660703 สังคมอโศกคือสังคมสาราณียธรรมที่มีสภาวะจริง รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #28 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข7 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

660703 สังคมอโศกคือสังคมสาราณียธรรมที่มีสภาวะจริง รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #28 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53240.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1xqI5qIHB22rmZQ7uMN0uS-qv3SCPFYss/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1BoJWzOm3bVIO58L7F633estm08GgkWCW/view?usp=sharing

https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660703-e26gd57

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/jFtzNXZtLPM และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/802414687945704 (ท่อน1)

https://www.facebook.com/100078722032092/videos/580394117615313 (ท่อน2)

สัปปายะ 4 มีในสังคมสาราณียธรรมชาวอโศก พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 3 กรกฎาคม 2566 แรม 1 ค่ำเดือน 8 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เราก็มาฟังธรรมกันอีก ชีวิตพวกเราดีจริงๆ ไม่ใช่พูดเล่นๆ ไม่ใช่พูดโดยไม่มีเหตุปัจจัย แต่มีเหตุปัจจัยมีความจริงยืนยันทุกวัน นอกจากผู้ใดจะหลบหนีไป ไม่มา มีทุกวันนอกจากวันที่เกิดเหตุการณ์พิเศษจริงๆ ที่เราต้องไปทำงานอื่น ถ้าไม่ทำงานอื่น กิจวัตรประจำวันเราในเวลาเช้าก็ดี เย็นก็ดี ทั้งเช้าทั้งเย็น เราได้ฟังธรรมกันทุกๆวัน เป็นชีวิตที่โชคดีของมนุษย์ ในมงคล 38 ก็ยืนยันข้อหนึ่งคือได้ฟังธรรมได้เสวนาธรรม คนเราทุกวันนี้นึกดูง่ายๆเถอะ คนในสังคมข้างนอก เขาไม่ได้ฟังธรรมกันเหมือนอย่างชาวอโศก โชคดีที่มีวัฒนธรรมมีกิจวัตรประพฤติปฏิบัติกันมา อาตมามาทางธรรมะมาทางศาสนาได้พาทำมาตลอด มีวันยกเว้นที่ติดธุระพิเศษอย่างที่กล่าวแล้ว นอกนั้นก็ต้องมาฟังธรรมทั้งนั้น การที่จะรู้อะไรต่ออะไรขึ้นมา มันจะต้อ

อ่านต่อ

งได้ฟัง ปัญญาข้อ 1 ข้อ 2 ในปัญญา 8 ต้องได้ฟัง ได้ฟังจากพระพุทธเจ้าได้ฟังจากสัตบุรุษ ข้อที่ 1 ส่วนข้อที่ 2 ฟังแล้วฟังอีก ฟังมาแล้วก็ไต่ถาม ฟังแล้วฟังอีกไต่ถามแล้วไต่ถามอีก คนเราจะรู้ได้ด้วยการสื่อทางคำพูดนี้แหละดีที่สุด สื่อทางภาษาใบ้ก็ยาก เดี๋ยวนี้ไม่พูดถ้าจะรู้ไม่ฟังไปกดเอา กดเอาทางอากาศ ก็เป็นการสื่อภาษา การกำหนดคำ การกำหนดความกำหนดลักษณะ ที่จะบอกมันจะสื่อให้เรารู้ให้เราเข้าใจว่าอะไรคืออะไร แล้วเราก็ได้รู้กัน โดยเฉพาะยิ่งสื่อไปรู้ถึงนามธรรม เป็นลักษณะของ มันเป็นลมๆแล้งๆไม่เป็นรูปธรรม ไม่มีมหาภูตรูป ยิ่งทำให้เรารู้ได้ยากแต่เราก็สามารถรู้กันได้ ศาสนาพุทธยอดเยี่ยมตรงนี้แหละ ตรงที่สามารถที่จะไปรู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทส คือชี้แจงสู่กันฟังแล้วเราก็ได้รู้กันด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส มีอาการ ฟังแล้วเข้าใจความหมายแล้วจับอาการในจิตตัวเอง จับนิมิตในจิตตัวเอง อ๋อ อันนี้ต่างจากอันนี้ อาการนี้ต่างจากอาการนี้ ตั้งแต่อาการในอาการของจิตเจตสิกเอง อาการที่มาเกี่ยวข้องกัน ปรุงแต่งกัน จนมันเกี่ยวข้องกับข้างนอกสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วไปเป็นอาการในจิตที่เรียกว่าสังขาร แล้วเราก็สามารถรู้แยกแยะได้ แยกอาการของเราที่มันเกี่ยวข้องกัน อยู่ด้วยกันอย่างไร อยู่ด้วยกันอย่างผูกพัน หรืออยู่ด้วยกันอย่างทะเลาะกัน เป็นต้น พวกเราชาวอโศกอาตมาได้อธิบายเอาธรรมะพระพุทธเจ้าเท่าที่อาตมามี เท่าที่อาตมารู้เอามาแสดง อุเทส แสดงนิเทศ อุเทสคืออธิบายยาวๆ ส่วนนิเทศคืออธิบายสั้นๆ พวกเราจึงเป็นผู้ที่เกิดในดินแดนอันเป็นสัปปายะ มีบุคคล มีอาหาร มีเครื่องอาศัยต่างๆ มีธรรมะ ที่บริบูรณ์ด้วยสัปปายะ 4 นี่เป็นสิ่งที่เจริญพร้อมแล้ว สัปปายะ 4 มีสถานที่ มีบุคคลแล้วเราก็อยู่ในสถานที่นี้ มีบุคคลและก็มีการสื่อกัน ไม่ใช่แต่นั่งฟังธรรมเท่านี้ แม้แต่เวลาอยู่ด้วยกันกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กระทบกันไปกระทบกันมา ก็มีการรู้กัน นัยๆ โดยปฏิภาณปัญญาสื่อกัน บอกกันในทีหรือตรงๆสอนธรรมะหรืออื่นๆ ทำงานกันไปก็สอนธรรมะกันไป บางคนก็ช่างสอนจนคนข้างๆรำคาญอะไรอย่างนี้ ก็ถ้อยทีถ้อยอาศัย อลุ้มอล่วยกันไป มีประโยชน์แก่กันและกันติงกันเตือนกันจนกระทั่งบางทีก็ไม่ถึงทะเลาะกัน เป็นแต่เพียงสร้างความรำคาญกัน พวกเรามี อวิวาทะ เป็นอยู่ชัดเจนตาม สาราณียธรรม 6 ที่มี สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ นี่เป็นคำยืนยันว่าคำสอนพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร มีพุทธพจน์ 7 ก็สื่อยืนยันความจริงว่ามันเป็นสังคมดีสังคมเจริญ สังคมสงบ สังคมที่ประเสริฐ สังคมของคนเจริญ คนประเสริฐ คนอริยะที่แท้จริง จนกระทั่งเรามี สาราณียธรรม 6 นอกจากรายละเอียดของจิตเจตสิกต่างๆแล้วเรายังมีสภาพของกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีเมตตา เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม มีสาธารณโภคี ต่างคนต่างอยู่ร่วมกันแล้วทำงานมีผลผลิต ได้ผลประโยชน์ได้สิ่งที่เกิดเอามารวมกันกินใช้ร่วมกัน ลาภธัมมิกา ไม่แบ่งแยกไปเป็นส่วนตัวส่วนตนอะไร เผื่อแผ่ร่วมกัน กินร่วมกันใช้เป็นกงสี ใหญ่ ทั้งหมู่บ้านทั้งชาวอโศก ที่อยู่ต่างจังหวัด ต่างถิ่น ต่างที่ก็ถือเป็น สาธารณโภคี เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นเรื่องยิ่งใหญ่จริงๆ ถึงขั้น สาธารณโภคี อาตมาภูมิใจมากๆ ว่ายุคนี้นะ ที่ดีใจมากเพราะมันเป็นสิ่งที่เกิดได้จริงเป็นจริง ในยุคพระพุทธเจ้าเกิดได้แต่ในวงการสงฆ์ พูดมาหลายๆทีมากมาย ยืนยันย้ำเหตุปัจจัยให้ฟังแล้ว มันเป็นข้อจำกัด ในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยุคทาส ยุคคนยังไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนอะไรต่างๆ มันเป็นข้อจำกัดทำให้ทำไม่ได้ แต่ยุคนี้ไม่ใช่หรอก ต้องทำได้แล้วก็เป็นจริงยืนยัน ทำให้คนได้อาศัยเป็นอยู่สุขกัน อย่างที่พวกเรา ผู้ใดเห็นดีเห็นงามแล้วมาเลยมาอยู่ที่นี่ แล้วก็อยู่กันไปจนกระทั่งตายจากกัน เยอะ 40-50 กว่าปีมานี้ แล้วยังจะมีต่อไปอีกสำหรับผู้ที่มีดวงตารู้และก็เห็นดีเห็นงามก็มา บางคนเห็นดีเห็นงามนะแต่วิบาก มันมาไม่ได้ก็น่าเห็นใจ ไม่รู้จะทำยังไง

มาคุยกับ SMS ดู SMS วันที่ 30 มิ.ย. – 2 ก.ค. 2566

_ พี่มร บำรุง · เมื่อหลายปีก่อนก็เคยใด้ไปร่วมชุมนุมอยู่หลายครั้งด้วยชอบไปนั่งที่เต้นท์สันติอโศกชอบมาก ๆ จิตใจดีกันทุกคนเลยค่ะ พ่อครูว่า... พูดฝากมาที่ไหนหนอ จะมาอยู่บ้านราชบ้าง

_ป้ารัตน์ หนึ่งในธรรม · กราบนมัสการค่ะกราบขอบพระคุณท่านปัจฉาที่ดูแลพ่อท่านเป็นอย่างดี พ่อท่านอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้แล้วเพราะโยมเชื่อเช่นนั้น ขนาดไอก็ต่อสู้การไอและยอมรับความจริง เหมือนยายปรานีพิชิตมะเร็ง มะเร็งปอดหมอว่าจะเสียชีวิตภายในหกเดือน สุดท้ายอยู่มานานมากเพราะยอมรับและต่อสู้รักษาตัวเองด้วยดื่มฉี่และอยู่ตามวิถีชีวิตมังสวิรัติอย่างเดียว เป็นตัวอย่างให้เรา กราบสาธุค่ะ

_ตุ๊ก อัศวิน · ร่วมระลึกชาติ ถึงกิจกรรม 'ลงถนน' ของ พี่น้องเอ้ยยยยย!! นี้ คือ โครงการตามหาญาติ(ธรรม) แต้ๆ เจ๊า!! ด้วยเหตุปัจจัยนี้ ที่ชักนำให้นำตัวและใจ เข้าถึงหมู่ชาวอโศก..จนถึง บัดnow เจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณ คณะปัจฉา ที่ up to date พยาธิสภาพ(Disease)ของพ่อครู..เจ้าค่ะ ที่สำคัญ คือ ให้ 'สัมมาทิฎฐิ' ในเรื่อง เหตุปัจจัย ของ การเจ็บไข้ได้ป่วย ในมุม 'กฎแห่งกรรม' ในหลากหลายมิติ เช่น กรรมอดีต สู่ กรรมปัจจุบัน / ปัจจัยของสิ่งแวดล้อม (อารมณ์/อาหาร/อากาศ/อาการทั้งกาย&ใจ)ก็มีส่วน / ความก้าวหน้าของการแพทย์ ก็เป็นตัวช่วยอย่างยิ่ง.. เป็นต้น ที่สำคัญ ท่านได้ให้ความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงธรรม ในเรื่องพระอรหันต์ กับ โรคที่ท่านได้รับ ด้วยการยกตัวอย่าง พระพุทธเจ้า และ พุทธสาวกที่สำคัญอีกหลายๆองค์ ที่ต่างก็ได้รับอาพาธในหลายๆ แบบ ทำให้ยิ่งตระหนักว่า..'หนีอะไร ก็หนีได้ แต่ ไม่อาจหนีพ้นวิบากกรรม'..เจ้าค่ะ น้อมกราบ_/\_ขอบพระคุณยิ่งๆ..เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ดี ก็เรียนรู้จากสิ่งที่พูดกันถึงอะไร เราก็ไปที่ใจ เรียนรู้จากที่พูดอะไรถึงอะไรให้เข้าใจ ก็ได้รับรู้ได้เข้าใจความจริงที่ลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆเรียกว่าธรรมะ

ทำจิตให้ไม่หมองรู้ ความจริงตามความเป็นจริง _นางจับใจ ธนะโภค · น้อมกราบนมัสการพ่อครูฯ ดิฉันขอกราบเรียนถามค่ะ 1. ช่วงที่พ่อครูฯ แจ้งว่า ถ้าการเมืองเป็นเหตุให้ชาวอโศกต้อง"ลงถนน" จิตดิฉันจะตื่น พ่อครูว่า... ชอบลงถนนคนนี้ จับใจเป็นพี่สาวของดินดอน รายงานอาการของจิตได้ละเอียดดีนะ 2. ช่วงที่รายงานสุขภาพของพ่อครูฯ จิตของดิฉันตื่นแบบหมองๆ (ฝืนการรับรู้มาก) ***ขอน้อมกราบเรียนถามพ่อครูฯ ว่า จิตของดิฉันเป็นปกติหรือไม่คะ พ่อครูว่า... จะฝืนไปทำไมก็รับรู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ต้องถึงกับหมอง รู้ว่าใจหมองก็ดีแล้ว แต่อย่าไปทำใจหมอง ให้จิตว่างๆ ร่าเริงเบิกบาน ให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง ดีแล้วล่ะที่อ่านอาการหมองๆของจิตตัวเองออกก็อย่าไปทำจิตให้หมอง “ที่จิตของเราหมอง เพราะเรามีจิตอวิชชาเป็นตัวเหตุ เราทำเองทั้งนั้น เราจะหมอง เราจะน้อยใจ เราจะเสียใจ เราจะโกรธ เราจะรัก เราทำเองทั้งนั้น! เรียนรู้แล้วก็ทำใจนี่แหละ เรียกว่าโยนิโสมนสิการ ทำใจในใจอย่างถ่องแท้แยบคาย ทำให้ได้ ทำให้ดี ปรับมันขึ้นไป นี่คือการปฏิบัติธรรม” มันจิตก็ปกติของคุณ ที่คุณยังมีข้อบกพร่องของคุณ อาตมาก็อธิบายผ่านไปแล้วก็ปรับปรุงทำให้ได้ให้เป็นใจสบาย รู้ความจริงตามความเป็นจริง คนนั้นคนนี้คนที่เรารัก คนที่เรายินดี คนที่เราบูชา คนที่เราเคารพ เป็นอย่างนี้อย่างนี้ก็ไม่ต้องไปมัวหมองไปตามเรารู้ความจริงตามความเป็นจริง เท่านั้นก็พอแล้ว

ชาวบวรอโศกอยู่กันอย่างเหนื่อยในการลดกิเลส _จรรยา ประเสริฐ · อยู่วัดได้ ถือว่าสร้างบารมีมาก่อนมาก อยู่บ้านยอมรับว่า เราทำอย่างพวกเขาไม่ได้ แน่ ๆ ดูแล้วว่าเรายังทำไม่ได้ แม้พยายาม ไม่มีของเก่ามารับรอง เพียรอย่างนี้ (อยู่บ้าน) เป็นขั้น ๆ ไปก่อน เฮ้อออ เหนื่อยกับกิเลส เราเองแท้ สาธุ พ่อครูว่า... คนอยู่วัดในแบบที่ไม่ใช่ชาวอโศก เขาไม่ได้มีชีวิตแบบบวรเหมือนพวกเรา พวกเรานี้อยู่กันอย่างบ้าน วัด โรงเรียน อยู่กันอย่างที่มันสัมพันธ์กันอย่างสนิท เกื้อกูลกัน มีพฤติกรรมของชาวบ้าน ชาววัด ชาวโรงเรียน เป็นชีวิตสามัญปกติ เราก็ทำหน้าที่ของแต่ละคน คนที่มีหน้าที่ทางโรงเรียนมากหน่อย ก็รับผิดชอบก็ทำหน้าที่ทางโรงเรียนมาก คนที่ทำหน้าที่บ้านมากก็ทำไป คนที่ทำหน้าที่วัด เช่นนักบวช เป็นต้น ก็ทำทางธรรมะมากก็ทำไป ตามกำหนด ตามธรรมวินัย ตามหลักเกณฑ์ ตามวัฒนธรรม นี่แหละเป็นความประเสริฐ บ้าน วัด โรงเรียนของชาวเรา ไม่เหมือนของเขาที่เขามีข้อจำกัด ซึ่งเขาต้องทำอย่างนั้นดีแล้วเพราะเขาไม่สามารถที่จะทำอย่างที่เราทำได้ เขาจำเป็นต้องมีหลัก มีเกณฑ์ มีขีด มีขั้น กั้นเอาไว้ไม่เช่นนั้นมันเลอะ เลอะเลย แต่ของเรามันมีจิตวิญญาณ มีภูมิธรรมที่สูง จึงอยู่กันอย่าง เหมือนบ้าน เหมือนสังคมครอบครัว ที่พูดย้อนซ้ำไปมาแล้วว่าเป็นกงสีใหญ่ เป็นองค์รวมที่อยู่กันอย่างเป็นญาติพี่น้องสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่เหมือนบ้านเดียว กัน ทั้งหมดเลยของชุมชน อันนี้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เป็นหมู่กลุ่ม สังคมชุมชนที่ยิ่งใหญ่ ที่เจริญ อาตมาภาคภูมิใจในความเป็นจริงที่เกิดได้ มีรูปธรรม มีวัฒนธรรม มีปรากฏการณ์เป็นจริงยืนยันกับโลกเขา ไม่ใช่ทำเล่น แต่มันเกิดจริงเป็นจริงเป็นความจริงของมนุษยชาติ พูดไปแล้วยิ่งใหญ่ เหนื่อยกับกิเลสดีแล้วที่ได้ต่อสู้กับกิเลส เป็นความเจริญอย่างหนึ่งนะ คนข้างนอกเขารวยในลาภยศสรรเสริญ แม้แต่บวชเป็นพระเขาก็ไม่ได้มารู้สึกเหมือนที่คุณพูด เหน็ดเหนื่อยกับการลดกิเลส เขาก็น้อยมีบ้าง อาจจะมีบ้างบางผู้บางท่าน พากเพียรเหนื่อยกับการลดกิเลส มีชีวิตที่จะเห็นอันนี้เป็นสำคัญแล้วก็เหน็ดเหนื่อยกับมัน เอาน่า เหนื่อยอะไรทางโลกก็เหนื่อยได้ แต่ไม่ดีเท่าเหนื่อยทางลดกิเลสหรอก

_นตา รักษาสุข · วันที่ 30 มิย. 66 วันนี้ zeno ดีมาก ขอบพระคุณ 1 ก.ค. 66 ไม่ตรงกับออกอากาศ เดี๋ยวคุ้มดีเดี๋ยวคุ้มร้าย เหมือนใจคนที่แปรเปลี่ยนเวลาอยู่ใกล้ใครก็ใจอ่อนกับคนนั้น เห็นคนที่ตนเองชอบดีหมด คนอื่นที่ไม่ใช่ไม่มีอะไรดี ราวนี้อากาศธาตุที่น่าขบขัน พ่อครูว่า... ก็ทำใจให้ปกติเห็นมันไม่เที่ยงหรอก ใจคนหรืออย่างอื่นก็ตามมันไม่เที่ยงสักอย่าง เราอย่าไปถึงขั้นตกเป็นคุ้มดีคุ้มร้าย มันไม่ดี รู้จักความจริงแล้วก็ปฏิบัติตน

_จนแท้ บุญคุ้มมาจน · ธรรมะค่ำคืนวันศุกร์ที่ 30 มิ.ย. สนุกมากเลยครับ.จีน อินเดีย อเมริกา..สาธุ พ่อครูว่า... อาตมายกตัวอย่าง มีลักษณะอะไรมาเทียบเคียง ยกตัวอย่างเปรียบเทียบอธิบายธรรมะให้ฟัง อย่างจีนเป็น อย่างอินเดียเป็น อย่างอเมริกา เป็น ผู้ที่ฟังธรรมเข้าใจก็ได้ประโยชน์ มันเป็นตัวอย่างของโลกของมนุษย์ของกลุ่มชุมชนมนุษยชาติ ซึ่งผู้ที่ได้ประโยชน์และกามเทพไปนี้ดี อาตมาก็คิดว่าพวกเราจะเข้าใจจะรู้สิ่งที่ยกเอามาเปรียบเทียบของจริงตัวอย่างจริง มันเข้าใจลึกๆอย่างมีนัยยะสำคัญที่ทำให้เรารู้ได้

หมดสุขหมดทุกข์ในเรื่องอาหาร 4 _ชุมพล ยอดสะเทิน · เข้าค่ายสุขภาพปี 54 ที่ดอนตาลเจอหนังสือพ่อครูเล่มเล็กๆ เปิดโลกเทวดา อ่านจบ อุปาทานความเชื่อเดิมมลายหายสิ้น เราก็เข้าใจว่าเทวดามันจะต้องเป็นรูปเป็นร่าง มีที่อยู่อาศัยเป็นเมืองๆหนึ่งบนท้องฟ้าซึ่งเรามองไม่เห็น มีนางฟ้าเป็นบริวาร 500 คน มีความสุขสบาย ซึ่งเกิดจากการทำบุญถวายเงินให้พระเยอะๆ แต่ความจริงมันเป็นเรื่องของเทวะหรือสภาพ 2 ความหลงในสุขลวงที่มันไม่มีอยู่จริง สุขกับทุกข์มันเป็นตัวเดียวกัน ผมยังทำใจไม่ได้กับต้มยำเห็ดฟางที่ผมมีความสุขเสมอเมื่อได้กิน แม้จะเริ่มรู้ว่ามันคืออุปาทานที่เราไปมโนมยอัตตาปรุงความสุขขึ้นมา พ่อครูบอกว่าหมดรสสุขทุกข์ในเรื่องของอาหาร โอ้โหถ้าแบบนั้นกิเลสความชอบความชังทุกเรื่องทุกอย่างบนโลกใบนี้ เราก็ต้องล้างอุปาทานแบบเดียวกันเช่นเรื่องอาหารใช่ใหมครับ กราบนมัสการพ่อท่านด้วยความเคารพครับ พ่อครูว่า... ศาสนาพุทธเรียนรู้ตัวสุขทุกข์แล้วทำให้สุขทุกข์ปราศนาการไปจากจิต หายไปไม่เกิดในจิตเลย คนที่ไม่มีทุกข์ไม่มีทุกข์เรียกว่า อทุกขมสุข ภาษาง่ายๆ ส่วนภาษาบาลีลึกซึ้งก็คืออุเบกขา ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เพราะดับเหตุ คือกิเลสจนถึงอาสวะออกไปได้ จิตสะอาดเรียกว่า อุเบกขา ที่มีลักษณะ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตมันสะอาดจากกิเลสหมด สุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทำได้โดยกิเลสไม่ออกหมด จิตไม่สะอาดเขาทำได้ เดียรถีย์ทำได้ ทำให้จิตไม่สุขไม่ทุกข์ด้วยวิธีเดียรถีย์ วิธีนั่งสะกดจิต ลืมตาก็ทำได้ สะกดจิตแบบลืมตา ให้จิตมันไม่สุขไม่ทุกข์ มีอาการช่วงที่เขาทำได้นั้นมันไม่สุขไม่ทุกข์ แต่มันไม่ได้เป็นจิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์เพราะล้างเหตุตัวจริงไปเลย คือ อาการโง่ อาการที่เป็นกิเลส ล้างมันออกจนมันไม่มีในจิตเลย ไม่เกิดอีกในจิตอีกเลย มันจะมีเหตุทางข้างนอกสัมผัสกระทุ้งกระแทกกระเทือนอย่างไร กิเลสก็ไม่เกิด มันมีนัยยะสำคัญที่ลึกซึ้งกว่ากันมากเลย อันนี้อธิบายสั้นๆ นี่คือการเรียนรู้ธรรมะ เป็นการเรียนรู้ที่ตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้า มาเรียนรู้ความติด ความยึด ความมีกิเลสอย่างนี้แหละ เหตุที่เป็นเห็ดฟาง เรียนรู้แล้วก็ลดกิเลสมันให้ได้ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา ตาไม่ได้กระทบสัมผัส หูไม่ได้ยินเสียงพวกนั้น ซึ่งไม่รู้จะพูดยังไง มันนอกรีต มันเป็นเดียรถีย์ เดี๋ยวนี้ก็ยังหลงผิดเป็นเดียรถีย์แบบนี้เพราะความเสื่อมของศาสนาพุทธ มันเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ไว้ใน อาณิสูตร มันก็เลยไปยึดถือ จนอาตมานำมาฟื้นคืนก็ได้ขึ้นมาเรื่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมันเป็นอุปาทานจริงๆ มันไปหลงยึดถือตามที่กิระดั่งได้ยินมามันเชื่อมาตั้งแต่ชาติไหนไม่รู้ว่าเห็ดฟางนี่อร่อย จิตนี้ก็ยังติดมีอุปาทานยึดถือติดตามนั้น แล้วที่เราไป มโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่เราเกิดเอง ของเราเอง ทำเอง สำเร็จด้วยจิตของเราเอง ปรุงความสุขขึ้นมา นี่สื่อออกมา ให้เข้าใจสภาวธรรมตามภาษาที่อาตมาบอกไปว่า คุณมีสภาวะจริง อาตมายืนยันอันนี้ อาตมาบอกความจริงให้รู้ว่า ที่เขาเป็นนักปฏิบัติธรรมเรียนรู้ศาสนาพุทธกันมา เขาจะรู้จักอาการเวทนา ความรู้สึก และความรู้สึกของคุณแม้กินอาหาร คุณก็ไม่มีรสสุข รสทุกข์ ไม่มีรสสุขรสทุกข์จริงๆ อ่านอาการสุข อ่านอาการทุกข์ได้ ไม่มีอย่างตื่นๆไม่ใช่วิปลาส ไม่มีอย่างรู้ๆอยู่ว่าอาการของเวทนาที่มันเป็นอุปาทาน เป็นตัณหา มันเป็นยังไง สุขทุกข์ในเรื่องอาหารหมดไป พระพุทธเจ้าตรัสไว้ คนหมดสุขหมดทุกข์ในเรื่องอาหารนี่แหละเรียกว่าคนปฏิบัติ โภชเนมัตตัญญุตา ใน กวฬิงการาหาร มีผัสสาหาร มีมโนสัญเจตนาหาร มีนามรูปและจิตเจตสิกแล้วอ่านอาการกิเลสออกจาก โภชเนมัตตัญญุตา จากอาการที่มันหลอกในกาม ในอาหาร หลอกไปผัสสะแล้วเกิดจริง มีเจตนาที่เป็นมโนมยอัตตา ที่เป็นกามหยาบ ต้องลึกไปถึงภวตัณหา หรือเป็นวิภวตัณหา นี่คือการปฏิบัติเรียนรู้ธรรมะ ได้ของจริง ที่อาตมาอธิบายถึงนี้พาดพิงถึง กวฬิงการาหาร แล้วก็ผัสสาหาร พูดถึงอาหาร 4 แล้วเปรียบเทียบ กวฬิงการาหาร ผัวเมียมีลูกเดินทางไปด้วย เมื่ออาหารหมดก็ฆ่าลูกทำเป็นเนื้อเค็มกิน กินไปก็บ่นหาว่า ลูกไปไหน เป็นอุทาหรณ์พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบที่อาตมาเห็นว่า มันลึกซึ้งซาบซึ้งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็น ผัสสาหาร เหมือนวัวไม่มีหนัง แล้วมันจะแสบขนาดไหน ผัสสะนี่มันจะต้องเจ็บแสบ มันจะมีเวทนา มันจะรู้จักความเจ็บแสบรู้จักทุกข์ เหมือนวัวไม่มีหนังคือ ผัสสาหาร แล้วคนไม่มีผัสสะ เหมือนวัวไม่มีหนัง แต่คุณไม่รู้จักเจ็บจักแสบ ด้านทน ไม่รู้จักเวทนา ไปหลับตาอีกก็เลยกลายเป็นคนไม่มีผัสสะ มันซ้อนไปซ้อนมา เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีทางที่จะปฏิบัติ มโนสัญเจตนาหาร ไม่รู้กามตัณหา ภวตัณหา เราเรียนรู้ลดจนหมดกาม ภวะ ถึงจะเป็นวิภวตัณหาที่ไม่มีภพ เป็นตัณหาที่อยู่เหนือ กาม เหนือภวะ คุณไม่ได้เรียนรู้เลย คุณหลับตาปฏิบัติเป็นโมฆะไปหมดเลย ทิ้งเลยรูป นาม วิญญาณไม่มีในที่นี้ สุญโญเลย ไม่ปฏิบัติครบภาวะ 2 อย่างนี้เป็นต้น คุณชุมพลเข้าใจเรื่องอาหารแล้ว ถึงบอกว่าการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านี้ 3 อย่างนี้ไม่ผิด อปัณณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิดของศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มี 3 อย่างนี้ไปนั่งหลับตา ผิด เป็นการปฏิบัติผิด ไม่ใช่ศาสนาพุทธ การปฏิบัติธรรมศาสนาพุทธต้องมี 3 อย่างนี้เสมอ ต้องตื่นนะไม่ใช่ไปหลับตา ข้อ1นี่ก็ผิดแล้ว พอสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 แต่นี่ไม่สำรวมทั้ง 6 ไปสำรวมใจอย่างเดียว เพราะฉะนั้น โภชเนมัตตัญญุตา ไม่ต้องไปพูดถึงเลย ไม่มี นี่มันผิดเพี้ยนไปมันผิด มันเสื่อมไปจริงๆเพราะหลับตาเอ้ย ต้องให้ท่านดินไทมาเรียก พี่น้องเอ้ย… ตื่นเถิดชาวไทยอย่ามัวหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเหลืองแล้วก็ดำลงด้วย ชาติจะเหลืองดำลง ที่จริงมันคนละคำอาตมาสะแลงไป ตื่นเถิดชาวไทยอย่าหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเหลืองและดำลงก็เพราะเราทั้งหลาย เป็นเพลงสมัยเก่า

ผู้มีภูมิธรรมสูงจะไม่หลงสวรรค์ โชคดีแล้วไม่ได้เกิดมารวย _ประสิทธิ์ ปัดสวรรค์ · อยากให้พ่อท่านเทศน์เรื่องกินของหลวงชอบเอาเปรียบคนอื่นครับผม พ่อครูว่า... คนเราไม่รู้ทันสวรรค์และหลงสวรรค์ ชีวิตต้องมีสวรรค์นั่นคือคนไม่สูง คนที่สูงแล้วก็จะรู้ว่าสวรรค์ก็เป็นภพ นรกก็เป็นภพ สวรรค์มันยังหลอก แต่เอาเถอะ ถ้าพอรู้ว่าสวรรค์ขั้นที่มันลำลองจะต้องอาศัยมันเป็นขั้นๆอันนี้ยังพอใช้ได้ แต่ไปหลงว่าสวรรค์คือสิ่งที่จะต้องได้ต้องเป็นต้องมีแบบเสพรสของสวรรค์ แบบนี้ยากที่จะปฏิบัติธรรมไปนิพพาน สุดท้ายสวรรค์ไม่มี นรกก็ไม่มี นรกสวรรค์คือภพชาติ คือความลวง คือสุขทุกข์นั่นเอง หมดสุขหมดทุกข์เป็นพระอรหันต์ เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าหรือเรียนรู้ธรรมะจากอาตมาจะเป็นอย่างนี้ ส่วนเรื่องการกินของหลวง อาตมาไม่ค่อยมีประสบการณ์ ไม่รู้เรื่อง ชาตินี้อาตมามีกุศลจังเลย กุศลของอาตมาคือ 1.ไม่ได้รับราชการเลยในชาตินี้ 2. ไม่ได้มียศมีตำแหน่งราชการกับเขาเลย C1 C2 C3 C4 C5 ซี้เลี้ยวอะไรก็ไม่มี ไม่มีกับเขาเลย เป็นคนเกิดมาโชคดีมาก ชาตินี้ นี่อย่างหนึ่ง 3. อีกอย่างหนึ่งคือเกิดมาชาตินี้ไม่ได้เป็นคนร่ำคนรวย ไม่ได้เป็นคนที่มีฐานะ มีเงินร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน แหม โชคมันดีอะไรอย่างนั้น ในพระไตรปิฎกก็มีนะ เขาเกิดชาตินี้ไม่ได้มาเป็นกษัตริย์ ไม่ได้เป็นเศรษฐี แล้วเขาให้อธิษฐาน สาธุเกิดชาติต่อๆไปอย่าให้เป็นเศรษฐี อย่าให้เป็นกษัตริย์ ไปเป็นใหญ่เป็นโตอะไร อธิษฐานกัน ในพระไตรปิฎกมี _สู่แดนธรรม... คุณประสิทธิ์เขาอยากให้พ่อท่านอธิบายอธิศีล ของศีลข้อที่ 2 พ่อท่านเคยเทศน์ พ่อครูว่า... อาตมาเคยบอกแล้วไงว่าอาตมาไม่ค่อยรู้เรื่อง ไปกินของหลวง อาตมาไม่เคยไปกินของหลวง อาตมาไม่รู้เรื่อง เขากินยังไง เขาใช้วิธีการยังไง ได้ยินได้ฟังวิธีการของเขา มันไม่ลึกซึ้ง อาตมาอธิบายไม่ค่อยได้ _สู่แดนธรรม... ผมเข้าใจอย่างนี้ว่า ถ้าคนไปกินของหลวงมันจะไปผิดศีลข้อที่ 2 กุหนา ลปนา จนกระทั่งพวกเราเกิดความละอายใจลาออกจากหลวงมาเลย ผมว่าน่าจะเป็นเช่นนั้นนะครับ พ่อครูว่า... อย่างนั้นก็ได้หรือปรับตัวกลับใจปรับเปลี่ยนตัวเองไม่กินของหลวง ของหลวงนี่คือของประชาชน ของส่วนรวม ของกลางมีเจ้าของเจ้าของเยอะ เพราะฉะนั้นมีเจ้าของเยอะจึงเป็นหนี้ประชากรเป็นล้านๆคน 1 บาทของหลวงคือเจ้าของมีคนเป็นเจ้าของ เป็นเงินภาษีของทุกคนเขามีส่วนร่วม เป็นเงินส่วนกลางของหลวง มันก็ไปกินภาษีของหลวง 1 บาท ไปโกงภาษีของหลวง 1 บาท คุณเป็นหนี้ประชาชนที่เขามีส่วนเป็นเจ้าของภาษีของเขาอยู่มากเพราะมันจึงบาปไม่ใช่น้อยที่ไปกินสินบาทสินบน ไปกินของหลวงที่ใช้ศัพท์ง่ายๆว่า กินของหลวง ชอบเอาเปรียบคนอื่น แม้แต่ศัพท์คำว่า ชอบเอาเปรียบคนอื่น นี่ก็เป็นความเลว คนที่เอาเปรียบคนอื่นนี่ก็เป็นความเลวที่แท้จริง ใช่ไหม คนใดที่เข้าใจลักษณะอาการของความเอาเปรียบ แล้วไม่ทำการเอาเปรียบ ฝึกตนเลยว่าอย่าไปทำการเอาเปรียบใคร เป็นคนเสียเปรียบนั่นแหละด้วยศัพท์ชัดๆ เสียเปรียบทั้งๆที่เรารู้ว่าเราเสียเปรียบไม่ใช่เสียรู้ เรารู้ว่าเราเสียเปรียบ ตั้งใจเสียเปรียบด้วย และมีปัญญาอีกว่า ควรเสียเปรียบให้คนนี้มากกว่าคนนี้ คนนี้ควรเสียเปรียบให้เขามากๆหน่อย เช่น ควรเสียเปรียบให้แก่พลเอกประยุทธ์ เพราะพลเอกประยุทธ์ทำงานได้ดี เพราะฉะนั้นจะมีอะไรไปเสียเปรียบให้แก่พลเอกประยุทธ์ ช่วยเหลือในส่วนนั้นส่วนนี้ อะไรที่ควรจะมีส่วนช่วยได้เสียให้ได้สละให้ อย่างนี้เป็นต้น นี่ยกตัวอย่างง่ายๆชัดๆ นี่คือสิ่งประเสริฐ พวกนี้รู้จักการเสียเปรียบและก็เป็นคนอยู่อย่างเสียเปรียบ สรุปอย่างในหลวงท่านตรัส ผู้เสียนั่นแหละคือผู้ได้ การเสียนั่นแหละคือการได้ ในหลวงท่านไม่ได้กระจายความมาก อาตมากระจายความให้ฟัง นี่เรื่องจริงเป็นอย่างนี้ สิ่งประเสริฐเป็นอย่างนี้

_เกษม แสนทอง · วันนี้ (30มิ.ย.)พ่อท่านบรรยายวรรณะ 9 ได้เยี่ยมยอด ฟังเข้าใจง่ายครับ พ่อครูว่า... ดี วันนี้คิดว่าจะเอา อวรรณะ 6 มาอธิบาย ได้อธิบายวรรณะ 9 ไปแล้ว คุณคนนี้ฟังแล้วเยี่ยมยอด ยัง ยังจะมียอดคนนั้นอีกค่อยๆแถม อธิบาย อวรรณะ 6 ก็จะได้เปรียบเทียบกับ วรรณะ 9

_Pichai Ppt พิชัย พีพีที · เรื่องศาสนา มีหลายอย่าง ไม่เห็นด้วย แต่ชอบ แนวคิดการเมือง มากครับ พ่อครูว่า... อ้อ คุณคนนี้เขาแยก ฟังธรรมะอาตมาแล้วแยกว่าอาตมาพูดนี่พูดการเมืองด้วย พูดธรรมะด้วย แต่เขาบอกว่าเขาฟังธรรมอาตมาแล้วไม่เห็นด้วย มีหลายอย่างไม่เห็นด้วย นัยยะของการเมืองที่คุณชอบที่อาตมาพูด นี่แหละคือนัยยะของศาสนาในการเมือง คุณฟังให้ดีๆ นัยยะธรรมะในการเมืองที่คุณชอบนั่นแหละดีแล้ว หรือจริงๆก็คือ นัยยะของพฤติกรรมของมนุษยชาติ จะไปร่วมกับการเมืองหรือร่วมกับสังคม เศรษฐกิจ ร่วมกับอะไรทั้งนั้นแหละ มันก็ไม่ได้แยกขาดจากการเด็ดขาดหรอก ฟังดีๆได้ประโยชน์ก็ดีแล้ว

_บัวดาว พรมเลิศ · โอ้รายการวันที่ 1 ก.ค.ท่านดินไทเสียงท่านฟังได้ชัดเจนดีมากเลยเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... เสียงท่านดินไท ใครฟังได้ชัดเจนก็ดีมากแล้ว 1. ท่านจะพูดช้าๆ 2. ท่านจะพูดไม่ดังไม่แรงเหมือนโพธิรักษ์หรือท่านฟ้าไท ดูหลายๆท่าน ท่านพูดขนาดนั้นไม่ดังอะไรมาก ท่านบอกพี่น้องเอ้ย…ได้แค่นี้ ถ้าเราร้องพี่น้องเอ้ยแล้วก็เหอะ รับรองว่า Frequency ต่างกันกับของท่านดินไทมากเลย

เศรษฐกิจดีแบบชาวอโศกคือมี วรรณะ 9 _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ · ลุงตู่ดี แต่ทำมัยเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นเลยปล่อยให้ ข้าวยากหมากแพง ถ้าปากท้องชาวบ้านยังหิว จะให้คนรักชาติคงลำบากครับ พ่อครูว่า... คนเรา 2 คนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย คุณอัมพรมองว่าลุงตู่มาบริหารประเทศและทำให้เศรษฐกิจนี้ไม่ดี คนต่างประเทศเขามองมาด้วย เขามีนักเศรษฐกิจสถิติบอกเลยว่า ลุงตู่บริหารประเทศเศรษฐกิจไทยขึ้นอันดับดังนี้ คุณอัมพรนี่ไม่รู้เรื่องอะไรไม่รู้ไปมืดบอดอยู่ที่ไหน บอกว่าไม่ดีขึ้นเลย ข้าวยากหมากแพง ก็ใส่ความไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน