661025 ผู้จบกิจ 4 ประการเป็นผู้อยู่เหนือกาละได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
661025 ผู้จบกิจ 4 ประการเป็นผู้อยู่เหนือกาละได้ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53598.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1vyIGgCJpOcWBore3PGbekGYrVE4OtQ4W/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1yQaF-X1f0xVz2YSOiUaY-QJCS5GuG1ys/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661025-1085-1--4--_-e2bs559
ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nUHZXYwX_D/ และ https://youtu.be/4Et0VUw5FGI มีซับ https://youtu.be/2aBJ0zC34Cc?si=Kc3xphQLe1xml9IZ
สมณะเดินดิน...วันนี้วันพุธที่ 25 ตุลาคม 2566 วันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 11 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เหลือเวลาอีกประมาณ 8 วันก็จะเข้าสู่งานมหาปวารณา ครั้งที่ 41 มหาปวารณาปีนี้ เราจะประชุมกัน เริ่มวันสุกดิบในวันที่ 3 พฤศจิกายน จะเริ่มมีพิธีกรรม ตั้งแต่ปวารณาทางด้านสิกขมาตุ 7 โมงเช้า แล้วรายการเย็นก็จะเป็นปฐมนิเทศน์เข้าสู่งานมหาปวารณา ครั้งที่ 41 วันที่ 4 ตี 4 สมณะก็เริ่มปวารณา คาดว่าจะเสร็จภายในวันที่ 4 นะ ถ้าเสร็จวันที่ 4 ได้นะ วันที่ 5 ก็จะมีตักบาตรเทโว ลงจากชั้น 4 ถ้าอยู่ปฐมอโศกก็ลงจากศาลาชั้น 2 ถ้าอยู่บ้านราช โบสถ์อยู่ชั้น 4 เทโวของเราอยู่ชั้น 4 นะ ตอนเย็นวันที่ 5 อาจจะมีฉลองคอนเสิร์ตนับถอยหลัง 90 ปีเพลงของพ่อครู บอกว่าดารามากันคับคั่ง คิดว่าไม่ใช่น้อย ถ้าเอาอายุดารามารวมกันไม่ใช่น้อย แต่ก็จะมีคนหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่มาด้วย แต่ว่าคนที่มาร่วมสร้างบารมีกับพ่อครู คนที่พ่อครูเคยให้มาช่วยร้อง เขาก็ยังเต็มใจ พร้อมที่จะมา อยากจะมากราบคารวะพ่อครู ก็เรียกว่า มีความศรัทธามากๆ เลยนะ
อ่านต่อ
ที่เหมือนกับคบคุ้นกันมานานจถึงวันนี้ กิจวัตรก็คล้ายๆกับงานอโศกรำลึกนะ มีทำวัตรเช้า มีรายการภาคค่ำ งานนี้จะไม่รบกวนพ่อครูมาก พ่อครูจะแสดงธรรมค่ำวันที่ 4 วันแรกของงาน กับค่ำวันที่ 7 วัน ครบรอบการบวชของพ่อครู คือวันที่ 7 พฤศจิกายน ตอนเย็นจะมีรายการบุญญาวุธหมายเลข 1 รายการกสิกรรม ปีนี้จะมีการนำเสนอรายการกสิกรรมระดับพรีเมี่ยม Premium ก็คือทำแบบประณีต ไม่ใช่ทำหว่านไปร้อยไร่พันไร่เลยนะ แต่ได้ผลไม่เท่าไร เราจะมีโมเดลของอิสราเอล มีพวกเราที่เคยไปอยู่อิสราเอล 6-7 ปี พยายามที่จะก๊อปปี้เอาเทคโนโลยี เอาสิ่งของของเขามาดู ถ้าเคยดูรายการมองโลกมองธรรมที่เอามานำเสนอนะ ที่ทำกสิกรรมนำเทคโนโลยีมาให้ชม ของเขาพื้นที่เป็นทะเลทราย เปลี่ยนน้ำทะเลเป็นน้ำจืด อากาศร้อน แต่เขาสามารถปลูกพืชผักได้อย่างดี ทำแบบกสิกรรมไม่ใช่สารเคมีด้วย และจะมีกสิกรรมอโศกระดับพรีเมี่ยมมาให้ชมเหมือนกัน เราไม่ได้ลงทุนมากอย่างเขา เป็น Premium แบบคนจนๆ งานมหาปวารณาวัตถุประสงค์ใหญ่คือ การได้มาประเมินผลจากการทำงานทั้งปี สมณะ สิกขมาตุ ประชุมกันหลายรอบเพื่อประเมินผล แก้ไขข้อบกพร่องและเป็นการเตรียมงานปีใหม่ งานเพื่อฟ้าดินไปด้วย จะมี 2 เรื่องที่ได้มาช่วยกันทำ พ่อครูเคยให้คำจำกัดความของ ปวารณา ไว้ว่า “การปวารณาคือสุดยอดวิชาของพุทธ เพราะมีแต่การรู้ข้อบกพร่อง ข้อไม่ดีในตนเท่านั้น จึงจะทำให้มีโอกาสแก้ไขปรับปรุงตนเป็นคนดี ดีขึ้นได้ทุกขณะ ธรรมดาคนป่วยก็ย่อมมีเชื้อโรค การได้เห็นเชื้อโรคจึงคือความหวังที่จะหายป่วย คนที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ก็เช่นกัน ย่อมมีกิเลสเป็นธรรมดา การได้เห็นกิเลสจึงคือความหวังที่จะหมดกิเลส คนฉลาดจึงไม่คิดเสียใจ แต่จะได้ให้ได้ประโยชน์และพยายามคิดขจัดกิเลสอย่างเบิกบาน” ท่านถิรจิตโต เคยยกตัวอย่าง บอกว่าเหมือนคนไปตลาดแล้วนุ่งกางเกงตูดขาดไป มีคนมาบอกมาว่า เฮ้ย คุณนุ่งกางเกงตูดขาด ไม่ใช่จะไปเสียใจ ว่าคนนี้แย่จังเลยมาบอกเรามาว่าเรา แต่จริงๆแล้วคนมาบอกเราช่วยเรา save ไปตั้งเยอะนะ ทำให้เราได้แก้ไข ปวารณา คือ การยอมตนให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ ให้บอกกล่าวได้ ให้รบกวนได้ ให้ตำหนิติเตียนได้ แม้แต่จะให้ดุด่า ได้ โดยที่ผู้ปวารณาจะน้อมรับต่อทุกคำตำหนิอันเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ และขอน้อมคารวะต่อผู้ชี้ขุมทรัพย์ด้วยใจจริง ขอบคุณและขอบคุณ พวกเราลองทบทวนดูสิ ในชีวิตเรา คงไม่มีใครไม่เคยเจอคำตำหนิติเตียนอะไรมาเลย ตั้งหลักดีๆ สิ่งที่เราเคยได้มา มันเป็นโทษหรือเป็นประโยชน์ต่อเรา เราสามารถมองเห็นเป็นประโยชน์ได้ นั่นคือเราได้พบขุมทรัพย์แล้ว แต่ถ้าใครเห็นเป็นโทษ คนนั้นก็เหมือนได้พบเหมือนกันคือได้พบนรกแล้ว ดีไม่ดีนรกนี้ยังฝังแค้นอีกนะ “เนี่ย สมณะองค์ที่เคยว่าฉัน ตอนนี้ก็อยู่วัดไม่ได้แล้ว” 10 ปีก็ยังไม่หายเลยที่เคยว่าไว้ นรกอันนี้ไม่จางไปง่ายๆ ปวารณาจึงเป็นสุดยอดวิชา ใครไม่เข้าใจจะทำให้จิตวิญญาณเราตกต่ำก็ได้
พ่อครูว่า... หยุดไปตั้ง 10 กว่าวันนะ จะมีเสียงไหมนี่ หยุดไป 10 กว่าวัน เสียงไม่หายไปหมดเหรอ เดี๋ยวยังมี After Shock ของงานเจนะ อโศกสัมปวังโก เขาเขียนกวีมา องค์ของปาณาติบาต 5 ผองสัตว์มีชีวิต คนไร้สิทธิ์จักครอบครอง ไฉนจึงจำจอง สัตว์นั้นต้องโทษ หรือไร อย่าคิดจักเกี่ยวข้อง ให้สัตว์ต้องเสียนิสัย รอคนหามาให้ เลี้ยงลำไส้ชั่วชีวี สัตว์นั้นมีกรรมเก่า เป็นของเขาค้างบัญชี หรือคนจะใช้หนี้ แทนกรรมที่สัตว์สร้างมา ผองสัตว์หวงชีวิต อย่าได้คิดฆ่าเลยหนา สัตว์มีเวทนา แต่บางคราไร้อภัย เพียงแค่พยายาม ฆ่าก็ทรามแม้สัตว์ไม่ วางวาย มลายไป ก็หาใช่บาปบ่มี ยิ่งสัตว์สิ้นชีวาตม์ แรงอาฆาตยิ่งทวี ผู้ฆ่ามิอาจหนี จากเวรีได้เลยนา หยุดก่อน พุทธชน อย่าเปรอปรน ปลายชิวหา ด้วยรสของมังสา อันใช่อา-หารคนเอย อโศก สัมปวังโก 16 ต.ค.2566
พ่อครูว่า... นักกวีเรา ก็มีดีๆมากมายหลายผู้หลายคน โดยเฉพาะท่านเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ วันๆหนึ่งถ้าไม่ได้กล่าวกวี ท่านคงจะขาดใจจริงๆ ท่านเพาะพุทธนี้ ท่านต้องกล่าวกวีทุกวัน วันละเช้ากลางวันเย็น เทศน์เมื่อไหร่ พูดเมื่อไหร่จะต้องมีกวีประกอบตลอดเวลา ก็เป็นจริตของท่าน ท่านก็ชื่นชอบ อาตมาก็ชื่นชอบนะ แต่ว่าใช้อันอื่นก็ต้องพูดเยอะ จะเอาแต่กวีมันก็จะช้า ไม่ทันใจ ก็เอาพูดพูดเสียเยอะกว่า เดี๋ยวขอ sms ก่อน
SMS วันที่ 13-24 ตุลาคม 2566
ช่วยกันคัดค้านนโยบายทำลายชาติของรัฐบาลเลว _ประไพ ยาสาร . กราบนมัสการท่านสมณะค่ะ “เมื่อผู้นำจะพาประเทศชาติให้วินาศ ประชาชนส่วนใหญ่ออกมาทักท้วงไม่เห็นด้วย เราต้องช่วยกันลงประชามติคัดค้านให้มากที่สุด พวกเราอย่านิ่งเฉยกันนะคะ ทำได้หลายช่องทางค่ะ” พ่อครูว่า... ก็เป็นการออกความเห็น ก็เชิญ อาตมาก็ว่า ไม่น่านิ่งดูดายสำหรับสิ่งที่มันจะเกิดสิ่งที่ไม่ดี ไม่ชอบมาพากลอะไรก็ช่วยกันจะคัดค้านก็ทำ หลักประชาธิปไตยพวกเราชาวไทยไม่รุนแรงอยู่แล้วใช้เหตุใช้ผล ใช้หลักฐาน ใช้ความจริงอะไรๆ มาสู้กัน ก็เชิญ อาตมาก็อายุ 90 กว่า จะหาว่าแก้ตัว ก็ไม่เชิงหรอก ก็คิดว่าน่าจะให้พวกเราช่วยกันทำ เหลือบ่ากว่าแรงอย่างไรก็ค่อยดูกันในอนาคตนะ ตอนนี้ก็ดำเนินกันไปดูดีอยู่ แต่มันก็ไม่ทันใจคนที่ใจร้อน อยากให้เห็นผลเร็วๆ ให้มันรู้ดำรู้แดงกันสักที อะไรอย่างนี้ พวกชอบดูมวยน็อค แต่พวกชอบดูมวยลีลานี้ โอ้โห เก็บคะแนน ได้ทีละ 1 คะแนน 2 คะแนน 5 คะแนนไปเรื่อยๆ เก็บคะแนนกว่าจะครบ 5 ยกหรือ 12 ยก ชนะคะแนนกันสวย ได้ดูกันเต็มอิ่ม ส่วนมวยน็อคนั้นได้ดูกันเต็มแรง น๊อคขึ้นปั๊บ 5 วินาทีน๊อค เสียดายสตางค์บางทีราคาที่ตั้งหลายพันหลายหมื่น ไม่ถึงกี่วินาที ตายๆๆ น็อคแล้ว นอกนั้นได้ดูแต่คู่รอง คู่เอกน๊อคไม่ถึงกี่วินาทีแย่เลย อ้าว ก็สารพัดอธิบายผสมไป
การทำการเมืองอย่างดาไลลามะกับอย่างพ่อครู _ช่อทิพ หนูทอง . องค์ดาไลลามะ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณทั้งทางโลกและทางธรรมของทิเบต ปัจจุบันท่านลี้ภัยอยู่ที่อินเดีย เพราะจีนยึดครอง ทีแบบนี้ไม่มีใครตำหนิ พอพ่อครูและอาจารย์หมอเขียวตั้งพรรคสัมมาธิปไตย คนบางส่วนตำหนิรุนแรงสองมาตรฐานจริงๆ ทั้งที่เป็นพุทธเหมือนกัน.. พ่อครูว่า…อ้าว..เราจะไปบังคับให้เขาเข้าใจเหมือนอย่างเราไม่ได้หรอก คนเข้าใจก็แตกต่างกันไป ประเด็นของผู้ที่มองแง่ของดาไลลามะกับอาตมานี่ก็คือ อาตมาทำให้เกิดความหายวุ่น อาตมามาทำงานการเมือง ไม่ใช่ทำงานการเมือง แต่อาตมาออกไปช่วยเรื่องการเมืองนี่นะ เพื่อให้มันหายวุ่น ให้มันหายยุ่ง ซึ่งก็ได้ทำกันมาหลายยกแล้วในชีวิตนี้ เริ่มตั้งแต่พ.ศ 2549 ออกไปแสดงตัวตนมาจนถึงกระทั่งขณะนี้ ขณะนี้ก็ยังมีพวกเราตอนนี้ก็ถึงขั้นอาตมาให้ไปตั้งพรรค สัมมาธิปไตย ซึ่งก็ไปตามประสาของเรา เพราะเราจะดำเนินการเมืองแบบโลกุตระ ซึ่งมันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องที่ใช้จิตวิญญาณ ใช้คุณธรรม ใช้ปัญญา ที่สงบ อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ อย่างนี้จริงๆเลย เป็นเรื่องที่พิสูจน์กันไป เราจะทำ เราทำได้มาแล้วนะ ที่เราไปทำงานโลกุตระทางด้านการเมืองนี้ ซึ่งใช้ภาษาได้เลยว่า เราออกปฏิวัติ ทำรัฐประหาร คือ ประหารรัฐบาล ได้ไปหลายรัฐบาลเลย ก็ไปช่วยทำด้วยธรรมาวุธ หรือเรียกให้ชัดจริงๆก็คือด้วย โลกุตตราวุธ อาวุธโลกุตระ ไม่ใช่ธรรมดา ไม่มีตัวอย่างในประเทศไหนๆ..ไม่มี ที่ทำได้หลายรัฐบาลเป็นการพิสูจน์ยืนยัน ยืนยันให้เห็นว่าไม่ใช่ความฟลุ๊ค ไม่ใช่ความบังเอิญ ไม่ใช่เรื่องที่ไร้น้ำยา ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ มันเป็นการยืนยัน รัฐบาลที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เริ่มตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ เอาเถอะจะมีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน มาช่วย ก็เป็นการเปิดทาง มันเป็นรอยเชื่อมต่อ มันเป็นแบบนั้น จะมีโลกีย์มาเชื่อม เป็นลิงลมอมข้าวพอง เป็นตัวเชื่อม โอเวอร์แล็ป ที่มีอะไรเชื่อมต่อ มันไม่ขาดเด็ดขาด มันก็มี แม้แต่ของเรายังมีเลย สุดท้ายของเราเสร็จเรียบร้อยถึงขั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์ พลเอกประยุทธ์เข้ามา บอกว่าขอยึดอำนาจ มันเหมือนกับเป็นลิงลมอมข้าวพอง หรือว่าเป็นโอเวอร์แล็ป ที่มันเหมือนโลกีย์ปฏิวัติ ซึ่งจริงๆไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้ใช้เรี่ยวแรง ไม่ได้ใช้กำลัง มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหมดแล้ว อำนาจของผู้บริหารตอนนั้นก็หมด ไม่เหลืออำนาจอะไรแล้ว แต่ไปทำตามรูปแบบ ไปทำตามนัยยะ ซึ่งมันก็ยากที่จะเข้าใจว่า มันเป็นการแสดงความเป็นประชาธิปไตยที่สะอาดขาวมาก ประชาชนปฏิวัติ แต่เสร็จแล้วประชาชนไม่รับตำแหน่งหน้าที่จากการปฏิวัติเลย ทีนี้ในหน้าที่ของพลเอกประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช.อยู่ ก็เข้ามารับหน้าที่ ไม่เช่นนั้นจะทำยังไง ไม่มีใครที่จะต่อเชื่อมถึงผู้มีอำนาจเต็ม มันก็จะเสียหายประเทศชาติ ก็เข้ามาทำงาน อาตมาว่ามันไม่มีอะไรจะสวยที่สุดเท่านี้อีกแล้วในประเทศไทย เรื่องการปฏิวัตินี้ ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้หมายความว่าอาตมาจะเอาดีใส่ตัวเองนะ ไม่ได้พูดเป็นอย่างนั้น แต่อยากจะให้เข้าใจถึงลักษณะของประชาธิปไตย ที่มีคุณสมบัติและมีคุณธรรม ที่เป็นคุณธรรมคุณสมบัติระดับโลกุตระที่มันเป็นประสิทธิภาพที่เยี่ยมยอดอย่างขนาดไหน เพราะฉะนั้นนักรัฐศาสตร์จะต้องมาศึกษาดีๆ ศึกษาให้เห็นตัวอย่าง ให้เข้าใจสัจธรรมตรงนี้ อาตมานี่อายุขนาดนี้แล้ว แต่ต่อไปก็คงจะไม่ได้ออกไปแสดงตัวอะไรมากมายนัก ตอนนี้ก็มาให้เด็กๆร้องเพลงกล่อมไป ไม่ใช่เด็กๆนะคนอายุมากก็อยากจะมาร้องเพลงกล่อมด้วยก็เอา เด็กๆด้วยก็ร่วมมาก็ขอขอบคุณทุกคนที่มีน้ำใจที่อยากจะมาร่วม เป็นหมู่ เป็นคณะ เป็นผู้ที่ร่วมกัน เป็นสังคมกลุ่มเดียวกัน ทีนี้ประเด็นของดาไลลามะ ในโลกเขาเข้าใจ ดาไลลามะ จริงๆมันมีนัยยะที่ซับซ้อนหลายชั้น ดาไลลามะ เป็นพุทธที่ถ้าจะพูดไปแล้ว มันออกนอกโลกุตระไปแล้ว ดาไลลามะไม่ได้เป็นโลกุตระแต่เป็นโลกียะ แต่เป็นโลกียะที่ใช้ความสงบสยบความเคลื่อนไหว แล้วก็ท่านองค์เดียวแสดงสภาพ ประชาชนไม่ได้ไปแสดงสภาพอะไรด้วย ประชาชนก็อยู่ ถูกประเทศจีนเขาครอบครองครอบงำไป ท่านก็แสดงความสงบของท่านไป ท่านก็ไม่รุนแรง ไม่ไปยุแหย่ ไม่ไปทำอะไรให้มันเกิดกระด้างกระเดื่องขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น โลกก็เข้าใจ มันก็ดีแล้วล่ะ มันก็ไม่ผิดอะไร ความงามงดงามของโลกียะก็ได้ ส่วนอาตมานั้น อาตมาไม่มีปัญหาอะไรเลย มันไม่เหมือน แต่มีส่วนดี ที่โลกียะเขามี ทางเรามี เป็นความสงบสยบความเคลื่อนไหว ที่อธิบายไปแล้วถึงใช้ความสงบปฏิวัติด้วย ดาไลลามะไม่ได้ใช้ความสงบปฏิวัตินะ แต่โพธิรักษ์นี้ใช้ความสงบปฏิวัตินะ ทำสงครามกัน สงครามล้างกบฏ ปฏิวัตินี้ เอาความสงบไปทำสงครามคว่ำกบฏ กบฏคือผู้ที่ทรยศต่อประเทศชาติ ได้สำเร็จ อย่างนี้ เป็นต้น นี่เป็นเรื่องที่ค่อยๆพูด ค่อยๆใช้ภาษาสื่อสภาวะออกไป ก็จะเข้าใจในอะไรลึกๆ เพิ่มขึ้น วันนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน วันต่อๆไปอาจจะมีอะไรดีๆ ค่อยพูดกันตรงนี้ อาตมาว่า ไม่มีปัญหาอะไร เรากำลังทำสิ่งที่เป็นตัวอย่างของโลก ดำเนินไปแล้วก็สืบทอดไป ทางสมณะก็ร่วมด้วย ทางฆราวาส หมอเขียวไปเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง ซึ่งจะเป็นรูปแบบของพรรคการเมืองโลกุตระ ก็มีคนเข้าใจอยู่บ้าง ก็จะมีคนมาร่วมบ้าง เราอาจจะไม่เป็นพรรคโดดเดี่ยวเสียจนพรรคอื่นๆ เห็นว่าพวกเราเป็นหมาหัวเน่า หรือนึกว่าเราเป็นพวกแกะดำ หรือเป็นอะไรต่ออะไร คงจะไม่ อันนี้ก็พูดนำหน้าไปไม่ค่อยได้ ก็ต้องดูว่าอารมณ์ของประชาชนคนไทยนี่ หรือจริตหรือแม้แต่ภูมิปัญญาของประชาชนคนไทยจะเข้าใจอันนี้ได้มากน้อยแค่ใด ก็ค่อยๆดูไป พวกเราไม่ใช่พวกดูไบ พวกเราดูไป คอยดูความจริงมันจะค่อยๆปรากฎเกิดขึ้นไปตามลำดับ เรื่องการตำหนิ อย่างที่บอกว่า “ คนบางส่วนตำหนิรุนแรงสองมาตรฐานจริงๆ ทั้งที่เป็นพุทธเหมือนกัน” เขาตำหนิรุนแรงอะไรต่ออะไร ก็เขาเข้าใจอย่างนั้น ก็ต้องเข้าใจเขา แต่อาตมาว่า เขาจะตำหนิ ก็ยังไม่มากเท่าไร เขาจะตำหนิรุนแรงอย่างไร ก็เป็นส่วนบุคคล ที่อาตมาว่าคนไทย อาตมาวัดตามมิเตอร์ของอาตมานะว่า คนไทยเข้าใจมากกว่าคนที่มีปฏิกิริยาบอกว่า เขาว่าพวกเรามารุนแรง มีปฏิกิริยาบ้าง อาตมาก็ว่าเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่เข้าใจดีขึ้นแล้ว
เห็นยุงบินก็เมตตาได้เพราะรู้สิทธิสัตวชีพ _Kanpai ST SC แก่นไพร . น้อมกราบนมัสการท่านสมณะค่ะ ตั้งแต่กินมังสวิรัตินั้นมีสติขึ้น เมื่อก่อนหากเจอยุงยังไม่ทันมากัดเราก็ตบแล้ว แต่เดี๋ยวนี้กลับมองเค้าบินไปมาได้อย่างเฉยๆ น่าจะเป็นที่เรามองเค้าเป็นเพื่อนมากขึ้นนะคะ พ่อครูว่า…” ตั้งแต่กินมังสวิรัตินั้นมีสติขึ้น” เห็นคุณค่าที่กินมังสวิรัติแล้วมีสติดีขึ้น “เมื่อก่อนหากเจอยุงยังไม่ทันมากัดเราก็ตบแล้ว แต่เดี๋ยวนี้กลับมองเค้าบินไปมาได้อย่างเฉยๆ” แน่ะ! ดูเป็นธรรมชาติดูสวยงามนะ ดูยุงบิน เอามาเปรียบเทียบกับผีเสื้อบิน ยุงบิน อันไหนจะสวยงามกว่ากัน ประกวด “น่าจะเป็นที่เรามองเค้าเป็นเพื่อนมากขึ้นนะคะ” ใช่ น่าจะเข้าใจเรื่องสิทธิสัตวชีพ สัตวชน จะเข้าใจ Animal Rights Watch อาตมาเคยตั้งข้อสังเกต คำว่า Rights คำนี้จะแปลว่าสิทธิก็ได้ Human Rights คือ สิทธิมนุษย์ Animal Rights คือ สิทธิสัตว์ มันมีสิทธิของมันจริงๆ เพราะฉะนั้นไอ้คนที่คอยจะจับจ้อง รักษาสิทธิคนนั้นคนนี้ อย่างพวกองค์กร Human Rights Watch มันชอบวุ่นๆกับเขา แต่เอาเถอะว่าจริงๆ มันก็มีประโยชน์บ้าง แต่ดูๆก็รู้สึกว่าจะไม่เข้าใจรอบถ้วน ถ้าเข้าใจเป็นโลกุตรธรรมจะเข้าใจดีๆ จนกระทั่งเราเสนอแนะถึงขั้น Animal Rights ขึ้นมา สิทธิของสัตว์ มันก็เป็นเจ้าของสัตว์ เจ้าของชีวิตของมันเหมือนกัน แล้วคุณจะไปละลาบละล้วงชีวิตของมันทำไม นะ อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เป็นความเจริญทางความรู้เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น
_บุญสูง สาดา . ภาพประกอบดีมากครับ เพลงคนโลกเก่า ทำให้คนร้อง นักดนตรี มีสีสันสมบูรณ์ครับ พ่อครูว่า…ดีก็ชมเชยมาแนะนำมา comment มาก็ว่าไป
สติสัมโพชฌงค์ส่งผลให้เกิดฌาน _Took Aswin ตุ๊ก อัศวิน . รู้เท่า และรู้ทันกิเลสได้ด้วยสติ เพราะสติและ กิเลส เหมือนคู่ชกที่มีความเร็วทัดเทียมกัน (เปรียบเป็นมวย Heavy weight ด้วยกัน) สติ (สัมโพชฌงค์) จักปรารถนาในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ เจ้าค่ะ เมื่อ รู้ เท่า และ ทัน กิเลส ก็จักสำรวมอินทรีย์ ได้ด้วย ตบะ คือ ศีล พิจารณาบ่อยๆ (เสพคุ้น)..จักพัฒนาเป็นเกิดปัญญา (ฌาน=พลังในการฆ่ากิเลส) จนสามารถ ลด ละ เลิก กิเลสเรื่องนั้นๆ เป็นที่สุด จึงเกิด นิพพาน เฉพาะเรื่องนั้นา..ดังนี้แล น้อมกราบขอ “สัมมาทิฎฐิ” เจ้าค่ะ
พ่อครูว่า... “ รู้เท่า และรู้ทันกิเลสได้ด้วยสติ “ ส่วนมากกิเลสมันจะเร็วกว่านะ _(เปรียบเป็นมวย Heavy weight ด้วยกัน) พ่อครูว่า... อาตมาว่ามวย Heavyweight ไม่เร็วหรอก ต้องมวย Bantamweight ถึงจะเร็ว มันตัวจิ๋วตัวเล็กโช๊คเร็ว ไอ้นั่นมันใหญ่มันหนักมันเทอะทะ Heavyweight ถ้าจะเปรียบมวย Bantamweight หรือ Lightweight ก็จะตรงกว่า _สติ (สัมโพชฌงค์) จักปรารถนาในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... สติเป็นความตื่น เป็นความนำหน้า เป็นความเผชิญเป็นตัวหน้า เป็นตัวนำหน้าของสิ่งที่คุณจะตกหล่น ถ้าคุณไม่มีสติคุณจะตกหล่น แต่ถ้าคุณมีสติเต็ม มันจะรู้ทันเลย เพราะฉะนั้น สติจึงเป็นตัวแรกของสัมโพชฌงค์ เป็นตัวยิ่งใหญ่ _สติ (สัมโพชฌงค์)..ฯ…เมื่อ รู้ เท่า และ ทัน กิเลส ก็จักสำรวมอินทรีย์ได้ด้วย ตบะ พ่อครูว่า…อันนี้เป็นการฝึก ผู้ที่เห็นกิเลส รู้เท่าทันกิเลส ปั๊บ (ในทันทีนั้น) ก็สำรวมอินทรีย์ด้วยตบะ ตบะ-การกดข่ม อดทน ต่อสู้ _”สำรวมอินทรีย์ ได้ด้วย ตบะ คือ ศีล พิจารณาบ่อยๆ (เสพคุ้น)..จักพัฒนาเป็นเกิดปัญญา พ่อครูว่า…เอาศีลมาเป็นตบะ ก็ดี ว่าเราถือศีลนะ ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์นะ สัมผัสกับสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์คนนี่แหละ ทำให้เราเกิดโลภ-โกรธ-หลง หรือเกิดรัก-เกิดชัง (ทำให้เกิด) ได้เก่ง ก็คนนี้แหละ เพราะฉะนั้นใช้สติเป็นตัวนำ แล้วก็พิจารณา (๑) สติสัมโพชฌงค์ (๒) ธัมมวิจัยโพชฌงค์ (๓) วิริยะสัมโพชฌงค์ คือ( สัมโพชฌงค์ ๓) 3 ข้อแรกใน”โพชฌงค์ 7” เป็นงานหลักในการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นงานหลักเลย แล้วก็.. ใช้( สัมโพชฌงค์) 3 ข้อ 3 ตัวนี้ คือสติฯ ธัมมวิจัยฯ วิริยะฯ 3 สัมโพชฌงค์ ปฏิบัติ”สติปัฏฐาน 4” อ่านให้เข้าใจถึงสภาพตั้งแต่มีกาย-มีเวทนา-มีจิต-มีธรรมะ แล้วเข้าใจสภาวะของกายคืออะไรแค่ไหน เวทนาคืออะไรแค่ไหน จิตคืออะไรแค่ไหน แล้วจัดการลงไปถึงขั้นธรรมะได้แค่ไหน อย่างนี้เป็นต้น ไอ้ที่พูดมาถึงตรงนี้แล้ว มันเป็นภาวะของการปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่ _เมื่อ รู้ เท่า และ ทัน กิเลส ก็จักสำรวมอินทรีย์ ได้ด้วย ตบะ คือ ศีล พิจารณาบ่อยๆ (เสพคุ้น)..จักพัฒนาเป็นเกิดปัญญา พ่อครูว่า... ก็ใช่ มันจะรู้จะเห็น จะรู้จะเห็น จะรู้จะเห็นความจริงตามความเป็นจริง ไปเลย _(ฌาน=พลังในการฆ่ากิเลส) พ่อครูว่า... ได้ อธิบายอย่างนั้นก็ได้ด้วย พลังงานฌานคือพลังงานที่จัดการกิเลส ด้วยพลังที่เราเรียกว่า มีพลังไฟ หรือพลังที่มันเผาได้ ผลาญได้ ทำให้สลายได้ ใน ฌาน 1, ฌาน 2, ฌาน 3, ฌาน 4 ก็มีพลังที่มีประสิทธิภาพ สูงขึ้นจนกระทั่งถึงสุดท้าย อย่างที่อาตมาได้อธิบายมาไม่รู้กี่ทีแล้วว่า ฆ่ากิเลสตายสนิท ฌานที่ 4 หรืออีกคำหนึ่งภาษาก็คือ บุญ ก็คือในฌานนี่แหละ ฌานที่ 4 ถ้าลงถึงมือของบุญ มือประหารมือสุดท้ายนี้แล้วละก็ กิเลสตายสนิท พลังงานฌานที่ 4 คือพลังงานบุญ เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ถ้าถึงมือบุญประหารมือสุดท้ายแล้ว แล้วก็กิเลสตายสนิท ฌานก็คือปัญญา เมื่อเข้าใจสภาวะธรรมแล้ว ฌานก็คือปัญญา เพราะฉะนั้นอาวุธคืออะไร อาวุธก็คือปัญญา อาวุธฆ่าคืออะไร ฆ่ากิเลส ก็คือปัญญา เอาอื่นฆ่าไม่มี เอาอื่นฆ่าไม่ได้ กดข่มให้ตาย กดข่ม คุณจะใช้วิธีกดข่มก็ได้แค่ อาฬารดาบส อุทกดาบส กิเลสไม่ตาย ฟื้น อาจจะข่มได้นาน นานๆๆ เท่าที่คุณจำไม่ได้แล้ว จำไม่ได้ก็ไม่รู้เมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นมันไม่สำเร็จ สรุปง่ายๆคือไม่สำเร็จ ต้องใช้ระบบของพระพุทธเจ้า ใช้คำภาษาต่างๆพวกนี้ ฌาน คือ พลังงานในการฆ่ากิเลส _(ฌาน=พลังในการฆ่ากิเลส) จนสามารถ ลด ละ เลิก กิเลสเรื่องนั้นๆ เป็นที่สุด พ่อครูว่า เรื่องนั้นๆ เรื่องไหนก็แล้วแต่ ทำมาตามหลัก(ตามลำดับศีล) ศีลข้อ 1 เราทำได้ทีละเรื่องศีล เราก็จะเก่งขึ้น พัฒนาขึ้น ศีลจะยากขึ้นหรือจะละเอียดขึ้น ก็เป็นไปตามลำดับ จนสามารถ ลด ละ เลิก กิเลสเรื่องนั้นๆ เป็นที่สุด _ จึงเกิด นิพพาน เฉพาะเรื่องนั้นๆ..ดังนี้แล น้อมกราบขอ “สัมมาทิฎฐิ” เจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ขยายความไปตลอดแล้วก็คือสัมมาทิฏฐิที่ให้ไป
ทำสงฆ์ให้แตกนิกายเป็นอนันตริยกรรม _อาภรณ์ จองเจริญกุลชัย . น้อมกราบนมัสการ ด้วยความเคารพอย่างสูง การที่เข้ามาปฏิบัติธรรมในกลุ่มอโศก โยมก็ได้รับรู้ ความจริงในความเป็นจริง มีผัสสะนำมาเป็นปัจจัย ได้ฝึกการมองตน เคร่งครัดที่ตน ผ่อนปรนผู้อื่น ผิดก็เป็นครู ถูกก็เป็นครู ผิดๆ ถูกๆ ก็มีครูหลายคน ต้องขอบคุณกับหมู่มิตรดี ที่เป็นครูให้ได้ฝึกปฏิบัติ ได้เห็นกิเลส และอัตตาในตนเอง ช่วยปรับเปลี่ยนแก้ไข คือมีปรโตโฆสะ มีสัมมาทิฏฐิ ชัดเจนกับตนเอง ให้เจริญยิ่งขึ้น น้อมกราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า…ประเด็นสำคัญของคุณอาภรณ์ก็คือ ประเด็นขอบคุณกับหมู่มิตรดี ที่คอยชี้ผิดก็มี ชี้ถูกก็มี ได้ประโยชน์ทั้งนั้นสำหรับผู้ที่เข้าใจแล้ว แล้วเรื่องมิตรหมู่ที่ดี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ คำนี้ยิ่งใหญ่มากที่พระพุทธเจ้าสอนเราไว้
ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น พตปฎ. เล่ม ๑๙ ข้อ ๕, สุริยเปยยยาล ๗ พตปฎ. เล่ม ๑๙ ข้อ ๑๒๙-๑๓๒
สุริยเปยยยาล ๗ แสงอรุณ ๗ เมื่อดวงอาทิตย์จะขึ้น (มรรคองค์ ๘) สิ่งที่เกิดขึ้นก่อน เป็นนิมิต (เครื่องหมาย) มีมาก่อน คือ แสงอรุณ (แสงเงินแสงทองฉาบทาริมขอบฟ้า) ๑. ความเป็นผู้มีมิตรดี (กัลยาณมิตตตา) ๒. ความถึงพร้อมด้วยศีล (สีลสัมปทา) ๓. ความถึงพร้อมด้วยความยินดี (ฉันทสัมปทา) ๔. ความถึงพร้อมด้วยอัตตา (อัตตสัมปทา) ๕. ความถึงพร้อมด้วยความเห็น (ทิฏฐิสัมปทา) ๖. ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท (อัปปมาทสัมปทา) ๗. ความถึงพร้อมด้วยการทําในใจโดยแยบคาย พิจารณาลงไปถึงที่เกิด (โยนิโสมนสิการสัมปทา) (พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ “สุริยเปยยาล” ข้อ ๑๒๙-๑๓๒)
ศาสนาพุทธเป็นศาสนาหมู่กลุ่ม แต่ถ้าแปลกปลีกแยกออกไปจากหมู่กลุ่ม ผู้ที่ทำให้หมู่กลุ่มแตกหรือหมู่กลุ่มแยก แม้แต่ตัวเราเองแยกไป ถ้าเราแยกไปเป็นอีก “นิกาย” อันนั้น “อนันตริยกรรม” แต่ถ้าเราแยกเป็น“นานาสังวาส” อันนี้ลึกซึ้งมาก แต่การแยกกับการแตกแยก แตกแยกนั้นคือนิกาย ทำให้ไม่ร่วมกัน แต่นานาสังวาสนี่ร่วมกัน เข้าใจกัน เชื่อมโยงกัน มีอะไรที่จะค่อยแก้ไขกัน แต่แหม.. มันลึกซึ้งมาก นัยยะนี้เป็นที่สุดแห่งที่สุดของความเห็นแตกต่างกัน เมื่อความเห็นสองฝ่ายแตกต่างกันเราก็อยู่กันอย่างนานาสังวาส ทีนี้การจะแยกเป็นนานาสังวาส บอกแล้วว่า “สังวาส”คือการร่วมกัน สังวาสกันคือ สงฆ์ สงฆ์คือหมู่คณะ ศาสนาพุทธไม่มีเดี่ยว ปลีกเดี่ยวไม่มี เหมือนอย่างพวก “เชน” นี้ไปตัวเดียวคนเดียวไป ไปอยู่แต่ผู้เดียว ประเดี๋ยวก็จะบรรลุอรหันต์ นั้นไม่มี อยู่แต่ผู้เดียว เดี่ยวๆ เดี๋ยวก็ได้บรรลุอรหันต์ ไม่มี ต้องอยู่กับหมู่ มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็ได้คิดได้เห็นเหตุปัจจัย กาย-เวทนา-จิต-ธรรม หรือว่าพร้อมหมดแหละองค์ประกอบที่จะเกิด แม้แต่ที่สุดจะเกิดองค์ธรรมของ”สัทธรรม 7” สัทธรรม 7 ตัวสำคัญก็ “หิริ-โอตตัปปะ” ละอายต่อบาป ไม่ใช่หยิ่งผยองหรือโง่ต่อ แต่เป็น ฉลาดที่จะละอาย คนที่เกิดสำนึก เกิดละอายต่อสิ่งนี้ที่เราไม่น่าประพฤติอย่างนี้-เราไม่น่าปฏิบัติอย่างนี้ มันผิด คนที่ละอายต่อสิ่งผิด ละอายต่อบาปหรือละอายว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ แล้วเราได้ทำไปแล้ว แล้วก็มาสำนึกทีหลังมารู้ว่า “โอ้โห! เราไม่น่าทำ เราละอาย” คนนี้แหละเจริญ เพราะฉะนั้น องค์ธรรมในสัทธรรม 7 ละอายนี้จึงเป็นตัวสำคัญท่านจึงเรียกว่าเป็น”เทวธรรม” ธรรมะแห่งความเจริญ ท่านจึงเรียก ”เทวธรรม หิริ โอตตัปปะ” “โอตัปปะ” นี้มันยิ่งละอายอย่างกลัวเลย ไม่ทำอีกแล้วอย่างนี้ สำนึกอย่างสูงเลย “เว้ย! เราโง่หนัก รู้ว่าโง่หนักเลย เราทำผิดพลาดมาก” เพราะฉะนั้นท่านถึงใช้คำอธิบายว่า ละอายอย่างแรงกล้า โอตตัปปะอย่างแรงกล้า เสร็จแล้วกลับตัว เคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า ก็คือศรัทธาอย่างแรงกล้า คนก็เจริญด้วยลักษณะพวกนี้ (จาก sms) อยู่กับหมู่ดี ก็สรุปแค่นี้ก่อน
ตายแล้วจะยังมีสติรู้ตัวไหม _สราวุธ บุญญโก. เมื่อตายไปแล้วเราจะมีสติรู้ตัวไหมครับ พ่อครูว่า…คำว่า สติ นั้น ไม่ได้อยู่ในภพ สติต้องเต็มทั้งกาย วาจา ใจ สติ แปลว่า ร้อย มาจากคำว่า ร้อย เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจนิยามของคำว่า สติ คือความรู้รู้ตัวทั่วพร้อม บางทีท่านก็ใช้โบราณาจารย์ท่านก็ใช้คำว่า รู้ตัวทั่วพร้อม ทั่วพร้อม ทั่วทั้งตื่นทั้งในทั้งนอก สัมพันธ์กันหมดเลย ตื่นร่วมกัน คุณฝึกสติดีๆ แล้วคุณจะรู้สึกว่าข้างนอกข้างในมันเหมือนอันเดียวกัน มันรู้ร่วมกัน สติ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive