661231 พ่อครูเทศนาส่งท้ายปีเก่า 2566 เรื่องปฏิจจสมุปบาท ตอน 1 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์382 KB
วันที่แก้ไข5 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

661231 พ่อครูเทศนาส่งท้ายปีเก่า 2566 เรื่องปฏิจจสมุปบาท ตอน 1 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53714.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1WW4AICfEam7ahEBl7IfYTe0j_RSYtAFz/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1Myn_mlDgiICrMQZm8N3DIeqNvDhp9W-C/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661231--2566---1-e2drofq

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/iN1A1OeCmqw และ https://fb.watch/ph1A8zqLdx/

มีซับ(อักษรคำบรรยาย) https://youtu.be/JVVmwINaBUY

สื่อธรรมะพ่อครู ตอน 53 ปี อโศกโมเดล เพื่อมวลมนุษยชาติ พ่อครูว่า...เจริญธรรมส่งท้ายปีเก่า วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม 2566 แรม 4 ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก มีผู้สรรเสริญส่งท้ายปีเก่ามาหลายราย แต่ขออ่านคนเดียว

กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพรักอย่างสูงยิ่ง _บ้านเล็กเมืองน้อย... เนื่องในวาระปีใหม่ ๒๕๖๗ ที่จะย่างเข้าสู่ ๙๐ ปี ของพ่อท่าน และ ๕๔ ปีโพธิกิจ ขอนอบน้อมสำนึกยิ่ง ในกรุณาธิคุณของผู้กอบกู้ที่ทุ่มเทแก่มวลมนุษยชาติ เมื่อ “อาณีสูตร”เป็นจริงในยุคกึ่งพุทธกาล ...สาวกภาษิตได้ยึดครองกลองอานกะ ...พวกชอบนอน ในท่านั่ง ...นักท่องอนาคตระลึกอดีต ด้วยการ ignore ปัจจุบัน ...ผู้หวังนิโรธ แต่ปิดสวิทซ์การรับรู้ ...พวก Choir ประสานเสียงบาลี สายมู ติ่งพุทธพาณิช และพวกวุ้นตาเสื่อมชอบเห็นแสงทั้งหลาย จึงครองพุทธจักร ! ...แล้ว “ฆ่าพุทธศาสนาด้วยเจตนาที่แสนดี”

พ่อครูว่า “อาณีสูตร”เป็นจริงในยุคกึ่งพุทธกาล คืออะไร? (พตปฎ. เล่ม 16 ข้อ 672-673 อาณิสูตร) _สู

อ่านต่อ

่แดนธรรม... อธิบายเนื้อหาในอาณีสูตร ที่ว่าด้วยตะโพนหรือกลอง”อานกะ” ที่แต่เดิมนั้นทำด้วยไม้เป็นโครงอย่างดี แต่ว่าตอนหลัง ที่เวลานานต่อมา ไม้ก็ผุ หนังก็ขาด ต้องเปลี่ยนไม้ เปลี่ยนหนัง เข้าไปใหม่ ที่เหลือก็มีแค่รูปร่างเค้าโครงเท่านั้น แต่กลองยังใช้ชื่อว่า”อานกะ” ดังเดิม พระพุทธเจ้าก็เลยตรัสว่า ธรรมะของพระองค์นั้น แก่นแท้มีความเป็นโลกุตระ คนก็ไม่ค่อยชอบที่จะศึกษา ตอนหลังมาก็เอาของปลอมเข้าไปแทน ชื่อก็ยังเป็นกลองอานะกะเหมือนเดิมนะครับ เช่นเดียวกับธรรมะของพระพุทธเจ้าในยุคต่อๆ มา ก็มีการเอาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่แก่นแท้แทรกเข้าไป จนกลายเป็นธรรมะปฏิรูป ศาสนาพุทธที่เดี๋ยวนี้ก็เปลี่ยนไปแล้ว นี่คือความหมายของ "อาณีสูตร" นะครับพ่อท่าน (พ่อครูอ่านต่อ) _เมื่อ “อาณีสูตร”เป็นจริงในยุคกึ่งพุทธกาล พ่อครูว่า...เราพูดถึงบ่อยนะ อาณีสูตรเนี่ยเราพูดถึงบ่อย เพราะว่ามันเป็นจริงในยุคนี้ ทีนี้ก็เกิดสาวกภาษิตที่ยึดครองกลองอานกะ ...สาวกภาษิตได้ยึดครองกลองอานกะ หมายความว่า กลองอานกะ หรือศาสนาพุทธ คือ คำว่า “พุทธ” ยังอยู่ แต่สาวกภาษิตนี้แหละ เป้นภาษาของสาวก เป็นภาษาใหม่ เป็นภาษาที่เพี้ยน แปลก เปลี่ยน แปลง ไม่ตรงกับของพระพุทธเจ้า ก็จะเกิดมายึดครอง ...พวกชอบนอนในท่านั่ง ...นักท่องอนาคตระลึกอดีต ด้วยการ ignore ปัจจุบัน ignore(อิก-นอ) แปลว่า ไม่สนใจ คือไม่สนใจปัจจุบัน เป็นการละเลย ไม่ยอมรับรู้ปัจจุบัน ไปท่องอานคต ระลึกอดีต คือ คิดไปอนาคตเฟ้อไป ฟุ้งไป หรือไม่ก็ระลึกอดีตไปตามประสา จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ส่วนมากก็ไม่จริง นึกว่าตัวเองระลึกได้อย่างนู้นอย่างนี้ แค่นั้นเอง ...ผู้หวังนิโรธ แต่ปิดสวิทซ์การรับรู้ พ่อครูว่า หวังนิโรธ ไปนั่งหลับตาหวังจะทำนิโรธ ไม่รับรู้อะไร ปิดสวิทช์การรับรู้ ปิดหุ ปิดตา เป้นคนตาบอดหูหนวกไป แค่นี้ง่ายๆ ก็ไม่เข้าใจแล้ว นี้คือมันแสดงมันชี้บ่งภึงความเสื่อม พระปฏิบัติหรือพระจะไปนิพพานต้องเป็นพระหลับตาทั้งนั้น ลืมตาไม่มีทางไปนิพพานเลย มันเสื่อมสนิทจริงๆ เลย แหม! ...พวก Choir ประสานเสียงบาลี พ่อครูว่า... เป็นพวก Choir(คว๊าย-เออะ) ประสานเสียงบาลี คำว่า Choir ภาษาฝรั่งนะ Choir คณะนักร้องประสานเสียง เป็นกลุ่มคณะประสานเสียง เอาพระบาลีมาประสานเสียง อาบัตินั่นนะ แล้วก็มาร้องต่อหน้าฆารวาส เอ้ย! ไม่ใช่ร้อง ขออภัย เอามาสวด ก็ร้องนั้นแหละ บางทีเล่นเป็นแร๊ป(Rap)เลย ร้อง ส่งเสียงร้อง โอ้โห! โหยหวน ซึ่งดูแล้วมันสุดเสื่อมจริงๆ เลย ทีนี้ “สายมู” (พ่อครูอ่านต่อ) _สายมู ติ่งพุทธพาณิช และพวกวุ้นตาเสื่อมชอบเห็นแสงทั้งหลาย จึงครองพุทธจักร ! ...แล้ว “ฆ่าพุทธศาสนาด้วยเจตนาที่แสนดี” พ่อครุว่า นั่น สายมู ก็ไปเลย เต็มไปด้วยพุทธพานิชย์กันเต็มๆ เต็มเหนี่ยวเลย แหม! ทอดกฐิน ผ้าป่า ก็ โอ้โห! เละเทะเลย อาบัติ ไม่ได้เป็นของจริงแบบของพรพุทธเจ้าเลย ผ้าป่านี้ไม่มีใครรู้สิ่งนี้นะผ้าผืนนี้ คำว่า”ผ้าป่า” ก็เอาคำว่า ผ้า มาใช้อยู่ ทอดผ้าป่าว่า ผ้าผืนนี้เป็นไตรจีวรหรือผ้าที่ภิกษุจะเอาไว้ใช้ เป็นผ้าที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ เป็นผ้าบังสุกุละ เป็นผ้าบังสุกุล เป็นผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ไม่มีใครเป็นเจ้าของ แสดงความเป็นเจ้าของไม่ได้ เสร็จแล้วผู้ที่เห็นว่าของนี้เป็นของทิ้งแล้ว เป็นผ้าบังสุกุล ก็มาขออภัยเถอะ ขอเอาไปใช้เถอะ จะได้ไม่บาป ไม่เป็นหนี้ ซึ่งเป็นผ้าที่เลอะเทอะไปหมดนะ เพราะฉะนั้นพวกที่ทำงานศาสนาอยู่ก็กลายเป็นพุทธพาณิชย์กันไปหมด กฐินก็พาณิชย์ ผ้าบังสุกุลก็พาณิชย์ ทำกิจกรรมอะไรต่างๆนานาก็พาณิชย์หมด สวดมนต์สวดพรก็พาณิชย์ทั้งนั้น แล้วก็ _พวกวุ้นตาเสื่อมชอบเห็นแสงทั้งหลาย จึงครองพุทธจักร ! ...แล้ว “ฆ่าพุทธศาสนาด้วยเจตนาที่แสนดี” พ่อครูว่า... วุ้นตาก็เสื่อมอีก ชอบเห็นแสง คนนี้ช่างสรรหามุมมาเปรียบเปรย มาบอกมาชี้ _บุคคลในข้อ 10 ของสัมมาทิฏฐิ 10 พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ จึงจำเป็นต้องทวนกระแสอันเชี่ยวกรากอย่างไม่ย่อท้อ “ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส” เพื่อกอบกู้พุทธศาสนา ...รื้อขนสัตว์อย่างไร้อลังการ ด้วยโลกุตระธรรมเพียวๆ จนเกิดเป็นธรรมฤทธิ์ พ่อครูว่า... คนนี้เชื่อว่าอาตมาเป็นบุคคลข้อที่ 10 นี้ เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎก

สัมมาทิฏฐิ 10 ที่ยังจัดการอาสวะอยู่ ข้อที่ 10. อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ. โลกนี้มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง(สยังอภิญญา) ในโลกนี้ มีอยู่ (พตปฎ. เล่ม 15 มหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 257)

พ่อครูว่า... หลักฐานในพระไตรปิฎกว่า จะมี "สยังอภิญญา" คือเป็น "ผู้รู้เองมาเอง ได้เอง” ซึ่งอาตมาก็ยืนยันบอกตัวเองว่า อาตมามีภูมิธรรมมาเอง อาตมาชาตินี้ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่ได้เรียนจากใคร และความรู้ก็เป็นของอาตมา และมันต้องเป็นของอาตมา เพราะของอาตมานี้ เอามาอธิบาย มาเทศน์ มาบรรยายออกไปแล้ว มันค้านแย้งกับกระแสหลักด้วย มันค้านแย้งกับที่เขานับถือเป็นครูบาอาจารย์ เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธกันอยู่ทั้งโลก ขออภัย ทั้งประเทศนี้ มันค้านแย้งเลย มันก็ต้องเป็นของอาตมาอย่างหนึ่ง ของทางโน้นอีกอย่างหนึ่ง และมันไม่เหมือนกัน คนละอย่าง เพราะฉะนั้นก็ต้องของคนใดคนหนึ่งถูก ของใครอีกคนหนึ่งผิด แล้วอาตมาก็เอามาบรรยาย ขยาย ประกาศ บอกว่าอย่างนี้ๆ โดยพระพุทธเจ้าท่านตรัส ชี้บ่งลงไปถึงความหมายของสิ่งที่จะเอามาเป็นหลักชี้บ่งว่าเป็นพุทธ ก็คือเป็นผู้ที่รู้โลกนี้-โลกหน้า อธิบายโลกนี้-โลกหน้า ให้เข้าใจด้วยได้อย่างลึกซึ้ง เอาคำว่า โลกนี้ โลกหน้า มาถามพวกเรา โลกนี้คือขณะนี้ โลกหน้าคืออันขึ้นไปจากนี้ โลกนี้ที่ไม่ใช่โลกที่ขึ้นไปจากนี้ หรือโลกหน้าที่ต่างไปจากโลกนี้ โลกที่ต่างไปจากโลกนี้ สรุปง่ายๆ ก็คือ โลกนี้คือโลกียะ โลกหน้าคือโลกโลกุตระ หรือโลกที่ต่างไปจากโลกนี้คือโลกโลกุตระ โลกนี้คือโลกียะกันทั้งนั้น เทวนิยมหรือทั้งหมดที่ไม่ใช่พุทธ แม้แต่ชาวพุทธที่ยังมิจฉาทิฏฐิเอง เขาก็คือคนโลกนี้ แต่คนที่เข้าไปสู่โลกหน้าคือโลกโลกุตระได้คือคนโลกอื่น คนต่างดาว ที่เป็นโลกใหม่ เป็นโลกอื่น ไม่ใช่โลกไอ้ที่เคยอยู่แล้ว นี่อาตมาเอามาอธิบาย เอามาแยกแยะ โลกนี้-โลกหน้า แล้วพิสูจน์กันด้วยว่า… โลกหน้าไปได้ไหม? ... (_เสียงโยมหลายคนตอบ ได้) โอ้โห! พวกนี้ออกนอกโลกได้ โอ้โห!..เก่งกว่าพวกนาซ่านะเนี่ย _สู่แดนธรรม... พวกเราก็คอยฟังอยู่ว่าเมื่อไหร่ก็พ่อท่านจะถามครับ พ่อครูว่า... ก็ถามไปแล้ว หลับไปหรือไง ก็ถามไปแล้ว แล้วก็ตอบมาแล้วด้วย ถามไปตั้งหลายประเด็น ยังไงๆ แป้ง (คุณสู่แดนธรรม) วันนี้ งงๆ เมาๆ ยังไง (พ่อครูขำๆ) _สู่แดนธรรม... SMS ถึงตอน เขาเขียนถึงบุคคลในข้อ 10 พ่อครูว่า… นั่นแหละ ก็เป็นนานาสังวาสไง (พ่อครุอ่าน SMS ต่อ) _พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ จึงจำเป็นต้องทวนกระแสอันเชี่ยวกรากอย่างไม่ย่อท้อ “ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส” เพื่อกอบกู้พุทธศาสนา ...รื้อขนสัตว์อย่างไร้อลังการ ด้วยโลกุตระธรรมเพียวๆ จนเกิดเป็นธรรมฤทธิ์ พ่อครูว่า… รื้อขนสัตว์อย่างไร้อลังการ อลังการแปลว่าอะไร หรือรื้อขนสัตว์อย่างกระจ้อยร่อย ไร้อลังการนั้นไง กระจ้อยร่อย กระจิ๊ดริด _ พ่อท่านเริ่มหงายของที่คว่ำ ให้รู้จักว่า “คนคืออะไร?” ...ให้มนุษย์รู้จักดีชั่ว....ซึ้งใน “รหัสกรรม” ...เข้าใจ “สัจจะชีวิต” ด้วยการ “คั้นออกมาจากศีล” พ่อครูว่า… โอ้! เข้าใจเรียบเรียงเนาะ ใช้ภาษาเรียบเรียงให้รู้ว่า โอ้! ต่อ เอาหนังสือที่อาตมาเขียนแต่ละเล่มมาเรียงๆ เรียงกันเนาะ _ ด้วยการ “คั้นออกมาจากศีล” โดยเน้นปฏิบัติจรณะ 15 ที่มีอปัณณกปฏิปทาเป็น “ทางเอก” พ่อครูว่า… คำว่า อปัณณกปฏิปทา คือข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดศาสนาพุทธ นะ อปัณณกะ แปลว่า ไม่ผิด ปฏิปทา ข้อปฏิบัติ _ ที่มีอปัณณกปฏิปทาเป็น “ทางเอก” ให้หิริ โอตตัปปะ จนเกิดสุจริต 3 จึง จบกิจโลกีย์ เป็นคนมี “วรรณะ 9” ...รวมหมู่ร่วมกลุ่มอยู่กันใน “บวร” ด้วยระบบ “พอเพียงแบบพุทธ” พ่อครูว่า… ต้องขยายความให้ด้วยนะว่า..“พอเพียงแบบพุทธ” เดี๋ยวนี้ความ..คำว่า “พอเพียง” โอ้โห! เต็มบ้านเต็มเมืองละ..พอเพียง แต่มันไม่ใช่แบบพุทธ แบบอัตโนมัติของตัวใครตัวมันน่ะ _ แล้วแก้ปัญหาเศรษฐกิจจนสำเร็จด้วย “เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ” โดยการ “เปิดโลกบุญนิยม” แทน “ทุนนิยมแย่งชิง” (โลกาธิปไตย) พ่อครูว่า… “เปิดโลกบุญนิยม” นี่ก็เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง “เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ” อาตมาก็คิดอีกเล่มหนึ่ง นะ _ ทั้งแจกฟรีและต่ำกว่าทุนใน “ตลาดอาริยะ” ...ช็อกเศรษฐีด้วย “ขาดทุนคือกำไร” ! พ่อครูว่า... เขาจะรู้สึกรู้สึกรู้สา..เหรอ?..เศรษฐี ไปช๊อคเชิิ๊คอะไรเขาได้ เขาก็บอกว่า ไอ้พวกนี้นี่มัน“พวกผีประชดป่าช้า” มั๊ง พวกผีตายประชดป่าช้า แหม! มันทำเป็นจน แล้วก็ทำเป็นแบบบอกว่า แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ อาตมาก็ แหม! ยังเห็นใจคนทั้งโลกนะ เพราะเขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจนี้ เขาแก้ปัญหาด้วยการจะทำให้คนรวย รวย รวย เท่ากับเขายุให้คนมาแย่งกัน แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ยังไง คนมันก็แย่งกันสิ แย่งกันรวย รวย ๆ แล้วทรัพย์สิน เขาอธิบายนะว่า เศรษฐศาสตร์คือทรัพย์สิน ของที่มีอยู่จำนวนหนึ่งในโลก แล้วเอามาแบ่งกัน ก็มันแย่งกันนะ ยุกัน ให้แย่งกัน แล้วจะบอกว่าเอามาแบ่งกัน พูดยังไงแล้วมันทำยังไง หือ? นักเศรษฐศาสตร์นี้ มันเป็นคนวิปลาสหรือเปล่า? บอกว่าเอามาแชร์แบ่งกัน แต่เขายุให้แย่งกัน ยุให้ต่างคนต่างรวย ยุให้รวยไง แล้วมันก็จะต้องแย่งกัน แย่งกัน ๆ เขาพูดนั้นเขาพูดอย่างหนึ่งนะ แล้วคนก็จะต้องทำอย่างที่เขาพูด แล้วมันจะได้ผลตามที่เขาพูดไหม เขาสับสนหรือเปล่า เป็นคนสับสนหรือเปล่า จัดอยู่ในวิปลาสนะ มัน “เห็นความไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นความทุกข์เป็นความสุข เห็นความไม่มีตัวตนว่าเป็นตัวตน เห็นความไม่น่าได้ ไม่น่ามีว่าเป็นสิ่งที่น่าได้น่ามี วิปลาส 4 ครบเลย

วิปลาส (พตปฎ.เล่ม ๒๑ / ข้อ ๔๙ วิปปัลลาสสูตร ) กิริยาที่ถือโดยอาการวิปริตผิดจากความเป็นจริง, ความเห็นหรือความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากสภาพที่เป็นจริง มีดังนี้ : ก. วิปลาสด้วยอานาจจิดและเจตสิก ๓ ประการ คือ ๑. สัญญาวิปลาส การกําหนดหมายหรือความจำสําคัญผิด ๒. จิตตวิปลาส วิปลาสด้วยองค์รวมธาดรู้คือจิต ความคิดคลาดเคลื่อน ๓. ทิฏฐิวิปลาส วิปลาสด้วยอำนาจการเห็นผิด เรียกว่า

ข. วิปลาสด้วยการประกอบเจดสิกทั้ง ๆ ไว้ถึง ๔ ประการ คือ ๑. วิปลาสในของที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง ๒. วิปลาสในของที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข ๓. วิปลาสในของที่ไม่ใช่ตน ว่าเป็นตน ๔. วิปลาสในสิ่งอสุภะ ว่าสภะ (คำว่า วิปลาส เขียนว่า พิปลาส ก็มี)

พ่อครูว่า… วิปลาส 4 ครบเลย นี่นะเห็นแล้ว เห็นคนนักเศรษฐศาสตร์ นักอะไรๆ ก็เรียนตำรามาอย่างนี้ เรียนตำรามาอย่างวิปลาส 4 นี้ สับสนนะ จะให้คนได้รับส่วนก็ต้องให้คนเข้ามาลด ลดส่วนได้ เพื่อเอาออกไปแบ่งปันกัน มันก็จะสำเร็จ ถ้าเผื่อว่า เอาตอนนี้สมมุติง่ายๆ มีเงิน 100 บาท มีคนอยู่ 4 คน แล้วคุณก็มายุกันว่า เอ้า..ทุกคนจงรวย จงรวย คนก็จะแย่งกันไป ไอ้คนเก่งจะได้ไป 99 บาท อีกบาทหนึ่งมาแบ่งกันอีก 3 คน _สู่แดนธรรม... ได้คนละ 33 สตางค์ พ่อครูว่า... มันไม่ลงตัวด้วย จะต้องมาแย่งกันตีกัน เพราะแย่งกัน เหลืออีก 1 บาทมาแบ่งกันอีก 3 คน นี่สมมุติให้ฟังง่ายๆ เขาทำไม่สำเร็จหรอก แม้จะบอก เอานะ จะแบ่ง คนละ 25 สตางค์ให้ 4 คน เขาจะทำสำเร็จหรือ? ไม่ได้ ถ้าเขาไม่ล้างกิเลส ไม่ทำให้คนนี่ เอ้ย! อย่าไปแย่งกัน มาจนเถอะ ทุกคนไม่มีตัวตน มันก็เลยได้เท่ากัน แล้วเขาก็พูดนะว่า “จะต้องเสมอภาค จะต้องไม่เหลื่อมล้ำ จะต้องเท่ากัน” ขี้หมาแน่ะครับ! มันเป็นไปไม่ได้ มีแต่พูดภาษา พูดโวย ๆ ๆ ๆ ไป แต่มันปฏิบัติจริงไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อต่างคนต่างไม่เอา ก็เหลือ ก็แบ่งเท่ากันได้อย่างสบาย เพราะต่างคนต่างศูนย์ก็ได้แล้ว หรือเรามีน้อยก็ได้ เราขาดทุนก็ได้ เรามีไม่เท่าพวกคุณ คุณเอาไปได้มากกว่า อย่างไรก็ได้ เพราะเราศูนย์ก็ได้ มี 100 คุณเอาไปเลย คุณเอาไปแบ่งกัน 3 คนๆ ละ 30 เราเอาน้อยที่สุดก็ได้ ทุกคนก็เอาไปคนละ 30 เราได้ส่วนที่เหลือ 10 เราเอา 10 ก็ได้ คุณก็เอาไปคนละ 30 (แบบนี้) มันก็สงบ มันก็เรียบร้อย มันก็ลงตัว อย่างพวกเรานี้มาเรียนว่า (สละออก) จนกระทั่งศูนย์ นี่เป็นสุดยอดปาฏิหาริย์ของโลกที่ทำให้คนมาอยู่รวมกัน แล้วทุกคนไม่แย่งชิงกัน เอาเข้าส่วนกลางแบ่งกินแบ่งใช้อยู่ในนี้ ไม่ต้องเอาเงินเป็นตัวหลักด้วย ต่างคนต่างมาสร้าง โอ้โห ปีนี้ เขาไม่ได้ขุดดิน ปลูกผักกาดหัว ปีนี้เลยออกมาเป็นพญานาค (พ่อครูยกหัวผักกาดขนาดใหญ่ ที่อยู่บนโต๊ะ เอาขึ้นมาให้ดู) นี่ผักกาดหัวพญานาค ถ้าเป็นที่อื่นหัวผักกาดแบบนี้ เขาไปจุดธูปจุดเทียนบูชากันใหญ่แล้ว ผักกาดหัวพญานาคนี้ ทั้งหมด 7 เศียร เห็นไหมนี่ โอ้โห! ยอดเยี่ยมเลย นี่คือผลผลิตในที่นี่ ไม่ได้ขุดดิน มันเลยจุ้มปุ๊ก นี้จุ้มปุ้กันหมดเลย (พ่อครูชี้หัวผักกาดที่กองอยู่หน้าเวที) ไอ้นี่ออกแง่งเลย 7 เศียร พญานาค 7 เศียร ถ้าเป็นที่อื่นก็จุดธูปจุดเทียนกันแล้ว ขอหวย พูดถึงเรื่องชาวพุทธไปเที่ยวได้จุดธูปจุดเทียนบูชาของประหลาดอะไรๆ บูชาเคารพ ขอให้เจริญอย่างโน้นอย่างนี้ นี่มันแสดงถึงความเสื่อมของความรู้ศาสนาพุทธกันชัดๆเลย โอ้ ไปนับถืออะไรไอ้ที่มันลึก ๆ ลับ ๆ ไอ้ที่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่เข้าเรื่องเข้าราว อ่า มีพลังบันดลบันดาล พลังอะไรต่ออะไร ศาสนาพุทธไม่ได้สอน พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องเหล่านี้เลย พระพุทธเจ้าสอนเรื่องกรรม กรรมอันเป็นปัจจุบัน กรรมหรือการกระทำทางกาย วาจา ใจ นี่ การกระทำทางกาย วาจา ใจ ที่เป็นปัจจุบัน แล้วมันเป็นผลอะไรขึ้นมา มันเกิดอะไรตามมาจากการกระทำนั้นขึ้นมา อันนั้นต่างหากล่ะคือของจริง ไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ มันเกิดจากเหตุปัจจัยของกรรมทางกายที่คุณทำได้ กรรมทางวาจาที่คุณทำได้ มาจากมโนเป็นประธาน ทำออกมาแล้ว เป็นผลผลิต เสร็จแล้วคุณก็บริหารผลผลิตนั้น นี่พึ่งอันนี้ (กัมมสกตา .. กัมมปฏิสรโณ กรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ) อย่างผู้ที่ทำงานสร้างสรรค์ขึ้นมาเลย อย่างกสิกร ทำงานของกสิกรก็กสิกรรม กสิกรรมก็คือทำพืชพันธุ์ธัญญาหาร เมื่อทำแล้วก็เกิดผลผลิตขึ้นมา เมื่อเกิดผลผลิตขึ้นมาแล้วก็อาศัยผลผลิตนั่นแหละยังชีพไปเลย ชั้นเดียวไม่ต้องหลายชั้น พวกมาซื้อพืชพันธุ์ธัญญาหารกินคือพวกคนชั้น 2 คนกสิกรที่สร้างกสิกรรมผลผลิตพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นมานี่เป็นคนชั้น 1 พวกที่ทำไม่เป็น ต้องมาอาศัยพืชพันธุ์ธัญญาหารของคนชั้น 1 สร้างขึ้นมาให้ แล้วคุณก็ทำทีเป็นซื้อ แล้วเขาก็ไม่ขายแพงด้วย กสิกรจะทำตั้งแต่ข้าว ขายแพงไม่ได้ ขายแพงคนจนตาย คนรวยนั้นมันไม่ต้องห่วงหรอก คนจนจะตาย จึงขายแพงไม่ได้ มันจะขึ้นราคาเหมือนเครื่องอุตสาหกรรม เหมือนเพชร เหมือนทองไม่ได้ ไอ้นี่ต้องขายถูก นี่เป็นข้อจำกัดเลย เพราะฉะนั้นคนที่ทำ คนชั้น 1 ที่เป็นกสิกร เป็นคนชั้น 1 ของโลก คนที่มาซื้อกินเป็นคนชั้น 2 ยิ่งคนทำไม่เป็นเลย ก็ทำอะไรต่ออะไรไปจนกระทั่งไปหาวิธีการซับซ้อนอะไรในสังคม วิธีการเล่นหุ้น วิธีการเล่นธนบัตร วิธีการประกันชีวิต เขาเรียกอะไรกันไม่รู้ งานที่เขาเรียกว่าเป็นเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง เรียนกันซับซ้อน แล้วผู้ใดสามารถที่จะให้คนนี้หมุนเงิน ซึ่งเอาเป็นตัวกลาง หมุนธนบัตร เอาเป็นตัวกลาง แล้วเอาธนบัตรนี่เป็นพระเจ้าใหญ่เลย สามารถซื้อได้หมดเลย แม้แต่ซื้อชีวิต ซื้อความเป็นทาส ได้เลย ทุกวันนี้อย่านึกว่าความเป็นทาสไม่มีนะ มันมี มันซับซ้อนลึกซึ้งเหมือนกับวิธีการหากินของเขาพวกนี้ ซับซ้อนลึกซึ้งมากเลย นั่นน่ะ เพราะฉะนั้นคนเหล่านั้นเขาจะซับซ้อนเฉลียวฉลาด แล้วเขาก็มาประพฤติปฏิบัติกับมนุษยชาติ เอาเปรียบ อาศัยหากินกับมนุษยชาติเอาเปรียบ บาปทั้งนั้น เพราะฉะนั้นกสิกรนี่เป็นคนชั้น 1 นี่ ยังไงๆ ก็ไม่มีบาปเหมือนคนเหล่านั้น กสิกรไม่บาปเท่าคนที่มีอาชีพไม่ใช่กสิกร เพราะ คนชั้น 2, ชั้น 3, ชั้น 4 ยิ่งพวกที่ได้ความได้เปรียบ มีการเอาเปรียบด้วยเชิงคิดที่สูงหลายชั้น ยิ่งบาปมหาศาลเลย ยิ่งบาปหลายชั้น ยิ่งบาปหลายชั้น เป็นคนบาปหลายชั้น นี่คือความไม่เข้าใจสัจธรรม คนที่เข้าใจสัจธรรมอย่างพวกเราชาวอโศกจึงเข้าใจแล้วว่ามาเป็นกสิกรนี้ดีที่สุด แต่มันได้เรื้อมานานหลายชาติเต็มทีแล้ว ชาวอโศกนี่แหละ อยากมาเป็น แต่มันไม่ถนัด มันก็เลยเกิดความไม่ค่อยชอบ ไม่ถนัด ไม่ค่อยชอบ แต่เข้าใจแล้ว ชัดเจนขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นผู้ที่มีปัญญา เหมือนอย่างคุณหมอฟากฟ้าหนึ่ง เห็นไหม เรียนหมอ เสร็จแล้วบอกว่า รู้อย่างนี้ไม่เรียนแล้ว เกิดมาเป็นกสิกรดีกว่า เห็นไหมหมอฟากฟ้าหนึ่งก็พูดตรงๆเลย นี่อย่างนี้เป็นต้น นั่นคือปัญญาปฏิภาณของเขาที่มี เข้าใจจริง เห็นจริง นี่ของเรามีคนจริงเอามายืนยัน พวกเราก็รู้ อย่างหมอฟากฟ้าหนึ่ง เขาก็บอกโอ้โหอุตส่าห์เอาชีวิตมาเป็นกสิกร ทำฟันก็มาทำให้พวกเราฟรีอย่างเดียว ไม่ได้หาเงินหาทองอะไรแล้ว หรือคนอื่นมาก็ทำให้ฟรี อย่างนี้เป็นต้น นี่คือสัจจะที่มันลึกซึ้งซับซ้อน เมืองไทยอาตมาก็เคยพูดไปบ้างแล้วและก็อยากให้เป็นจริงๆด้วย พยายามเถอะ ถ้าเมืองไทยเราเป็นเมืองกสิกรรม อาตมาไม่กล่าวถึงปศุสัตว์เท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นประมง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงสัตว์ แต่เอาเถอะเขาก็มีไปตามประสาเขา ไปตัดทิ้งไม่ได้หรอก แต่อาตมาก็จะมาเน้นให้มีกสิกรให้มาก คนจะได้มีพืชพันธุ์ธัญญาหารกันได้มากๆ แล้วมันจะถูก (ราคา) ถูก คนก็มากินพืชพันธุ์ธัญญาหารมากกว่าไปกินเนื้อสัตว์ ใช่ไหมโดยปริยายแล้ว ทำให้มีคุณภาพดีๆเหมือนอย่างพวกเราทำ เป็นพืชพรรณธัญญาหาร ทั้งคุณภาพก็ดี ปริมาณก็มาก ขายถูก ไล่แจกเลย เราก็แจกแล้วทุกวันนี้ เราก็แจกอยู่แล้วพืชพรรณธัญญาหาร จนกระทั่งเราปลูกเผื่อตามข้างถนน เราก็ปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหารที่กินได้ ปลูกเผื่อเพื่อให้เขาเก็บกิน เขาก็เก็บกินกันจริงๆ เราทำแล้วเราจึงมาพูด ไม่ใช่ว่าเรามาพูดเล่น พูดเหมือนอย่าง พิธา(นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์) หรือเหมือนอย่างเศรษฐา(นายเศรษฐา ทวีสิน) เห็นได้แต่พูด แต่ไม่เห็นจะทำอะไรสักเท่าไหร่ แต่ของพวกเรานี้ทำแล้วค่อยเอามาพูด ไม่ใช่พูดหาเสียงเท่านั้น ไม่ใช่ ไม่ได้หาเสียงอะไร เราก็ไม่ได้อยากได้ชื่อได้เสียง ไม่ได้อยากได้เเสงอะไรหรอก เราก็ว่าของเราไปอย่างนี้ กลับมาเอาอันนี้ ให้จบของเขาก่อนนะ (พ่อครูอ่าน SMS ทวน) _ ทั้งแจกฟรีและต่ำกว่าทุนใน “ตลาดอาริยะ” ...ช็อกเศรษฐีด้วย “ขาดทุนคือกำไร” ! พ่อครูว่า… ขาดทุนคือกำไร ไม่ใช่ภาษาเล่นลิ้น ไม่ใช่ภาษาตลกหรือเท่ ๆ โก้ ๆ แล้วมันทำได้จริงๆ หรือเปล่า? ทำได้ไหม? (เสียงโยมหลายคนตอบพร้อมกัน… ทำได้) ขาดทุนได้จริง แล้วเราก็อยู่อย่างขาดทุน ขาดทุนได้จริงนี้ พวกนักเศรษฐศาสตร์ของโลก เขาก็เข้าใจไม่ได้ว่า เอ็งมาขาดทุนแล้วเอ็งจะเอาชีวิตรอดได้ยังไง ธรรมดาเขารักษาทุนให้มันเหลือให้มันอยู่นะ อย่าให้มันขาดทุน มันยังพร่องเลย มันยังไม่เหลือเลย แล้วนี่มาขาดทุนแล้วเอ็งจะเอาอะไรมาตู๊ไว้ได้ล่ะ ชีวิตที่อยู่อย่างขาดทุนจะเอาอะไรมาตู๊ไม่ได้ เขาคิดไม่ออก คิดไม่ออก ไม่เป็นไร โพธิรักษ์นี้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ตัวแท้ จะบอกให้ คนเหล่านี้อยู่ได้เพราะแรงงานและสมรรถภาพ อยู่ได้ด้วยการขยันหมั่นเพียรทำและมีความสามารถ ความรู้ และทำนะ เขาไม่เอาแต่พูด เขาทำ เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำ เพราะฉะนั้นถนัดอะไรในสิ่งที่ควรจะทำ เช่นพืชพันธุ์ธัญญาหาร เป็นต้น ควรทำเขาก็ลงมือทำและศึกษาความรู้ทำให้มันมีผลผลิตออกมามาก เสร็จแล้วเขาก็เรียนรู้เรื่องโลก ที่มอมเมาให้ไปติดหลงเรื่องขี้หมูขี้หมาอะไรก็แล้วแต่ หลอกให้ต้องไปจ่ายเงินจ่ายอะไรๆ เราก็ฉลาดรู้ทัน โอ๊ย! ไปหลอกให้ต้องไปเสียเงิน (ต.ย. เช่น) เสียเงินไปดูฟุตบอล เสียเงินไปดูเต้นรำเต้นร้อง เสียเงินไปอะไรต่ออะไร จนกระทั่งไปเสียเงินซื้ออะไรๆ ที่มันเป็นแฟชั่น เป็นอะไรต่ออะไร เราก็ไม่แล้ว เราก็รู้จักสิ่งที่เป็นเหตุปัจจัยแก่ชีวิต ข้าว ผ้า ยา บ้าน เป็นต้น หรือเครื่องใช้ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นบริขารที่จำเป็น (ต.ย. เช่น) แว่นตาต้องใส่ ปากกาต้องใช้ เดี๋ยวนี้เอาละ คอมพิวเตอร์ก็ต้องอนุโลมเพื่อที่จะทำงานได้ ทุ่นแรงหรือสร้างสรรค์อะไร ๆ ได้ทันโลกเขา เราก็ซื้อบ้าง สิ่งที่จำเป็นสมควร นอกนั้นเราก็เอาแรงงานมาสร้างสิ่งที่กินที่ใช้ แล้วเราก็รู้ว่า ปัจจัยแห่งชีวิต ข้าวผ้ายาบ้าน เราต้องกินต้องใช้ เราไม่ไปหลงโลกที่มันมอมเมาครอบงำ เราก็อุดมสมบูรณ์เหลือเฟือ เพราะฉะนั้นเทียบกับไอ้คนทางโลกที่เขาถูกมอมเมาครอบงำติดยึด อะไรๆ ก็ไม่พอ อะไรก็ไม่มีไม่ได้ อะไรก็ต้องมี อะไรก็ต้องเอา ถมเท่าไหร่ไม่รู้จักเต็ม เท่าไหร่ก็ไม่ค่อยพอ ไม่รู้จักพอ พอมาลด เหลือชีวิตก็แค่ข้าว ผ้า ยา บ้าน นี้เป็นหลัก มีบริขารที่เป็นเครื่องประกอบทำงาน แว่นตา ปากกา เครื่องคอมพิวเตอร์ อะไรที่นิดหน่อย เครื่องใช้ที่สำคัญที่จำเป็นอะไร เราก็อยู่รอดแล้ว เอาล่ะ เราปลูกไม่เป็น เราก็ทำในสิ่งที่เราทำเป็นพวกโน้น เอามาแลกกันกินแลกกันใช้ นี่ก็สำเร็จเรื่องเศรษฐศาสตร์แล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาขอยืนยันว่า ชาวอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จแล้ว อาตมายืนยันว่าสำเร็จ แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ นี่พูดในวันสิ้นปีเก่า กำลังจะขึ้นปีใหม่ พูดให้สำคัญ อาตมารู้ อาตมาเข้าใจเหมือนกันกับคนเขาเข้าใจว่าปัญหาเศรษฐกิจนี่มันสำคัญนะในสังคม เราก็พอเข้าใจกับเขาล่ะ แล้วเราก็แก้ปัญหานั้นได้แล้ว อาตมาเคยย้ำว่า ชาวอโศกแก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จ เหมือนกันกับชาวประชาธิปไตยเขาต้องการ เหมือนกับชาวคอมมิวนิสต์เขาต้องการ ต้องการอย่างไรเคยพูดมาแล้ว ต้องการให้คนเอารายได้ที่เขาทำได้นั้น มาเสียภาษีให้แก่ส่วนกลางมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ว่าจะประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ คอมมิวนิสต์นั้นบังคับให้เสียภาษี ใครหาได้มากเป็นพวกที่มันมีรายได้มากเขาบังคับเลย กฎหมายเขาใส่เลย ประชาธิปไตยเขาก็ให้อิสระ ก็เลยเป็นนายทุนที่มันได้เปรียบเอาเปรียบ คอมมิวนิสต์ก็ไปแก้ปัญหาอันนั้นนะ นายทุนได้เปรียบก็พยายามที่จะไปแชร์ แต่มันก็กลายเป็นหมู่อีก เป็นหมู่ที่ร่ำรวยกันไปเป็นหมู่ แทนที่จะร่ำรวยเดี่ยว ตอนนี้ร่ำรวยเป็นหมู่ อะไรอย่างนี้ ส่วนพระพุทธเจ้าทรงสอนนั้น ทฤษฎีของท่านนั้น มาลดกิเลสความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่เปลือง ไม่ผลาญ ไม่ทำลาย มีแต่สร้างสรรค์เกินกว่ากินกว่าใช้ เพราะฉะนั้นแต่ละคนไม่เปลืองไม่ผลาญเกินกว่ากินกว่าใช้ ทำงานคุ้มที่ตัวเองกินใช้ แล้วไม่ไปขูดรีดจากผู้อื่นมา เอาสิ่งที่เราเกินกินเกินใช้นี่ เฉลี่ยออก นี่คือเศรษฐศาสตร์บทจบของพระพุทธเจ้า นี่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่จบ ยากไหม...ยาก แต่ทำได้ไหม...ได้ แม้ในยุคนี้ยุคทุนนิยมสามานย์ ยุคคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ทุนนิยม แต่เป็นคอมมิวนิสต์ที่เหี้ยมโหด นะ ทุนนิยมสามานย์ คอมมิวนิสต์เหี้ยมโหด เร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน