สุขสร้างความสงบสันติให้ร่มเย็น ตามรอยพ่อฯต่อไปดีกว่า! _0893867xxx พระเจ้าใครๆก็รัก! พระธรรมคำสอนใครๆก็นับถือ! อย่าไปใส่ใจศาสนา 1 ในประเทศต้นตอนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์! ศาสนา 1ในประเทศต้นตอสงครามโลกนิวเคลียร์ 1 กับ 2! ศาสนา 1ในประเทศต้นตอสงครามก่อการร้าย! ศาสนาในประเทศนั้นยังสร้างสงบสุขสันติภาพในประเทศตัวเองยังไม่ได้ ซ้ำลามไปทำลายทั่วโลก! เชื่อในตถาคตดีที่สุด ตอบ...มีคนไปสัมภาษณ์สาวกธรรมกาย ว่ายอมตายแทนได้ เหมือนกับลัทธิที่ให้คนมากินยาฆ่าตัวตาย เมื่อหลายสิบปีก่อน (จิมโจนส์) มหาเถรสมาคมไม่มีฤทธิ์ ไม่มีปัญญาจัดการ

_0893867xxx พุทธศานิกชนไทยแท้เชื่อในคำสอนของพ่อหลวงฯที่ถูกตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าที่สร้างประโยชน์สุขส่วนรวมอย่างถูกต้องชอบธรรมที่ดีที่สุดในโลก! _0893867xxx ต่อให้พ่อครูอ่านได้24ชั่วโมง ผู้น้อยก็ฟังได้24ชั่วโมง! ธรรมะที่ถูกตรง ไม่เคยทำให้เมื่อย แต่อธรรมหัวโล้นที่บิดเบือนธรรมะ ทำให้เมื่อยเนื้อตัวปวดหัวล้าน เหนื่อยหัวใจร้อยวันพันชั่วโมง เอวัง(เวง)

มาดูคอลัมน์: สมาธิชาวบ้าน: ใจที่ถึงธรรม อ.บูรพา ผดุงไทย หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แทบลอย

ธรรมะของผู้ที่ถึงธรรม เกิดขึ้นจากในใจเราเอง ไม่ต้องไปหาฟังธรรมที่ไหน แต่ตอนแรกที่เรารู้จักธรรมนั้น ต้องอาศัยคนเขามาเล่าให้เราฟังอีกที แล้วก็เข้าใจแบบเขาเล่าให้ฟัง มันยังไม่ถึงธรรม แต่พอเราปฏิบัติไป ธรรมมันเกิดขึ้นในใจเราเอง ธรรมะที่เราได้จากภายในนั้น มันจะยิ่งลึกซึ้งลงไปหลายชั้น เพราะธรรมบางเรื่อง ก็เป็นสภาวะที่เหนือเกินกว่าจะหาคำ ที่เป็นสมมุติบัญญัติใดๆ มาเล่าให้ฟังได้ เมื่อไรที่ธรรมะ เกิดขึ้นในใจได้แล้ว มันก็ตอบปัญหาได้หมด ทั้งเรื่องโลก เรื่องธรรม ความเข้าใจผิดต่างๆ ที่จิตมีต่อโลก เราก็เข้าใจมากขึ้น พอเข้าใจโลกมากขึ้น มันก็เข้าใจตัวเอง จากภายในมากขึ้น และอยู่บนโลกอย่างเข้าใจโลก เข้าใจคนมากยิ่งขึ้น และพบทิศทาง ในการดำเนินชีวิต ที่ไม่สูญเปล่า เพราะใจดวงนี้มันพบธรรมแล้ว ใจดวงนี้มาถูกทาง เพราะอบรมมันมาดีแล้ว ที่สุดของทาง มันก็หลุดพ้น ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก เพราะปัญญาที่มันเริ่มรู้จริง เรื่องต่างๆ จากภายใน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ)ตอน มรรคมีองค์ 8 คือ ทางเดียวที่พาบรรลุธรรม พ่อครูแทรกเรื่อง มรรคมีองค์ 8 คือทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ที่พาบรรลุธรรม "มรรค มีองค์ 8"นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น" (เอเสว มัคโค นัตถัญโญ) อันจะพาไปสู่ความบริสุทธิ์ จนถึงสัมมาวิมุติ ลัทธิที่ปราศจากมรรค มีองค์ 8 . ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยใด ไม่มีอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 หรือสมณะที่ 4 ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ 1 สมณะที่ 2 สมณะที่ 3 หรือสมณะที่ 4 ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรค ประกอบด้วยองค์ 8 ในธรรมวินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่1 ที่2 ที่3 หรือที่4 ลัทธิอื่นๆ ว่างจาก สมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุเหล่านี้ พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ (มหาปรินิพพานสูตร เล่ม 10 ข้อ 138) คนที่ไปเข้าใจว่า ทางไปนิพพานนั้นมีหลายทาง เหมือนจะไปเชียงใหม่ ก็ไปทางรถยนต์ หรือเครื่องบินก็ได้ นั้นไม่ใช่ทางของศาสนาพุทธ แต่ถ้าตอนแรก เรามัวแต่ไปนั่งคิดนั่งนึกเอา มันคงไม่ได้ธรรม จะได้ธรรมก็เพียงแต่ ในระดับของการอ่าน การฟัง เมื่อหันมาอบรมจิต อบรมใจ ธรรมะจากภายใน มันได้ลึกซึ้งลงไปเรื่อยๆ ถึงขั้นรู้แจ้งเห็นจริง แต่ละสาย แต่ละสำนัก ก็มีความชำนาญ ในการฝึกแตกต่างกัน ไม่มีใครเก่งกว่าใคร ใครถนัดแบบไหน ชำนาญแบบไหน ก็ฝึกแบบนั้น แต่วิธีการ ไม่มีใครเก่งกว่ากัน พวกที่ฝึกภาวนา เพ่งลมหายใจ เขาชำนาญแบบนั้น เขาก็ทำได้ดี พวกที่เพ่งกสิน เขาก็ชำนาญของเขา ไม่มีอันไหนดีกว่ากัน จะเอาคนฝึกลมหายใจไปเพ่งกสิน มันก็ไม่ถนัด เหมือนเอานักว่ายน้ำไปวิ่งแข่ง เอานักเทนนิสไปตีกอล์ฟ ต่างคนก็ต่างมีวิธีการของตน

พ่อครูว่า คำว่า กสิณไม่มีในศาสนาพุทธ อย่างที่ในวิสุทธิมรรค ที่ท่านพุทธโฆษาจารย์ กล่าวไว้ว่า มีกสิณ 49 อย่างในอานาปานสติ เขาก็เข้าใจผิดไปจมไปกับลมหายใจ เพราะว่าสูตรนี้ พระพุทธเจ้า อธิบายถึง อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี พระสูตรนี้ ปฏิบัติจนเกือบไม่เหลือกาย เหลือแค่ลมหายใจ แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ป ฏิบัติครบพร้อม ทั้งรูปและนาม มีผัสสะเป็นปัจจัย

สื่อธรรมะพ่อครู(รูป28)ตอน ปฏิบัติครบพร้อมทั้งรูปและนาม มีผัสสะเป็นปัจจัย มี ปสาทรูป โ คจรรูป ทำงานพร้อมแล้วศึกษา ภาวรูป 2 ที่เป็น อิตถินทรีย์ และ ปุริสินทรีย์ ต้องจัดการชีวิตของกิเลส ที่ทำให้เกิดอิตถีภาวะ ก็ทำให้อาหารของกิเลสลดลง ทำไปทีละปริเฉท แล้วสามารถทำได้สำเร็จ ในปริเฉทรูป ทำให้ถึง 0 ถึงอากาสธาตุ ทำได้แล้ว ก็จะมี วิญญัติรูป มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ เพราะจิตเป็นประธาน สามารถกำกับกายวิญญัติ วจีวิญญัติได้ เพราะมีจิตมีปัญญา ทำให้จิตเราถึงขั้น ลหุตาธาตุ มุทุตาธาตุ กัมมัญญตาธาตุ ทำให้มันเบาได้ อย่างสนิทเลย และจิตเป็นจิตขั้น มุทุภูตธาตุ เป็นจิตหัวอ่อน ปฏิภาณก็เร็วไว เจโตก็ดัดปรับให้เป็นอย่างไรได้ไวเร็ว จึงสามารถควบคุมกรรมที่จะออกมา ให้เหมาะควรได้เสมอ วิญญัติรูปมี 2 3 คือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ลหุตา คือทำให้เบา ทำให้เหมาะควร อย่างอาตมา ควบคุมกายวิญญัติ ทำให้แรงกว่านี้ก็ได้ แต่อาตมาเห็นว่า เท่านี้พอเหมาะแล้ว กัมมัญญตาแล้ว นัจจะ คีตะ วาทิตะ ก็เลือกมาแล้ว สุ้มเสียงสำเนียง ก็ให้เหมาะสมกับยุคสมัย ยุคนี้ถ้าเบากว่านี้ปรุงแต่งไม่ได้รสขนาดนี้ รับรอง จะได้ยินเสียงกรนแข่งกัน สุดท้าย วิการรูปจบ ก็ยืนในฐาน … ลักขณรูป 4 จะมี อุปจยะ(เกิด) สันตติ(ต่อ) จะให้เกิดแล้วจะต่อไปอย่างไร ก็ต้องเข้าใจว่า ทุกอย่างต้องมี ชรตา (เสื่อม) และที่สุดมันอนิจจตา อาตมาทำลักษณะอุปจยะ แน่นอนอาตมาต้องทำสันตติ ให้มาก ต้องพยายามเติมเข้าไป เพื่อให้รักษาสภาพ ร่างกาย ให้ทำงานต่อไป เพราะอาตมาเคยบอกแล้วว่า ขันธ์อาตมา จะยาวนานเท่าไหร่ อาตมาผ่านมาแล้ว ก็จะต่อไปอีก อาตมาตั้งใจทำงานศาสนา เอาสภาวธรรมเป็นหลัก บัญญัติใช้เป็นรอง จึงขัดกับท่านที่ชำนาญปริยัติ แล้วบัญญัติที่ท่านเรียนกัน ก็ให้ความหมาย เพี้ยนไปจากสภาวธรรมไปมาก จนตรงกันข้ามไปเยอะ อาตมาจึงเอาสภาวะเป็นหลัก ในการขยายความ จึงได้ค้านแย้งกับท่านที่ยึดถือกันมา ตามพยัญชนะ อาตมาก็เห็นใจนะ อาตมาบอกว่า อาตมาไม่ได้แปลบาลีด้วยไวยกรณ์ แต่อาตมาแปลบาลีด้วยสภาวธรรม โดยอาศัยคำของท่านบ้าง แต่อันไหน ที่อาตมาเห็นว่า ตรงกันข้าม หรือแย้งกับสภาวะมันผิด อาตมาก็ไม่เอาด้วย เช่น ท่านไปแปล อปุญญาภิสังขารว่า สังขารเป็นบาป อย่างนี้เป็นตักกะ ไม่เป็นสภาวะ แต่อาตมาว่า อภิสังขาร 3 เป็นโลกุตรธรรม พอเข้าใจ ปุญญาภิสังขารเพี้ยน ก็ต้องแปล อปุญญาภิสังขารเพี้ยนแน่ เพราะ ปุญญะ แปลว่า กำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลส เครื่องมือที่เรียกว่าปุญญะนี้ ก็หมดไป การได้ส่วนบุญ คือ ได้สูญกิเลสไปเรื่อยๆ จนกว่าจะสูญเต็มที่ หมดอาสวะ เป็นอนาสวะ หมดก็สูญ บาปหมด บุญก็หมดไปด้วย จึงเรียก ปุญญปาปปริกขีโณ พยัญชนะก็ยิ่งชัด เมื่อพระอรหันต์ ทำ อนาสวะ สมบูรณ์ยั่งยืนถาวร ก็เป็น สจิตตปริโยทปนัง จากนั้น กรรมทุกกรรม ก็ไม่เป็นบาป สัพพะปาปัสสะ อะกะระณั ง มีแต่กุศลท่าเดียว เป็นข้อสังเกตว่า ถ้าบุญกับบาปเป็นของคู่กัน พอไม่ทำบาป ท่านก็ว่า เมื่อไม่ทำบาปทั้งปวงแล้ว ก็ต้องทำแต่บุญสิ แต่ ท่านบอกว่า กุสลสูปสัมปทา คือทำแต่กุศล ไม่ได้ทำบุญแล้ว จากนั้นก็รักษาผล อเนญชาภิสังขาร ยิ่งปรุงแต่งต่อไป ก็ยิ่งเกิดองค์คุณอุเบกขา 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา และอย่าง ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ อยู่กับโลก อย่างไม่หวั่นไหว ในโลกธรรมใดๆเลย 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรง แม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใส ถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พระไตรปิฏกเล่ม 14 ข้อ 690)

อย่างเช่น ในหลวงเรา อาตมาบอกว่า เป็นพระโพธิสัตว์ เกินระดับอรหันต์ระดับ 4 แล้ว ในปางนี้ ท่านมีอุเบกขา เมตตาเต็มที่แล้ว ในบารมี 10 ทัศ พระอรหันต์ ทำงานด้วยการให้ ประพฤติปฏิบัติในบารมี 10 ทัศ เพื่อให้เกิดการทาน เมื่อบรรลุแล้ว จะเหลือ อุเบกขากับเมตตา ทำงานด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อุเบกขาเป็นฐานนิพพาน ไม่มีกิเลส ยิ่งทำงาน ก็ยิ่งเป็นสภาพ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เรื่อยไป อาตมาผ่านมาหมดแล้ว บารมี 10ทัศ ทานก็ต้องปฏิบัติด้วย ศีล เนกขัมมะ ปัญญา แล้วต้องทำด้วย วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษ ฐาน เสริมด้วยเมตตา อุเบกขา เป็นจิตพระเจ้า ที่ประกอบด้วย อัปปมัญญา 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งทุกวันนี้ อธิบายพรหมวิหาร 4 อย่างไม่มีน้ำหนัก แต่ที่จริง เมตตา คือเห็นคนอื่นอยากให้คนอื่นพ้นทุกข์ กรุณา คือลงมือกระทำ ให้เขาพ้นทุกข์ ให้เป็นสุข แต่สุขโลกุตระ วูปสโมสุข ทำให้เขาพ้นทุกข์แล้วก็ยินดีด้วย แล้วก็วาง อุเบกขา ที่อธิบายนี้ ไม่ได้เอามาจากตำราไหน แต่ที่ท่านอธิบายกันบอกว่า เมตตาคือต้องการให้เขาพ้นทุกข์ กรุณาก็ต้องการให้เขาเป็นสุข ที่เห็นเขาอธิบายกันเป็นอย่างนี้ มุทิตาก็ยินดีที่เขาเป็นสุข อุเบกขาก็วางเฉย อาตมาก็เอามาอธิบาย กรณะ คือการงาน การกระทำ หรือกรุณา มีรากศัพท์มาจาก กรณะ ) (อ่านบทความอ.บูรพาต่อ) การอบรมจิตก็เหมือนกัน ไม่ว่าด้วยวิธีไหนที่ตัวเองถนัด อบรมจิตไปถึงธาตุรู้ได้แล้ว มันก็รู้เหมือนกันหมด เมื่อถึงธาตุรู้ ต่อจากนี้ ก็เหลือแต่เพียงแค่คอยดูจิต ให้จิตมันค่อยๆ พัฒนาไปเอง เป็นอาการผุดรู้ ตอนแรกๆ ไปนั่งทำสมถะเรื่อยๆ อาการผุดรู้มันจะช้า แต่พอจิตมันนิ่งลงไปได้ระดับหนึ่ง มันฟังธรรมในขั้นภูมิวิปัสสนาเสมอกัน จิตมันจะเริ่มเคลื่อน เพราะภูมิวิปัสสนานี้ คือการที่จิตมีเครื่องรู้ ไม่ใช่นิ่ง แต่มีอาการผุดรู้ ถ้าจิตมันไม่ผุดรู้เอง มันก็ต้องฟังธรรมในขั้นภูมิที่มันจะพิจารณาได้ พอมันฟังธรรม ในขั้นภูมิวิปัสสนาได้เสร็จ จิตมันก็เดินภูมิวิปัสสนาได้ด้วยตนเอง จิตมันจะหยิบยกเรื่องไหนขึ้นมา เรื่องนั้นก็จะแตกฉาน เป็นธรรมะทั้งหมด และเดินภูมิจากเรื่องนั้นต่อไป จนลึกซึ้ง

สื่อธรรมะพ่อครู(พระสูตรอื่นๆที่สำคัญ)ตอนเจโตปริยญาณ 16 พ่อครูว่า ปัญญาของพุทธ เกิดตลอดสาย ตั้งแต่ ผัสสะเป็นปัจจัย เกิดเวทนาให้อ่าน กาย เวทนา จิต ธรรม เห็นเวทนาในเวทนา มีเหตุที่ทำให้เกิดสุขทุกข์ เหตุมันคือ อุกศลจิต มันทำให้เกิดเวทนา ก็ต้องอ่านด้วยอาการ ลิงค นิมิต แล้ววิธีปฏิบัติ ก็ทำตามโพชฌงค์ 7 ให้เกิด ปหาน 5 ปหานไปตามลำดับ ให้เกิด เจโตปริยญาณ 16 คือ การกำหนดรู้ใจสัตว์อื่น (รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน -ปรสัตตานัง) . รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆ ในจิตอาริยของตน (ปรปุคคลานัง) เป็นปรมัตถ์. 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) เมื่อลดกิเลสได้ สายเจโตจะเกิด สังขิตตจิต ส่วนสายปัญญาจะเกิด วิกขิตตจิต ทำกิเลสให้ลดในเบื้องต้นได้ ก็ต้องทำให้มหรรคตะ ทำให้เจริญดีขึ้นอีก 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) 9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) 11. สอุตตรจิต (จิตมีดี แต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) 12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) . 13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 135 )

อาตมาเอาสิ่งเหล่านี้มาบรรยาย จาก สิ่งที่ทำมา สั่งสมมาแต่ปางบรรพ์ อาตมาเห็นนักดนตรี ที่ออกนอกกรอบทั่วไป แบบ Adrift คือ ออกนอกกรอบ แต่ว่ากลับเข้าม าได้ เจโตปริยญาณ 16 อาตมาอธิบายตามสภาวะ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ จะมีสภาวะ เจโตปริยญาณ 16 หากคนปฏิบัติธรรม แล้วไม่มีอันนี้ ก็ไม่มีหลัก ไม่ทำให้สมบูรณ์แบบ ไม่ถึงวิมุติ ไม่ถึงสมาหิตัง (สมาธิที่ตั้งมั่นแล้ว) ต้องมีของจริง แล้วจะอธิบายได้ เดาไม่ได้ หมวดหนึ่ง คือ หมวดมีกิเลส ราคะโทสะโมหะ ก็ทำเจโตปริยญาณ 6 ข้อแรก ทำให้กิเลสลดได้ ต้องรู้อย่างสัมผัสเห็น เป็นวิปัสสนาญาณ แล้วมีมาตรวัด คือเจโตปริยญาณ 16 แล้วก็มาหมวด ที่ทำกิเลสลดได้ ก็มีสภาวะมีอีก 2 ตัว เมื่อลดกิเลสได้ สาย เจโตจะเกิด สังขิตตจิต ส่ วนสายปัญญาจะเกิด วิกขิตตจิต ทำกิเลสให้ลด ในเบื้องต้นได้ ก็ต้องทำให้ มหัคคตะ ทำให้เจริญดีขึ้นอีก แม้แต่สายปัญญา ถ้าทำการกดเก่งๆ ก็เป็น สังขิตตังจิตตัง แต่ก็เป็นสายของปัญญากับเจโต จะมีลักษณะเช่นนี้ ต่อจากนั้น ก็ต้องทำให้ได้เจริญขึ้น มหัคคตะ ทำให้เจริญดีขึ้น ถ้าทำไม่ได้ก็ อมหัคคตะ ต้องทำให้ดีขึ้นเจริญขึ้นได้ แต่ก็รู้ว่า ยังเจริญไม่ถึงที่สุด มันมีดีกว่านี้อีก สอุตรจิต ก็ทำให้จิตดีกว่านี้อีก แล้วเกิดอีก 2 สาย สมาหิตัง คือจิตตั้งมั่น หากไม่เป็นสมบูรณ์แบบอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ก็เป็น อสมาหิตัง แล้วก็เข้าสู่ วิมุติหลุดพ้นแล้ว หรือไม่หลุดพ้น เป็น อวิมุติ เป็นการตรวจสอบผลของวิชชา และวิมุติ อีกที จึงสมบูรณ์แบบด้วย อุภโตภาควิมุติ คำว่า รู้จิตสัตว์อื่น เขาแปลว่า ไปรู้ใจคนอื่น แต่ความจริงแล้วคือ จิ ตเราเอง คือ จิตสัตว์นรก จิตเทวดา ต้องทำให้หมดจิตสัตว์นรก เทวดา คำว่า ปรสัตตานัง ปรปุคคลานัง เขาเอาแปลว่า ตัวตนบุคคลเราเขา แปลว่า รู้ใจสัตว์อื่นคนอื่น แต่ที่จริงคือ จิตเรานี่แหละ ที่เป็นจิตอื่น คือจิตอกุศล ก็ทำให้เป็นจิตที่เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพไป ไม่วนกลับไปกลับมาเป็นโลกียะ แรกๆ นานๆ มันจะผุดมาที ให้ใจพอรู้ หลังๆ มันก็ผุดบ่อยขึ้นๆ ปฏิบัติไปช่วงแรก ก็จะเป็นอย่างนี้ แต่อาการทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการรู้ธรรม ขั้นโลกียภูมิ เท่านั้น เป็นขั้นรู้แจ้ง เห็นจริงในธรรมของโลก รู้เข้าใจความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง และธรรมะในขอบเขตของ สมมุติบัญญัติทั้งหมด คือเรื่องที่อธิบายด้วย สมมุติบัญญัติ ได้เทียบเคียงเข้าใจหมด (พ่อครูว่า หลับตาสะกดจิต ไม่ให้รู้ไม่ให้คิด แล้วจะมีบัญญัติอะไรมาให้รู้) การอบรมจิต ต้องอบรมให้มันรู้ธรรมบ่อยๆ ก็เพื่อทำให้จิตวิญญาณดวงนี้ แข็งแรง พอจิตแข็งแรงดีแล้ว จะข้ามตรงนี้ไปได้ จิตดวงนี้ก็จะไปเห็น ปรากฏการณ์ ความคิด ที่เกิดๆ ดับๆ ขึ้นในจิตดวงนี้ ตอนแรกมันรู้สึกว่า มันมีจริง รู้ว่าจิต เป็นตัวรู้ต่างๆ รู้ว่าง รู้ตื่น เบิกบาน พอจิตพัฒนาลึกลงไป ก็กลับไปดูที่ตัวจิตเอง แต่ก็ยังคิดว่า จิตเป็นจิตอยู่ ยังรู้ความรู้สึกดีใจ เสียใจต่างๆ ที่จิตไปเห็นปรากฏการณ์ความคิด ที่เกิดในตัวของมันเอง ก็เลยเชื่อว่า สิ่งที่เกิดนั้นเป็นของจริง (อ.บูรพาบอกว่า นั่งสมาธิห้ามนึกห้ามคิด ให้นั่งหลับตา เพราะฉะนั้น ก็ไม่ได้รับรู้อะไร ตาไม่รับแสง หูไม่รับเสียง ให้จิตดิ่งในภวังค์ ให้นิ่งให้หยุดไม่คิด แล้วจิตจะมีความคิดที่ไหนมารู้ เอาความนึกที่ไหนมาเห็น การปฏิบัติแบบอ.บูรพานี้ ห้ามนึกคิด แล้วจะไปรู้อะไร เมื่อไม่ให้คิดไม่ให้นึก จะไปรู้การเกิดดับของจิต ตรงไหน จะเอาตรงไหน มาเป็นความคิดความนึก เพราะว่าให้ดับความคิดความนึก อาตมารู้ทันที่พูดนี้นะ อาตมาทำตามนี้ได้ เพราะอาตมานั่งสะกดจิตเป็น ทำจิตสงบแบบสมถะ สะกดจิตเป็น อาตมาเคยนั่งที่ป่าแสม วัดอโศการาม มียุงทะเลมาเป็นฝูง มากัด เต็มตัว แต่อาตมา นั่งสะกดจิตหลับตา ไม่รู้สึกได้ แต่พอออกมาก็เห็นว่า เป็นตุ่มเพราะยุงกัดเต็มเลย เราก็ไม่รู้ เรานั่งหลับตานิโรธดับ) จิตว่างก็รู้ว่า จิตตอนนี้มันว่าง แต่เมื่อถึงว่างแล้วยังไปต่อ ลึกซึ้งขึ้นไปได้อีก เพราะจริงๆ แล้ว จิตเป็นเพียง ส่วนรับอาการเท่านั้น เช่น จิตว่าง ก็คิดว่าว่าง แต่นอกจาก อาการว่าง ยังมีอีกอัน คือตัวรู้ ที่มันไปรู้ว่า นี่คือจิตว่าง จิตก็เลยเป็นเพียงแค่อาการอย่างหนึ่ง ที่แสดงออกมา ให้ตัวรู้ไปรู้เท่านั้น (อ.บูรพาให้จิตดับไม่นึกคิด แต่มีสัญญารู้ได้ ตัวรู้ที่ว่านี้คือสัญญา แต่นั่งหลับตานี้ ไม่เกิดปัญญา ปฏิบัติให้เกิดปัญญา ต้องปฏิบัติมรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 มีผัสสะเป็นปัจจัย ทำให้เกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ) ถ้าเราพัฒนาจิต ไปถึงตรงนี้แล้ว และสืบไปถึงตัวรู้ได้ ก็จะรู้ว่า มีตัวรู้อยู่เบื้องหลังจิตทั้งหมด อาการจิตที่เราเคยคิดว่า มีความพอใจ เสียใจต่างๆ เราก็จะเริ่มเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้ว มีความซับซ้อนไปกว่านั้นอีก ก็คือตัวรู้นี้เอง จิตแสดงอาการอย่างไรนั้น จิตไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริง แต่ว่ามันส่งไปถึงรู้ และไอ้รู้นี่ต่างหาก เป็นตัวสุดท้ายที่ออกมา ในที่สุดพอไปถึงตัวนี้แล้ว ด้วยภูมิปัญญา ด้วยสมาธิ ที่ฝึกพัฒนามา เราต้องจัดการตัวรู้นี้ เป็นตัวสุดท้าย ถ้าเราจัดการตัวรู้นี้ได้เมื่อไร จึงจะจบ ตัวรู้เป็นต้นกำเนิดแห่งทุกสรรพสิ่ง เป็นตัวที่ส่งสิ่งต่างๆ ไปให้จิตนี้เอง จิตเป็นแค่เพียงหุ่นจำลอง สิ่งที่ส่งไปทั้งหมด ไปรวมไว้ที่รู้นี่เอง แต่กว่าจะค้นพบเจอ ใช้เวลาทั้งชีวิต ทั้งที่จริงๆ อยู่ใกล้มาก แต่เราหาไม่เจอ ใกล้มาก ขนาดที่หลับตาอยู่แล้วเห็นรู้ ที่แสดงอาการเปลี่ยนสีไปมา (พ่อครูว่า จริงๆแล้ว จิตคนที่จิตสงบ ไม่มีอุปาทาน หลับตาลงไปแล้ว ไม่มีสีไม่มีแสง มีแต่ดำมืดๆธรรมดา นั่นคือ จิตผู้สงบไร้อุปาทานใดๆแล้ว ถ้าหลับตาลงไป ก็ไม่มีแสงสีเข้าไป ก็ต้องเห็นดำมืด เท่านั้น เฉยๆ นิ่งอยู่อย่างนั้น ผู้ใดที่ทำจิตสงบได้แล้ว ไม่มีอุปาทาน จงรู้เลยว่า หลับตาเข้าไปแล้ว มีแต่ความมืดดับเฉยๆ หากมีแวบๆๆ คืออุปาทานทั้งนั้น ยิ่งมีสีแดงเขียวเหลือง คืออุปาทานทั้งนั้น เมื่อหลับตาแล้วแสงไม่เข้าไปในตา มันจะเอาอะไรไปทำสีได้) เดิมเราคิดว่าเป็นจิต แต่จริงๆ แล้วคือรู้ต่างหาก อยู่เบื้องหลังอีกที มันใกล้มาก แต่หาไม่เจอ แค่รู้อย่างเดียว ก็เข้าใจยาก เป็นศูนย์รวมของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเกิดอาการว่าง อาการปีติ อาการอะไรต่างๆ ทั้งหมดนี้ ล้วนไปประมวลอยู่ที่รู้ อย่างเดียว กายเต้น กายสั่นนั้น มันก็เป็นอาการของมันอีกที จิตไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่เข้าใจคือ "รู้" ถ้าสมาธิไม่มีความตั้งมั่นสูง ก็แทบจะแยกรู้ไม่ออก ต้องอาศัยสมถะกรรมฐาน อาศัยวิปัสสนา ถึงจะแยกรู้ออก แยกออกแล้ว ก็ต้องแยกให้เห็นชัดด้วย แยกออกเพียงแค่รางๆ ไม่ได้ เมื่อเห็นรู้ชัด เราถึงจะเข้าใจว่า ธาตุรู้ยังครอบงำเราอยู่ตลอด หากเรายังสลายไม่ได้ พระนิพพานก็ยังเกิดไม่ได้แน่นอน ที่สุดแล้ว ต้องทำให้รู้ มันหายไปให้ได้ นี่คือ จุดสุดท้ายของการปฏิบัติ ในการอบรมพัฒนาจิต… จบบทความอ.บูรพา

สื่อธรรมะพ่อครู(วิโมกข์8 สัตตาวาส 9)ตอน สัญญาเวทยิตนิโรธแบบฤาษีกับแบบพุทธ พ่อครูว่า...วิชาสมาธินิพพานของอ.บูรพา คือดับรู้ให้ได้ แล้วคุณจะมีนิพพาน อาตมาพอเข้าใจ ท่านไปยึดนิโรธ ที่คนอย่างอ.บูรพายึด คือสัญญาเวทยิตนิโรธ คือนิโรธที่ดับเวทนาและสัญญา ถ้าอาจารย์คนไหนแปล สัญญาเวทยิตนิโรธ ว่าคือดับทั้งสัญญาและเวทนา คือแนวเดียวกันกับ อ.บูรพา คือดับสัญญา ดับการกำหนดรู้ อาตมาเข้าใจ และทำอันนี้ได้มาแล้ว ไม่ต้องบอกว่าดี แต่ทำได้ก็แล้วกัน ทำได้ไม่ยากไม่เย็นอะไรนัก ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ในนิโรธแบบนี้ แต่ธรรมะของ พระพุทธเจ้า นั้นใ ห้สัญญากำหนดรู้เวทนาทั้ง 108 เวทนาเป็นกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ เริ่มต้นที่ (แบ่งเป็น 2 เวทนา ได้แก่..) เวทนาที่มีกายเป็นเหตุ (กายิกเวทนา อาศัยมหาภูต รูป+นาม) เวทนาที่มีใจเป็นเหตุ (เจตสิกเวทนา อาศัยนามรูป) (แยกเป็น 3 เวทนา ได้แก่) สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา (ไม่สุขไม่ทุกข์ อุเบกขา). (รู้กำลังของเวทนาทั้ง 5 ได้แก่) สุขินทรีย์ (มีน้ำหนักทั้งนอกและใน) ทุกขินทรีย์ (มีน้ำหนักทั้งนอกและใน) โสมนัสสินทรีย์ มีแต่ภายในเป็นฐานอนาคามี หรือว่ามีน้ำหนักมากหรือน้อย หนักหรือเบา สุขมาก น้อย โทมนัสสินทรีย์ มีแต่ภายในเป็นฐานอนาคามี หรือว่ามีน้ำหนักมากหรือน้อย หนักหรือเบา สุขมาก น้อย อุเบกขินทรีย์ (แยกเป็น 6 เวทนา ได้แก่) จักขุสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทตา โสตสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทหู ฆานสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทจมูก ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทลิ้น กายสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากประสาทกาย มโนสัมผัสสชาเวทนา ความรู้สึกจากใจปรุงแต่งเอง (แยกเป็น เวทนา 18) ได้แก่ มโนปวิจาร 18 (คือ เวทนา3 ร่วมกับ อายตนะ6) สุขเวทนา แบบโสมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โสมนัส) ทุกขเวทนา แบบโทมนัสสูปวิจาร (6ทวาร+โทมนัส) เฉยๆ ที่เป็นอุเบกขูปวิจาร (6ทวาร+อุเบกขา)

ตัวนี้แหละสำคัญ ต้องแยก ระหว่างเวทนา เคหสิตะ กับเนกขัมสิตะ เวทนาให้ออก แล้วทำให้ เคหสิตเวทนา ให้เป็นเนกขัมสิตเวท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน